17 มิ.ย. 2569 | 17:47 น.

KEY
POINTS
สำหรับคนรักไวน์ การได้หยุดนิ่งเพื่อละเลียดไวน์ที่มีประวัติศาสตร์หยั่งรากลึก นับเป็นความรื่นรมย์โดยแท้ เช่นเดียวกับการมาเยือนกรุงเทพฯ ของตัวแทนจาก ‘ชาโต โอลิวิเยร์’ (Château Olivier) ไวน์ระดับ Grand Cru Classé de Graves จากภูมิภาค เปซัก-เลโอนยอง (Pessac-Léognan) นับเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าบันทึกไว้
รากเหง้าของชาโตแห่งนี้ ย้อนไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตัวปราสาทโอบล้อมด้วยคูน้ำและมีสะพานชักโบราณตามแบบฉบับยุคกลางอย่างแท้จริง อดีตเคยเป็นผืนป่าสำหรับการล่าสัตว์ของ ‘เจ้าชายดำ’ (Edward the Black Prince) พระราชโอรสในกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ รวมถึงเคยเป็นบ้านของ ‘มารี ลาสแซร์’ (Marie Lassere) ซึ่งเป็นคุณย่าของ ‘มงแตสกีเยอ’ (Montesquieu) นักปรัชญานามอุโฆษอีกด้วย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เมื่อ ‘อาร์ทูส ดอลิเว’ (Arthus d'Olivey) เจ้าเมืองเลโอนยอง (Lord of Léognan) เข้ามาบุกเบิกและดัดแปลงป้อมปราการให้เป็นปราสาททำไวน์ โดยชื่อตระกูลของเขา คือ ‘Olivey’ ได้กลายมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกขานตัวปราสาท และกลายมาเป็นคำว่า ‘Château Olivier’ ในท้ายที่สุด เพื่อเป็นเกียรติในฐานะผู้ก่อตั้ง
จากนั้น ‘เดอ เบธมันน์’ (de Bethmann) ตระกูลธนาคารเก่าแก่ ได้เข้ามาครอบครองกิจการในปี ค.ศ. 1867 มรดกชิ้นนี้ได้รับการสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การดูแล ‘เอเลโอนอร์ เดอ เบธมันน์’ (Eléonore de Bethmann) ร่วมกับผู้อำนวยการทั่วไป ‘โลร็องต์ เลอเบริง’ (Laurent Lebrun)
ปราสาทแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ บนพื้นที่ทั้งหมด 230 เฮกตาร์ (1,437 ไร่ 2 งาน) โดยชาโตเลือกที่จะจำกัดพื้นที่ปลูกองุ่นไว้เพียง 60 เฮกตาร์ (375 ไร่) เท่านั้น ส่วนที่เหลือปล่อยให้คงสภาพเป็นผืนป่าโบราณ ทุ่งหญ้า และพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียด จากการศึกษาทางธรณีวิทยาอย่างละเอียดในปี ค.ศ. 2003 ทีมงานพบความลับว่าผืนดินที่นี่มีความหลากหลายสูงถึง 13 ชนิด ซึ่งถูกจัดสรรเพื่อการเพาะปลูกอย่างแม่นยำ เนินกรวดหนาแน่นและทรายในแปลงเด่นอย่าง Bel Air และ Bois des Palomières ถูกใช้ปลูกองุ่นแดงเพื่อระบายน้ำและกักเก็บความร้อนให้แทนนินสุกงอม ในขณะที่ชั้นดินเหนียวและดินปูนที่เย็นกว่า ถูกใช้เป็นที่เติบโตขององุ่นขาว เพื่อรักษาความสดชื่นของกรดธรรมชาติและสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนคมคาย
ในยุคสมัยที่สภาวะโลกร้อนท้าทายคนทำไวน์ทั่วโลก ชาโต โอลิวิเยร์ เลือกที่จะปรับเปลี่ยนอย่างมีชั้นเชิง ด้วยการถอนสายพันธุ์กาแบร์เน ฟร็อง (Cabernet Franc) ออกไปจนหมดสิ้น เพื่อมุ่งเน้นไปที่ แมร์โล (Merlot) 54-58%, กาแบร์เน โซวีญง (Cabernet Sauvignon) 40-45% และ เปอติ แวร์โด (Petit Verdot) 2-6% ส่วนองุ่นขาวมี โซวีญง บล็อง (Sauvignon Blanc) ยืนพื้นเป็นแกนหลัก 75-87% ผสานด้วย เซมียง (Sémillon) และมูสกาเดล (Muscadelle)
‘มาร์คุส เดล โมเนโก’ (Markus Del Monego MW) แชมป์ซอมเมอลิเยร์โลก และ Master of Wine เคยให้ความเห็นถึงความกลมกล่อมของไวน์แดงจากชาโตนี้ว่า
“บนพาเลท มีโครงสร้างที่ดีและมีความสมดุล พร้อมด้วยผลไม้ที่สุกงอมและชุ่มฉ่ำ แทนนินหลอมรวมเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม และทิ้งท้ายได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ”
ส่วน ‘ซิลเวีย วู’ (Sylvia Wu) จากนิตยสาร Decanter กล่าววิจารณ์เนื้อสัมผัสของไวน์ขาวฉลากรอง (Le Dauphin) ว่า
“บนพาเลท มีความเข้มข้นที่ยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยผลไม้ Stone fruits กลิ่นควัน และผลไม้สีเหลืองที่แทรกด้วยเครื่องเทศอย่างขิง มอบความสดชื่นด้วยรสชาติเค็มที่ปลายลิ้น (Salinity) และความเป็นกรดของมะนาวที่จี๊ดจ๊าด นำไปสู่ตอนจบที่ยาวนาน”
บ่ายวันอังคารที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ห้วงเวลาแห่งการเปิดรับความรู้ เริ่มต้นขึ้น ณ ห้องอาหาร Gaston โรงแรม Grand Hyatt Erawan โดยมี ‘มารีน เลอ กาล’ (Marine Le Gall) บอกเล่าเรื่องราวของ Château Olivier ให้คนรักไวน์ในเมืองไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และ ‘Kantina’ บริษัทผู้นำเข้าไวน์ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ
หัวใจหลักของงานมาสเตอร์คลาส แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและชั้นเชิงในการทำไวน์ยุคใหม่ ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่ต้องต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน (Climate Change) ทิศทางของชาโตที่มุ่งหน้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว โดยความพยายามที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 ได้สัมฤทธิผลอย่างเป็นทางการในวินเทจปี 2024 ซึ่งเป็นปีแรกที่ไวน์ของ Château Olivier ได้รับตราประทับความเป็นออร์แกนิกอย่างสมบูรณ์ นอกเหนือไปจากมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสูง (HVE3) ที่มีอยู่เดิม
นอกจากการปรับเปลี่ยนในไร่ ชาโตยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ผ่าน ‘แปลงทดลองใหม่’ เพื่อสืบทอดสไตล์ดั้งเดิมของบอร์กโดซ์เอาไว้ให้มั่นคง ชาโตเริ่มเก็บเกี่ยวองุ่นสายพันธุ์กาแบร์เน โซวีญง ชุดแรกจากแปลงทดลอง ‘Bois des Palomières’ ที่ปลูกไว้บนชั้นดินกรวดลึกเมื่อปี ค.ศ. 2022 และล่าสุดในปี ค.ศ. 2024 ก็ได้ทำการปลูกแปลงทดลองเพิ่มเติมในชื่อ ‘Guillambeau’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตในอีกหลายทศวรรษข้างหน้าอย่างมีระบบ
