11 ส.ค. 2569 | 15:50 น.

KEY
POINTS
คนบีบ ‘แตร’ อาจกำลังบอกว่า “ระวัง” แต่คนฟังกลับได้ยินเป็น “ขับรถยังไงวะ!”
หลายครั้ง เสียงแตรที่กินเวลาเพียงไม่กี่วินาที กลับทำให้เหตุการณ์ลุกลามไปถึงการขับรถไล่ตาม ลงจากรถมาหาเรื่อง หรือทำลายทรัพย์สิน เช่น กรณีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่พอใจหลังถูกบีบแตรเตือน ก่อนขี่ประกบ ด่าทอ ถ่มน้ำลาย และทำให้รถเบนซ์รุ่นพิเศษเสียหาย หรือกรณีรถเก๋ง EV ป้ายแดงปาดหน้ารถเมล์ ก่อนชูนิ้วกลางและลงมาหาเรื่อง หลังคนขับรถเมล์บีบแตรเตือน ทั้งสองเหตุการณ์ถูกเรียกในข่าวว่าเป็นพฤติกรรมของคน “แพ้เสียงแตร”
แต่คำนี้อาจอธิบายได้เพียงปลายเหตุ เพราะผู้ขับขี่ไม่ได้โกรธคลื่นเสียงที่ดังออกมาจากรถ หากโกรธ ‘ความหมาย’ ที่ตัวเองตีความจากเสียงนั้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับสิ่งที่คนบีบต้องการสื่อ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ทำไมบางคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่คือเหตุใดอุปกรณ์สำหรับเตือนอันตรายจึงกลายเป็นคำดูถูกหรือคำท้าทาย และอะไรทำให้ความเข้าใจผิดเพียงชั่วขณะลุกลามเป็นความรุนแรง
หน้าที่พื้นฐานของแตรคือทำให้ผู้ใช้ถนนรับรู้ถึงรถหรืออันตราย พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 14 จึงกำหนดให้ใช้เสียงสัญญาณเฉพาะเมื่อจำเป็นหรือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และห้ามใช้เสียงยาวหรือซ้ำเกินควร เท่ากับว่าเรามีความหมายของแตรอยู่แล้วในทางกฎหมาย แต่ปัญหาคือความหมายดังกล่าวไม่ได้กลายเป็นความเข้าใจร่วมในการใช้งานจริง
บนถนน เราใช้แตรทั้งเพื่อเตือน เร่ง เรียก ขอบคุณ ประชด และด่า แตรสั้น ๆ ขณะที่รถกำลังจะชนอาจหมายถึง “ระวัง” แต่เสียงเดียวกันหลังไฟเขียวไม่ถึงวินาทีอาจกลายเป็น “จะไปไหม?” ส่วนการกดแตรแช่หลังอันตรายผ่านไปแล้ว ย่อมฟังคล้ายการต่อว่ามากกว่าการเตือน ความหมายจึงไม่ได้อยู่ในเสียงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่จังหวะ ความยาว และเหตุการณ์ก่อนหน้า
แตรจึงเป็น ‘ภาษา’ ที่ไม่มีประธาน ไม่มีกริยา และไม่มีประโยคตามหลัง คนบีบส่งความหมายออกไปได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งต้องปล่อยให้คนฟังตีความ ต่างจากภาษาพูดที่ยังถามกลับหรืออธิบายเจตนาได้ ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีจึงแทบไม่มีโอกาสได้รับการแก้ไข คนที่เคยถูกบีบแตรไล่ หรือกำลังรีบและเครียด อาจได้ยินเสียงเตือนเป็นการหาเรื่อง แม้คนบีบจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
แต่จะโทษคนฟังฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะความระแวงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เมื่อผู้ใช้ถนนหลายคนใช้แตรแทนความโกรธอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนที่โดนบีบแตรใส่อดคิดไม่ได้ว่ากำลังถูกต่อว่า ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่การแปลภาษาที่แต่ละคนต่างพกพจนานุกรมขึ้นรถมาไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ความกำกวมของเสียงยังไม่พออธิบายว่า เหตุใดความไม่พอใจจึงลุกลามจากการสบถอยู่ในรถ ไปสู่การเผชิญหน้า เพราะเสียงแตรเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และคำตอบอีกส่วนอาจอยู่ที่ ‘รถ’ ซึ่งกำลังซ่อน ‘คน’ จากสายตาของกันและกัน
