24 ส.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“ช่วงนี้ยุ่งมาก ประชุมแน่นทั้งวัน แทบไม่ได้พักกินข้าว”
“เมื่อคืนปั่นงานยันตีสอง วันนี้ต้องตื่นมาเข้าออฟฟิศแต่เช้าอีกแล้ว”
ประโยคเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนคำบ่นธรรมดาของคนที่มีงานล้นมือ แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และมีลักษณะคล้ายการย้ำให้คนรอบข้างรับรู้ว่า ‘ฉันยุ่งแค่ไหน’ พฤติกรรมนี้อาจเข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า Busy Bragging หรืออวดว่างานยุ่ง ซึ่งเป็นการใช้ความยุ่ง ความเครียด หรือปริมาณงาน มาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์และคุณค่าให้ตัวเองในที่ทำงาน
เพราะหากย้อนกลับไปยังอดีต เราคงคุ้นชินกับการที่หลายคนเลือกอวดร่ำอวดรวยผ่านสินค้าแบรนด์เนม แต่ตัดภาพมาในยุคนี้ คนเมืองและพนักงานออฟฟิศกลับเลือกอวดสิ่งที่ต่างออกไป นั่นคือการอวดว่าไม่มีเวลา เสียงบ่นซ้ำ ๆ ตลอดเวลาราวกับกำลังถักทอ ‘ความยุ่ง’ ออกมาเป็นอาภรณ์ชิ้นใหม่ของคนทำงาน
คำถามคือ พฤติกรรมอวดว่าตัวเองกำลังยุ่ง ที่นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้งานเดินไวขึ้นแล้ว แต่เพราะอะไรหลายคนจึงยังเลือกทำให้คนรอบตัวรับรู้ว่า ตัวเองมีงานล้นมืออยู่เสมอ
ย้อนกลับไปยังช่วงทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ช่วงเวลาที่วัฒนธรรมการทำงานหนักในแวดวงธุรกิจและสตาร์ทอัป โดยเฉพาะในโลกเทคโนโลยี ค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับภาพของความทะเยอทะยานและความสำเร็จ จนแนวคิดอย่าง Hustle Culture กลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ยกย่องการทุ่มเทและทำงานหนัก
และยิ่งมีแพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn, X, Instagram และ TikTok ก็ยิ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้คนสามารถแสดงภาพชีวิตการทำงานของตัวเองออกสู่สาธารณะ ตั้งแต่การตื่นเช้ามาทำงาน การอยู่ออฟฟิศจนค่ำมืด เพื่อทำงานล่วงเวลา ไปจนถึงการทำงานไม่ได้หลับไม่ได้นอน เมื่อเสพสื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้คนเริ่มคลั่งการทำงานหนักขึ้นอีกเท่าตัว
แถมหัวหน้างานก็ยังกล่าวชื่นชม ยกย่อง และให้คุณค่ากับพนักงานที่ทุ่มพลังทุกอย่างด้วยความเหนื่อยยาก แม้จะกินเวลาส่วนตัวของพวกเขาไปอยู่มากโข และเมื่อเสียงชื่นชมดังขึ้นทุกวัน เหล่ามนุษย์ออฟฟิศก็เลยถูกปลูกฝังแนวคิด Rise and Grind หรือ #grindset เข้ามาโดยไม่รู้ตัว
เหล่าคนทำงานก็เลยต้องปรับโหมดการทำงานใหม่ จากเดิมเข้าและออกตามเวลา ก็ต้องเปลี่ยนมาทำงานล่วงเวลาโดยไม่ปริปากบ่น รู้ตัวอีกทีก็ตัดขาดตัวเองออกจากคนรอบข้างไปเสียแล้ว แถมไป ๆ มา ๆ ยังมองว่าการอดนอน การลืมกินข้าว การสละวันหยุดพักร้อน และการสแตนด์บายตลอดเวลาเป็น ‘เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ’ (Badge of Honor) อีกต่างหาก
การบ่นว่าไม่มีเวลาออกมาซ้ำ ๆ ไม่ได้หมายความว่าต้องการการระบายความอัดอั้นใจเพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งยังเป็นการส่งสัญญาณว่า คนที่กำลังบ่นว่าตัวเองมีงานล้นมือนั้นได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษ มีภาระมาก หรือกลายเป็นคนสำคัญที่องค์กรขาดไม่ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อ กับสิ่งที่คนฟังรับสาร อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในวารสารวิชาการ Personnel Psychology ปี 2024 ศาสตราจารย์เจสสิกา โรเดลล์ (Jessica Rodell) จาก Terry College of Business มหาวิทยาลัยจอร์เจีย (University of Georgia) และทีมวิจัย ได้ศึกษาพฤติกรรมที่เรียกว่า Stress Bragging หรือการพูดโอ้อวดเกี่ยวกับความเครียดจากการทำงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับพฤติกรรม Busy Bragging ที่ใช้ความยุ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเอง
การศึกษาช่วงแรกให้ผู้เข้าร่วม 360 คนประเมินเพื่อนร่วมงานสมมติที่พูดถึงความเครียดและภาระงานของตัวเองในลักษณะโอ้อวด พบว่า คนที่แสดงพฤติกรรม Stress Bragging ถูกประเมินว่ามีความเป็นมิตรและความสามารถน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่พูดถึงงานอย่างเป็นกลาง หรือไม่ได้โอ้อวดความเครียดของตัวเอง และผู้เข้าร่วมยังมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานคนนั้นน้อยลง เมื่อเขากำลังมีภาระงานมาก
เพื่อให้ผลการทดลองครอบคลุมมากขึ้น ศาสตราจารย์เจสสิกา ก็เลยขยับออกจากห้องทดลอง มายังภาคสนามมากขึ้น โดยนำกลุ่มตัวอย่างพนักงาน 218 คนมาทำการศึกษา พบว่าเพื่อนร่วมงานของคนที่ชอบป่าวประกาศเรื่องความเครียดเป็นประจำ มีระดับความเหนื่อยล้าจากการทำงานและภาวะหมดไฟสูงขึ้น ซึ่งนักวิจัยอธิบายว่าเป็นเพราะความเครียด สามารถส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้
ก่อนที่ศาสตราจารย์เจสสิกาจะได้ข้อสรุปว่า ความเครียดไม่ใช่ปัญหา หากเราทำงานหนักและจำเป็นต้องพูดถึงมัน เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พฤติกรรมการนำความเครียดมาโอ้อวด ในลักษณะที่เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศต่างหาก ที่อาจย้อนกลับมาทำลายทั้งภาพลักษณ์และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานได้
ด้าน มอร์แกน สเปอร์ล็อก (Morgan Spurlock) ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดี นักเขียน และผู้อำนวยการสร้างรายการโทรทัศน์ชาวอเมริกัน เคยพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เขาบอกว่า
“ความยุ่ง คือภาพของคนที่แค่หาเรื่องใส่ตัว เพื่อให้ตัวเองดูมีอะไรทำตลอดเวลา แต่ความโปรดักทีฟ คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน”
สเปอร์ล็อกยังได้แบ่งการทำงานอย่างมีประสิทธิผลออกเป็น 4 ประเภทอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือ ประสิทธิผลส่วนบุคคล (Personal Productivity) เพราะเขามองว่านี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และเราสามารถให้ความสำคัญกับเวลาที่จัดสรรขึ้นมา เพื่อใช้กับครอบครัว เพื่อน รวมไปถึงการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เติมเต็มความเป็นมนุษย์
“ผมรู้ว่ามันอาจฟังดูแปลกที่จะมองเวลาที่ใช้กับครอบครัวว่าเป็น ‘การทำงานอย่างมีประสิทธิผล’... แต่การมองแบบนั้นทำให้ผมให้ความสำคัญกับมันมากขึ้นในทางความคิด ผมให้คุณค่ากับเวลานี้ในระดับเดียวกับการมีหลังคาให้คุ้มกะลาหัวและมีอาหารวางอยู่บนโต๊ะ ประสิทธิผลส่วนบุคคลทำให้ผมยังคงเป็นมนุษย์ และเตือนให้ผมรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในโลกใบนี้
“ด้วยการมองทุกพื้นที่ในชีวิตผ่านกรอบคิดของการ ‘มีประสิทธิผล’ ผมกำลังทำให้สิ่งเหล่านั้นมีคุณค่ามากขึ้น เพราะทุกสิ่งล้วนมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เมื่อมองงานและเวลาของตัวเองผ่านเลนส์นี้ ทุกอย่างก็ทำให้เรารู้สึกได้รับผลตอบแทนและมีความหมายมากขึ้น”
