21 ม.ค. 2569 | 12:00 น.

KEY
POINTS
ในปี พ.ศ. 2569 ที่ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ จะมีอายุครบ 80 ปี
ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่พรรคสีฟ้านี้ก็ถือเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ยังคงทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
แม้ในมุมมองเชิงเปรียบเทียบ ปชป. อาจถูกมองว่าเป็น ‘พรรคไม้ใกล้ฝั่ง’ จากอายุและสภาพความถดถอยทางการเลือกตั้งในช่วงหลัง แต่หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ พรรคนี้ได้ผ่านทั้งช่วงเวลาที่รุ่งเรือง จุดสูงสุดของอำนาจรัฐ และช่วงตกต่ำที่สุดในทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง
การดำรงอยู่ของ ปชป. จึงเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของความอยู่รอด และการปรับตัวของพรรคการเมือง ในสังคมการเมืองที่ไม่มั่นคง
เมื่อกล่าวถึง ปชป. ภาพจำทางการเมืองมักเชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญอย่าง ‘ชวน หลีกภัย’ อดีตหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีสองสมัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการเมืองแบบหลักการ ความสุจริต และการยึดมั่นในกระบวนการรัฐสภา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเดินทางของพรรคในช่วงสามทศวรรษหลัง บุคคลอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทเชิงโครงสร้างอย่างสำคัญ คือ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ อดีตนายกฯ อีกคน ซึ่งเติบโตและเคลื่อนไหวร่วมสมัยกับ ปชป. มาอย่างต่อเนื่อง
อภิสิทธิ์เข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย ในฐานะนักเรียนนอกหน้าตาดี พูดจามีหลักการ โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.กรุงเทพฯ ในนาม ปชป. ต้นปี พ.ศ. 2535 ขณะมีอายุเพียง 27 ปี ก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปีเดียวกัน
บริบททางการเมืองในเวลานั้น ‘พรรคพลังธรรม’ ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มีฐานเสียงเข้มแข็งในกรุงเทพฯ แต่ท่ามกลางกระแสดังกล่าว อภิสิทธิ์กลับเป็น สส. เพียงคนเดียวของ ปชป. ที่สามารถคว้าชัยชนะได้ (พรรคพลังธรรมกวาด สส. กรุงเทพฯ จากการเลือกตั้งครั้งนั้น ถึง 32 คน จากทั้งหมด 35 คน) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพเฉพาะตัว และการถูกมองว่าเป็น ‘นักการเมืองรุ่นใหม่’ ที่แตกต่าง
นับตั้งแต่นั้น อภิสิทธิ์ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองว่า จะเป็นความหวังระยะยาวของ ปชป.
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2540 โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ ‘พรรคไทยรักไทย’ (ทรท.) ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง และ ปชป. ต้องเผชิญกับการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาศัยการเมืองเชิงนโยบายแบบประชานิยม การสื่อสารกับมวลชนในวงกว้าง และการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของ ทรท. ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางผลการเลือกตั้งระหว่าง 2 พรรคอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษ
ช่องว่างดังกล่าวมิได้เกิดจากนโยบายเพียงอย่างเดียว หากแต่สะท้อนถึงปัญหาการปรับตัวของ ปชป. เอง ซึ่งมีลักษณะเป็นพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับชนชั้นกลาง ข้าราชการ และความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง การจะปรับแนวคิดไปสู่การเมืองเชิงประชานิยมแบบเต็มรูปแบบจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ภายใต้โครงสร้างภายในของพรรค
ผลกระทบจากความพ่ายแพ้ต่อเนื่องทำให้ ปชป. ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้อีกเลยนับตั้งแต่การเลือกตั้งช่วงปลายปี พ.ศ. 2535 โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548 ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดเชิงสัญลักษณ์ เมื่อ ปชป. รณรงค์ขอคะแนนเสียงเพื่อให้ได้จำนวน สส. เพียงพอสำหรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ที่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540
แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ สส. เพียง 96 คน ขณะที่พรรคไทยรักไทยได้ถึง 377 คน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรก
ความพ่ายแพ้ดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านผู้นำพรรค โดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค (แทนบัญญัติ บรรทัดฐาน) และทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางอำนาจและบารมีของนายกฯ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่อยู่ในจุดสูงสุด
สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2548–2549 เต็มไปด้วยความขัดแย้ง วิกฤตศรัทธา และการตั้งคำถามต่อระบบรัฐสภา การตัดสินใจของ ปชป. ในการบอยคอตการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2549 และการเสนอแนวคิดการใช้มาตรา 7 (การขอพระราชทานนายกฯ คนนอก) ของรัฐธรรมนูญขณะนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคในระยะยาว
ภายหลังรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2549 การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2550 แม้ ปชป. จะไม่สามารถชนะได้ แต่การได้ สส. 164 คน ถือเป็นสถิติสูงสุดของพรรคในรอบหลายทศวรรษ และสะท้อนถึงการยอมรับบทบาทผู้นำของอภิสิทธิ์ในระดับหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เมื่ออภิสิทธิ์สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ แม้พรรคจะไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง อันเป็นผลจากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชน
รัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินนโยบายภายใต้กรอบ ‘ไทยเข้มแข็ง’ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองโดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี พ.ศ. 2553 ได้กลายเป็นบาดแผลทางการเมืองที่ส่งผลต่อความชอบธรรมของรัฐบาลและ ปชป. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุดอภิสิทธิ์ก็ตัดสินใจยุบสภาในปี พ.ศ. 2554 บนความมั่นใจที่ว่าด้วยผลงานการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำไว้ และการผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งมาได้ จะทำให้ ปชป. สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการชนะเลือกตั้ง และผลักดันให้อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย
แต่ใครจะไปคิดว่านั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ปชป. เผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยากลำบากอีกครั้ง
พรรคเพื่อไทย (พท.) สร้างปรากฏการณ์ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ที่ใช้เวลาหาเสียง 49 วัน จนได้เป็นนายกฯหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หลังการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2554 และผลักให้อภิสิทธิ์ต้องกลับไปเป็นผู้นำฝ่ายค้าน
แม้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะเกิดวิกฤติศรัทธาในการบริหารงาน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นโอกาสของ ปชป. เลยแม้แต่น้อย โดยช่วงปี พ.ศ. 2556-2557 พรรคตัดสินใจเล่นการเมืองสองขา คือ เล่นการเมืองทั้งในและนอกสภา สส.ของพรรคหลายคนประกาศลาออกเพื่อมาร่วมชุมนุมในนาม กปปส. พร้อมกับการประกาศบอยคอตไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 อีกครั้ง หลังจากยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจยุบสภา เท่ากับว่า การเป็นหัวหน้า ปชป. ของอภิสิทธิ์ได้ประกาศบอยคอตเลือกตั้ง ถึง 2 ครั้ง
การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 อภิสิทธิ์ ได้นำ ปชป. ลงสนามเลือกตั้งเป็นครั้งที่สาม (ต่อจากการเลือกตั้ง ในปี พ.ศ. 2550 และปี พ.ศ. 2554) โดยครั้งนี้ไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะได้กลับมาเป็นนายกฯ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นทุกฝ่ายรู้ดีว่า การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ต่างอะไรกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.
ท่ามกลางกระแสทางการเมืองที่มีการแบ่งฝ่ายว่า เป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย กับ พรรคการเมืองฝ่ายไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างสุดขั้ว ปชป. ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงในการเลือกข้างได้ เวลานั้น อภิสิทธิ์ ประกาศแบบตรงไปตรงมาว่า “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (อดีตหัวหน้า คสช. ที่ลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ) เป็นนายกฯ ต่อ!”
