10 ก.พ. 2569 | 16:42 น.

KEY
POINTS
เพราะข้อมูลและความจริงโกหกกันไม่ได้ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องเปิดเผยได้
ขณะที่ข้อมูลของประเทศไทยกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนัก หลังการเลือกตั้ง แต่หลายประเทศเลือกใช้ ‘Open Data’ เป็นเครื่องมือลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะ ‘เกาหลีใต้’ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลคือจุดเริ่มต้นของการคืนสิทธิและการสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
รูปแบบ Open Data ที่เกาหลีใต้ใช้ คือ การเชื่อมบริการภาครัฐเข้ากับประชาชนด้วยการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการตรวจสอบและสร้างการมีส่วนร่วม
อาจมองได้ว่า Open Data และ รัฐบาลดิจิทัลแบบเกาหลีใต้ เป็นการ ‘มอบอำนาจ’ ให้ประชาชนตรวจสอบและทำให้ข้อมูลเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
ปี 2012 เกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 133 จาก 176 ประเทศ ในเรื่องความโปร่งใสของงบประมาณ (Open Budget Index) จากการจัดอันดับของ International Budget Partnership (IBP) ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการทำงานของภาครัฐที่ปกปิดข้อมูลไว้เป็นความลับและประชาชนไม่มีสิทธิได้รับรู้
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุคของประธานาธิบดีพัคกึนฮเยที่เปลี่ยนบทบาทของรัฐ มีจากผู้สั่งการมาเป็น ‘ผู้ให้บริการ’ ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของประชาชน
พัคกึนฮเยได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Government 3.0 Vision Proclamation Ceremony เมื่อปี 2013 ว่า "คุณค่าหลักของ Government 3.0 อยู่ที่การเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลสาธารณะ ซึ่งถือเป็นสมบัติของประชาชนและการทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการทำเช่นนี้เราจะสร้างรัฐบาลที่มอบบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล สร้างงาน และรวมถึงเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ๆ ผ่านการใช้ข้อมูลสาธารณะอย่างสร้างสรรค์”
ตอนนั้น ‘Open Data’ ถือว่าเป็นข้อมูลที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและประมวลผลแล้วนำเสนอออกมาเป็น ‘Dashboard’ ที่ทำให้เห็นภาพรวม และ ‘Data Visualization’ สรุปข้อมูลเป็นกราฟ แผนที่ หรือข้อมูลเชิงเปรียบเทียบช่วยให้ประชาชนมองเห็น แนวโน้ม ความเปลี่ยนแปลง และผลลัพธ์ของนโยบายรัฐในภาพรวมได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระ และลดช่องว่างระหว่าง ‘ข้อมูลของรัฐ’ กับ ‘ความเข้าใจของประชาชน’
และข้อมูลนี้ก็เป็นกลไกสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาผ่านการจัดสรรงบประมาณและการดำเนินนโยบายที่ประชาชนตรวจสอบได้
แต่การจะเปลี่ยนแปลงประเทศไม่สามารถลงมือทำได้ทันทีจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกฎหมายเกาหลีใต้จึงเลือกที่จะผลักดันพระราชบัญญัติข้อมูลเปิดภาครัฐ’ (Open Government Data Act) ในปี 2013 การกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง เว้นแต่มีเหตุผลที่จำเป็นต้องปิด
การเปลี่ยนวิธีคิดที่ทำให้ข้อมูลคือสิทธิพื้นฐาน เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายวัฒนธรรมการปกปิดข้อมูลของรัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งผลลัพธ์ที่เห็นคือความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้นเมื่อหน่วยงานรัฐถูกบังคับโดยกฎหมาย
แม้ว่า Open Data จะเบ่งบานที่สุดในยุคของ ‘พัคกึนฮเย’ แต่นั่นเป็นดอกผลจากการวางรากฐานอย่างเป็นระบบต่อเนื่องมาตลอดสองทศวรรษ
เริ่มตั้งแต่รัฐบาล ‘โนมูฮยอน’ (2003 - 2008) ที่เปลี่ยนการทำงานของรัฐบาลเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) เพื่อจัดเก็บข้อมูลลงในระบบดิจิทัล และส่งไม้ต่อให้รัฐบาล ‘อีมยองบัก’ (2008 - 2013) ที่เข้ามาเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานด้วยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลข้ามกระทรวง
เมื่อรากฐานการจัดเก็บและการเชื่อมต่อแข็งแรงพอ รัฐบาลพัคกึนฮเยจึงสามารถข้ามไปสู่การประกาศใช้กฎหมาย เพื่อคืนข้อมูลให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
รัฐถูกกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลสาธารณะตามสิทธิของประชาชน ผ่านบริการแบบครบจบในที่เดียวอย่าง data.go.kr ที่ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับทั้งอุปกรณ์พกพา ชาวต่างชาติ และกลุ่มเปราะบางทางสังคม ซึ่งกลายเป็นโครงสร้างของรัฐที่ผูกโยงกับสิทธิพลเมืองอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามเมื่อข้อมูลสาธารณะถูกบริษัทเอกชนนำไปใช้สร้างฐานข้อมูลในภาคธุรกิจ ประชาชนก็ควรจะรู้และได้ประโยชน์เช่นกัน รัฐบาล ‘อีแจมยอง’ (2018 - 2021) คำนึงถึงเรื่องนี้ เขาจึงส่งเสริมระบบที่ตรวจสอบข้อมูลและสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจดดิจิทัลที่กระจายรายได้ผ่านการริเริ่มนโยบายเงินปันผลข้อมูล (Data Dividend) เป็นครั้งแรกของโลกในปี 2020
เขานำผลกำไรที่เกิดจากการจัดการข้อมูลธุรกรรมผ่านบัตรสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) กลับคืนสู่ประชาชนในรูปแบบเครดิตเงินสด เพื่อยืนยันว่าประชาชนคือเจ้าของข้อมูลที่แท้จริงและต้องได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยอาศัยรากฐานจาก data.go.kr ที่รัฐบาลก่อนหน้าสร้างไว้
ตอนนี้เกาหลีใต้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านฐานข้อมูลกลาง data.go.kr ที่รวบรวมชุดข้อมูลกว่า 83,000 รายการไว้ในที่เดียว
นอกจากนี้ยังมีการผสานข้อมูลรัฐเข้ากับซูเปอร์แอป (Super App) ที่มีฟังก์ชันให้บริการแบบครบวงจร (All in One) และ AI Chatbot เพื่อให้บริการประชาชนแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Services) ทั้งการแจ้งเตือน สิทธิ สวัสดิการ หรือข้อมูลจราจรก็ด้วย และหากไม่พบข้อมูลที่ต้องการประชาชนยังมีสิทธิ์ยื่นคำร้องออนไลน์ผ่านระบบ ‘Request Data’ เพื่อขอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมได้
ความสำเร็จของรัฐบาลดิจิทัลของเกาหลีใต้เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว การลงทุนต่อเนื่อง และการปรับวิธีคิดของรัฐให้ยืนอยู่ฝั่งประชาชน ที่แม้วงโคจรของการเมืองจะเปลี่ยนตัวผู้กุมบังเหียนไปกี่รุ่น แต่อุดมการณ์ที่ยึดถือประชาชนเป็นที่ตั้งกลับกลายเป็นกระดูกสันหลังที่ไม่มีใครกล้าหักทิ้ง
น่าสนใจว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่กี่ปี แต่เป็นผลจากการสร้างรากฐานและส่งต่ออุดมการณ์นานนับทศวรรษ สะท้อนให้เห็นว่าความเจริญของชาติไม่ควรถูกแช่แข็งเพียงเพราะการเปลี่ยนรัฐบาล พร้อมกชวนให้ตั้งคำถามต่อว่าประเทศที่นโยบายมักเปลี่ยนไปตามขั้วการเมือง เราจะสามารถสร้างความต่อเนื่องในลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
การผลักดัน Open Data คือการรื้อข้อมูลที่ภาครัฐเคยเก็บไว้ดูเองในกระทรวงออกมาวางให้ประชาชนหยิบไปใช้ต่อได้ง่าย ๆ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลดีกับเรามากกว่าที่คิด
อย่างแรกคือช่วยให้รัฐทำงานไวขึ้น ไม่ต้องขอเอกสารซ้ำซ้อน เพราะทุกหน่วยงานเชื่อมข้อมูลถึงกันหมด หรือจะเป็นเรื่องปากท้องประชาชน เมื่อเกิดปัญหาก็มีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบและออกแบบวิธีแก้ไขได้ หรือเมื่อนักธุรกิจหรือสตาร์ทอัปเห็นข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถนำไปคิดค้นแอปพลิเคชันหรือบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนได้มากขึ้น
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความโปร่งใส เมื่อเราเห็นงบประมาณและการทำงานของรัฐได้แบบชัด ๆ ประชาชนก็จะมีอำนาจในการตรวจสอบและทวงถามสิทธิต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรอให้รัฐเป็นฝ่ายบอกเพียงฝ่ายเดียว
การเปิดข้อมูลจึงเป็นตัวช่วยที่ทำให้ประชาชนกับรัฐใกล้ชิดกัน และช่วยให้เราเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่ควรจะได้แบบไม่ตกหล่นและไม่ทำให้รัฐไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดอำนาจในการตัดสินใจอีกต่อไป
ผลลัพธ์ที่เด่นชัดสุด คือ ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้ทำเพียงแค่แอปพลิเคชันแจ้งเตือนทั่วไป แต่เปิดระบบเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งเส้นทางการเคลื่อนที่ของผู้ติดเชื้อและสต็อกหน้ากากอนามัยในร้านขายยา ให้นักพัฒนาอิสระและภาคประชาสังคมนำไปสร้างแอปพลิเคชันเองตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ ผลคือประชาชนเข้าถึงความจริงและลดความกลัวลงได้
ในมิติของสวัสดิการสังคม เกาหลีใต้ใช้ระบบ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เช่น ประกันสังคม การฉีดวัคซีน และประวัติการเข้าเรียน ผ่าน e-Child Happiness Welfare เพื่อวิเคราะห์ออกแบบแนวทางช่วยเหลือเด็กที่ตกหล่นจากระบบหรือเผชิญความรุนแรงในครอบครัวในระดับพื้นที่ก่อนที่ปัญหาจะเกิด