ในส่วนของกระบวนการในไวน์เซลลาร์ (Winemaking) มีการเจาะลึกถึงปรัชญาการผลิตที่เน้นการถ่ายทอดบุคลิกของผลไม้เป็นสำคัญ (Pure Fruit expression) สำหรับไวน์แดงจะมีการหมักแยกตามแปลงปลูกอย่างละเอียด ก่อนจะนำไปบ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส โดยจำกัดสัดส่วนของถังใหม่ไว้ที่ประมาณ 35% เพื่อไม่ให้กลิ่นไม้โอ๊กเข้ามาบดบังคาแรกเตอร์ของแตร์ฮัวร์
ขณะที่ไวน์ขาว มีชั้นเชิงที่น่าสนใจด้วยการปล่อยให้องุ่นสัมผัสกับเปลือกก่อนนำไปหมัก (Skin contact) จากนั้นจึงบ่มในถังไม้โอ๊กฝรั่งเศสบนกากยีสต์ (On Lees) นาน 9-10 เดือน สิ่งที่เป็นเคล็ดลับสำคัญคือชาโตเลือกที่จะไม่ปล่อยให้เกิดกระบวนการหมักลดกรด (Malolactic fermentation) เพื่อกักเก็บความเป็นกรดธรรมชาติที่สดชื่น คมคาย และมีชีวิตชีวาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
บรรยากาศแห่งความจริงจังในห้องเรียนมาสเตอร์คลาสช่วงบ่าย แปรเปลี่ยนสู่ความสุนทรีย์อันผ่อนคลายในมื้อค่ำ ณ ห้องอาหาร Salvia เพื่อร่วมเฉลิมฉลองค่ำคืนพิเศษ ผ่าน Menu Speciale ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อขับเน้นคาแรกเตอร์ของ Château Olivier โดยเฉพาะ
ความรื่นรมย์เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย ด้วย Welcome bites ของว่างสามคำสามสไตล์ อย่าง Liquid caprese, savory cannoli และ beef-parmesan taco ซึ่งทำหน้าที่เปิดโสตประสาทการรับรสได้อย่างตื่นตัว ก่อนที่จะเข้าสู่โลกแห่งการจับคู่รสชาติ (Wine & Food Pairing) อย่างเป็นทางการ ด้วยอาหารจานแรก Tartare di ricciola หรือทาร์ทาร์ปลาแอมเบอร์แจ็คสดหวาน ที่เคียงคู่มากับซอสกัซปาโชส้ม-ราสเบอร์รี่และชิปส์ข้าวดำ จานนี้ถูกจับคู่กับ Le Dauphin d’Olivier Blanc วินเทจล่าสุดที่เรียกน้ำย่อยได้อย่างมีชีวิตชีวา
เมื่อเข้าสู่จานถัดไป อย่าง Polpo alla griglia หนวดปลาหมึกยักษ์ย่างหอมถ่าน เสิร์ฟพร้อมถั่วลูกไก่และครีมฟีนเนลป่า ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การเปิดโอกาสให้แขกได้ลิ้มลองไวน์ขาวฉลากหลัก อย่าง Château Olivier Blanc ถึงสองวินเทจคู่กัน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างเหนือกาลเวลา ครีมซอสที่นุ่มนวลและรสสัมผัสอันลุ่มลึกของอาหาร เข้ากันได้ดีกับเนื้อสัมผัสที่มีมิติจากการบ่มบนตะกอนไวน์อย่างยิ่ง
