06 ส.ค. 2569 | 18:03 น.

KEY
POINTS
ฟินน่าดูเมื่อเห็นศัตรูล้มเหลว แถมหยุดส่องไม่ได้ต่อให้เขาจะล้มเหลวขึ้นมาจริง ๆ หรือหากชีวิตเขาดันสุขสบาย หน้าที่เราคือการสตอล์กเกอร์ไปและสาปแช่งไป นี่มันวิธีแก้แค้นแบบใดกัน? คำสาปทั้งหมดนี้มันจะไม่ย้อนกลับทำร้ายเราจริงใช่ไหม?
คุณเคยจับสังเกตพฤติกรรมย้อนแย้งบนโลกออนไลน์ของตัวเองหรือเปล่า ประเภทว่าเห็นใครคนหนึ่งอัพเดทชีวิตก็ชวนให้รู้สึกอยากทะลุจอไปกำราบ แต่เราก็ยังกดติดตามเขาต่อไป ทั้ง ๆ ที่อารมณ์เราตลบอยู่ในความหงุดหงิดและการตัดสิน ซึ่งระดับสุดโต่งก็คือการบล็อกเพื่อมอบชัยชนะเล็ก ๆ แก่ตัวเองว่าฉันเป็นคนตัดแกออกจากชีวิตก่อน ทว่านิ้วมือก็ยังสลับไปใช้แอคหลุมหรือใช้ทางอ้อมอื่นเพื่อเข้าไปส่องฟีดของคนที่เราเพิ่งบล็อกเขาไปหยก ๆ วันละหลายหนอยู่ดี และการกระทำนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Hate-Follow’
คำถามก็คือในเมื่อเกลียด ทนเห็นหน้าไม่ได้ ตัดขาดไปแล้วด้วย ทำไมยังเสพติดการตามส่องชีวิตเขาอยู่ สภาวะดังกล่าวถูกผูกติดอยู่กับอารมณ์สะใจบนความทุกข์หรือความล้มเหลวของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการแอบลุ้นให้คนที่ชอบอวดรวยเผชิญมรสุมการเงิน แอบดีใจเมื่อเห็นแฟนเก่าไปไม่รอดกับแฟนใหม่ การส่องคนที่เราเกลียดเหมือนความบันเทิงในฉากภาพยนตร์ที่หากตระหนักให้ดีมันไม่ได้ทำให้เราเพลิดเพลินใจเสียด้วยซ้ำ มันแค่เข้ามาช่วยเติมเต็มอีโก้และทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองในชั่วยามหนึ่ง
‘โธมัส ลิง’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์วัย 29 ปีเผยว่าเขามักจะตกอยู่ในวังวนแอบส่องเพื่อนเก่าที่ไม่สนิทแล้ว รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยถูกชะตา ทุกครั้งที่มีเวลาไถโซเชียลมีเดีย “ผมรู้สึกเหมือนได้บำบัดอารมณ์เลย การนั่งส่องเรียกว่าเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาชั้นดีเมื่ออยากอู้ทำอะไรไร้สาระ แต่ดูเสร็จก็ไม่เคยรู้สึกดีกับตัวเองสักครั้ง ผมรู้ว่าการสะใจกับความล้มเหลวของคนอื่นมันไม่น่ารักนะ แต่น่าแปลกที่ผมกลับเสพติด ยิ่งคนที่ผมไม่ชอบขี้หน้ามีชีวิตที่ดีขึ้น มันก็ยิ่งดึงดูดให้ผมส่องเขามากขึ้น” โธมัสกล่าว
‘แซลลี เบเกอร์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมมนุษย์จากประเทศอังกฤษอธิบายว่า “เหตุที่เราได้รับความสุขปนสะใจจากพฤติกรรมประหลาด เป็นเพราะในทางสมองอารมณ์เกลียดและรักมีความเชื่อมโยงกันโดยที่เราไม่อาจแยกความต่างระหว่างสองอารมณ์นี้ได้ เมื่อเราจดจ่อหรือหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันจะกระตุ้นการหลั่งของสารออกซิโทซิน (Oxytocin), เซโรโทนิน (Serotonin) และโดพามีน (Dopamine) ซึ่งสารแห่งความสุขเหล่านี้จะถูกปลดปล่อยออกมาทันทีที่เราเกิดความรู้สึกผูกพันทางอารมณ์โดยไม่สนใจว่าแรงจูงใจเบื้องหลังคืออะไร ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่ลุกโชนเช่นนี้ มันเป็นกลไกเดียวกันกับการที่เรากดรีเฟรชแจ้งเตือนหรือเช็คสถานะพัสดุหลายครั้งทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง ด้วยกลไกสร้างสภาวะหลอกตาคล้ายว่าเรากำลังควบคุมสถานการณ์ได้ ทั้งที่ความจริงเรากำลังไร้การควบคุมอย่างสิ้นเชิง”
