10 ก.พ. 2569 | 16:58 น.

หากมองด้วยสายตาคนนอก ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ ถือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสำคัญที่น่าจับตามองของพรรคประชาชน เพราะเขาเป็นแคนดิเดตคนนอกที่ไม่ติดคดีการเมือง เพราะเขาคือนักวิชาการที่เข้ามาเป็นผู้วางแผนนโยบายให้พรรคตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่
ขณะที่ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และ ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 อาจมีความเสี่ยงในการยุติปฏิบัติหน้าที่จากการเป็นสองสส. ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมยื่นให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยความผิดภายใน 9 มีนาคม 2569
“การเปลี่ยนแปลงมันไม่เท่ากับการอยู่แบบเดิม เพราะเรากำลังจะดิ่งไปลงก้นเหว และอาจจะกลับมาไม่ได้อีกเลย”
นี่คือคำที่เขาพูดไว้ในการหาเสียงครั้งสุดท้ายของพรรค เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะเขาเชื่อว่า ความเชื่อแบบเดิม ๆ คือ กับดักสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังคงอยู่กับสังคมเดิม เศรษฐกิจเดิม และยากที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า
วีระยุทธเติบโตที่อำเภออ่างศิลา จังหวัดชลบุรี นั่งมอเตอร์ไซค์ไปดูทะเลอยู่บ่อย ๆ แต่หลังจากนั้น เขาย้ายตามคุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่ปัจจัยหลักที่เขาเริ่มมองเห็นความแตกต่างหลากหลาย คือ วันที่คุณแม่เลือกเปิดโรงเรียนเนอสเซอรี่ ซึ่งมีเด็กต่างฐานะ เด็กต่างชาติ รวมถึงผู้ปกครองที่ต้องทำงานเช้าถึงค่ำ และคนที่เป็นพ่อแม่ฟูลไทม์
“สิ่งที่คุณแม่สอนมาตลอด คือ เราต้องเข้าใจความหลากหลาย เพราะมีเด็กลูกครึ่ง หลายสถานะ เราจึงได้เห็นชีวิตของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน เรียกว่าเราเห็นความหลากหลายและวิธีจัดการให้ความหลากหลายเหล่านี้ให้อยู่ด้วยกันได้”
พอโตขึ้นมาถึงวัยรุ่น เขาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และนั่นก็อาจเป็นครั้งแรก ๆ ที่ทำให้เขาได้เริ่มใช้ชีวิตในเมืองผ่านขนส่งสาธารณะยอดนิยมอย่าง ‘รถเมล์’
เริ่มจากการนั่งรถเมล์จากบ้านฝั่งธนไปเรียนแถวสมุทรปราการ แล้วเริ่มเปลี่ยนสายรถเมล์ที่วิ่งผ่านบ้านเพื่อนบริเวณใกล้ ๆ โรงเรียน และเริ่มมองเห็นความแตกต่างในชีวิตของผู้คน
“ตอนเด็กเวลาบางทีเราเดินผ่านบ้านคนอื่นแล้วเราเห็น เราเริ่มเข้าใจว่าสังคมมันแตกต่าง มีบ้านคนรวย บ้านคนจน”
การมองเห็นชีวิตจริงตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามอยากเป็นคนที่มีเงิน และพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้
“คุณแม่ก็เคยบอกว่า ในสังคมเรามีโอกาส ถ้าเก็บหอมรอมริบก็ลืมตาอ้าปากได้”
วีระยุทธเลยเลือกเดินเข้าห้องสมุด มองหาหนังสือ How To และค้นพบว่า จริง ๆ แล้ว เราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำแล้วทดไว้ในใจ
ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ หล่อหลอมให้วีระยุทธเป็นคนที่มองโลกผ่านความแตกต่างของผู้คน เห็นต้นทุนที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมบางคนไปได้ไกลกว่า ทำไมบางคนต้องเหนื่อยมากกว่า ทั้งที่พยายามเหมือนกัน
และคำถามเหล่านั้นเองพาเขาเดินต่อไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย พื้นที่ที่เขาเริ่มค้นหาคำอธิบายอย่างจริงจัง ว่าระบบแบบไหนกันที่กำหนดชะตาของผู้คนในสังคม
จริง ๆ แล้ว วีระยุทธไม่ได้อยากเป็นวิศวกร ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่ก็สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ
ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้เรียนอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งคำถาม รู้จักคนหลากหลาย และเริ่มสนใจสังคม และเป็นสมาชิกชมรมค่ายอาสา ค่ายที่พาเขาเดินทางทั่วประเทศ เปิดโลกและเรียนรู้สิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ค่ายอาสาทำให้ตอนมหาวิทยาลัยเราเริ่มตั้งคำถามของตัวเองกับสังคมไปพร้อมกัน เราอาจจะเข้าใจคนจนเมือง แต่ถ้าเราไปเห็นภาคชนบท แง่หนึ่งมันมีความงดงามเรื่องอาหาร แต่จะมีความยากจน งานที่ดีหายาก เราจะเข้าใจว่าความลำบากมันมีความแตกต่างหลากหลายเรื่องวัฒนธรรมอยู่”
พอเรียนจบ 4 ปี เขาไปทำงานเป็นวิศวกรอยู่ในโรงงาน มีการตั้งยอดขายและเรียกร้องให้ทำงานล่วงเวลาสิ่งเหล่านั้นทำให้เขารู้ว่า โลกมันถูกกำหนดจากนอกโรงงาน เขาเลยเริ่มไปอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านหนังสือเศรษฐศาสตร์เพื่อดูว่าเขาสนใจงานด้านนี้จริง ๆ
