‘จูลิโอ อันเดรออตติ’ นักการเมืองสีเทาบนหน้าประวัติศาสตร์อิตาลี

‘จูลิโอ อันเดรออตติ’ นักการเมืองสีเทาบนหน้าประวัติศาสตร์อิตาลี

ชื่อของ ‘จูลิโอ อันเดรออตติ’ ไม่เคยถูกจดจำเพียงด้านเดียว หากแต่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สีเทาของประวัติศาสตร์การเมืองอิตาลี ระหว่างความมั่นคงของรัฐ กับเงาของอำนาจที่ไม่อาจอธิบายได้หมดจด

KEY

POINTS

อำนาจบางประเภทไม่ได้แสดงตัวผ่านท่าทีแข็งกร้าว หากแต่ดำรงอยู่ผ่านความนิ่ง การรอจังหวะ และความสามารถในการประคองสมดุลของผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ในประวัติศาสตร์การเมืองอิตาลียุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีชื่อหนึ่งที่ฝังแน่นอยู่ในทุกช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ชื่อของชายผู้ได้รับฉายาว่า ‘Il Divo’ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 7 สมัย และครองพื้นที่ในรัฐสภายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ‘จูลิโอ อันเดรออตติ’ (Giulio Andreotti)

แต่ความยืนยาวทางการเมืองไม่เคยรับประกันความบริสุทธิ์ และเสถียรภาพของรัฐก็ไม่ได้หมายความว่าเบื้องหลังจะปราศจากรอยด่างพร้อย ภายใต้ภาพของรัฐบุรุษผู้เชี่ยวชาญการประนีประนอม คือข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์กับมาเฟีย การตัดสินใจเด็ดขาดในยุคความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้นำร่วมพรรค และคดีความที่ยืดเยื้อจนเกือบถึงบั้นปลายชีวิต เขาไม่ใช่นักการเมืองที่ถูกจดจำเพียงด้วยผลงาน หากแต่ถูกตั้งคำถามในฐานะผู้เข้าใจศิลปะแห่งอำนาจอย่างลึกซึ้ง เป็นศิลปะที่บางครั้งต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง ‘ความมั่นคงของรัฐ’ กับ ‘พื้นที่สีเทา’

รัฐบุรุษผู้ขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 7 สมัย

‘จูลิโอ อันเดรออตติ (Giulio Andreotti)’ จากพรรคคริสเตียนเดโมแครต คือหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของการเมืองอิตาลีระหว่างปี ค.ศ. 1972–1992 เขามีบทบาทสำคัญในการพาประเทศฟื้นตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เร่งการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม และสนับสนุนการผนวกรวมยุโรป รวมถึงการเป็นสมาชิก NATO

อันเดรออตติเกิดที่กรุงโรมในปี ค.ศ. 1919 เติบโตในครอบครัวคาทอลิกและจบการศึกษาด้านกฎหมาย โดยเชี่ยวชาญกฎหมายพระศาสนจักร ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีบทบาทในองค์กรนักศึกษาคาทอลิก ซึ่งกลายเป็นเครือข่ายสำคัญทางการเมืองในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1938 ที่ห้องสมุดวาติกัน เมื่อเขาได้พบกับ ‘อัลชิเด เด กัสเปรี (Alcide De Gasperi)’ ผู้ก่อตั้งพรรคคริสเตียนเดโมแครตซึ่งลี้ภัยจากระบอบมุสโสลินี การพบกันครั้งนั้นทำให้อันเดรออตติในวัย 19 ปีตัดสินใจฝากตัวเป็นศิษย์ หลังจากที่ เด กัสเปรี ถามเขาว่า “ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำหรืออ่านแล้วหรือ?”

