ระบบประกันสังคมฟินแลนด์ : ประเทศที่ให้คุณ ‘ล้ม’ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

ระบบประกันสังคมฟินแลนด์ : ประเทศที่ให้คุณ ‘ล้ม’ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

'Kela' หน่วยงานดูแลประกันสังคมของฟินแลนด์ ก่อตั้งในปี 1937 ทำหน้าที่ให้บริการสวัสดิการครบวงจร ตั้งแต่เงินว่างงาน ค่ารักษาพยาบาล และเงินบำนาญ โดยเน้นการฟื้นฟูเพื่อดึงคนกลับสู่ตลาดแรงงาน

KEY

POINTS

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงไหนของชีวิต รัฐต้องมีระบบรองรับ”

นี่คือแนวคิดและคำมั่นสัญญาอันทรงพลัง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ในประเทศฟินแลนด์ ดินแดนที่ครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกติดต่อกันหลายสมัย และยังขึ้นชื่อเรื่องความโปร่งใสจากการจัดอันดับของ Transparency International ว่าเป็นประเทศที่มีคอร์รัปชันน้อยที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย 

ไม่ใช่แค่คำสัญญาเท่านั้นที่ฟินแลนด์มอบให้กับประชาชน แต่รัฐได้ทำให้เห็นแล้วว่า พวกเขาพร้อมดูแลทุกอย่าง เพื่อให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเหล่าคนวัยทำงานสามารถ ‘ล้ม’ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ไม่ว่าจะเจ็บป่วย ว่างงาน พิการ หรือกังวลว่าช่วงบั้นปลายชีวิตจะอยู่อย่างไร รัฐก็พร้อมโอบอุ้มพวกเขาไว้อย่างมั่นคง ผ่านระบบประกันสังคม สิ่งสำคัญในการคอยรับประกันถึงความมั่นคงของมนุษย์ทำงาน ระบบที่พร้อมอยู่เคียงข้างชาวฟินแลนด์ ตั้งแต่ขวบปีแรกจนวันสุดท้ายของชีวิต

แน่นอนการสร้างระบบประกันสังคมอันแข็งแกร่งขึ้นมาได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ถูกฝังรากลึกผ่านแนวคิดที่ว่า ความมั่นคงของพลเมือง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของรัฐ

และนี่คือเรื่องราวของประกันสังคมในประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่พร้อมสร้าง ‘ตาข่าย’ รองรับประชาชนทุกคนไว้ไม่ให้ร่วงหล่น พร้อมปกป้อง ดูแล ความเป็นอยู่ของคนในชาติตลอดทั้งชีวิต

ระบบประกันสังคมฟินแลนด์ : ประเทศที่ให้คุณ ‘ล้ม’ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

สวัสดิการที่ไม่ผูกติดกับสถานะ

ในขณะที่หลายประเทศออกแบบประกันสังคมมาเพื่อใช้กับกลุ่มคนทำงาน แต่ฟินแลนด์กลับวางรากฐานบนแนวคิดรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า (Universal Welfare State) ระบบที่มอบสิทธิประโยชน์ที่เริ่มต้นตั้งแต่เกิด จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ประกันสังคมของฟินแลนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เยียวยายามตกงานหรือเจ็บป่วย แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต (Social Infrastructure) ที่พลเมืองทุกคนพึงได้รับในฐานะมนุษย์

โดยเบื้องหลังความแข็งแกร่งนี้ คือกลไกการบริหารจัดการที่คิดมาแล้วผ่านหน่วยงานที่ชื่อว่า ‘Kela’ ซึ่งทำหน้าที่เป็น One-Stop Service สำหรับทุกความเสี่ยงในชีวิต หากขุดลึกลงไปในจุดกำเนิดของ Kela ก็จะพบว่า Kela ไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในวันที่ฟินแลนด์มั่งคั่ง แต่กำเนิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1937 ช่วงเวลาที่ฟินแลนด์ยังเป็นประเทศเกษตรกรรมยากจน และบอบช้ำจากสงคราม 

ระบบประกันสังคมฟินแลนด์ : ประเทศที่ให้คุณ ‘ล้ม’ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

ประชาชนเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไร้ที่พึ่งพิง รัฐบาลในขณะนั้นจึงตัดสินใจวางรากฐานสำคัญด้วยการตั้ง Kela ขึ้นเพื่อบริหารจัดการ ‘ระบบบำนาญแห่งชาติ’ เป็นลำดับแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดความยากจนและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับสังคมที่กำลังสั่นคลอน โดยหน่วยงานนั้นมีการทำให้ระบบเป็นเอกภาพ ไม่ซับซ้อน และประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ผ่านกระบวนการการทำงานที่มีความโดดเด่นใน 3 มิติหลักที่คอยถักทอและสนับสนุนต่อกัน

มิติแรกคือ ความเป็นเอกภาพ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของราชการอันน่าเบื่อ ให้กลายเป็นระบบดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย โดยฐานข้อมูลของ Kela จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับทุกภาคส่วนของรัฐ ทำให้การเบิกจ่ายสวัสดิการสะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะขอรับเงินอุดหนุนบุตรยามลืมตาดูโลก ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ไปจนถึงเงินบำนาญในบั้นปลายชีวิต กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ลดความซับซ้อนของเอกสารที่เคยเป็นกำแพงกั้นระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ยังช่วยให้สิทธิประโยชน์เดินทางไปถึงมือผู้ที่สมควรได้รับอย่างรวดเร็วอีกด้วย

