ตั้งเป้าหมายไว้มากมาย แต่สุดท้ายจบที่การไถจอ รู้จัก 'Dark Playground' และวิธีกำจัด ‘ลิง’ ในหัว ลูปนรกที่ทำให้เราไม่พัฒนาไปไหน

ตั้งเป้าหมายไว้มากมาย แต่สุดท้ายจบที่การไถจอ  รู้จัก 'Dark Playground' และวิธีกำจัด ‘ลิง’ ในหัว ลูปนรกที่ทำให้เราไม่พัฒนาไปไหน

'Dark Playground' คือการใช้เวลาไปกับความบันเทิงที่เจือปนด้วยความรู้สึกผิดแทนการทำตามเป้าหมาย โดยมีสาเหตุจาก 'ลิงจอมป่วน' ในสมองที่แสวงหาความสุขและความสบายเฉพาะหน้า

KEY

POINTS

เคยเป็นกันไหมที่ทุกคืนก่อนเข้านอนจะนึกถึง ‘เป้าหมาย’ เอาไว้มากมาย ทั้งจะอ่านหนังสือเล่มนี้จะฝึกทักษะใหม่ หรือวางแผนโยกย้ายประเทศไปทำตามความฝัน ปักธงไว้ในใจว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จจงได้ แต่ระหว่างตั้งเป้าก็นอนไถฟีดโซเชียล ตามส่องเรื่องดราม่า หรือดูคลิปสั้นไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็เกิดความอึดอัดขึ้นในใจ และก่นด่าตัวเองว่าทำไมถึงไม่หยุด ‘ขี้เกียจ’ เสียทีทั้ง ๆ ที่ ในหัวก็คิดวนถึงความสำเร็จไม่หยุดหย่อน

ซึ่งในโลกความจริงนี่คือหนึ่งในพฤติกรรมมนุษย์ที่เลี่ยงได้ยาก คนที่นอนเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จุดหมายไม่ใช่คนขี้เกียจเสมอไป แต่เขากำลังทำสงครามภายในสมองของตัวเองอยู่ พยายามบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าอย่าเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ไม่เช่นนั้นชีวิตคงไม่ขยับไปไหนไกล ราวกับติดอยู่ในวังวนของ Dark Playground สนามเด็กเล่นที่สามารถลงมาเล่นได้โดยไม่จำกัดเวลา กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราที่เป็นคนเล่นก็กลายเป็นปล่อยเป้าหมายให้หลุดลอยไปไกลเสียแล้ว

ทำความรู้จักมนุษย์ชอบผลัดวัน ผ่าน 3 พี่น้องที่คอยบงการทุกอย่างในสมอง

‘ทิม เออร์เบิน’ (Tim Urban) นักเขียนเจ้าของบล็อก Wait But Why ได้แยกสมองของคนที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งไว้ว่ามีสามพี่น้องที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง และพี่น้องทุกคนต่างก็มีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น 

หนึ่ง - พี่ใหญ่นักตัดสินใจผู้มีเหตุผล ทั้งคอยวางแผน คิดถึงอนาคต มองการณ์ไกล และอยากทำในสิ่งที่สมเหตุสมผล 

สอง - ลิงจอมป่วนที่ชอบใช้ชีวิตสนุกไปวัน ๆ สนใจแค่ปัจจุบัน ไม่สนอดีต ไม่แคร์อนาคต สิ่งเดียวที่ใส่ใจคือทำอย่างไรให้ช่วงเวลานี้ง่ายที่สุด และมีความสุขที่สุด

สาม - น้องคนเล็กสุดขี้เซา (Panic Monster)​ มักจะหลับลึกอยู่ตลอดเวลา จะตื่นขึ้นมาก็ต่อเมื่อทุกอย่างเข้าใกล้เดดไลน์เต็มที และยังเป็นคนเดียวที่เจ้าลิงหวาดกลัวมากที่สุด

นี่คือการแยกสมองออกง่าย ๆ ว่าทำไมแต่ละคนถึงมีวิธีการรับมือกับเป้าหมายแตกต่างกัน เพราะในยุคดึกดำบรรพ์ สัญชาตญาณแบบเจ้าลิง เช่น กินเมื่อหิว นอนเมื่อเหนื่อย ช่วยให้มนุษย์อยู่รอด แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกิเลศ เจ้าลิงตัวนี้มักจะไล่ตะเพิดนักคิดออกไปจากสมอง แล้วพาเราออกนอกเส้นทางเพื่อไปดูคลิปสั้นแทนที่จะทำสิ่งตรงหน้าที่วางแผนไว้ให้เสร็จ

และเจ้าลิงตัวนี้ก็ยังตั้งคำถามสารพัดอย่างขึ้นมาอีกว่า

"ทำไมต้องวิ่งต่อ ในเมื่อหยุดวิ่งแล้วรู้สึกดีกว่า?"

"ทำไมต้องฝึกเรียนภาษา ในเมื่อไม่สนุก?"

"ทำไมต้องต้องหยุดกินในเมื่อของตรงหน้าอร่อยเหาะขนาดนี้?"

