‘แสวง บุญมี’ คนบุรีรัมย์ คนคุมกติกา กลางสมรภูมิเลือกตั้ง

‘แสวง บุญมี’ คนบุรีรัมย์ คนคุมกติกา กลางสมรภูมิเลือกตั้ง

‘แสวง บุญมี’ เลขาธิการ กกต. คนบุรีรัมย์ กับบทบาทที่ต้องประคองกฎหมาย ความยุติธรรม และศรัทธาของประชาชน ท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมืองที่เข้มข้นที่สุดยุคหนึ่ง

KEY

POINTS

บรรยากาศทางการเมืองในห้วงเวลานี้ หากมองผิวเผิน หลายฝ่ายอาจให้น้ำหนักไปที่การแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมือง การช่วงชิงคะแนนนิยม หรือการจัดวางตัวบุคคลเพื่อเตรียมรับการเลือกตั้งครั้งใหม่

แต่ภายใต้กระแสความเคลื่อนไหวของนักการเมือง ยังมีอีกฟากหนึ่งของการเลือกตั้งที่ไม่อาจถูกมองข้ามได้ นั่นคือ บทบาทของ ‘สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง’ หรือ ‘กกต.’ ในฐานะ ‘ผู้คุมกติกา’ ซึ่งองรับผิดชอบการจัดการเลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศเป็นครั้งที่สาม ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 (การเลือกตั้ง สส. ในปี พ.ศ. 2562, 2566 และปี 2569)

การเลือกตั้งมิได้เป็นเพียง ‘พิธีกรรมทางประชาธิปไตย’ หากแต่เป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งผู้ที่จะทำให้กลไกนี้เดินหน้าได้อย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของสังคม คือ กกต. ในฐานะ ‘องค์กรอิสระ’ ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ อันเป็นผลมาจากการรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 

กำเนิด ‘กกต.’ องค์กรถูกคาดหวังให้อิสระ

จัดการเลือกตั้งที่สุจริต, เที่ยงธรรม

ก่อนที่จะมี กกต.นั้น ระบบการจัดการเลือกตั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการถูก ‘แทรกแซงจากฝ่ายการเมือง’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

บทเรียนจากความขัดแย้งและการทุจริตในอดีต จึงนำไปสู่แนวคิดในการแยก ‘ผู้จัดการเลือกตั้ง’ ออกจาก ‘ฝ่ายบริหาร’ โดยสิ้นเชิง กกต. จึงถูกออกแบบให้เป็นองค์กรอิสระ มีอำนาจหน้าที่เฉพาะด้าน และยืนอยู่เหนือการแข่งขันทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การเป็นองค์กรอิสระมิได้หมายความว่าจะหนีพ้นจากวิกฤตศรัทธาไปได้ กกต. เองเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ช่วงก่อนการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงถึงความโปร่งใสและความชอบธรรม จนนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และต่อเนื่องไปถึงกระบวนการดำเนินคดีอาญา กับทั้งประธานและกรรมการ กกต. ในขณะนั้น ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกในเวลาต่อมา 

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็น ‘รอยแผล’ ทางความทรงจำขององค์กร และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่สังคมมีต่อผู้คุมกติกา

การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 และ 2557 ไม่เพียงเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง แต่ยังส่งผลต่อการออกแบบบทบาทของ กกต. ด้วย กลไกการให้ใบเหลือง-ใบแดง-ใบดำ ถูกเสริมความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ กกต. มีอำนาจในการจัดการกับการทุจริตเลือกตั้ง โดยไม่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ กกต. เป็นองค์กรที่ ‘ปลอดจากการครอบงำ’ ให้ได้มากที่สุด 

กกต. เดินทางผ่านยุคสมัยของการเมืองไทยมาแล้วอย่างน้อยสามยุค หากนับตามการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540, 2550, 2560 แต่แม้กติกาจะเปลี่ยนไป โครงสร้างจะถูกออกแบบใหม่หลายครั้ง ความท้าทายที่แท้จริงยังคงเดิม นั่นคือ การพิสูจน์การทำงานที่เป็นกลางและความสุจริต (ปี พ.ศ. 2566 กกต. ได้เปลี่ยนสโลแกนการทำงานขององค์กร จาก ‘สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม’ ที่หลายคนคุ้นเคย มาเป็น ‘สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย’ โดยอ้างว่า เหตุที่ตัดคำว่าโปร่งใสออกไป เพราะ กกต. ได้พิสูจน์ด้วยการกระทำแล้วว่า ถูกตรวจสอบได้)

ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่ซับซ้อนและแตกขั้วมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2560 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เส้นทางชีวิต ‘แสวง บุญมี’ คนบุรีรัมย์บนเก้าอี้ ‘ผู้คุมกฎ’ ในการเลือกตั้ง

ในสมรภูมิแห่งความท้าทายนี้ หนึ่งในบุคคลที่ยืนอยู่แนวหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ‘แสวง บุญมี’ เลขาธิการ กกต. คนปัจจุบัน ชายผู้ถูกมองว่าเป็น ‘ลูกหม้อ’ ของ กกต. อย่างแท้จริง จากเส้นทางชีวิตราชการที่เริ่มต้นตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ ก่อนไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารในองค์กร