หากมีคนเผลอขวางทางเราในห้าง เราอาจเห็นว่าเขากำลังอุ้มลูก ถือของเต็มมือ หรือเป็นผู้สูงอายุ จึงพูดว่า “ขอทางหน่อยครับ” แต่บนถนน เรากลับเห็นเพียง “รถคันหน้าที่ช้า” “มอเตอร์ไซค์ที่ปาด” หรือ “รถเมล์ที่ขวางทาง” มนุษย์คนหนึ่งจึงถูกย่อให้เหลือเพียงรถและพฤติกรรมเขาทำ เมื่อบริบทหายไป ความผิดพลาดก็ถูกตีความจาก “เขาอาจไม่เห็นเรา” กลายเป็น “คนแบบนี้เห็นแก่ตัว”
‘โตมร ศุขปรีชา’ นักเขียนและคอลัมนิสต์เคยสำรวจประเด็นนี้ในบทความ “นรกบนท้องถนน : ทำไมมารยาทในการใช้รถใช้ถนนจึงทรามลง” โดยมองว่าปัญหานี้ซับซ้อนกว่าพฤติกรรมส่วนบุคคล เพราะทั้งความเครียดและสภาพแวดล้อมของการขับรถล้วนมีส่วนผลักดันมัน ขณะที่ ‘แอรอน บาลิก’ (Aaron Balick) นักจิตบำบัด อธิบายกับ The Guardian ว่า การขับรถเป็นกิจกรรมที่ทั้งตึงเครียดและมีอันตรายแฝงอยู่ เมื่อเราแทบไม่รับรู้ความซับซ้อนของอีกฝ่ายในฐานะมนุษย์ จึงมองเขาเป็นวัตถุหรือศัตรูได้ง่ายกว่า
รายงานจาก สำนักงานความปลอดภัยการจราจรทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA อธิบายว่าเมื่อปี 2004 ว่า รถเปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวที่เคลื่อนผ่านพื้นที่สาธารณะ ความนิรนามและความห่างเหินอาจลดข้อยับยั้งที่ใช้ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างคน รายงานดังกล่าวอ้างถึงงานทดลองที่ให้รถคันหน้าจอดนิ่งเมื่อไฟเขียว แล้วสังเกตผู้ขับรถเปิดประทุนที่ตามมา เมื่อหลังคาปิดและผู้ขับถูกซ่อนจากสายตาคนอื่น พวกเขาบีบแตรเร็วกว่า บ่อยกว่า และนานกว่ากลุ่มที่เปิดหลังคา อีกการทดลองพบว่า คนด้านหลังรอนานขึ้นก่อนบีบแตร เมื่อมองเห็นผู้ขับรถคันหน้าได้ชัดขึ้น
ผลการทดลองชี้ว่าเพียงการมองเห็นตัวตนของอีกฝ่าย และรู้ว่าตัวเรากำลังถูกมองเห็น ช่วยเพิ่มความยับยั้งชั่งใจได้ เมื่อคนหายไปจากสายตา เหลือเพียงรถที่ปาดหน้า เสียงแตรจึงอาจไม่ได้ถูกรับรู้ว่าเป็นคำเตือน แต่กลายเป็นการบุกรุก การประจาน หรือการลดสถานะ
งานศึกษาของ AAA Foundation for Traffic Safety ปี 2025 ซึ่งทบทวนงานวิจัย จัดสนทนากลุ่ม และสำรวจผู้ขับขี่ในสหรัฐฯ 3,020 คน พบว่าแรงจูงใจของการขับรถก้าวร้าวไม่ได้มีเพียง ‘ความเร่งรีบ’ แต่รวมถึงความต้องการควบคุมสถานการณ์ ตอบโต้สิ่งที่มองว่าเป็นการลบหลู่ และสั่งสอนคนอื่น
คำว่า ‘สั่งสอน’ มีความสำคัญ เพราะเปลี่ยนผู้ขับจากคนที่ควรหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ให้กลายเป็นผู้พิพากษาบนถนน ภารกิจที่ควรจบด้วยการชะลอรถและรักษาระยะ จึงกลายเป็นการบีบแตรไล่ ขับตาม หรือปาดคืน เพื่อให้อีกฝ่าย ‘จำไว้’ ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ถูกบีบแตรอาจรู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายตั้งตัวเหนือกว่า การชูนิ้วกลางหรือขับไล่ตามจึงกลายเป็นวิธีประกาศว่า “คุณไม่มีสิทธิมาสั่งผม” ทำให้เหตุการณ์เลื่อนจากเรื่องความปลอดภัย ไปเป็นการต่อรองว่าใครถูกกว่า ใครเหนือกว่า และใครจะต้องยอม
กรอบเหล่านี้ไม่ได้บอกว่า ผู้ก่อเหตุในสองข่าวกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ช่วยให้เห็นลำดับที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตั้งแต่เสียงเตือนถูกตีความเป็นการลบหลู่ ความต้องการกู้หน้าหรือสั่งสอนอีกฝ่าย ไปจนถึงการตอบโต้ที่รุนแรงกว่าสาเหตุเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม ความโกรธกับความก้าวร้าวไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อย่างแรกคืออารมณ์ แต่อย่างหลังคือพฤติกรรมที่เลือกทำ ความกำกวมของเสียงอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดคนหนึ่งจึงไม่พอใจ แต่ไม่อาจลบความรับผิดชอบต่อการข่มขู่ ไล่ตาม หรือทำลายทรัพย์สิน