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์เริ่มต้นขึ้น อันเดรออตติก็ได้รับการถ่ายทอดทักษะการประสานผลประโยชน์ การทูต และนโยบายต่างประเทศ ทักษะที่ต่อมาจะกลายเป็นเครื่องมือหลักของเขาบนเวทีอำนาจ

ต่อมาในวัย 28 ปี อันเดรออตติได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และกลายเป็นผู้ประสานงานคนสำคัญของรัฐบาล จากนั้นเขาผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งต่างประเทศ กลาโหม และการคลัง สะสมอำนาจและเครือข่ายไปพร้อมกัน

หลัง เด กัสเปรี วางมือ เขาเริ่มสร้างฐานของตนเอง กระทั่งปี ค.ศ. 1972 สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นครั้งแรก แม้อยู่ได้เพียง 9 วันเพราะความแตกแยกในพรรคร่วม แต่ความล้มเหลวนั้นไม่ใช่จุดจบ ตลอดหลายปีต่อมา เขากลับขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีก 6 ครั้ง

ด้วยทักษะการประนีประนอมและการจัดสมดุลอำนาจที่หล่อหลอมจากคำสอนของอาจารย์และประสบการณ์ทางการเมือง อันเดรออตติสามารถสร้างพันธมิตรได้อย่างยืดหยุ่น แม้เขาจะสนับสนุนการจัดตั้ง NATO แต่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีคนแรกที่เยือนสหภาพโซเวียต เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูต

นอกจากนั้น เขายังรักษาความสัมพันธ์กับโลกอาหรับและปาเลสไตน์ แม้บางครั้งจะขัดแย้งกับสหรัฐ เช่น การปฏิเสธส่งตัวผู้ก่อการร้ายในวิกฤตการณ์ ‘วิกฤตการณ์ซิโกเนลลา (Sigonella Crisis)’ และครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวถึงการรวมชาติเยอรมนีว่า “ผมรักเยอรมนีมาก จนอยากให้มีเยอรมนีถึงสองประเทศ” สะท้อนมุมมองเรื่องการถ่วงดุลอำนาจระหว่างตะวันออกกับตะวันตก

เจ้าของฉายา ‘Il Divo’ 

“อำนาจจะบั่นทอนเฉพาะผู้ที่ไม่มีมันเท่านั้น”

วาทะของอันเดรออตติที่ตอบคำถามถึงการครองอำนาจยาวนานหลายทศวรรษ สำหรับเขา อำนาจไม่ใช่ภาระ หากคือสภาวะที่ทำให้ผู้ถือครองไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้าม ผู้ไร้อำนาจต่างหากที่ต้องดิ้นรนและรอคอยโอกาส

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 7 สมัย และรัฐมนตรีกว่า 30 ครั้ง ทำให้เขาได้รับฉายา ‘Il Divo’ หรือ ‘ผู้ศักดิ์สิทธิ์’ เปรียบเปรยถึงสถานะที่อยู่เหนือความผันผวนทางการเมือง ฉายานี้ต่อมาถูกนำไปใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง ‘Il Divo’ กำกับโดย ‘เปาโล ซอร์เรนติโน’ (Paolo Sorrentino) ซึ่งออกฉายในปี 2008 เมื่อถูกถามถึงภาพยนตร์เรื่องนั้น เขาตอบติดตลกว่า “ผมคงจะดีใจกว่านี้ ถ้าได้ส่วนแบ่งค่าตั๋วด้วย”

แต่ภาพในหนัง ชายชราหลังค่อม เดินช้า เงียบขรึม และน่าหวาดระแวง ไม่ได้มีเพียงมิติเดียว คู่แข่งบางคนเรียกเขาว่า ‘Beelzebub’ ปีศาจแห่งบาปในตำนานคริสต์ ศัพท์ที่สะท้อนข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์กับมาเฟีย คอร์รัปชัน และคดีฆาตกรรม

แล้วเส้นแบ่งระหว่างรัฐบุรุษผู้เชี่ยวชาญการประนีประนอม กับนักการเมืองผู้พัวพันเงามืด อยู่ตรงไหนกันแน่?