ไฮไลต์ของค่ำคืนค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้น เมื่อ Cannelloni ai porcini ถูกยกมาเสิร์ฟ พาสต้าไส้เห็ดพอร์ชินีและริคอตต้าชีส ราดด้วยซอสครีมกรานาพาดาโนอันเข้มข้น เข้าน้ำเข้าเนื้อกับ mushroom jus จานนี้จับคู่กับไวน์แดง Château Olivier Rouge 2022 รสชาติแนวอูมามิของเห็ดและชีสชั้นดี ช่วยดันให้แทนนินของไวน์แดงปีหนุ่มตัวนี้ทวีความนุ่มนวลและเผยกลิ่นผลไม้สุกออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งนี้ ‘จูเลีย ฮาร์ดิง’ (Julia Harding MW) ปรมาจารย์ด้านไวน์ (Master of Wine) เคยให้ความเห็นถึงมิติที่น่าสนใจของเนื้อสัมผัสของไวน์วินเทจนี้ว่า “ให้ความสดชื่นของเกรปฟรุตและไม้ซีดาร์ที่สว่างไสว มีแม้กระทั่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้! มีเนื้อสัมผัสแบบครีมมี่ แต่ Bone dry และมีโครงสร้างการยึดเกาะในเนื้อสัมผัสที่ดีและอร่อย เป็นไวน์ที่มีเนื้อหนัง (Chewy) และมีความกลมกลืนตั้งแต่ยังอายุน้อย”
ก่อนจะปิดท้ายอาหารคาวด้วยเมนูหลัก ระหว่าง Costolette d’agnello ซี่โครงแกะออสเตรเลียย่างรสเข้มข้น เคียงด้วยกะหล่ำปลีสอดไส้เครื่องในแกะและสควอชบัตเตอร์นัท หรือ Rombo al forno ปลาเทอร์บอตย่างเนื้อแน่นในซอสรูบิคอน ทั้งสองจานถูกจับคู่กับพระเอกของงานอย่าง Château Olivier Rouge 2017 ไวน์แดงในวัยที่กำลังคลี่คลายโครงสร้างได้อย่างสง่างาม
ค่ำคืนเอ็กซ์คลูซีฟนี้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วย Mini white chocolate-lemon mousse ของหวานคำเล็กที่ใช้ความเปรี้ยวอมหวานของเลมอนมูสตัดกับความมันของไวท์ช็อกโกแลต ล้างปากได้อย่างสะอาดสดชื่น เป็นการส่งท้ายมื้ออาหารที่ให้ภาพจำแห่งอรรถรสอันตราตรึงใจ
จากข้อมูลเชิงลึกในภาคบ่ายและประสบการณ์บนโต๊ะอาหารในภาคค่ำ ต่อไปนี้คือบันทึกรสสัมผัสของไวน์ทั้ง 6 ตัวของ Château Olivier ที่เผยให้เห็นอัตลักษณ์ของแต่ละวินเทจอย่างตรงไปตรงมา โดยเรียงลำดับจากฉลากรองไปจนถึงฉลากหลัก
1. Le Dauphin d'Olivier Blanc 2024
บริบทและสภาพอากาศ: วินเทจนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะอากาศฤดูใบไม้ผลิที่เย็นและเปียกชื้นจนเกิดโรคราน้ำค้างระบาด ทว่าความแห้งแล้งและร้อนจัดในเดือนสิงหาคมได้เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ นำไปสู่การตัดสินใจเก็บเกี่ยวที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของไร่ระหว่างวันที่ 18-31 สิงหาคม เพื่อรักษาแอซิดิตี้เอาไว้
สัดส่วนสายพันธุ์: Sauvignon Blanc 50%, Sémillon 50%
รสสัมผัส (Tasting Notes): ตัวน้ำไวน์ปรากฏสีเหลืองอ่อนสว่างสดใส มอบกลิ่นหอมหวานอันเป็นมิตรของดอกสายน้ำผึ้งและผลไม้ตระกูลส้ม-มะนาว บอดี้โปร่งเบา ดื่มง่าย ให้สัมผัสที่สดชื่นและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาที่ปลายลิ้น เหมาะแก่การดื่มด่ำเพื่อความผ่อนคลายตั้งแต่ยังอายุน้อย
2. Le Dauphin d'Olivier Blanc 2022