เส้นทางชีวิตราชการของ ‘แสวง’ ผู้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย หากแต่เป็นผลจากการสั่งสมประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน เริ่มต้นจากศูนย์ เรียนรู้งานทุกด้านภายในสำนักงาน กกต. อย่างรอบด้าน และผ่านตำแหน่งสำคัญมาอย่างโชกโชน

ตลอดเส้นทางการทำงาน ‘แสวง’ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 3 และผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 5 สำนักงาน กกต. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ทำงานนอกสำนักงาน กกต. ในตำแหน่งอนุกรรมาธิการการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้ง ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) 

การทำงานทั้งในและนอกองค์กร กกต. ทำให้แสวงเข้าใจถึงธรรมชาติของระบบการเมืองในมิติต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง และประสบการณ์เหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เขาก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดในสายงานราชการด้านการเลือกตั้งในปัจจุบัน 

สำหรับเส้นทางสู่ตำแหน่งเลขาธิการ กกต. นั้น ‘แสวง’ ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ‘พล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช’ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในขณะนั้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเต็งเช่นเดียวกัน เนื่องจากเลขาฯ กกต. คนก่อนหน้า คือ ‘พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา’ ก็มีที่มาจากสายตำรวจ และได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับตำแหน่ง สว.

แต่สุดท้ายอาจจะด้วยความเป็นลูกหม้อพันธุ์แท้ของ กกต. ก็ทำให้คนที่เป็น ‘เลือดแท้’ เข้ามากำหนดทิศทางการทำงาน

ทัศนคติต่อเรื่อการบ้านการเมืองนั้น แสวงเชื่อมั่นในอดมการณ์ที่ว่า “พรรคการเมืองดี การเมืองดี บ้านเมืองดี” โดยภายหลังแสวงได้รับตำแหน่งใหม่ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2565 สำนักงานเลขาธิการ กกต. ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอบทสัมภาษณ์ ซึ่งมีตอนหนึ่งกล่าวถึงแนวคิดในการทำให้การเมืองไทยดีขึ้น ว่า “หน้าที่ของ กกต. และสำนักงาน คือการทำพรรคการเมืองให้ดี ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของการเมืองดี การทำพรรคการเมืองให้ดี ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งดีแล้ว พอถึงเวลาเลือกตั้ง เรื่องอื่นก็อาจจะเบาลง อย่างเช่น การเป็นพลเมืองดี เพราะว่าพรรคการเมืองเมื่อได้ทำตัวเองให้ดีแล้วนะครับ เวลาลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะเสนอนโยบายเป็นประโยชน์ต่อประชาชนว่า จะบริหารประเทศอย่างไร แล้วเมื่อชนะเลือกตั้งเข้าไปแล้วโดยการนำเสนอนโยบาย ก็ไปทำตามนโยบาย เมื่อไม่ได้ใช้เงินในการเลือกตั้ง ชาวบ้านเรียกว่า ไม่ต้องไปถอนทุนหรือไม่ต้องทำอะไร ก็จะทำให้การเมืองดี การบริหารจัดการบ้านเมืองดี”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองของเลขาฯ กกต. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับพรรคการเมืองเป็นฐานรากของการพัฒนาการเมือง และเชื่อว่าหากกระบวนการตั้งต้นเป็นไปอย่างสุจริต ก็จะนำไปสู่การบริหารประเทศที่มีคุณภาพในระยะยาว

จากคดีฮั้ว สว. ถึงยุบก้าวไกล และ ‘ความท้าทาย’ ล่าสุดของ กกต.

หลังแสวงได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาฯ กกต. ในปี พ.ศ. 2565 งานใหญ่ชิ้นแรกที่อยู่ตรงหน้า คือ การจัดการเลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2566 ซึ่งแม้จะเป็นการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของประชาชน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับภารกิจถัดมา หลายฝ่ายมองว่านั่นอาจยังไม่ใช่ ‘ศึกหนักที่สุด’ สำหรับเขา เพราะเผือกร้อนที่แท้จริง คือ กระบวนการคัดเลือก สว. ตามระบบไขว้ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 

การคัดเลือก สว. จำนวน 200 คน ช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 กลายเป็นมหากาพย์ที่กินเวลาข้ามวันข้ามคืน และเต็มไปด้วยข้อครหานานัปการ ตั้งแต่ความซับซ้อนของกระบวนการ ความโปร่งใสในการคัดเลือก ไปจนถึงคุณสมบัติของผู้สมัครที่ถูกตั้งคำถามว่า ‘ไม่ตรงปก’