แน่นอนว่าเมื่อทำตัวยุ่ง สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือพฤติกรรมแบบ Multitasking หรือก็คือการหยิบจับหลายอย่างพร้อมกัน เพื่อให้ทุกอย่างเสร็จทันเวลา แต่ปัญหาของการทำหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความรู้สึกว่า ‘ยุ่ง’ เพราะการสลับหน้างานไปมาเองก็มีต้นทุนต่อประสิทธิภาพการทำงานเช่นกัน
จากงานศึกษาของ เดวิด เมเยอร์ (David Meyer) แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าการสลับหน้างานไปมาตลอดทั้งวัน ยิ่งเพิ่มเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานแต่ละชิ้นให้เสร็จช้าลงถึง 25%
และข้อมูลจากงานวิจัยของ Microsoft ยังพบอีกว่า เมื่อผู้คนถูกขัดจังหวะด้วยอีเมล ข้อความ หรือการแจ้งเตือนต่าง ๆ พวกเขาอาจต้องใช้เวลาราว 15 นาทีหรือมากกว่านั้น กว่าจะกลับไปทำงานตรงหน้าได้ โดยการถูกรบกวนแต่ละครั้ง ก็อาจทำให้ไหลไปทำกิจกรรมอื่นต่อ ก่อนจะกลับมาสู่งานสำคัญตรงหน้าอีกครั้ง
ทุกวันนี้ กระแสความคลั่งในความสำเร็จอย่าง Hustle Culture เริ่มเสื่อมความนิยมลง ผู้คนเริ่มตระหนักว่าการโหมงานหนักไม่ได้ช่วยให้รวยขึ้น แต่กลับทำให้ตายเร็วขึ้น และสูญเสียความสัมพันธ์รอบตัว
บทเรียนราคาแพงนี้ทำให้คนทำงานยุคหลังโควิด-19 เริ่มตื่นรู้ ผลศึกษาจาก Prudential (2022) พบว่า พนักงานจำนวนมากเลือกที่จะให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวมากกว่าตำแหน่งงาน และบางส่วนยินดีแลกกับรายได้ที่ลดลงเพื่อให้ได้สมดุลชีวิตที่ดีขึ้น
จึงเกิดเป็นเทรนด์ใหม่อย่าง Quiet Quitting การทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ยอมให้งานกลืนกินชีวิต และยังมี Bare Minimum Mondays หรือก็คือการทำงานในเช้าวันจันทร์ ด้วยความพยายามขั้นต่ำที่สุด เพื่อถนอมสุขภาพจิต ทั้งสองอย่างคือวิถีที่คนทำงานรุ่นใหม่เลือกใช้ เพื่อต่อต้านความท็อกซิกของวัฒนธรรมการทำตัวยุ่ง
เพราะฉะนั้น หากคุณกำลังรู้สึกเครียดหรือมีงานเยอะจริง ๆ ทางออกที่ดีไม่ใช่การบ่นป่าวประกาศกลางออฟฟิศ แต่คือการพูดคุยกับหัวหน้างาน เพื่อจัดลำดับความสำคัญ และลองปรับโครงสร้างเดดไลน์ ไม่ให้งานสุมอยู่ที่คนใดคนหนึ่งมากเกินไป (ซึ่งอันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารของหัวหน้าอีกที)
ดั่งที่ โซเครตีส (Socrates) นักปราชญ์กรีกโบราณ เคยกล่าวเตือนสติมนุษยชาติไว้เมื่อหลายพันปีก่อนว่า
“จงระวังความว่างเปล่าของชีวิตที่เอาแต่ยุ่งเหยิง”
(Beware the barrenness of a busy life)
คำพูดสั้น ๆ ที่ชวนให้ย้อนกลับมาถามว่า เรากำลังใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย หรือเพียงแค่เติมตารางเวลาให้แน่นขนัด จนไม่มีพื้นที่เหลือให้กับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ กันแน่ กว่าจะรู้ตัวอีกที ตัวตนและภาระงานที่เราสร้างขึ้นในโลกการทำงาน กลับทำให้จิตวิญญาณของเราว่างเปล่าและไร้ความหมายไปเสียแล้ว
อ้างอิง
A Psychologist Reveals Why ‘Busy Bragging’ Ruins Workplace Relationships.
Brag about how busy you are at work? Don’t, says science.
Busy: A badge of honour or a big lie?
Hustle culture: Is this the end of rise-and-grind?
New study warns against ‘busy bragging’ culture in the workplace.
Stress bragging may make you seem less competent, less likable at work.
The 'Rise and Grind' of Hustle Culture.
The Cost of Bragging About Stress.
What is 'busy bragging'? Why your colleagues might not enjoy working with you.
When Busyness Becomes A Badge Of Honor—And A Barrier To Delegation.