10 ก.พ. 2569 | 13:00 น.

‘หมากตาสุดท้าย’
หนุ่มเมืองจันท์ นักเขียนชื่อดังเคยเปรียบเปรยว่าชีวิตนั้นเหมือนเกมกระดานหมากรุก ทุกหมากทุกตาต้องผ่านการคิด ในการเลือกขยับและเลือกรอจังหวะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘หมากตาสุดท้าย’
หมากตาสุดท้าย คือการตัดสินใจครั้งสุดท้าย เพื่อที่ให้คุณอื่นจดจำคุณแบบไหน แบบผู้แพ้ ผู้ชนะ แบบสมศักดิ์ศรี หรือแบบไร้หนทาง
ในวัย 78 ปี ของ ‘ปวีณา หงสกุล’ ที่ห่างหายจากเวทีการเมืองไปพักใหญ่ การตัดสินใจร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 และประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมของพรรค นี่อาจจะเป็นหมากตาสุดท้ายของหญิงแกร่งที่มีภาพลักษณ์ดีในสังคม ที่ทำประเด็นสิทธิเด็กและผู้หญิง
พรรคกล้าธรรม จะเป็นภาพจำในหมากตาสุดท้ายของเธอคนนี้
แล้วมันจะเป็นการเดินหมากแบบไหน แบบที่โลกจะจำเธอว่าเป็นแกนนำพรรคกล้าธรรม ภายใต้การสนับสนุนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรค หรือจะสอบตกเพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่ถึงลำดับของเธอ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นี้ มีคำตอบ
เรามาร่วมลองย้อนดูเส้นทางก่อนหมากตาสุดท้ายของ ‘ปิ๊ก-ปวีณา’
การเมืองในยุคทศวรรษ 1990 ที่อัตราเฉลี่ยเพศชายมากกว่าหญิงนั้น ปวีณาคือหนึ่งคนที่ถูกจดจำในบทบาทที่โดดเด่น ร่วมกับ ‘สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์’ จากพรรคพลังธรรม และ ‘อรทัย กาญจนชูศักดิ์’ จากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ก่อนเส้นทางการเมืองปวีณา มีภาพจำคือน้องสาวของนางงามจักรวาลประจำปี พ.ศ. 2508 อย่าง ‘อาภัสรา หงสกุล’ โดยเริ่มชีวิตการทำงานในธุรกิจภาคบริการ ทั้งสถานทูตสหรัฐฯ ผู้จัดการธนาคาร และผู้บริหารโรงแรม
สมัคร สุนทรเวช เป็นครูคนแรกในสนามการเมือง โดยให้โอกาสเธอสวมเสื้อพรรคประชากรไทย ในยุคนั้นการเลือกตั้ง กทม. แบ่งเป็น 13 เขต แต่ละเขตจะมี สส. ได้ 2-3 คน ไม่ใช่เขตเดียวคนเดียวเช่นปัจจุบัน การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2531 เธอลงสมัคร สส.กทม. ในเขตเลือกตั้งที่ 13 (ประกอบด้วยเขตหนองจอก เขตมีนบุรี และบางส่วนของเขตบางเขนซึ่งรวมถึงแขวงสายไหม ก่อนจะยกระดับเป็นเขตสายไหม ในปี พ.ศ. 2540) ร่วมกับ ‘สุมิตร สุนทรเวช’ น้องชายสมัคร และได้รับเลือกตั้งทั้งคู่ ซึ่งต่อมา ‘เขตสายไหม’ จะกลายเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของปวีณา เพราะทั้งลูกชาย และน้องชายของปวีณา ต่อมาจะเป็น สก.เขตสายไหม
การเติบโตทางการเมืองของเธอไปพร้อมกับ ‘พรรคประชากรไทย’ ทั้งตำแหน่งโฆษกพรรค หรือเมื่อครั้งสมัครเป็นรองนายกรัฐมนตรี ปวีณาก็ได้เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ก่อนที่ต่อมาปวีณาจะย้ายไปทำกิจกรรมกับ ‘พรรคชาติพัฒนา’ ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี พ.ศ. 2539 แล้วก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง รมช.กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ในขณะนั้น) และ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในทางพรรคปวีณาเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคคนสำคัญ ก่อนที่จะลาออกมาลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2 ครั้ง (ปี พ.ศ. 2543 และ 2547) แต่ไม่ได้รับเลือก
และเมื่อ ‘พรรคไทยรักไทย’ ทำการควบรวมพรรคชาติพัฒนาเข้าด้วยกัน เธอเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรครวม 111 คน หรือ ‘บ้านเลขที่ 111’ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการยุบพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2549 แม้จะต้องเว้นวรรคทางการเมืองไปถึง 5 ปี แต่ชื่อปวีณาก็ยังขายได้เสมอ เมื่อมีการเลือกตั้งและชัยชนะของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ครั้งนั้นปวีณาได้รับตำแหน่ง รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อนที่จะเกิดการทำรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี พ.ศ. 2557
