‘จตุพร บุรุษพัฒน์’: ‘โอกาสใหม่’ หรือ ‘บ้านพัก’ ข้าราชการเกษียณ?

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’: ‘โอกาสใหม่’ หรือ ‘บ้านพัก’ ข้าราชการเกษียณ?

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ อดีตปลัดระดับนัมเบอร์วัน ก้าวสู่สนามเลือกตั้งท่ามกลางข้อสงสัยว่า นี่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ให้ระบบราชการปรับตัวเข้ากับการเมืองประชาธิปไตย หรือเป็นเพียง ‘บ้านพักหลังเกษียณ’

KEY

POINTS

‘หัวโขน’ คือ คำที่เรียกแทนตำแหน่งแห่งที่สมมุติที่ได้รับมอบหมายไว้ในขณะหนึ่ง เป็นสิ่งสูงศักดิ์ ในอำนาจสูงค่า แต่ไม่มีใครใส่หัวโขนหรือชฎาได้ตลอดเวลาในชีวิตจริง เมื่อถึงเวลา ก็จำเป็นที่จะต้องถอดออก แล้วกลายเป็นคนสามัญต่อไป

เรื่องนี้กลุ่มคนหนึ่งที่เรียนรู้เป็นอย่างดีที่สุด ก็คือ บรรดาข้าราชการระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นปลัด รองปลัด อธิบดี หรือผู้ตรวจราชการ เมื่อถึงเวลาเกษียณสิ่งเหล่านี้ก็หมดไปพร้อมกับอำนาจที่เคยมี ..หรือบางทีก็อาจจะมีวิธีในการสืบทอดอำนาจในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การลงไปในสนามการเมือง

‘พรรคโอกาสใหม่’ เคยเป็นกระแสที่พูดถึงเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 หลังจากเหตุวุ่นวายภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เมื่อขั้วกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักขยับตัว มีแผนจะตั้งพรรคการเมือง โดยมีชื่อของข้าราชการระดับผู้ใหญ่หลายคนถูกโยนมาว่า จะเข้ามาร่วมงานกับพรรค

ทั้ง ‘ปลัดฉิ่ง’ ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงผู้นำเหล่าทัพ 2-3 คนที่มีข่าวเชื่อมโยง ก่อนท้ายที่สุดกระแสพรรคนี้ก็ดูซาไป กลุ่มการเมืองจาก รทสช. ที่มีความขัดแย้งกับหัวหน้าพรรค ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ก็ได้ประกาศแยกตัวออกมานำโดยกลุ่มของ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ แห่งจังหวัดชลบุรี ที่ปลีกตัวไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และมีวาสนาได้เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี

เมื่อสัญญาณการเลือกตั้งเริ่มขึ้นหลังการยุบสภาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ‘พรรคโอกาสใหม่’ ได้กลับมาบนหน้าสื่ออีกครั้ง และผู้อาสานำทัพสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ก็คือ ‘ปลัดตุ๋ม’ จตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง

กับคำถามที่ว่า พรรคการเมืองนี้ จะเป็น ‘โอกาสใหม่’ สำหรับสังคมไทย

หรือจะเป็นเพียงแหล่งรวมตัวสุดท้ายของ ผู้ที่ยังยึดติดกับอำนาจ และโหยหา ‘หัวโขน’ ในอดีต ?

สิงห์ดำคอนเนกชั่น จาก ‘ปลัดฉิ่ง’ สู่ ‘ปลัดตุ๋ม’

แวดวงราชการไทยภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ การที่จะนับรุ่นสถาบันกลายเป็นธรรมเนียมที่อยู่ควบคู่มาช้านาน 

ระบบรุ่นพี่รุ่นน้องของสถาบัน เหนียวแน่นมาตั้งแต่รั้วมหาวิทยาลัย โรงเรียนฝึกปลัด และเมื่อกระจายตัวไปยังหน่วยราชการต่าง ๆ ความแน่นปึ๊กเหล่านี้ก็ยังคงอยู่

ดั่งชีวิตพี่น้องจาก ‘รั้วสิงห์ดำ’ อย่าง ‘ปลัดฉิ่ง’ ฉัตรชัย (เกิดปี พ.ศ. 2504) และ ‘ปลัดตุ๋ม’ จตุพร (เกิดปี พ.ศ. 2507) ที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และก้าวไปเป็นนัมเบอร์วันของกระทรวงทั้งคู่ 

การเล่าถึงจตุพร โดยไม่มีเรื่องราวของฉัตรชัย ก็เหมือนกินโจ๊กแต่ไม่ใส่ปาท่องโก๋ คือกินได้ แต่มันจะขาดรสชาติไป

จตุพร คือละอ่อนเมืองเหนือจากเชียงใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นลูกหม้อสิงห์ดำเพราะจบทั้งตรีและโทจากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มบรรจุข้าราชการที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยเติบโตตามตำแหน่ง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้มีการจัดสรรโครงสร้างระบบราชการใหม่ โดยมีกระทรวงเกิดใหม่ในช่วงนั้นหลายกระทรวง หนึ่งในนั้นคือ ‘กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ หรือ ทส.