บริบทและสภาพอากาศ: เป็นปีที่ธรรมชาติทดสอบไร่องุ่นด้วยความแห้งแล้งและร้อนจัดสุดขั้ว เถาองุ่นแตกหน่อเร็วทว่าต้องเผชิญสภาวะขาดน้ำในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ผลองุ่นมีขนาดเล็กแต่เข้มข้นด้วยสารอาหาร ก่อนจะได้พายุฝนในเดือนมิถุนายนเข้ามาช่วยเติมความชุ่มชื้นในดินได้ทันเวลา
สัดส่วนสายพันธุ์: Sauvignon Blanc 50%, Sémillon 50%
รสสัมผัส (Tasting Notes): ไวน์เผยสีเหลืองอ่อนประกายเงินงดงาม กลิ่นหอมนำด้วยลูกแพร์เชื่อม น้ำผึ้งป่า ผลไม้เมืองร้อนเนื้อขาว และสมุนไพรสด บนเพดานปากให้เนื้อสัมผัสที่มันวาวและนุ่มนวล แทรกด้วยรสชาติของเฮเซลนัตและเปลือกส้มเชื่อม โดยรักษาสมดุลด้วยกรดที่สดชื่นอย่างน่าทึ่ง
3. Le Dauphin d'Olivier Rouge 2020
บริบทและสภาพอากาศ: วินเทจปี 2020 เริ่มต้นด้วยฤดูหนาวที่อบอุ่นจนองุ่นแตกหน่อเร็ว ตามด้วยฤดูใบไม้ผลิที่ร้อนชื้นและมีฝนจนเกิดโรคราน้ำค้าง ก่อนจะเจอกับฤดูร้อนที่แล้งจัดยาวนาน และได้พายุฝนช่วงสั้นๆ ในเดือนสิงหาคมมาช่วยปลดล็อกให้ผลองุ่นสุกงอมต่อไปได้
สัดส่วนสายพันธุ์: Merlot 50%, Cabernet Sauvignon 50%
รสสัมผัส (Tasting Notes): ให้สีทับทิมเข้มข้น โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของผลไม้สีแดง แยมผลไม้สด ชะเอมเทศ ตามด้วยโน้ตของหนังและควันไม้จางๆ โครงสร้างบอดี้ปานกลาง เนื้อสัมผัสนุ่มนวลละมุนดุจแพรไหม เป็นไวน์แดงฉลากรองที่เข้าถึงง่าย กลมมน และดื่มอร่อยได้เลยโดยไม่ต้องรอนาน
4. Château Olivier Blanc 2017
บริบทและสภาพอากาศ: ปีนี้เกิดวิกฤตน้ำค้างแข็งครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ทำลายผลผลิตทั่วบอร์กโดซ์ ทว่าแปลงองุ่นขาวของชาโตกลับรอดพ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ด้วยแนวป่าธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นกำบัง ประกอบกับฤดูร้อนที่อุณหภูมิค่อนข้างเย็นในเดือนสิงหาคม ช่วยกักเก็บกรดและความสดชื่นในองุ่นไว้ได้อย่างสมบูรณ์
สัดส่วนสายพันธุ์: Sauvignon Blanc 75%, Sémillon 23%, Muscadelle 2%
รสสัมผัส (Tasting Notes): น้ำไวน์สีเหลืองสว่างใส อุดมไปด้วยเลเยอร์ของกลิ่นเกรปฟรุตสีชมพู มะม่วงเขียว ฝรั่ง ดอกไม้ขาว เลมอนเคิร์ด ขิงสด และพายพาสทรี รสสัมผัสบนเพดานปากมีความตึงตัว (Tension) ลึกซึ้ง ความเป็นกรดธรรมชาติคมเฉียบและทิ้งท้ายยาวนานด้วยกลิ่นอายอันเป็นอัตลักษณ์ของแร่ธาตุหินปูนปนเกลือทะเล (Fleur de sel)
5. Château Olivier Rouge 2022
บริบทและสภาพอากาศ: ผลลัพธ์จากปีที่แห้งแล้งและร้อนสะสมยาวนานตลอดฤดูร้อน สภาวะจำกัดน้ำทำให้ผลองุ่นมีขนาดเล็ก ทว่าอัดแน่นไปด้วยพิกเมนต์สีและแทนนินที่เข้มข้น โดยมีพายุฝนในเดือนมิถุนายนมาช่วยลดความตึงเครียดของต้นองุ่น ทำให้ผลผลิตสุกงอมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สัดส่วนสายพันธุ์: Merlot 49%, Cabernet Sauvignon 45%, Petit Verdot 6%