ภาพจำในเชิงการเมืองของปวีณา คือ นักการเมืองหญิงที่ทำเรื่องผู้หญิงและสิทธิเด็กทำให้เวลาสำรวจโพลถึงนักการเมืองหญิงที่เป็นที่ชื่นชอบของสังคม ชื่อของเธอจะติดลำดับเสมอ
หากคุณเป็นแฟนรายการแนวร้องทุกข์ผ่านสื่อสังคม คุณคงเคยคุ้น ๆ ชื่อ อย่าง ‘เอก สายไหมต้องรอด’ หรือเอกภพ เหลืองประเสริฐ (ที่เลือกตั้งรอบนี้ ลงเลือกตั้ง สส. กับพรรคภูมิใจไทย ในเขตสายไหมพื้นที่เดิมของปวีณา อีกครั้ง) ‘ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง’ หรือชลิดา พะละมาตย์ ไปจนถึงบุคคลที่ดำเนินการในแนวรับเรื่องราวร้องทุกอีกหลาย ๆ ท่าน แต่ถ้าหากย้อนไปสัก 20 ปีก่อน ชื่อที่เราเห็นบนหน้าสื่อบ่อยที่สุดก็คือ ‘มูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี’ ที่แทบจะเป็นต้นแบบในการทำงานร่วมกับผู้พิพากษาจอแก้ว ผ่านทางทั้งผู้ชมและพิธีกร
ภาพคุ้นตากับเจ้าทุกข์ในหมวกไอโม่ง ที่ปวีณาจะพามาเปิดตัวร้องเรียนออกสื่อพร้อมมอบเงินช่วยเหลือ กลายเป็นภาพจำในยุคที่ทีวียังมีแค่ 6 ช่อง และยังไม่มีสื่อสังคมออนไลน์แบบทุกวันนี้ โดยส่วนมากจะเป็นเคสล่วงละเมิดทางเพศ การใช้แรงงานเด็ก และทำร้ายร่างกายเด็กและสตรี โดยปวีณาใช้ความที่มีพื้นที่ทางสังคมในการกระจายผ่านสื่อมวลชนทำให้หลายเคสนำไปสู่ความคลี่คลายได้ โดยมีการเปิดรับเคสร้องเรียนผ่านสายด่วน และตู้ไปรษณีย์รับเรื่อง
กระบวนการจะเริ่มจากมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่มูลนิธิฯ จะมีเจ้าหน้าที่คัดกรองเคสและเรียกเจ้าทุกข์เข้ามาให้ข้อมูล ก่อนที่จะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และสื่อมวลชน ที่จะช่วยขยายความเคส สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่เห็นจนชินตาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับภาพการเมืองระดับประเทศที่ปวีณามักจะอยู่คู่กับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ทำประเด็นเชิงสังคม และกระทรวงที่ทำประเด็นดังกล่าว
ด้วยความช่วยเหลือทางสังคมหลายเคส ทำให้สื่อบางฉบับขนานนามปวีณาว่า ‘แม่พระ’ แต่หลังจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ชื่อของปวีณาก็เริ่มห่างหายไปจากหน้าสื่อ โดยเป็นยุคของดิจิทัลและโซเชียล ที่เราจะเห็นนักร้องเรียนโซเชียลเดินตามโมเดลความสำเร็จของปวีณา
แต่จู่ ๆ ปลายปี พ.ศ. 2568 ปวีณากลับปรากฏกายอีกครั้ง ในครั้งนี้น่าจะเป็นการลงเลือกตั้ง สส. ครั้งสุดท้ายของเธอในวัย 78 ปี ภาพรณรงค์หาเสียงใน กทม. หลายพื้นที่เลือกใช้ภาพปวีณาแทน ร.ฮ.ธรรมนัส โดยคาดหวังคะแนนจากกลุ่มโหวตเตอร์ที่เป็นรุ่นใหญ่ ที่ทันในช่วงผลงานในอดีตของปวีณา โดยเน้นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์
เพจอีจัน ได้สัมภาษณ์พิเศษปวีณาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 ถึงสาเหตุที่ร่วมทำงานกับพรรคกล้าธรรม โดยเธอให้เหตุผลว่า “ไม่มีพรรคการเมืองไหนสนใจเรื่องสังคม แต่ พรรคกล้าธรรมสนใจ และให้ปวีณาดูแลสังคม ยืนข้างประชาชนจึงตัดสินใจเลือก เพราะเชื่อมั่นว่า ถ้าตนเองได้ทำงานด้านสังคมจริง ๆ สังคมจะได้รับโอกาส เพราะทำงานหนักมากกว่า 30 ปี ตอนนี้ต้องได้เห็นสังคมที่ดีขึ้น จึงตัดสินใจลงสมัคร สส. ในวาระสุดท้ายของชีวิตการทำงาน ไม่ใช่เพื่ออำนาจ ไม่ใช่เพื่อเก้าอี้ แต่เพื่อเป็นกระบอกเสียงของคนที่ไม่มีเสียง”
ครั้งนี้ เธอยังมาพร้อมกับนโยบายเชิงสังคมที่เข้มข้นและเด็ดขาดอย่าง ‘ข่มขืน ฆ่าโหด โทษประหารสถานเดียว’ และการผลักดัน ‘บ้านเพื่อคนพิการ’
แต่บทสรุป ‘หมากตาสุดท้าย’ ของปวีณา จะจบลงอย่างไร ประชาชนจะเป็นคนให้คำตอบผ่านปลายปากกา ในคูหาเลือกตั้ง