หลายคนมักคิดง่าย ๆ ว่าการแก้ปัญหานี้ก็แค่บอกตัวเองให้หยุดผัดวัน แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ซึ่งทิมก็บอกว่าการหลอกตัวเองแบบนั้น ไม่ต่างจากกับการบอกคนที่อยากลดน้ำหนักว่า "ก็แค่อย่ากินเยอะ" บอกคนเป็นโรคซึมเศร้าว่า "อย่าไปคิดเยอะสิ" ถึงจะเป็นคำแนะนำที่ใคร ๆ ก็คิดออกว่าก็แค่เลิกทำสิ่งนั้น จะได้หันมาโฟกัสสิ่งนี้ แต่แหงล่ะ ใครมันจะทำตามนั้นได้ทั้งหมด เพราะในสมองของคนที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งจริง ๆ การผัดวันไม่ใช่ทางเลือกหรือนิสัย หากแต่เป็นสภาวะที่ไร้ทางออก เพราะไม่รู้ว่าจะหยุดพฤติกรรมนี้ได้อย่างไรต่างหาก

ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ทิมย้อนเล่าถึงชีวิตตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยว่า อิสรภาพที่ไร้ขีดจำกัดกลายเป็นหายนะ ตัวเขาผัดวันปั่นรายงานจนกลายเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งถึงจุดพีคสุดในชีวิต เมื่อต้องเขียนวิทยานิพนธ์จบความยาว 90 หน้า แต่กลับไม่สามารถเริ่มทำได้เลยจนเหลือเวลาอีกแค่ 72 ชั่วโมงก่อนกำหนดส่ง ประสบการณ์เฉียดตายนั้นจบลงด้วยการที่ต้องไปนอนอยู่ในห้องตรวจแพทย์ของมหาวิทยาลัย เพราะอาการขาดน้ำตาลในเลือดอย่างรุนแรงจนมือชาและเกร็งงอเข้าหากันโดยควบคุมไม่ได้ (แม้จะส่งทันแต่ผลงานออกมาแย่มาก)

ตัวอย่างเช่น เห็นภาพนึงแล้วนึกในใจว่า ถ้าเราสู้กับสัตว์ในภาพจะชนะได้ไหมนะ แล้วคิดไปอีกว่าแล้วถ้าคนอื่นสู้กับสัตว์ตัวนี้ล่ะจะชนะได้ไหม และคิดไปไกลกว่านั้นอีกว่าแล้วถ้าเสือกับสิงโตสู้กันใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน สุดท้ายก็จบลงด้วยการนั่งเสิร์ชกูเกิลหาคำตอบอยู่นานสองนาน ซึ่งผลคือเสือชนะ

แน่นอนว่าการจะออกจากลูปนี้ได้จึงไม่ใช่แค่การปรับนิสัย แต่คือสร้างความมั่นใจขึ้นมาใหม่ผ่านการลงมือทำเท่านั้น

‘Dark Playground’ ดินแดนแห่งความบันเทิงที่ฉาบด้วยความรู้สึกผิด

เมื่อเจ้าลิงลุกขึ้นมามีอำนาจ ควบคุมพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ได้สำเร็จ นี่แหละคือการพาเราไปสู่สถานที่อันมืดมนยิ่งกว่านั่นคือ ‘Dark Playground’ 

Dark Playground คือสภาวะที่เรากำลังเสพความบันเทิงหรือพักผ่อน ในเวลาที่ไม่ควรจะพัก ความสนุกในดินแดนนี้จึงเป็นความสนุกที่ไม่ได้เรียกร้องมาอย่างถูกต้อง ถูกเจือปนด้วยความรู้สึกผิด ความวิตกกังวล และการก่นด่าตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรานั่งไถจอไป ทั้ง ๆ ที่ในหัวยังคงมีเสียงเตือนถึงงานและเป้าหมายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ยิ่งในยุคปัจจุบัน สภาพแวดล้อมบนโลกดิจิทัลและอัลกอริทึมถูกออกแบบมาเพื่อป้อนสารโดพามีนให้กับเจ้าลิงในหัวเราโดยเฉพาะ การดึงตัวเองออกจาก Dark Playground ในยุคนี้จึงยากเย็นกว่าในอดีตที่ผ่านมาอยู่มากโข

แต่สิ่งเดียวในโลกที่เจ้าลิงรักความสบายกลัวจนหัวหด คือ น้องเล็กสุดขี้เซา ซึ่งทิมจะเรียกน้องคนนี้ว่าเป็นอสูรกายแห่งความตื่นตระหนก เพราะในโมงยามปกติอสูรกายตนนี้จะนอนหลับลึก จนกระทั่งเดดไลน์กระชั้นชิดเข้ามา หรือมีความเสี่ยงที่จะขายหน้าและล้มเหลวอย่างรุนแรง เมื่อ Panic Monster ตื่นขึ้นมาส่งเสียงคำราม เจ้าลิงจะตกใจหนีขึ้นต้นไม้ เปิดทางให้นักตัดสินใจผู้มีเหตุผลกลับมาคุมสถานการณ์ และทำให้เราปั่นงานข้ามคืนจนเสร็จได้ราวกับมีปาฏิหาริย์

