12 ก.พ. 2569 | 16:54 น.

KEY
POINTS
เสียงของประชาชนมีความหมาย
เดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ไต้หวันจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า 9-in-one เลือกผู้นำและสมาชิกสภาหลายระดับพร้อมกับการลงประชามติอีก 10 ประเด็นสำคัญ
ถึงจะรวมทุกอย่างไว้วันเดียว เพื่อกระตุ้นให้คนมาใช้สิทธิ แต่ผลที่ตามมากลับสะท้อนว่า วันเลือกตั้งกลายเป็นวันแสนวุ่นวายของพลเมืองชาวไต้หวัน ตั้งแต่บัตรเลือกตั้งและประชามติมากถึง 14 ใบ การเลือกตั้งทั้ง ๆ ที่หน่วยเลือกตั้งยังไม่พร้อมจนต้องรอคิวนาน การนับคะแนนก่อนปิดหีบ และการสรุปคะแนนที่ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง โดยเฉพาะในกรุงไทเป จุดชนวนคำถามสำคัญถึงความพร้อมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่าใครเป็นผู้ชนะ หากแต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ระบบประชาธิปไตยสามารถทำให้ทุกฝ่ายยอมรับผลได้หรือไม่ เมื่อความเห็นต่าง ความผิดพลาด และแรงกดดันถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
หลังครบวาระการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นไต้หวัน เดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ประชาชนได้เลือกผู้นำท้องถิ่นของตัวเองอีกครั้งด้วยระบบ ‘9-in-one’ หรือการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นหลายระดับถึง 9 ประเภทพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น นายกเทศมนตรี ผู้ว่าการมณฑล สมาชิกสภาเมืองหรือมณฑล หัวหน้าเขตและตัวแทนระดับหมู่บ้านหรือตำบล เป็นต้น
แล้วในวันเดียวกัน ประชาชนยังได้ลงประชามติอีก 10 เรื่องไปพร้อมกัน โดยมีเรื่องสำคัญอย่างการรับรองสิทธิของ LGBTQ แก้กฎหมายสมรสเท่าเทียม เปลี่ยนชื่อทีมไต้หวัน จีน เป็น ‘ไต้หวัน’ ไปจนถึงนโยาบายการยุติการก่อสร้างหรือขยายโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เหตุผลที่ประชาชนต้องลงประชามติหลากหลายเรื่องเพราะ หลังการแก้ Referendum Act ในปี 2017 ที่ลดเกณฑ์ผู้รับรองการเสนอคำถามให้เหลือเพียง 1.5% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้หลายกลุ่มสามารถรวบรวมรายชื่อจนผ่านได้พร้อม ๆ กัน เมื่อคำร้องผ่าน ก็จะต้องลงคะแนนภายใน 3-6 เดือน หลังจากรับรองคำร้อง ซึ่งก็ตรงกับช่วงวันเลือกตั้งท้องถิ่นพอดี คณะกรรมการเลือกตั้งจึงเลือกรวมทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นและลงประชามติไว้วันเดียวกัน เพื่อประหยัดงบประมาณและช่วยเพิ่มอัตราการออกมาใช้สิทธิของประชาชน
ถึงจะเป็นเรื่องดีที่จะทำให้วันเลือกตั้งกลายเป็นวันเปลี่ยนประเทศ แต่ในวันเลือกตั้ง ประชาชนบางคนต้องกาบัตรเลือกตั้งมากถึง 14 ใบ ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การเลือกตั้งรวมกับประชามติมีขั้นตอนซับซ้อนและเสี่ยงที่จะผิดพลาด
สำหรับขั้นตอนก็คล้ายกับประเทศไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ผู้มีสิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน จากนั้นจึงรับบัตรประชามติไปกากบาทต่อ พอปิดหีบ กรรมการประจำหน่วยจะนับคะแนนบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน แล้วค่อยนับคะแนนบัตรประชามติตามลำดับ
สุดท้ายในการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้ที่หลายคนบอกว่า เป็นการวัดคะแนนเสียงความนิยมจากรัฐบาล เนื่องจากประธานาบดี ณ ตอนนั้น คือ ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party - DPP) เพราะนโยบายของเธอให้น้ำหนักเรื่องความสัมพันธ์จีนและการจัดการภายในประเทศเป็นหลัก