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “แพ้เสียงแตร” อาจทำให้เราเห็นปัญหาแคบเกินไป เพราะเสียงแตรเป็นเพียงตัวกระตุ้น ส่วนสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ลุกลามคือความเครียด ความนิรนาม การตีความว่าถูกลบหลู่ ความต้องการควบคุม และการมองไม่เห็น ‘มนุษย์’ ที่อยู่ในรถอีกคัน
เราอาจไม่สามารถสร้าง ‘พจนานุกรมเสียงแตร’ ที่ทุกคนแปลเหมือนกันทั้งหมด แต่ในทางกฎหมาย เรามีความหมายขั้นต่ำอยู่แล้วว่าแตรใช้เพื่อเตือนอันตราย สิ่งที่ยังขาดคือความเข้าใจร่วมในการใช้งานจริงว่า เสียงนั้นไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือระบายอารมณ์หรือตัดสินว่าใครขับรถดีหรือแย่
ความหมายร่วมนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนบีบหรือคนฟังฝ่ายเดียว หากแตรไม่ถูกใช้เป็นคำ ‘ด่า’ คนฟังก็มีเหตุผลน้อยลงที่จะคิดว่ากำลังถูก ‘ดูถูก’ ขณะเดียวกัน หากยังเผื่อความเป็นไปได้ว่าเสียงแรกที่ได้ยินคือ ‘คำเตือน’ ไม่ใช่ ‘คำตำหนิ’ ความขัดแย้งก็อาจจบลงก่อนกลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเอาคืน
สองเหตุการณ์ในต้นเดือนสิงหาคมเริ่มจากเสียงแตรไม่กี่วินาที แต่สิ่งที่ทำให้มันยืดยาวไม่ใช่ความดังของเสียงเพียงอย่างเดียว หากเป็นทั้งความหมายที่ผู้ฟังใส่ลงไป และการกระทำที่แต่ละคนเลือกตอบสนอง
แตรจะกลับมาเป็นภาษาแห่งความปลอดภัยได้หรือไม่ จึงอาจขึ้นอยู่กับว่า เรายังได้ยิน ‘คำเตือน’ อยู่ในเสียงนั้น หรือได้ยินเพียง ‘คำด่า’ จากภาษาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ไม่มีโอกาสอธิบายตัวเอง
เพราะบนถนนเราอาจไม่รู้จักกัน
แต่หลังรถทุกคันยังมีมนุษย์อีกคนอยู่ข้างใน
เรื่อง: อติพงษ์ ศรนารา
อ้างอิง
“พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522.” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 96, ตอนที่ 8 ฉบับพิเศษ, 29 Jan. 1979, p. 1, https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2522/A/008/1.PDF.
The 101 World. “Road Rage.” The 101 World, https://www.the101.world/road-rage/. Accessed 11 Aug. 2026.
Anthony, Andrew. “The Rage Epidemic: Is Our Modern World Fuelling Aggression?” The Guardian, 12 May 2024, https://www.theguardian.com/science/article/2024/may/12/road-rage-epidemic-peter-abbott-abuse-fury.
Stuster, Jack. Aggressive Driving Enforcement: Evaluation of Two Demonstration Programs. National Highway Traffic Safety Administration, Mar. 2004, https://www.nhtsa.gov/sites/nhtsa.gov/files/809707.pdf.
AAA Foundation for Traffic Safety. “Aggressive Driving and Road Rage.” AAA Foundation for Traffic Safety, https://aaafoundation.org/research/aggressive-driving-and-road-rage-2/. Accessed 11 Aug. 2026.
เดลินิวส์. “‘หนุ่มแพ้เสียงแตร’ ทุบเบนซ์รุ่นพิเศษโร่พบตำรวจ น้อมรับผิด ขอโทษสังคม ยอมจ่ายค่าเสียหาย.” เดลินิวส์, 4 Aug. 2026, https://www.dailynews.co.th/news/6081061/.
ไทยรัฐออนไลน์. “เดือดจัด! กระเป๋ารถเมล์โพสต์ฉอด หนุ่มหัวร้อนตัดหน้าเจอบีบแตรเตือน ดันแค้นชูนิ้วกลางใส่ #ไทยรัฐหน้าฮ้าน.” ไทยรัฐ, 5 Aug. 2026, https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1187422.