ยิ่งไปกว่านั้นการส่องคนที่เกลียดคือการตกเข้าไปอยู่ในกับดัก ‘การเปรียบเทียบทางสังคม’ (Social Comparison Theory) เราประเมินคุณค่าของตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วยการนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่เว้นแม้แต่คนที่เราไม่ชอบเพื่อเช็คว่าเขามีความสุขกว่าไหม ประสบความสำเร็จกว่าหรือเปล่า หรือก้าวผ่านเรื่องราวชีวิตไปได้เร็วกว่าเราไหม คนที่เราเกลียดจึงกลายเป็นกระจก ยิ่งเราส่องนานเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกอับอายตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งรู้สึกอับอาย เราก็ยิ่งแอบส่องต่อไปเพื่อหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองว่าทำไมเราถึงเริ่มส่องตั้งแต่แรก ทั้งหมดคือเราไม่ได้พยายามจะรู้จักตัวเขา หากแต่เรากำลังพยายามเข้าใจตัวเองผ่านตัวเขา
ทั้งความน่ากลัวของการเสพติดกลไกดังกล่าวมันอาจส่งผลให้เราไม่หยุดอยู่แค่การแอบส่องบุคคลหนึ่ง แต่จะขยายวงกว้างไปสู่วิธีที่เราเลือกเสพสื่อในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ในทางสื่อมวลชนมันถูกเรียกว่า ‘Hate-watching’ การตั้งใจเปิดดูหนัง ซีรีส์ คลิป ข่าวที่เราเกลียดเข้าไส้ เราไม่ได้ชื่นชอบมันเลย เราดูเพื่อเสพความเดือดดาลและเติมเต็มความสะใจจากการนั่งจับดราม่าและความพินาศของผู้อื่นผ่านหน้าจอ เรายอมเจียดเวลาอันมีค่าในแต่ละวันเพื่อจมอยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบ แลกมันเพื่อจะรู้สึกเหนือกว่าว่าเรามีสติปัญญาและรสนิยมดีกว่าสิ่งที่กำลังดูอยู่
แม้การ ‘Hate-watching’ จะเป็นแนวโน้มทางพฤติกรรมปกติของมนุษย์ แต่หากทำบ่อยเกินไป มันจะเริ่มกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อสุขภาวะทางจิต ทำให้เรากลายเป็นคนมองโลกผ่านสายตาแห่งการจับผิดและตัดสิน
อาจารย์อาวุโสด้านประวัติศาสตร์อังกฤษจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ‘ดร.มาร์ติน ฟาร์’ แสดงความเห็นว่า ผู้คนแทบไม่ต้องใช้ความพยายามในการร่วมวงเกลียดชังใครสักคน “นิตยสาร สิ่งพิมพ์ ข่าวซุบซิบ อะไรก็ตามในศตวรรษนี้อยู่ในโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง คุณสามารถเฝ้ามองผู้คนด้วยความรู้สึกรักที่จะเกลียด (Love-to-hate) ในมุมของตัวเองได้ง่ายดายเหลือเกิน เพราะการเข้าร่วมวงรุมประณามใครสักคนไม่จำเป็นต้องมีตัวตน ทั้งคุณยังมีความสุขกับเรื่องแย่ ๆ ที่เขาประสบโดยที่คุณไม่ต้องรับผลกระทบหรือรับผิดชอบต่อสิ่งใดเลย”
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าการ Hate-Follow ก็มีข้อดีของมันอยู่เช่นกัน “มันดีที่เราแอบส่องหรือรับรู้ความคิดของคนที่เราเกลียดบ้าง เพราะถ้าเราเอาแต่ส่องหรือฟังคนที่คิดเห็นเหมือนเรา โซเชียลมีเดียก็จะป้อนเฉพาะเรื่องที่เราอยากฟังจนเข้าใจว่าโลกนี้มีแต่คนแบบเรา ทั้งทำให้เราหลงเชื่อข่าวได้ง่าย การที่เราแอบดูคนที่เราเกลียดก็ทำให้รับรู้ว่าโลกนี้มีคนคิดต่างจากเราอยู่จริง ๆ ดีกว่าเรานั่งตอกย้ำตัวเองว่าคนพวกนี้ไม่มีตัวตนบนโลก”
เบเกอร์ก็เห็นพ้องว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ไร้สุขอนามัยทางจิตเสมอไป เพราะการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างหนึ่ง แต่เธอก็เตือนสติว่าเราต้องตระหนักรู้ว่าเราทำมันบ่อยแค่ไหน เพราะเมื่อใดก็ตามที่มันเริ่มกลายเป็นพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำที่เราหมกมุ่นไม่จบไม่สิ้น โดยทุ่มเทความเกลียดชังและอารมณ์ลบทั้งหมดไปที่คนไม่กี่คน เมื่อนั้นมันจะเริ่มกลายเป็นปัญหา