ข้อกล่าวหาเรื่อง ‘ฮั้ว สว.’ ที่เกี่ยวพันกับพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งตรงมายัง กกต. และแน่นอนว่า คนที่ต้องออกมายืนรับทั้งก้อนอิฐและดอกไม้ ย่อมหนีไม่พ้นเลขาฯ กกต. โดยหนึ่งใน ‘ข้อกล่าวหา’ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ คือ การที่เป็นคน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่จุดยืนที่ยืนยันอย่างหนักแน่น คือ ไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับการเมืองสีใดทั้งสิ้น

‘แสวง’ เคยกล่าวไว้ชัดเจนว่า “ผมคนบุรีรัมย์ครับ ขอไม่พูดถึงคนอื่น ขอดูแลเฉพาะงานตัวเอง ว่าไปตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย ความยุติธรรมมีองค์ประกอบ 3-4 เรื่อง ได้แก่ขั้นตอน เวลา การได้รับปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้ เวลาพิจารณาแล้วคำนึงทุกเรื่อง"

แรงกระเพื่อมจากการเลือก สว. ทำให้ กกต. ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทางการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น ในฐานะเลขาฯ กกต. จึงต้องทำหน้าที่ไม่เพียงกำกับกระบวนการตามกฎหมาย แต่ยังต้องประคับประคองขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 

ครั้งหนึ่ง แสวงเคยส่งข้อความให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า “เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์และความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา รวมทั้งการรับข้อมูลจากหลายด้าน มีสัญญาณมาโดยตลอดว่า นับแต่มี พรฎ.เลือก สว. ก็จะมีแรงเสียดทานเข้มข้นมากขึ้นตลอดมา  ซึ่งแรงเสียดทานอาจมีรูปแบบเป็นไปตามลักษณะและพฤติการณ์การแสดงออกของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยมีแรงจูงใจทางการเมืองทั้งที่ไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง พอจะจำแนกได้เป็น รูปแบบที่ 1 ‘เลื่อนหรือลาก’ การเลือก สว.ออกไป, รูปแบบที่ 2 ‘ล้ม’ การเลือก สว.,  รูปแบบที่ 3 ‘เลือก’ แต่กดดันให้ได้ผลตามเป้าหมายที่หวังไว้  แต่ไม่ว่าจะรูปแบบใด ก็ขอให้เป็นแค่การคาดการณ์ อย่าให้เกิดขึ้นจริง เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงย่อมไม่เกิดผลดีกับบ้านเมืองอย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากจะเกิดขึ้นจริงก็น่าจะเป็นเพียงความต้องการของคนบางกลุ่มเท่านั้น ผมว่าเรารับมือเรื่องนี้ได้อย่างมีชั้นเชิง”

คดียุบพรรคก้าวไกล กลางปี พ.ศ. 2567 ถือเป็นพายุอีกลูกที่ก่อตัวและพัดเข้ามายัง กกต. ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พรรคยุติการกระทำเกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้นำข้อเท็จจริงมาพิจารณาและส่งรายงานให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนจะนำไปสู่คำวินิจฉัยยุบพรรค ท่ามกลางเสียงคัดค้านและข้อกังขาที่ถาโถมมายัง กกต. อีกครั้ง

เวลานั้น กกต. เผชิญกับข้อครหามากมาย แต่แสวงยังคงยืนยันในหลักการเดิมว่า ทุกการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย โดยระบุว่า “เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร ส่วนความเชื่อมั่นผมว่าเราก็ทำตามกฎหมาย ประชาชนจะสงสัยก็เป็นจุดที่ทำให้เรา ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นเป็นหน้าที่ เราก็ทำอย่างดีที่สุดเท่าที่กฎหมายให้เราทำ”

วันนี้ กกต. กำลังเดินเข้าสู่ความท้าทายครั้งใหม่ กับการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569 ที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าอาจเป็น ‘จุดเปลี่ยนของประเทศไทย’ อีกครั้งหนึ่ง ผู้คุมกติกาอย่าง กกต. จึงไม่เพียงต้องจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยตามตัวบทกฎหมาย แต่ยังต้องแบกรับความคาดหวังในการฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนต่อระบบเลือกตั้ง

ท่ามกลางพายุการเมืองที่ยังไม่สงบ ชื่อของ ‘แสวง บุญมี’ ในฐานะเลขาฯ กกต. จึงยังคงถูกจับจ้อง ในฐานะข้าราชการที่ยืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างกฎหมาย ความยุติธรรม และแรงกดดันทางการเมือง ว่าสุดท้ายแล้ว ผู้คุมกติกาจะสามารถประคองความเชื่อมั่นของสังคมไทยไว้ได้เพียงใด 

บทพิสูจน์นี้ กำลังจะถูกเขียนขึ้นอีกครั้งในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

 

เรื่อง: ธ.พิสิษฐ์

ภาพ: ศูนย์ภาพเครือเนชั่น (Nation Photo) 

 

ข้อมูลอ้างอิง 

https://www.posttoday.com/politics/709765?utm_source=chatgpt.com

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1198401

https://archive.siamrath.co.th/n/540976

https://www.thaipost.net/one-newspaper/604952/

https://www.youtube.com/watch?v=1_1O_iZsWAA