ครั้งนั้นจตุพรได้ย้ายมาตามสังกัดใหม่ โดยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเติบโตใน ทส. ได้เป็นอธิบดีกรมสำคัญ ๆ อย่าง กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมอุทยานฯ และกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง

สายสัมพันธ์ทั้งสองยังดำเนินต่อไป และกลายเป็นเรื่องซุบซิบในวงราชการเมื่อ ฉัตรชัย ปลัด มท. ที่มีความสนิทกับ ‘พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการดึงจตุพรข้ามห้วยย้ายกลับมาเป็นปลัด มท. ต่อจากตน ครั้งนั้นเกิดดราม่าระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพย์ฯ

โดย ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ขณะนั้น ออกโรงมาขวาง และโต้ตอบว่า เป็นเพราะ มท. กันเอง และประกาศไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงปลัด ทส. ที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุดไป จนท้ายที่สุดต้องหย่าศึกและแต่งตั้ง ‘สุทธิพงษ์ จุลเจริญ’ (เกิดปี พ.ศ. 2507) ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสิงห์ดำของจตุพรขึ้นเป็นปลัด มท. แทน ส่วนจตุพรก้าวขึ้นเป็นปลัด ทส. ตามเดิม 

เรื่องนี้สะท้อนความสนิทกันระหว่างสองคนเป็นอย่างดี

อำนาจ ทุน การเมือง คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเสมอ

จุดเปลี่ยนชีวิตของปลัดตุ๋มมาถึง จากชีวิตราชการ มาสู่สนามการเมือง

เมื่อเกิดความระส่ำระสายขึ้นภายใน รทสช. หลังรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจขับ ภท. พ้นจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 จนมีเก้าอี้รัฐมนตรีว่างเพิ่มขึ้น ทำให้ รทสช. แบ่งเป็น 2 ฟาก และพยายามแบ่งโควตารัฐมนตรี

ทั้งฝั่งพีระพันธุ์ หัวหน้าพรรคและฝั่งสุชาติ แกนนำกลุ่มชลบุรี ที่ต่างอ้างว่า ตัวเองมี สส. ฝั่งละ 16 คน ต้องมีการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างเท่าเทียมกัน และครั้งนั้น จตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก รทสช. กลับได้เก้าอี้ใหญ่อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แทน ‘พิชัย นริพธะพันธุ์’ จากพรรคเพื่อไทยที่ถูกปรับออก โดยมีข่าวว่าเป็นโควตาของ ‘นายทุนพรรค’ ที่ให้การสนับสนุน

ถึงแม้จะได้ดำรงตำแหน่งเพียงไม่นาน เพราะวิบากกรรม ‘คลิปเสียงหลุด’ ที่ทำให้นายกฯ แพทองธาร ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง และไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลของอนุทิน แม้กลุ่มของสุชาติจะเข้าไปร่วมรัฐบาล จึงเริ่มเกิดคำถามว่า ‘ปลัดตุ๋ม’ หายไปไหนในสมการนี้ 

หรือว่ากลุ่มทุนที่เคยสนับสนุนเริ่มเปลี่ยนใจเปลี่ยนท่าที จะเกิดอาการไม่มาตามนัดหรือไม่?

‘โอกาสใหม่’ คลังสมอง หรือ สุสานอดีตข้าราชการ?

ชื่อของพรรคโอกาสใหม่ จึงเสมือนการเปิดฉากอย่างเรือรบ แต่สักพักกลับเงียบสงบอย่างเรือจ้าง ค่อย ๆ หายไปกับสายลม จากพรรคที่เคยมองว่าเป็นตัวเต็ง และพร้อมดูดบ้านใหญ่เข้ามาร่วม โดยมีทุนใหญ่ระดับประเทศสนับสนุน กลับกลายเป็นพอถึงเวลาเปิดตัวจริงหลังนายกฯ อนุทิน ประกาศยุบสภา กลายเป็นพรรคขนาดเล็ก

งานเปิดตัวพรรคเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ดูเงียบเหงามีแต่กลุ่มข้าราชการ ปลัดกระทรวงและอธิบดีกรมที่เกษียณแล้วมาเป็นสมาชิก รวมไปถึงบ้านใหญ่ที่เข้ามาร่วมพรรค ก็ดูเป็นกลุ่มบ้านใหญ่เกรดรองที่ไม่ได้มีแสงในตัวเอง คือไม่ได้ชนะสม่ำเสมอ หรือบางครั้งที่ชนะ ก็เพราะกระแสของพรรค ซึ่งจตุพรตั้งเป้าไว้ว่าต้องการเก้าอี้ สส. 25 ที่นั่ง เพื่อเสนอตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

กระแสสังคมเริ่มมองว่า หรือพรรคโอกาสใหม่จะเป็นสุสานข้าราชการ ที่เกษียณมาทำการเมือง โดยขาดความเข้าใจมิติการเมือง ถึงแม้จตุพรจะพยายามสื่อสารว่า แท้จริงแล้วเป็นศูนย์รวมคลังสมองของชาติ ที่ได้ผู้บริหารระดับราชการชั้นผู้ใหญ่มาร่วมกันช่วยพัฒนาประเทศก็ตาม

แต่วิธีการบริหารด้วยแนวคิดแบบราชการไทย ๆ จะเหมาะกับโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวันหรือไม่ สนามเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นคำตอบ โดยเฉพาะพรรคที่ไม่มีกระแส และอาจจะไม่มีกระสุนเท่าที่เคยโหมกระพือกันอย่างพรรคโอกาสใหม่

 

เรื่อง : ตินตินผจญภัย

ภาพ : Nation Photo