“หากคุณพบว่าตัวเองกำลัง Hate-Follow ในแบบที่ทรมานตัวเอง มันกำลังบ่งบอกคุณค่าในตัวคุณให้เสียงดังขึ้น มันจะขยายเสียงความคิดเชิงลบในหัว และตอกย้ำการตัดสินที่คุณมีต่อตัวเองให้เด่นชัดขึ้น”
การยังเฝ้ามองคนที่เราเกลียดเปรียบเป็นการที่เรายอมยกพื้นที่ส่วนหนึ่งในใจให้เขาเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต ทุกครั้งที่เรารีเฟรชหน้าโปรไฟล์ของเขา อารมณ์ของเราก็ถูกกำหนดโดยชีวิตของเขาไปด้วย หากเขาล้มเหลว เราจะสะใจขณะหนึ่ง หากเขามีความสุข เราจะหงุดหงิดและหวนกลับมาส่องอีกครั้ง วงจรนี้ทำให้เราเข้าใจผิดว่าเรากำลังติดตามชีวิตของเขาเฉย ๆ ทั้งที่จริงเรากำลังปล่อยให้ชีวิตเขาเป็นตัวกำหนดความสงบในใจเรา
สิ่งสำคัญคือเราอาจไม่ได้เปิดดูชีวิตเขาเพื่อหาข้อมูลใหม่ ๆ อะไรเลย แต่กำลังหาหลักฐานเพื่อปลอบใจตัวเอง ต้องการเห็นว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่โพสต์ ต้องการเห็นว่าสิ่งที่เขาทำย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย หรือต้องการการยืนยันว่าชีวิตเราไม่ได้แย่ที่สุด เรากำลังหล่อเลี้ยงอารมณ์ลบด้วยความหวัง ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์ชีวิตในแต่ละวันของเขาจะออกมาเป็นอย่างไร มันก็ไม่เคยช่วยคลี่คลายความรู้สึกที่ค้างคาใจเราอยู่ได้เลย
‘Hate-Follow’ เปล่าทำให้เรารู้ว่าเราเกลียดใครคนหนึ่งมาก มันทำให้เรารู้ว่าเราผูกตัวเองไว้กับใครคนหนึ่งมากกว่า ตราบใดที่เรายังฝากความสุข ความสะใจ คุณค่าของเราไว้ที่ความเป็นไปของคนอื่น เราก็ไม่อาจรู้สึกเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง
การจะหยุดวงจรบล็อกแต่ยังส่อง หรือ ‘Hate-Follow’ ก็ใช่ว่าเราต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนดีที่แสนอบอุ่น บังคับตัวเองให้ส่งมอบความรักแก่ทุกผู้คน แต่มันคือการยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่าเราก็เป็นคน ๆ หนึ่งที่มีบาดแผล มีอารมณ์อิจฉาริษยา และมีความไม่มั่นคงในจิตใจ หากเราจับสังเกตตัวเองได้ว่ากำลังติดหล่มการเปิดโปรไฟล์ใครสักคนเพื่อแอบส่อง ขอให้หยุดก่อนครู่หนึ่งเพื่อถามตัวเองว่าเรากำลังตามหาอะไร ข้อมูลในชีวิตเขาไหม หรือเราอยากได้รับการยืนยันคุณค่าในตัวเองมากกว่า
เพราะเมื่อใดที่เราเรียนรู้จะเห็นอกเห็นใจบาดแผลที่เรามี การใช้ชีวิตคนอื่นเป็นสนามอารมณ์เพื่อเติมเต็มตัวเราจะค่อย ๆ จางลงไป ความสงบในใจเรามีค่าเกินกว่าจะแลกกับการคอยสาปแช่ง คอยตามดูว่าคนที่เราเกลียดกำลังทำอะไรอยู่ การปล่อยวางและเฉยชาอย่างสิ้นเชิงต่อเขาเพื่อใช้ชีวิตในแบบของเราต่างหากคือความสงบ
ไหน ๆ ก็บล็อกทางออนไลน์เพราะไม่อยากให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับเราแล้ว ลองบล็อกเขาออกจากความคิดเราดูนะ การที่ต่างคนต่างไม่มีใครคืบคลานเข้าไปรบกวนจิตใจของกันขณะที่เกลียดชังกันก็อาจเป็นฉากอวสานความสัมพันธ์ที่บริบูรณ์ที่สุด ทั้งมันอาจจะงดงามที่สุดเท่าที่เราจะมอบให้กันเป็นครั้งสุดท้ายได้แล้ว
เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม
ที่มา
https://www.psychologytoday.com/us/blog/of-prisons-and-pathos/202105/why-people-stalk
https://www.verywellmind.com/why-we-love-to-hate-watch-8750652