The Year of Lead

ก่อนจะพูดถึงเงามืดของอันเดรออตติ จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่อิตาลีสั่นคลอนที่สุดครั้งหนึ่ง ระหว่างทศวรรษ 1960–1980 ยุคที่ถูกเรียกว่า ‘Years of Lead’ เต็มไปด้วยความรุนแรงทางการเมือง ระเบิด และการลอบสังหารจากทั้งฝ่ายซ้ายและขวา ประเทศทั้งประเทศอยู่ในภาวะหวาดระแวง

จุดแตกหักเกิดขึ้นในปี 1978 เมื่อ ‘อัลโด โมโร (Aldo Moro)’ ประธานพรรคคริสเตียนเดโมแครต ถูกลักพาตัวโดยกลุ่ม ‘กองโจรแดง (Red Brigades)’ ระหว่างถูกคุมขัง โมโรส่งจดหมายออกมาตำหนิอันเดรออตติอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าเขาเลือกจะไม่เจรจาและปล่อยให้เพื่อนร่วมพรรคถูกทอดทิ้ง

ในเวลานั้น อันเดรออตติดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 และยืนกรานไม่ต่อรองกับผู้ก่อการร้าย การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การสังหารโมโร เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างบาดแผลทางสังคม แต่ยังทำลายความพยายามของโมโรในการดึงพรรคคอมมิวนิสต์เข้าร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง อันเดรออตติยังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้ ด้วยการประสานผลประโยชน์ภายในประเทศ พร้อมการสนับสนุนจากวาติกันและสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ต้องการเห็นพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่อำนาจในบริบทสงครามเย็น อิตาลีจึงผ่านช่วงเวลาแห่งความรุนแรงนั้นมาได้ แต่คำถามเรื่องความรับผิดชอบและศีลธรรมยังคงตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต

ด้านมืดของอำนาจ 

แม้ อันเดรออตติ จะถูกยกย่องว่าเป็นนักประสานผลประโยชน์ผู้พาอิตาลีฝ่าคลื่นลมทางการเมืองในยุคสงครามเย็น แต่เบื้องหลังภาพรัฐบุรุษผู้สุขุมกลับเต็มไปด้วยเงาคลุมเครือ และคดีที่ทำให้ชื่อของเขามัวหมองที่สุด คือการสังหารนักข่าวสายสืบสวน ‘คาร์ไมน์ เปโคเรลลี (Carmine Pecorelli)’ ในปี 1979

เปโคเรลลีถูกยิงเสียชีวิตกลางกรุงโรม หลังจากส่งสัญญาณว่าเขามีข้อมูลอ่อนไหวซึ่งอาจสั่นคลอนเส้นทางการเมืองของอันเดรออตติ ข้อมูลดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงคดีลักพาตัวและการเสียชีวิตของ อัลโด โมโร จนเกิดกระแสกล่าวหา แม้ไร้หลักฐานแน่ชัดว่าผู้นำพรรคคริสเตียนเดโมแครตอาจมีส่วนปล่อยให้โมโรถูกกำจัด เพื่อสกัดคู่แข่งทางอำนาจ

ชื่อของอันเดรออตติจึงถูกลากเข้าไปพัวพันกับข้อสงสัยเรื่องการใช้อิทธิพลใต้ดินและความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจในเงามืด ทว่าเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลักฐานกลับไม่หนักแน่นพอจะผูกมัดความผิดเขาได้ ทั้งในกรณีการเสียชีวิตของเปโคเรลลี และเงาคำถามที่ทอดยาวมาจากโศกนาฏกรรมของโมโร

ต่อมา อีกประเด็นที่ทำให้ชื่อของ จูลิโอ อันเดรออตติ (Giulio Andreotti) ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก คือข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์กับมาเฟียซิซิลี ‘Cosa Nostra’

บุคคลสำคัญในเครือข่ายนี้คือ ‘ซัลโว ลิมา (Salvatore Lima)’ นักการเมืองซิซิลีผู้ใกล้ชิดกับอันเดรออตติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างฝ่ายการเมืองกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ มีข้อครหาว่าในการเลือกตั้งปี 1972 เครือข่ายของลิมาได้รับการสนับสนุนจากมาเฟียเพื่อระดมคะแนนเสียงให้ฝ่ายคริสเตียนเดโมแครตอย่างถล่มทลาย