ซึ่งผลปรากฏว่า พรรคชาติก๊กมินตั๋ง (Kuomintang - KMT) ฝ่ายค้านชนะถล่มทลายได้เก้าอี้บริหารท้องถิ่นไป 15 จาก 22 เมือง ส่วนพรรคของประธานาธิบดีได้ไปเพียง 6 เก้าอี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมี พรรคอิสระและพรรคเล็กอื่นยังสามารถได้ที่นั่งในสภาท้องถิ่นหลายแห่งด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับกรุงไทเป ‘เคอเหวินเจ๋อ’ ผู้สมัครอิสระและแชมป์เก่าได้รับชัยชนะไปอีกสมัยด้วย 580,663 คะแนน หรือ 41.1 % เฉือนคู่แข่ง ‘ติ้งโส่วจง’ จากพรรคก๊กมินตั๋งไปเพียง 3,267 เสียงเท่านั้น คือ ได้รับคะแนนไป 577,096 คะแนน หรือ 40.8 %
ความสูสีระดับไม่กี่พันคะแนน ประกอบกับผู้มีสิทธิบางคนต้องกาบัตรมากถึง 14 ใบ ทำให้ขั้นตอนอันซับซ้อนและปริมาณงานมหาศาลในวันเดียว กลายเป็นชนวนให้เกิดข้อถกเถียงถึงความถูกต้องและความเป็นระเบียบของกระบวนการเลือกตั้ง เสียงเรียกร้องให้มีการ ‘นับคะแนนใหม่’ จึงตามมา และกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าสำคัญของการเมืองไต้หวันหลังการเลือกตั้งครั้งนั้น
จริง ๆ แล้ว กระแสวิพากษ์วิจารณ์ประชาชนเริ่มจากบัตรลงคะแนนที่มีมากเกินไป ปริมาณผู้ใช้สิทธิสูง เนื่องจากมีการขยายสิทธิลงคะแนนให้ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป หน่วยเลือกตั้งยังไม่พร้อมกับการลงคะแนน ไปจนถึงการรายงานผลที่ล่าช้า เช่น การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของไทเปที่ใช้เวลานับมากถึง 10 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เฉิน อิงชน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางไต้หวันตัดสินใจลงจากตำแหน่ง
เธอให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส ฉันต้องรับผิดชอบต่อทั้งหมด และอย่างที่ฉันเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ฉันจะพิจารณาตัวเองอย่างจริงจัง”
ส่วนเหตุผลหลักที่ทำให้ ‘ติ้งโส่วจง’ ยื่นเรื่องขอนับคะแนนใหม่ เขาอ้างว่า บางหน่วยเลือกตั้งมีการนับคะแนนพร้อมกับการลงคะแนน ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ลงคะแนนเปลี่ยนความคิดได้ ถึงอย่างนั้นการนับก่อนก็ไม่ได้แปลว่า คณะกรรมการเลือกตั้งละเมิดกรอบกฎหมาย
“การเลือกตั้งครั้งนี้วุ่นวายเกินไป จนส่งผลต่อภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของไต้หวัน โดยเฉพาะหน่วยงานจัดการเลือกตั้งทั้งกลางและในไทเปเองที่ควรทำหน้าที่ให้ราบรื่นแต่กลับทำไม่ได้” ติ้งโส่วจงบอก
เมื่อยื่นเรื่องนับคะแนนใหม่ต่อศาล ศาลแจ้งว่า เจาจะต้องจ่ายเงินประกัน 4.28 ล้านเหรียญไต้หวันตามกฎหมาย แล้วเขาก็ยอมจ่ายเพื่อให้การนับคะแนนอีกครั้งเดินต่อไปได้
ทว่าหลังจากนั้น เขาถอนคำร้อง แล้วหันไปยื่นฟ้องให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะแทน เพราะมองว่าการนับใหม่จะใช้เวลานานเกินไป แล้วกระบวนการนับใหม่ก็ยังคงดำเนินต่อ เดือนธันวาคม มีการนับคะแนนใหม่ด้วยผลการเลือกตั้งที่เหมือนเดิม แต่ระยะห่างของคะแนนมากขึ้นเป็น 3,567 คะแนน
กระทั่งปี 2019 ต่อมาในปี 2019 ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาก็ตัดสินไม่ให้ยกเลิกผลการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าข้อกล่าวอ้างไม่ได้แสดงว่าผิดพลาดเพียงพอที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์หรือให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
การเลือกตั้งของไต้หวันปี 2018 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของไต้หวัน ว่าประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันเพียงวันที่หย่อนบัตร หากแต่วัดกันต่อเนื่องไปถึงความสามารถของสถาบันต่าง ๆ ในการรับมือกับความเห็นต่าง ความผิดพลาด และแรงกดดันหลังผลคะแนนถูกประกาศแล้ว
และบางครั้ง คำถามที่สำคัญไม่แพ้ ‘ใครชนะ’ ก็คือ ‘ระบบทำให้ทุกคนยอมรับผลได้หรือไม่’
อ้างอิง
Taipei recount found mistakes, KMT’s Ting says / TAIPEI TIMES
CEC head resigns over slow polling / TAIPEI TIMES
Ting retracts recount petition, presses on with suit / TAIPEI TIMES
Taiwan’s Upcoming Local Elections: Implications beyond 2018 / Taiwan Insight