‘มิ้วส์’ สุวิภา กุศลจูง: น้ำ คือ ‘ชีวิต’

‘มิ้วส์’ สุวิภา กุศลจูง: น้ำ คือ ‘ชีวิต’

จากวิศวกรแหล่งน้ำสู่ผู้สมัคร สส.ลำปาง ‘มิ้วส์–สุวิภา กุศลจูง’ ชวนตั้งคำถามใหญ่ที่คนไทยคุ้นชินแต่ไม่เคยท้าทายจริงจัง—ทำไมน้ำประปาไทยยัง “ดื่มไม่ได้” ทั้งที่น้ำคือชีวิต และควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน

KEY

POINTS

‘น้ำ’

ในโลกใบสีฟ้ามีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 3 ใน 4 หรือคิดเป็นร้อยละ 70-71 ของพื้นผิวโลก ซึ่งส่วนใหญ่คือ น้ำเค็มในมหาสมุทร ประมาณ 97% และมีน้ำจืดเพียงประมาณ 3% ซึ่งในปริมาณน้ำจืดนี้ ส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง 

นั่นแปลว่าเรามีน้ำที่สามารถอุปโภค บริโภค และทำประโยชน์ได้จำนวนน้อยมาก

“น้ำคือชีวิต เพราะน้ำคือชีวิต ทั้งเกิดก่อและหล่อเลี้ยง ทำลายและเยียวยา รักน้ำรักชีวิต รู้น้ำรู้ชีวิต มองลำธารผ่านความคิด มองชีวิตอย่างพอเพียง” เนื้อเพลง ‘น้ำคือชีวิต’ จากปลายปากกาของ ‘จิก’ ประภาส ชลศรานนท์ สะท้อนคุณค่าของน้ำจืดที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี

ในหลายประเทศน้ำประปาไม่สามารถดื่มได้ ในแอฟริกาหลายประเทศขาดแคลนน้ำสะอาด และประเทศไทยนั้นเป็นประปาสามารถดื่มได้แต่เป็นไปในบางพื้นที่ และประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในการนำมาดื่ม

มีวิศวกรหญิงด้านแหล่งน้ำคนหนึ่งที่มองว่าเรื่องดังกล่าวสำคัญ เพราะถ้าหากน้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ นี่คือการลดรายจ่าย สร้างสุขอนามัย และใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

‘มิ้วส์’ สุวิภา กุศลจูง เธอตัดสินใจลงสมัคร สส.ลำปาง เขต 2 บ้านเกิด ในนามพรรคประชาชน พรรคที่ชูเรื่องน้ำประปาดื่มได้ 

น้ำจะพัดพาเธอไปทางไหนกัน?

จาก ‘แม่น้ำวัง’ ไหลสู่ ‘เจ้าพระยา’ ของสาวลำปาง

ลูกสาวจากคุณพ่อเชื้อสายลำปาง และคุณแม่ที่มาจาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้ชีวิตในวัยเด็กใน จ.ลำปาง ก่อนที่จะย้ายไปศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงเรียนชั้นนำในภาคเหนือ และนั่นคือการออกเดินทางจากบ้านเกิดครั้งแรกของสุวิภา

จากภาคเหนือไหลลงบรรจบสู่เจ้าพระยา เมื่อโชคชะตาทำให้เธอต้องเดินทางมาศึกษาต่อที่ ม.ธรรมศาสตร์ ด้านวิศวกรรม และเลือกจะต่อยอดในการเรียนเฉพาะด้านโยธาและแหล่งน้ำ ในระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเลือกทำ thesis หัวข้อ ‘ความต้านทานการไหลของคลองที่มีขยะและผักตบชวาลอยบนผิวน้ำ’ ซึ่งผักตบชวาและขยะนี่เองที่เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการทำให้น้ำเน่า ไม่สามารถนำไปใช้อุปโภคบริโภค

นอกจากนั้นสุวิภายังเดินทางไปอบรมด้านภัยพิบัติที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เรียกได้ว่าความสนใจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นหัวข้อที่เธอสนใจชัดเจน เมื่อสำเร็จทางความรู้ก็ถึงโอกาสที่จะต้องเปลี่ยนโลกจากตำราให้กลายเป็นประสบการณ์จริง โดยเริ่มการทำงานเป็นวิศวกรระดับภาคี จนในปัจจุบันเป็นวิศวกรน้ำ ที่ปรึกษาองค์กรส่วนท้องถิ่น และเมื่อเกิดการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ สุวิภาก็ก้าวมาเป็นหนึ่งในผู้คนและการเดินทาง

ทำไมน้ำประปาต้องดื่มได้ เมื่อคนไทยเสียเงินซื้อน้ำดื่มปีละ 4 หมื่นล้าน

หากคุณออกไปรับประทานอาหาร หนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็คือ ‘น้ำดื่ม’ ในประเทศไทย จากข้อมูลของเอซี นีลเส็นในปี พ.ศ. 2566 ตลาดน้ำดื่มของไทยมีมูลค่ามากกว่า 40,000 ล้านบาท หากคำนวณเป็นจำนวน 5,500 ล้านลิตร สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าน้ำประปาไทยไม่สามารถดื่มได้อย่างทั่วถึง หาคำนวณว่าเราดื่มน้ำ 10 บาททุกครั้งที่ออกไปทานข้าวนอกบ้านวันละ 2 มื้อ เราจะใช้เงินจำนวน 600 บาทต่อเดือน

สุวิภาเริ่มก้าวเข้ามาทำงานกับคณะก้าวหน้าหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ และการก่อตั้งพรรคก้าวไกล (กก.) โดยเริ่มจากเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดการน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร และเมื่อเกิดการยุบ กก. มาสู่ยุคพรรคประชาชน (ปชน.) เธอก้าวมาเป็นที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำบาดาลและน้ำประปาทั้งระบบ ใน กมธ.การบริหารจัดการน้ำ สภาผู้แทนราษฎร 

เรียกได้ว่า ภาพของมิ้วส์-สุวิภา คือผู้เชี่ยวชาญน้ำตัวจริง

เมื่อคณะก้าวหน้านำเสนอ ‘น้ำประดื่มได้’ เป็นนโยบายในการรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่น สุวิภา คือผู้ที่ตระเวนให้ความรู้ในการวางระบบสาธารณูปโภคในท้องถิ่นต่าง ๆ ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกได้ว่า เป็นแม่ทัพด้านนโยบายน้ำของ ปชน. อย่างแท้จริง จากเหนือถึงอีสาน จากอีสานถึงภาคกลาง และทั่วประเทศไทย เธอเดินสายขายไอเดียกับคนไทยว่า ทำไมน้ำประปาต้องดื่มได้

จากผู้ช่วยศิริกัญญา สู่อาสามารับใช้บ้านเกิดลำปาง

ความไว้วางใจต่อสุวิภาภายใน ปชน. เป็นที่ประจักษ์ นอกจากเป็นทีมทำงานเชิงนโยบายของพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงอย่าง ‘ศิริกัญญา ตันสกุล

 ยังแต่งตั้งเธอเป็นผู้ช่วยดำเนินงาน สส. และเมื่อปี่กลองเลือกตั้งเริ่มขึ้น เธอตัดสินใจจะขอลงเลือกตั้ง สส. ในเขต 2 จังหวัดลำปาง ชนกับ ‘ธนาธร โล่ห์สุนทร’ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความเสียดายของผู้ใหญ่ในพรรคที่อยากจะให้ลง สส. ปาร์ตี้ลิสต์

เธอเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นอย่าง ‘ลำปางโพสต์’ ว่าที่ตัดสินใจมารับใช้บ้านเกิด “เพราะอยากเห็นลำปาง เขต 2 ดีกว่านี้ ประชาชนต้องได้รับบริการจากรัฐที่มีมาตรฐาน  สส. ต้องทำหน้าที่เป็นปากเสียงที่ดังพอในการสะท้อนปัญหาถึงรัฐบาล และติดตามงบประมาณลงมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างจริงจัง” โดยต้องการที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบสาธารณสุข และการศึกษาให้มีคุณภาพ โดยในพื้นที่ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการธรรมชาติทั้งปัญหาแหล่งน้ำ ไฟป่า และฝุ่นควัน PM2.5 จากไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตร

อีกเรื่องหนึ่งที่สุวิภาชู ก็คือเรื่องนโยบาย ‘คนอยู่กับป่า’ โดย ปชน. จะเปลี่ยนแนวคิดเป็น ‘การอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม’ ส่งเสริมสิทธิชุมชนในการร่วมดูแลทรัพยากร พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน และประชาชนใช้ประโยชน์จาก ‘ป่าอนุรักษ์’ ตามนิยามใหม่ได้อย่างยั่งยืน เช่น เก็บหาของป่าตามวิถีชีวิต ทำการท่องเที่ยว เดินป่า

‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม เคยพูดถึงสุวิภาว่า “นี่คือหนุ่มสาวที่ตัดสินใจกลับไปอาสารับใช้บ้านเกิด เหมือนกับคนหนุ่มสาวอีกหลายคนใน จ.ลำปาง ที่ย้ายออกจากบ้านเกิดเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในเมืองใหญ่ และหลายคนไม่ได้กลับมาอีกเลย จนทำให้ จ.ลำปางเป็นจังหวัดที่แก่เร็วที่สุดในประเทศไทย สัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปีต่อประชากรทั้งหมดในหมดจังหวัด สูงถึงร้อยละ 27 ในหมู่บ้านเหลือแต่ผู้สูงอายุ บ้านเมืองซบเซาเงียบเหงา ไม่ครึกครื้นเหมือนก่อน ผมเห็นความตั้งใจและหวังว่าเธอจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ ใครได้เจอ ขอให้ช่วยส่งกำลังใจไปให้”

8 กุมภาฯ สายน้ำสีส้มที่ชื่อ ‘สุวิภา’ จะไหลไปทางไหน และจะมีการล้มยักษ์ที่เขต 2 ลำปางหรือไม่ ต้องจับตาดูกัน

 

เรื่อง: ตินตินผจญภัย

ภาพ: เพจเฟซบุ๊ก สุวิภา กุศลจูง - Suwipa Kusolchoong