ทว่าคำพูดของ ‘หัวหน้ามาร์ค’ ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์และบารมีเหมือนในอดีต เพราะเวลานั้น ปชป. เสียงส่วนใหญ่ยืนยันสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เมื่อเป็นเช่นนี้อภิสิทธิ์จึงประกาศลาออกจากตำแหน่ง สส. และหัวหน้าพรรคทันที เพราะไม่อาจร่วมขานชื่อให้ ‘บิ๊กตู่’ เป็นนายกฯได้
การได้ร่วมรัฐบาลของ ปชป. พร้อมกับได้เก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาด้วยนั้น ปรากฏว่าไม่ได้ทำให้ ปชป. มีช่วงเวลาทางการเมืองที่ดีเท่าใดนัก เพราะพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคทั้งกรุงเทพฯ และภาคใต้ ได้ถูกตีแตกแบบย่อยยับ คนรุ่นใหม่ที่เคยทำงานร่วมกับ ปชป. ทยอยลาออกและหันหลังให้กับพรรค หนึ่งในนั้น คือ ‘ไอติม-พริษฐ์ วชิรสินธุ’ ที่ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นเป็นแถวหน้าของพรรคประชาชน
ปชป. กลายเป็นพรรคการเมืองที่รวมนักการเมืองที่ถูกขนานนามว่า ‘นักเลือกตั้ง’ และ ‘กลุ่มบ้านใหญ่’ จนขาดทรัพยากรบุคคลที่เป็นมันสมองให้กับพรรคในการทำงานการเมืองในเชิงนโยบาย นอกเหนือไปจากการทำงานการเมืองในเชิงพื้นที่ และการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงช่วงวิกฤตที่สุดของ ปชป. เพราะเหลือจำนวน สส. เพียง 25 คน เรียกได้ว่าทรุดหนักยิ่งกว่าการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ที่ ปชป. ได้ สส. 50 คน
ปัญหาภายในพรรคสุมหนักมากขึ้น ปชป. พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการเตรียมทาบทาม ‘ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ’ อดีตเลขาธิการอาเซียน มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อฟื้นฟูพรรคอีกครั้ง แต่ถูกอย่างก็ถูกพับไปภายหลังการเสียชีวิตของ ดร.สุรินทร์
ชื่อของอภิสิทธิ์ ถูกนำกลับมาเชื่อมโยงถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง แต่ด้วยสภาพภายในของ ปชป. ที่เปลี่ยนไป บวกกับความคับข้องใจที่มีต่อ ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ รักษาการหัวหน้าพรรคที่มาก่อน ทำให้อภิสิทธิ์ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิก ปชป. อย่างเป็นทางการกลางที่ประชุมวิสามัญพรรค จากนั้น ปชป. ได้กลับไปเป็นรัฐบาลอีกครั้งในนามพรรคร่วมรัฐบาลกับ พท. ที่มี ‘แพทองธาร ชินวัตร’ เป็นนายกฯ แต่สภาพก็อย่างที่เห็น ปชป. ไม่ได้มีทีท่าจะกลับมาเป็นพรรคการเมืองใหญ่เลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำการไปร่วมรัฐบาลกับ พท. ที่พรรคเคยเป็นฝ่ายตรงข้ามมาตลอดกว่า 20 ปี ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าหลักการของ ปชป. ได้ถูกสั่นคลอนอย่างชัดเจน
ในที่สุดด้วยสภาพภายในของ ปชป. ที่พุกร่อนเรื้อรังมาหลายปี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งภายหลังการยุบสภาครั้งล่าสุด ‘เฉลิมชัย’ ประกาศลาออก และเป็น ‘อภิสิทธิ์’ ได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้งในวัย 61 ปี
ภารกิจการฟื้นฟูของ ปชป. ในครั้งนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การกลับไปเป็นพรรคการเมืองใหญ่ หรือการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต แต่เป็นนำ ปชป. ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง
และดูเหมือนว่าการปรับตัวของ ปชป. เหมือนจะเริ่มส่งผล เพราะจากการสำรวจความนิยมในทางการเมืองหลายสำนัก อภิสิทธิ์มีคะแนนดีขึ้น บางช่วงบางจังหวะก็มีคะแนนนิยมนำ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ คนล่าสุด และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่า ปชป. อาจกำลังมาถูกทาง
ที่สุดแล้วบทสรุป 80 ปีของ ปชป. และการเดินทางของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ ภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความพยายามในการรักษาองค์กรการเมืองที่อยู่มายาวนาน ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง
เส้นทางข้างหน้าอาจไม่ใช่การแสวงหาชัยชนะ หากแต่เป็นการฟื้นฟูความหมายของการเป็นพรรคการเมือง ที่ยึดโยงหลักการ สร้างความเชื่อมั่นใหม่ และหาพื้นที่ยืนของตนเอง ในภูมิทัศน์การเมืองไทยยุคใหม่อีกครั้ง
แต่สุดท้ายแล้ว ปชป. จะฟื้นจริงหรือไม่ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จะเป็นคำตอบของคำถามทั้งหมด