บริบทของสงครามเย็นทำให้การเมืองอิตาลีเต็มไปด้วยแรงกดดันจากภายนอก ทั้งวาติกันและสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการเห็นพรรคคอมมิวนิสต์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ จึงเกิดข้อวิเคราะห์ตามมาว่า การประคับประคองอำนาจทางการเมืองในยุคนั้นอาจต้องอาศัย ‘พันธมิตรที่ไม่ปรากฏในที่สว่าง’ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยทำข้อตกลงกับองค์กรอาชญากรรม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1992 เมื่อรัฐบาลอิตาลีเริ่มเดินหน้าปราบปรามมาเฟียอย่างจริงจัง ในปีเดียวกันนั้น ลิมาถูกลอบสังหารกลางถนนในซิซิลี เหตุการณ์ดังกล่าวถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการลงโทษจากมาเฟีย หลังจากเครือข่ายทางการเมืองไม่สามารถให้ ‘ความคุ้มครอง’ ได้อีกต่อไป

การเสียชีวิตของลิมาเปิดประตูสู่กระบวนการสอบสวนครั้งใหญ่ เอกสิทธิ์คุ้มครองทางการเมืองของอันเดรออตติถูกเพิกถอน เปิดทางให้อัยการดำเนินคดีในข้อหาสมคบคิดกับมาเฟียเป็นครั้งแรก แม้ท้ายที่สุดกระบวนการยุติธรรมจะไม่สามารถตัดสินลงโทษเขาได้อย่างถึงที่สุด แต่คำพิพากษาบางส่วนก็ระบุว่ามี ‘ความสัมพันธ์’ กับกลุ่มมาเฟียในช่วงเวลาก่อนปี 1980 เพียงแต่คดีหมดอายุความ

เรื่องราวจึงไม่เคยจบลงด้วยคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงเส้นแบ่งพร่าเลือนระหว่าง ‘ความจำเป็นทางการเมือง’ กับ ‘การสมคบคิด’ ที่ยังถกเถียงกันไม่สิ้นสุดในประวัติศาสตร์อิตาลี

การพิพากษา และคำตัดสิน

หลังอำลาตำแหน่งทางการเมือง ชื่อของ จูลิโอ อันเดรออตติ กลับต้องเข้าสู่สนามต่อสู้ใหม่ นั่นคือ ‘ศาลยุติธรรม’

ในปี 1996 เขาถูกฟ้องในข้อหาจ้างวานสังหาร ‘คาร์ไมน์ เปโคเรลลี คดีนี้เต็มไปด้วยคำให้การจากอดีตสมาชิกมาเฟียและพยานกลับใจ คำตัดสินพลิกผันหลายครั้ง ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา ระบุว่ามีส่วนสมคบคิดจริง แต่ท้ายที่สุด ศาลฎีกาอิตาลีกลับมายกฟ้องอีกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าหลักฐานไม่หนักแน่นเพียงพอจะพิสูจน์ความผิดได้โดยปราศจากข้อสงสัย

ขณะเดียวกัน คดีสมคบคิดกับมาเฟียก็เดินหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่ง ในปี 2003 ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่สะเทือนวงการการเมือง โดยระบุว่าอันเดรออตติมีความสัมพันธ์กับแกนนำของ Cosa Nostra อย่าง “จริงใจ มั่นคง และเป็นมิตร” ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตทางการเมือง

พยานคนสำคัญอย่าง ‘ตอมมาโซ บุสเซตตา (Tommaso Buscetta)’ ให้การว่าเขาเคยเห็นอันเดรออตติพบกับ ‘ซัลวาโตเร โตโต้ รีน่า (Salvatore Riina)’ และแสดงความเคารพตามธรรมเนียมมาเฟียด้วยการจูบที่มือ ทว่าศาลไม่ได้รับรองข้อกล่าวหานี้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