ผลลัพธ์ของการทำลายกำแพงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการที่แม่นยำและเป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากหน่วยงานรัฐยังคงกอดข้อมูลไว้เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง
และเห็นชัดได้ว่า Open Data ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจต่อรองและเข้าถึงสวัสดิการได้โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าข้อมูลที่มีคุณภาพสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
แม้จะเปิดเผยทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา แต่การเปิดเผยมากเกินไป อาจเป็นดาบสองคมของการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เริ่มมีคำถามที่ว่า “รัฐรู้เรื่องของเราเยอะเกินไปหรือเปล่า”
ตัวอย่างจากการเปิดเผยเส้นทางผู้ติดเชื้อในช่วงโควิด 19 ที่แม้ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการป้องกันการแพร่ระบาดรูปแบบหนึ่งแต่ก็มีผู้ตั้งคำถามว่า นี่เป็นการล่าแม่มดและเพิ่มการตีตราทางสังคมให้ผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงการที่รัฐสอดส่องประชาชนทุกฝีก้าวและการเปิดเผยชีวิตส่วนตัวของประชาชนสู่สาธารณะ
รวมถึงภายใต้สถานการณ์เดียวกัน ถึงจะมีระบบที่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือบริการออนไลน์ได้ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าอาจทำให้เกิด ความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลรูปแบบใหม่ หมายถึง คนที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้เท่านั้นถึงจะมีสิทธิในการรู้ข้อมูลหรือไม่
อย่างต่อมาคือ ข้อกังวัลเรื่องคุณภาพและความสดใหม่ของข้อมูล รัฐบาลหลายแห่งมักจะเลือกเปิดเผยข้อมูลในส่วนที่ดูดีหรือเปิดข้อมูลที่นิ่งแล้ว หากไม่ข้อมูลนั้นไม่มีการอัปเดตหรือเป็นข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองเพื่อปกปิดความล้มเหลว Open Data อาจกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์อย่างหนึ่งก็ย่อมได้
ข้อวิจารณ์และข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ชวนให้เราคิดต่อว่า ความเป็นส่วนตัวและการเข้าถึงเทคโนโลยียังเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความสำคัญและคิดให้รอบด้าน เพราะหากมองข้ามคนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล มองข้ามความละเอียดอ่อนของบางข้อมูล หรือไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา การเปิดข้อมูลอาจกลายเป็นเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากกว่าแก้ปัญหา
เนื่องจากหัวใจของ Open Data คือ การทำให้ข้อมูลของรัฐสามารถตรวจสอบได้จริง เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศและเป็นผู้เสียภาษี ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้องมีสิทธิรับรู้ว่าเงินและสิทธิของเราถูกจัดการอย่างไร
แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น รัฐจะเป็นต้องปรับแนวทางการทำงาน สื่อสารกับประชาชน และ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในทุกกระบวนการ รวมถึงต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม
เพราะข้อมูลสาธารณะไม่ใช่สมบัติผลัดกันชมของขั้วอำนาจ แต่คือพันธสัญญาผูกพันที่รัฐต้องธำรงไว้และส่งต่อให้ถึงมือประชาชนในฐานะ ‘เจ้าของที่แท้จริง’ ของระบอบประชาธิปไตย
อ้างอิง
สมใจ ทองกุล. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DIgital Government) ของสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) รัฐสภาสาร ปีที่ 70 ฉบับที่ 6 เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2565
รายงานจาก OECD (2020) เรื่อง "Digital Government Review of Korea: Building a Flexible and Agile Public Sector"
Global Delivery Initiative. (2021, June). Delivery note on open data policy in the Republic of Korea. Global Partnership for Effective Development Co-operation.
Kwon, S., Lee, H., Ki, M., Chung, D. W., & Baris, E. (2020). Republic of Korea’s COVID-19 preparedness and response (Innovation and Technology Note Series No. 3). World Bank Group Korea Office.
Open Data Barometer - ranking and country analysis / Open Data Barometer: Global Report 2013
COVID-19, surveillance and the threat to your rights - Amnesty International - Amnesty International Report 2020/21 - South Korea Section