รสสัมผัส (Tasting Notes): ไวน์มาพร้อมสีแดงทับทิมลึกแกนกลางทึบขอบม่วง มอบกลิ่นหอมที่ซับซ้อนลุ่มลึกของบลูเบอร์รี่ แบล็คเคอร์แรนท์ ดอกไวโอเล็ต ดินปนเหล็ก ใบยาสูบ ควันไม้ และหนัง บอดี้แน่นหนา โครงสร้างแทนนินแข็งแกร่งแต่มีเนื้อสัมผัสที่ครีมมี่นุ่มละมุนโอบอุ้มไว้ ทำให้สามารถพยุงแอลกอฮอล์ระดับสูง (14.5%) ของวินเทจนี้ได้อย่างสง่างามและสมดุล
6. Château Olivier Rouge 2017
บริบทและสภาพอากาศ: แม้เหตุการณ์น้ำค้างแข็งในเดือนเมษายนจะทำลายผลผลิตองุ่นแดงไปถึง 25% แต่ผลองุ่นส่วนที่เหลือรอดบนเนินหินกรวดก็สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างราบรื่น ภายใต้ฤดูร้อนที่อบอุ่นปานกลาง มีลมพัดเย็น และไม่มีคลื่นความร้อนรุนแรงมารบกวน
สัดส่วนสายพันธุ์: Cabernet Sauvignon 58%, Merlot 40%, Petit Verdot 2%
รสสัมผัส (Tasting Notes): น้ำไวน์สีม่วงเข้ม ให้กลิ่นหอมคลาสสิกของเชอร์รี่ดำ แบล็คเบอร์รี่ ผลไม้ป่า แทรกด้วยกลิ่นใบไม้แห้ง ยาสูบ มอคค่า และคาราเมลไหม้จางๆ บอดี้ปานกลาง โครงสร้างมีความเพรียวบางตามสไตล์บอร์โดดั้งเดิม แทนนินละเอียดเนียนดุจแป้งแห้ง (Powdery tannins) และทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกของแร่ธาตุที่เด่นชัดและยาวนาน
การเดินทางมาเยือนไทยของ Château Olivier ในครั้งนี้ คือการส่งผ่านปรัชญาและความมุ่งมั่นของมนุษย์ที่พยายามทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างอ่อนน้อมที่สุด ภาพของประวัติศาสตร์อันยาวนานนับจากยุคกลาง ผสานเข้ากับนวัตกรรมการผลิตและวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Sustainability) ได้ถูกถ่ายทอดอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่งานมาสเตอร์คลาสช่วงบ่าย จนถึงหยาดหยดสุดท้ายบนโต๊ะอาหารค่ำ
สิ่งที่น่าชื่นชมคือความใจกว้างในการเปิดเผยเรื่องราว ทั้งในแง่มุมของความสำเร็จจากวินเทจชั้นยอด อย่างปี 2017 และ 2022 รวมถึงความท้าทายในไร่ที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศโลก จนนำมาซึ่งการปรับตัวครั้งสำคัญ สู่เกษตรอินทรีย์และการทดลองสายพันธุ์องุ่นในแปลงใหม่ ๆ
สำหรับผู้เขียน ค่ำคืนพิเศษนี้คือประสบการณ์ที่หลอมรวมทั้งภูมิปัญญา ศาสตร์แห่งแตร์ฮัวร์ และสุนทรียภาพแห่งรสชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันละมุนละไมผ่านคาแรกเตอร์ของไวน์จากปราสาทเก่าแก่แห่ง เปซัก-เลโอนยอง แห่งนี้ ที่จะยังคงตราตรึงอยู่ในใจไปอีกนานเท่านาน
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ: Kantina/ดำรงฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม