‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ ผู้ลั่นระฆังเตือนภัยสงครามโลกครั้งที่ 3

‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ ผู้ลั่นระฆังเตือนภัยสงครามโลกครั้งที่ 3

จากอดีต ‘ด็อกเตอร์ช็อก’ ผู้ร่วมออกแบบระเบียบเศรษฐกิจโลก สู่เสียงเตือนภัยสงครามครั้งใหญ่ ‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ ชายวงในที่หันมาวิพากษ์มหาอำนาจ พร้อมชี้ว่าโลกกำลังเดินเข้าใกล้จุดแตกหักที่อันตรายที่สุดในศตวรรษนี้

KEY

POINTS

“เราอาจกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3”

จากอดีตอัจฉริยะฮาร์วาร์ด เจ้าของฉายา ‘ร็อคสตาร์ทางเศรษฐศาสตร์’ ผู้ร่วมออกแบบวางรากฐานระบบทุนนิยมให้แก่โลกหลังสงครามเย็น สู่การเป็นนักวิพากษ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างเผ็ดร้อนที่สุดในปัจจุบัน

‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ (Jeffrey Sachs) ผู้อำนวยการสถาบัน Earth Institute มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งดูแลบุคลากรวิชาการกว่า 850 คน เคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐบาลมากกว่า 140 ประเทศ และยังเป็นที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เขาคือชายผู้เคยพยายามเปลี่ยนโลกด้วย ‘ยาแรง’ มาก่อน แต่ในวันนี้เขากลับก้าวออกมาส่งเสียงเตือนถึงความเย่อหยิ่งของมหาอำนาจ และรอยร้าวของระเบียบโลกที่เขาเคยมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมากับมือ

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990s แซคส์ในวัย 20 ปลาย ๆ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ออกแบบแผนปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ช็อกเทอราปี’ (Shock Therapy) เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปตะวันออกและรัสเซียจากสังคมนิยมสู่ตลาดเสรี เขาคือคนในที่ทำงานใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ท่ามกลางความขัดแย้งที่ขยายตัวทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง แซคส์ กลับเลือกที่จะยืนอยู่ในจุดที่ตรงข้ามกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน เขาส่งสัญญาณเตือนด้วยการระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3’ (World War III) โดยชี้ให้เห็นว่า สาเหตุหลักมาจากนโยบาย ‘ความเป็นเจ้าโลก’ (Hegemony) และการขยายอิทธิพลของนาโต้ (NATO) ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งแทนที่จะเป็นการสร้างสันติภาพ

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้บุคคลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกลไกสำคัญ ในฐานะผู้ร่วมวางโครงสร้างระบบโลก มาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์รากฐานความเชื่อของมหาอำนาจตะวันตกเสียเอง

รากเหง้าของวิกฤตและความเชื่อเรื่องอำนาจเดี่ยว

ในการวิเคราะห์สถานการณ์โลกผ่านมุมมองของ เจฟฟรีย์ แซคส์ สิ่งที่เขามักจะชี้ให้เห็นเป็นลำดับแรก คือการที่ต้นตอของความขัดแย้ง ไม่ได้อุบัติขึ้นจากพฤติกรรมของมหาอำนาจใหม่เพียงลำพัง หากแต่มีรากฐานลึกซึ้งมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ลัทธิยกเว้นของอเมริกา’ (American Exceptionalism) ซึ่งเป็นฐานคิดที่หล่อหลอมนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อที่ว่าตนมีสิทธิชอบธรรมเหนือรัฐอธิปไตยอื่นในการกำหนดระเบียบโลก ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในกับดักของการรักษาความเป็นเจ้าโลก (Hegemony) ผ่านการแทรกแซง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและทางทหาร แซคส์ มองว่าความพยายามที่จะเป็นผู้กุมบังเหียนโลกเพียงหนึ่งเดียวนั้น กลับเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดแรงต้านและสร้างความแตกแยกในระดับสากล

โดยเฉพาะในยุโรปที่เขาเปรียบเปรยว่า เป็นดั่งรัฐบริวารซึ่งกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นและตกอยู่ในสภาวะสับสนจากการต้องแบกรับผลกระทบของนโยบายมหาอำนาจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทูตอย่างแท้จริง

วิเคราะห์ 3 สมรภูมิผ่านมุมมองของแซคส์

เมื่อพิจารณาไล่เรียงไปตามพิกัดภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในปัจจุบัน แซคส์ ฉายภาพให้เห็นถึงจุดเปราะบางที่อาจนำไปสู่หายนะในวงกว้าง โดยเริ่มจากในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเขาวางน้ำหนักไปที่การประณามนโยบายที่มุ่งเป้าทำลายเสถียรภาพของอิหร่าน เขาเห็นว่าความพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) ไม่ใช่เพียงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่คือการเปิดประตูสู่สงครามระดับภูมิภาคที่ไม่อาจควบคุมได้ 

ในขณะที่สมรภูมิยูเครนและรัสเซีย แซคส์ วางตัวเป็นนักวิชาการส่วนน้อยที่กล้ายืนยันว่าสงครามครั้งนี้มีจุดกำเนิดจากการเพิกเฉยต่อ ‘เส้นแดง’ (Red Lines) ของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการขยายอิทธิพลของนาโต้ไปทางตะวันออก ซึ่งเขาถือว่าเป็นความล้มเหลวของการทูตที่จงใจละเลยความมั่นคงของอีกฝ่าย 

ความกังวลเหล่านี้ยังครอบคลุมไปถึงสถานการณ์ในเอเชียตะวันออก เมื่อเขาเตือนว่าสหรัฐฯ กำลังใช้วิธีการยั่วยุแบบเดียวกันกับจีนและไต้หวัน แซคส์ มองว่าแนวคิดที่จะดึงนาโต้เข้ามามีบทบาทในเอเชีย คือสัญญาณของความบ้าคลั่งทางนโยบายต่างประเทศ ที่สะท้อนถึงความเย่อหยิ่งอันหลงผิดของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่จุดจบของความมั่งคั่งและสันติภาพที่โลกเคยสั่งสมมา

พลิกปูมหลัง: จาก ‘Dr. Shock’ สู่ ‘Mr. Aid’

แซคส์ เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1954 ที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวชาวยิว เติบโตมาในย่านโอ๊คพาร์ค ซึ่งเป็นย่านชานเมืองของดีทรอยต์ ด้วยพรแสวงและสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก หล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูง โดยมีคุณพ่อเป็นทนายความด้านแรงงานที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาซึมซับเรื่องความยุติธรรมในสังคมมาตั้งแต่เด็ก

แซคส์ สนใจในเรื่องโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน เป็นเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิ และมีความสามารถโดดเด่นในวิชาคณิตศาสตร์และสังคมศาสตร์ เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ตั้งแต่เป็นนักศึกษาปริญญาตรี โท และเอก จนกระทั่งได้เป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของฮาร์วาร์ด ด้วยวัยเพียง 28 ปี

ในทศวรรษ 1980s และ 1990s ชื่อเสียงของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุดจากบทบาทการนำเสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบเฉียบพลัน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ช็อกเทอราปี’ (Shock Therapy) 

โดยหลักการของ ช็อกเทอราปี คือการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจาก ‘ระบบวางแผนจากส่วนกลาง’ (Socialism/Statism) ไปสู่ ‘ระบบตลาดเสรี’ (Free Market) แบบฉับพลัน แทนที่จะค่อยเป็นค่อยไป แซคส์ มองว่าเศรษฐกิจที่ป่วยหนักก็เหมือนคนไข้ในห้องไอซียู ไม่สามารถรักษาด้วยยาค่อย ๆ กินได้ แต่ต้อง ‘ช็อก’ ด้วยมาตรการรุนแรงพร้อมกัน 3 ด้าน นั่นคือ ‘Liberalization’ ปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดทันที, ‘Privatization’ รีบขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชนโดยเร็ว และ ‘Stabilization’ หยุดการพิมพ์เงินและตัดงบประมาณภาครัฐเพื่อคุมเงินเฟ้อ

แซคส์ เดินทางไปยังโบลิเวีย โปแลนด์ และรัสเซีย เพื่อรังสรรค์แผนการปรับโครงสร้างที่เน้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีตลาดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาอาการเงินเฟ้อรุนแรงและวิกฤตเศรษฐกิจ ทว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตกลับกลายเป็นบาดแผลสำคัญในทางวิชาการ เมื่อนโยบายที่เขาออกแบบไม่ได้นำไปสู่ความมั่งคั่งที่กระจายตัว แต่กลับเปิดช่องให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนยึดครองทรัพยากรประเทศจนเกิดความเหลื่อมล้ำสุดโต่ง 

เริ่มต้นจากโบลิเวีย ในปี 1985 ขณะนั้นประเทศนี้กำลังเผชิญเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 24,000% แซคส์ ในวัยเพียง 30 ปี เข้าไปเป็นที่ปรึกษาและใช้ Shock Therapy จนสามารถหยุดเงินเฟ้อได้ในเวลาไม่กี่เดือน

ต่อมาที่โปแลนด์ ช่วงปี 1989-1990 หลังการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ แซคส์ ช่วยออกแบบแผน ‘Balcerowicz Plan’ ซึ่งแม้ในช่วงแรกจะทำให้คนตกงานและข้าวยากหมากแพง แต่ในระยะยาว โปแลนด์กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในยุโรปตะวันออก ความสำเร็จสองที่นี้ ทำให้เขากลายเป็น ‘ด็อกเตอร์ช็อก’ (Dr. Shock) ที่หลายประเทศต้องการตัว

แต่ความเกี่ยวข้องที่อื้อฉาวที่สุด อยู่ที่รัสเซีย ในช่วงปี 1991-1993 ภายใต้ประธานาธิบดี ‘บอริส เยลต์ซิน’ แซคส์ พยายามนำพิมพ์เขียวเดิมไปใช้ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม การปล่อยราคาสินค้าเสรีและการเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจในรัสเซีย ไม่ได้สร้างตลาดเสรีที่โปร่งใส แต่กลับเปิดทางให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือ ‘โอลิการ์ช’ (Oligarchs) เข้ามาฮุบทรัพยากรของชาติ

เศรษฐกิจรัสเซียล่มสลาย ค่าเงินรูเบิลไร้ค่า และประชาชนตกอยู่ในความยากแค้นอย่างแสนสาหัส แซคส์ มักจะแก้ต่างว่าความล้มเหลวนี้ไม่ได้เกิดจากตัวทฤษฎี แต่เกิดจาก ‘การเมืองรัสเซียที่คอร์รัปชัน’ และ ‘ตะวันตก’ (โดยเฉพาะสหรัฐฯ) ที่ไม่ยอมส่งความช่วยเหลือทางการเงินตามที่เขาร้องขอ เหมือนที่เคยช่วยโปแลนด์

จากความล้มเหลวในครั้งนั้น มีการวิเคราะห์กันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของแซคส์ จากความเชื่อมั่นในกลไกตลาดแบบสุดทาง ไปสู่การให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น จนได้รับฉายาใหม่ว่า ‘มิสเตอร์เอด’ (Mr. Aid) ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังโครงการขจัดความยากจนระดับโลกของสหประชาชาติ 

นอกจากบทบาททางวิชาการ แซคส์ ยังเป็นผู้อำนวยการเครือข่าย UN Sustainable Development Solutions Network และเป็นประธานคณะกรรมาธิการของ UN ด้านสุขภาพ การพัฒนา และความสุข เขาเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ‘หมู่บ้านแห่งสหัสวรรษ’ (Millennium Villages) ซึ่งดำเนินการใน 10 ประเทศในภูมิภาคซับซาฮาราของแอฟริกา และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก

เสียงวิพากษ์และข้อโต้แย้งในพื้นที่วิชาการ

อย่างไรก็ดี การที่ แซคส์ หันมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างรุนแรงในระยะหลัง ทำให้เขากลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในแวดวงวิชาการอีกครั้ง ประเด็นที่แหลมคมที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2023 เมื่อกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์กว่า 300 คน ในนาม ‘นักเศรษฐศาสตร์เพื่อยูเครน’ (Economists for Ukraine) ร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเพื่อประณามท่าทีของเขาที่มีต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

ข้อกล่าวหาหลักระบุว่า ข้อวิเคราะห์ของ แซคส์ เป็นการผลิตซ้ำชุดคำอธิบายของฝ่ายรัสเซีย และเป็นการละเลยต่ออำนาจอธิปไตยรวมถึงเจตจำนงของประชาชนชาวยูเครน โดย แซคส์ ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ด้วยการยืนยันว่า จุดยืนของเขาไม่ใช่การต่อต้านยูเครน แต่เป็นการต่อต้านการใช้กำลังทหารที่ไร้จุดสิ้นสุด และความเข้าใจผิดต่อจุดยืนของเขานั้น เกิดจากการที่ผู้คนตกอยู่ภายใต้โฆษณาชวนเชื่อของสงคราม จนหลงลืมความสำคัญของการทูตซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่จะหยุดยั้งหายนะได้ 

ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจน แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้า เมื่อเขาเลือกที่จะส่งเสียงที่ต่างออกไปจากความมั่นคงของกระแสหลัก

ทางออกเดียวคือการทูตและสันติภาพ

บทเรียนจากการเดินทางของ เจฟฟรีย์ แซคส์ ตั้งแต่ยุคที่เขาพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจด้วย ‘ยาแรง’ มาจนถึงวันที่เขาส่งเสียงเตือนเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในระเบียบโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น 

ข้อเสนอสุดท้ายของเขาสมเหตุสมผลในเชิงทฤษฎี แต่กลับท้าทายยิ่งในทางปฏิบัติ นั่นคือการเรียกร้องให้มหาอำนาจยอมรับ ‘ความเป็นพหุขั้ว’ (Multipolarity) ของอำนาจโลกในปัจจุบัน แซคส์ เชื่อว่าทางออกเดียวที่จะดึงมนุษยชาติออกจากปากเหวของหายนะ คือการปฏิรูปกลไกสหประชาชาติ (UN 2.0) ให้กลับมาเป็นพื้นที่แห่งการเจรจาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงเวทีเพื่อการข่มขู่ทางพหุภาคี

เขาย้ำเตือนว่าเป้าหมายทางนโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการกันสหรัฐอเมริกาและมหาอำนาจอื่น ๆ ให้ออกห่างจากวังวนของสงครามครั้งใหม่ เพราะในยุคสมัยของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเช่นปัจจุบัน ‘ชัยชนะ’ อาจเป็นเพียงนิยามที่ไม่มีอยู่จริงสำหรับใครเลย 

จุดยืนทางความคิดของแซคส์ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือเสียงสะท้อนจากคนวงในที่เคยเห็นความล้มเหลวของนโยบายจากเบื้องบน และกำลังพยายามเตือนให้โลกตระหนักว่า สันติภาพไม่ได้สร้างขึ้นจากการเอาชนะ แต่สร้างขึ้นจากการยอมรับในความแตกต่างและการหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงใจ

ท่ามกลางโลกที่กำลังสับสนและหวาดกลัวต่อสงครามโลกครั้งใหม่ เรื่องราวของชายผู้นี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญที่สุดว่า บางครั้งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ไม่ใช่การพิชิตดินแดนหรือศัตรู แต่คือการเอาชนะ ‘ความเย่อหยิ่ง’ ในใจเราเอง เพื่อรักษาบ้านหลังเดียวที่เรามีร่วมกันนี้ไว้ให้พ้นจากเปลวเพลิงแห่งความขัดแย้ง.

 

เรื่อง: เอกประภู บรรณสรณ์

ภาพ: Getty Images