ในปีถัดมา ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยสำคัญว่า แม้จะมีหลักฐานชี้ว่าอันเดรออตติเคยมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายมาเฟียจริง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนปี 1980 และพ้นอายุความไปแล้ว หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดถึงการติดต่อใด ๆ เพิ่มเติม

ผลลัพธ์คือ เขาไม่ต้องรับโทษจำคุก และจากไปในฐานะบุคคลที่ ‘บริสุทธิ์ตามกฎหมาย’

แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ คำว่า บริสุทธิ์ อาจไม่ได้หมายถึง ไร้ข้อกังขา

เพราะแม้ศาลจะตัดสินตามพยานหลักฐาน ทว่าข้อถกเถียงเรื่องศีลธรรมทางการเมืองและความโปร่งใสของรัฐบุรุษผู้นี้ ยังคงเป็นคำถามที่ไม่มีคำพิพากษาใดปิดคดีได้อย่างสนิทใจ

การเมืองอาจเต็มไปด้วยพื้นที่สีเทา ทว่าพื้นที่สีเทาไม่เคยลบล้างความรับผิดชอบ แม้ศาลจะปิดคดีลงได้ แต่หน้าประวัติศาสตร์ไม่เคยปิดตามง่าย ๆ

 

เรื่อง: ตะวัน ฤกษ์ล้วน (The People Junior)

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง:

Abse, Toby. “Giulio Andreotti: Corruption, Murder and the Thirst for Power.” Weekly Worker, no. 962, 16 May 2013.

Associated Press. “Giulio Andreotti, Former Italian Prime Minister, Dies Aged 94.” The Guardian, 6 May 2013, www.theguardian.com/world/2013/may/06/giulio-andreotti-prime-minister. Accessed 22 Feb. 2026.

Dore, Margherita. “Subtitling Italian Politics and Culture in Paolo Sorrentino’s Il Divo.” Cultus, pp. 122–143.

“Giulio Andreotti.” Wikipedia: The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, en.wikipedia.org/w/index.php?title=Giulio_Andreotti&oldid=1338122308. Accessed 22 Feb. 2026.

“Giulio Andreotti.” Encyclopaedia Britannica, www.britannica.com/biography/Giulio-Andreotti. Accessed 22 Feb. 2026.

“Giulio Andreotti Facts for Kids.” Kiddle Encyclopedia, 5 Nov. 2025, kids.kiddle.co/Giulio_Andreotti. Accessed 22 Feb. 2026.

“Giulio Andreotti: Italy’s Great Survivor.” BBC News, www.bbc.com/news/world-europe-10986816. Accessed 22 Feb. 2026.

“Kiss of Honour Between Andreotti and Mafia Head ‘Never Happened’, Say Judges.” The Independent, www.independent.co.uk/news/world/europe/kiss-of-honour-between-andreotti-and-mafia-head-never-happened-say-judges-97704.html. Accessed 22 Feb. 2026.

“Kidnapping and Murder of Aldo Moro.” Wikipedia: The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, en.wikipedia.org/w/index.php?title=Kidnapping_and_murder_of_Aldo_Moro&oldid=1334750422. Accessed 22 Feb. 2026.

Landoni, Enrico. “Giulio Andreotti and the European Balance.” Przegląd Geopolityczny, vol. 35, 2021, pp. 13–42, przeglad.org/wp-content/uploads/2021/03/XXXV-01-Landoni.pdf. Accessed 22 Feb. 2026.

“Years of Lead (Italy).” Wikipedia: The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, en.wikipedia.org/w/index.php?title=Years_of_Lead_(Italy)&oldid=1336743066. Accessed 22 Feb. 2026.

“Giulio Andreotti: A Political Leader Who Was Both Celebrated and Disgraced.” The Business Soirée, www.thebusinesssoiree.com/article/giulio-andreotti-a-political-leader-who-was-both-celebrated-and-disgraced. Accessed 22 Feb. 2026.