แล้วคำตอบ คือ ใช่… เขาอยากเป็นคนที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อประเทศไทย
เขาจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่นำไปสู่คำถามที่เขาพยายามหาคำตอบมาตลอด หลังจากเรียนวิชาพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งเปรียบเทียบไทย เกาหลี และบราซิล เกาหลีเริ่มพัฒนาพร้อมไทย แต่ตอนนี้ดินแดนแห่งนั้นกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไทยยังอยู่ที่เดิม
ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องการหาคำตอบที่ชัดเจนขึ้น ไม่ได้อยากได้คำตอบผ่านหนังสือหรือคำบอกเล่า เขาจึงตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยการชิงทุน Cambridge Trust และ Cambridge Political Economy Society Trust ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก สาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (University of Cambridge)
“การเรียนปริญญาเอกเหมือนบันไดงานวิชาการ ส่วนตัวรู้ว่า เราใช้เวลาและพลังงาน ย้อนกลับไปเรายังมีแรง เรายังอดนอนได้ ถ้าเป้าหมายชัดมันก็ไปถึงได้ ตอนนั้นเป้าหมายจบแล้วหางานในต่างประเทศให้ได้”
การเลือกศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการขทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้อย่างเป็นระบบด้วย ‘คำถาม’ ในทุกขั้นตอนที่เขาเริ่มชีวิตบทใหม่
ที่อังกฤษ วีระยุทธเป็นอาจารย์ที่เคร่งอย่างฮาจุนชาง นักเศรษฐศาสตร์เกาหลีชื่อดังที่เป็นคนละเอียดและชวนให้เขาตั้งคำถามกับทุกตัวอักษรที่อ่าน
“อาจารย์ผม ฮาจุนชาง เวลาน้อยนะ เขาเดินทางตลอดเวลา เวลาผมส่งดราฟต์เปเปอร์ไป เขาจะพกไปอ่านพร้อมหนังสือพิมพ์ แต่เขาอ่านทุกบรรทัดทุกประโยค เขาสอนให้เราคิดทุกประโยคว่า เราเขียนไปผ่าน ๆ เราคิดผ่าน ๆ หรือเปล่า
“บางทีคนเราจำแล้วพูดตาม เขียนตามคนอื่น แต่แกจะจี้ว่า คิดแบบนั้นจริงเหรอ มันจริงหรือเปล่า เจาะลึกลงไปด้วยมาตรฐานสากล”
พอเรียนจบ เขาเลือกเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตปริญญาตรีที่ King’s College London และเป็นผู้บรรยายระดับปริญญาเอกที่ Centre of Development Studies มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ แล้วเข้ามาเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ สถาบันบัณฑิตศึกษาด้านนโยบายสาธารณะในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ( National Graduate Institute for Policy Studies - GRIPS)
“GRIPS ใกล้ชิดกับภาครัฐและเอกชน เพราะจะมีคนจากหน่วยงานเข้ามาสอน เราจะเห็นการทำงานภาควิชาการ เอกชน และรัฐบาลที่ดีเป็นอย่างไร สามารถย้ายกระทรวงได้ พอคนนั้นมาอยู่ตำแหน่งสูงก็สามารถออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยงได้”
วีระยุทธสอนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงเปรียบเทียบและการพัฒนายุคปัจจุบันไปพร้อมกับการทำงานวิจัยและเริ่มสร้างครอบครัวที่เมืองอาทิตย์อุทัยที่ยืนอันดับต้น ๆ เรื่องอุตสาหกรรมในเอเชีย
แล้วถ้ามองกลับมายังประเทศไทย เขาก็มองเห็นปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ยังคงติดกับดักโลกทุนนิยมและไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
“เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมามักรอ ‘สายลมแห่งโชคชะตา’ ช่วยเหลือเรา แต่สิ่งที่ควรทำคือควรมองตัวเองมากกว่านี้ กล้าจะผ่าตัดตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ต่างชาติมากระทุ้งเราก่อนถึงจะแก้ไข เหมือนไปตรวจสุขภาพแล้วเห็นตัวเลขบางด้านจนรู้สึกไปเองว่าร่างกายเราแข็งแรงดี แต่ยังไม่ได้ตรวจภายใน”
ประสบการณ์ที่ได้รับพาเขาออกจากบทบาทนักวิชาการมาสู่พื้นที่นโยบายสาธารณะ เพราะหากความรู้ไม่ถูกใช้เปลี่ยนความจริง มันก็อาจเป็นเพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษเท่านั้น
ย้อนกลับไปปี 2563 วีระยุทธคือคนที่อยู่เบื้องหลังนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำและทลายทุนผูกขาด ในฐานะที่ปรึกษานโยบายของพรรคอนาคตใหม่
“ผมอยากเห็นพรรคการเมืองที่ทำแนวคิดภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Social Democracy หมายความว่าไม่ใช่แค่ยืนยันหลักการประชาธิปไตย แต่อยากให้ไปไกลกว่านั้นคือลดความเหลื่อมล้ำ ลดทุนผูกขาดด้วย”
ในช่วงปีเดียวกัน เขายังเป็นผู้เขียนหนังสือ ‘เศรษฐกิจสามสี’ ที่เคยวิจารณ์ระบบเศรษฐกิจไทยว่า ไม่มียุทธศาสตร์และการจัดการชีวิตของผู้คนในโลกทุนนิยม
“เรามียุทธศาสตร์ชาติ แต่เราเป็นชาติที่ไม่มียุทธศาสตร์ เพราะแก่นของการมียุทธศาสตร์ คือ ต้องกล้าที่จะเลือกจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย ยุทธศาสตร์อย่างแรก ๆ คือคุณต้องรู้ว่า priority คืออะไร ความสำคัญของสิ่งที่คุณจะเลือกในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าคืออะไร คุณต้องแลกมาด้วยอะไร และคนในชาติยอมไหม
“ถ้าคุณต้องการความเท่าเทียมจริง คุณต้องแลกมาด้วยต้นทุนบางอย่าง การเติบโตอาจจะช้าลง นักลงทุนบางเซ็คเตอร์อาจจะถอย ทั้งประเทศมีฉันทามติในการแลกหรือเปล่า ถ้ามี นั่นแหละคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่ถ้าไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ คนไม่รู้ต้นทุนที่ต้องแลก และคนไม่มีฉันทามติในสังคมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผมถือว่าไม่มียุทธศาสตร์”
ต่อมา เขาก็เปิดตัวในฐานะ 1 ใน 7 สมาชิกทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 ทำงานร่วมกับศิริกัญญา ตันสกุลในการวางนโยบายเศรษฐกิจของพรรค อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และทำงานในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และ 2568
แต่หลังจากศาลรัฐธรรมนูญถูกตัดสินให้ยุบพรรคเมื่อเดือนสิงหาคม เขาตัดสินใจกลับมาประเทศไทยให้เวลาตัวเอง 10 ปีในการทำงานการเมือง และเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน
การเลือกตั้งปี 2569 ที่ผ่านมา วีระยุทธปรากฏตัวในฐานะของรองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน
นอกจากความโดดเด่นเรื่องเศรษฐกิจแล้วที่ชูเรื่องการฟื้นคืนเสือตัวที่ 5 ของภาคอุตสาหกรรมไทย เขาให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่าเขาอยากผลักดันให้ประเทศไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเชิงการผลิต
“เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘Made in Thailand’ เป็น ‘Made with Thailand’ ทลายความคิดเรื่องขอบเขต ยืนยันความสําคัญเรื่องแรงงาน ความสําคัญของการผลิต และขอไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานต่างๆ
“หลายคนอาจจะคิดว่า เพียงแค่มีนักท่องเที่ยวกลับมาในประเทศไทยก็พอใจแล้ว แต่สําหรับผมขอยืนยันว่า สิ่งที่จีรังยั่งยืนกว่าคือ การมี ‘เทคโนโลยี’ เป็นของตัวเอง ซึ่งการผลิตจะทําให้เราเรียกว่าแข่งกับโลกได้”
แต่ปัจจัยที่ทำให้ ‘วีระยุทธ’ เป็นแคนดิเดตคนสำคัญและเป็นคนเดียวที่ไม่มีคดีชักหลัง เพราะแคนดิเดตอีก 2 คนอย่าง ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ และ ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ มีรายชื่ออยู่ในคดีกรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. หรือการแก้ไขมาตรา 112
แล้วในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล รวมถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ศิริกัญญา ตันสกุล กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอร่างแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 เห็นว่า การกระทำดังกล่าวมีเจตนาลดระดับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าข่ายไม่ยึดมั่นต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง สส. ซึ่งป.ป.ช. จะส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังศาลฎีกา เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยภายใน 30 วัน
ดังนั้น ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ จึงถือเป็นไพ่ลับใบสุดท้ายที่เรายังคงต้องจับตาเส้นทางการเมืองที่เพิ่งเริ่มของเขาต่อไป
อ้างอิง
ประชาชนเปลี่ยนประเทศ / พรรคประชาชน
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เรายังฝันถึงประเทศไทยที่ดีกว่านี้ได้ l 30 ยังจ๋อย EP123 / The MATTER
วาดฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยในระลอกคลื่นโลกาภิวัตน์ลูกที่สาม กับ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร / The 101.World
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: เรามียุทธศาสตร์ชาติ แต่เราเป็นชาติที่ไม่มียุทธศาสตร์ / ประชาไท
เปิดรายชื่อ 10 ว่าที่ สส.ปชน.ส่ออดไปต่อ โดน ป.ป.ช.ฟันคดี 44 สส. / กรุงเทพธุรกิจ
ประวัติ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 ของพรรคประชาชน / ไทยรัฐ