“สวัสดิการ ถูกมองว่าเป็นการลงทุนและต้องได้รับอยู่แล้ว ไม่ใช่การแจกฟรีจากรัฐ”

นี่คือแนวคิดที่ Kela พยายามปลูกฝังให้กับประชาชน ผ่านมิติที่เป็นการวางรากฐานทางความคิดว่า ‘ภาษีคือการลงทุนร่วมกัน’ แม้ฟินแลนด์จะขึ้นชื่อเรื่องอัตราภาษีที่สูงลิ่ว จากการเก็บตัวเลขสถิติของหน่วยงานสถิติแห่งชาติของฟินแลนด์ พบว่า ชาวฟินแลนด์มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,800 – 4,000 ยูโรต่อเดือน (หรือราว 145,000 – 155,000 บาท) แต่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าที่อาจสูงถึง 25% - 45% เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่นและเงินสมทบประกันสังคมต่าง ๆ นั่นหมายความว่าพนักงานเงินเดือนทั่วไปอาจถูกหักภาษีและค่าธรรมเนียมไปเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ 

แต่นั่นไม่ใช่การดึงเงินออกจากกระเป๋าไปโดยเปล่าประโยชน์ หากคือกระบวนการระดมทุน เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันที่ยั่งยืนในอนาคต ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มถูกเปลี่ยนให้เป็นต้นทุนชีวิตที่ต่ำลง จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า Flexicurity หรือความมั่นคงที่ยืดหยุ่น สิ่งนี้เองที่ทำให้พลเมืองกล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะเปลี่ยนสายงาน หรือกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อไปพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าต่อให้ก้าวพลาดจนล้มลง ระบบประกันสังคมจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตาข่ายนิรภัยที่กางรอรับและประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ

และมิติสุดท้ายที่เป็นจุดเด่นที่สุดของระบบคือ การเยียวยาเชิงรุก ระบบของฟินแลนด์ไม่ได้คอยตั้งรับเพียงแค่รอให้คนกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่มีกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพควบคู่ไปกับการจ่ายเงินชดเชยที่จับต้องได้จริง เช่น เงินว่างงานที่อาจสูงถึง 60-70% ของรายได้เดิม สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุน หรือเงินช่วยเหลือพื้นฐานรายเดือนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพพื้นฐาน เป้าหมายไม่ใช่การเลี้ยงดูด้วยเงินไปตลอดชีวิต แต่คือการใช้เงินเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนในการซ่อมแซมและคืนชีวิตชีวาให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ เพื่อดึงพวกเขากลับเข้าสู่สังคมและตลาดแรงงานอีกครั้งอย่างมีศักดิ์ศรี

ระบบประกันสังคมฟินแลนด์ : ประเทศที่ให้คุณ ‘ล้ม’ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

เหรียญอีกด้านของความ ‘สมบูรณ์แบบ’

แม้จะเป็นต้นแบบชวนฝัน แต่ก็ต้องแลกกับราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว กล่าวง่าย ๆ คือภาระภาษีที่หนักหน่วง จะสามารถไปลดทอนแรงจูงใจในการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนเก่ง ๆ ในช่วงเริ่มตั้งตัวได้ นำไปสู่ปัญหา ‘สมองไหล’ อีกทั้งจะมีการเกิดกับดักสวัสดิการ ทำให้คนบางกลุ่มเลือกพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากกว่าการกลับไปทำงาน เพราะส่วนต่างของรายได้หลังหักภาษีนั้นเหลือน้อยเกินไป

นอกจากนี้ ระบบกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตความยั่งยืน’ จากสังคมสูงวัยที่ทำให้ผู้รับมีมากกว่าผู้จ่าย ส่งผลให้บริการที่เคยรวดเร็วเริ่มเกิดคอขวด โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่รู้สึกว่าตนเองแบกรับภาระภาษีหนักที่สุด แต่กลับต้องรอคิวรับบริการยาวนานไม่ต่างกัน 

ข้อกังวลเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่คือการบริหารต้นทุนที่สูงมหาศาลที่รัฐได้รับมา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ว่าประเทศที่มีความสุขอันดับต้น ๆ ของโลกแห่งนี้ จะรักษาความกินดีอยู่ดีนี้ไว้ได้นานแค่ไหน ในวันที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป

แม้ว่าระบบนี้จะมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นภาษีมหาศาล หรือต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา แต่นั่นคือราคาที่ต้องแลกกับความเชื่อใจของประชาชน

สุดท้ายแล้วแนวคิดที่คอยปลูกฝังว่ารัฐจะคอยเป็นตาข่ายนิรภัยให้ก็เกิดผล ผลิดอกออกเป็นความมั่นใจว่าต่อให้ตัวเองจะล้มเหลวแค่ไหน รัฐก็จะคอยโอบอุ้ม ช่วยเหลือ และไม่มีทางปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับปัญหานั้นเพียงลำพัง

"สวัสดิการที่ดี คือการทำให้รู้ว่า ไม่ว่าโลกจะใจร้ายแค่ไหน รัฐจะไม่มีวันทิ้งคุณไว้ข้างหลัง"

 

เรื่อง : ชญานิศ หลิมเจริญ (The People Junior)

ภาพ : Getty Images

 

อ้างอิง

World Happiness Report 2024. 

History of Kela, แนวคิดพื้นฐานของ Kela. 

อัตราภาษี รายได้ เงินเยียวยา.