ฟังดูเหมือนระบบนี้พอจะถูไถไปได้ แต่ทิมชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น การผลัดวันประกันพรุ่งที่มีเส้นตาย เช่น งานส่งลูกค้า หรือการสอบ ผลกระทบยังถูกบีบให้อยู่ในระยะสั้น เพราะ Panic Monster จะตื่นมาช่วยเราทันเวลาเสมอ

แต่คำถามคือถ้าหากการผลัดวันประกันพรุ่งที่ไม่มีเส้นตายล่ะ ทั้งการดูแลสุขภาพ การหาเวลาให้คนที่รัก การเขียนหนังสือให้จบเล่ม การลาออกไปทำตามฝัน หรือการสร้างธุรกิจของตัวเอง  สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันหมดอายุ และไม่มีใครมาเคาะเวลากำหนดส่ง เมื่อไม่มีเส้นตายเจ้าน้องเล็กคนนี้ก็ไม่เคยตื่นขึ้นมา

เจ้าลิงรักความสบายก็เลยได้ใจ พาเราวิ่งเล่นอยู่ใน Dark Playground วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า รู้ตัวอีกที เราอาจกลายเป็นเพียงผู้ดู ที่ยืนมองชีวิตของตัวเองปลิวหายไปผ่านหน้าจอโทรศัพท์ โดยไม่เคยได้ออกเดินทางตามหาฝันจริง ๆ เลยสักครั้ง

กักบริเวณ ‘เจ้าลิง’ ไว้ระยะหนึ่ง ก่อนที่ความสำเร็จจะหลุดลอยไปไกล

ใช่ว่าทุกคนจะมีจิตใจแข็งแกร่ง จนสามารถเอาชนะลิงในหัวได้ เพราะเราเองต่างก็มีเจ้าลิงรักความสบายอาศัยอยู่ และต่างเคยหลงเข้าไปวิ่งเล่นใน Dark Playground ด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อกางตารางชีวิตออกมาดู เราจะพบว่าเวลาในชีวิตคนเราไม่ได้มีมากมายอย่างที่คิด

การจะก้าวออกจากลูปนรกนี้ จึงไม่ใช่การนั่งรอให้อสูรกายตื่นขึ้นมาสู้แทนเราในนาทีสุดท้าย แต่คือการตั้งสติ ตระหนักรู้เท่าทันเจ้าลิงในหัว สร้างระบบและเส้นตายหลอก ๆ ให้กับเป้าหมายที่ไม่มีกำหนดส่ง

และนี่คือ 4 วิธีขังเจ้าลิงเอาไว้ในกรง เพื่อทวงคืนชีวิตและเปลี่ยนเป้าหมายในกระดาษให้เกิดขึ้นจริง

1. วางแผนให้ชัด จนเจ้าลิงไม่กล้าแหยม เจ้าลิงจะขำกับแผนงานที่คลุมเครือเสมอ ยิ่งเป้าหมายเบลอเท่าไร ลิงในสมองก็จะยิ่งพาเราหนีไปทำเรื่องไร้สาระได้ง่ายเท่านั้น การสยบเจ้าลิงจึงต้องเริ่มจากการวางแผนที่ชัดเจน โดยเริ่มจากเลิกทำตัวเป็นคนโลภที่มีรายการสิ่งที่ต้องทำยาวเป็นหางว่าว ให้จัดลำดับความสำคัญ แล้วคัดเอาแค่งานที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตและความสุขขึ้นมาทำเป็นอันดับแรก

ส่วนงานชิ้นไหนที่ฟังดูใหญ่เกินตัวจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เจ้าลิงจะสั่งให้เราเบือนหน้าหนีทันที วิธีแก้คือการลงมือวิเคราะห์ ย่อยข้อมูล จนมองเห็นขั้นตอนทุกอย่างอย่างทะลุโปร่งมอง

เพราะอย่างที่รู้ดีว่า ไม่มีความฝันใดบรรจุได้ในวันเดียว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดจากการวางก้อนอิฐเล็ก ๆ ทีละก้อนต่อกันไป เช่น การแบ่งงานใหญ่ออกเป็นงานย่อยที่จัดการได้ในเวลาสั้น ๆ จะช่วยลดทั้งความกดดันและเสียงลิงในหัวลงได้มหาศาล และเลิกหาข้ออ้างกับตัวเองว่า ค่อยทำวันอื่นก็ได้ แต่ต้องระบุวันและเวลาที่แน่นอนลงในปฏิทินให้ชัดเจน พร้อมทำตามนั้นเหมือนนัดหมายสำคัญที่สุดในชีวิต

2. ลุยผ่านประตูวิกฤต และมอบ 'กล้วยแห่งความภาคภูมิใจ' ให้ตัวเอง เมื่อถึงเวลาลงมือทำ เจ้าลิงจะดิ้นรนและหาทางขัดขวางสุดชีวิต นี่คือช่วงเวลาที่ต้องแข็งใจอย่ายอมแพ้เสียงในหัวโดยเด็ดขาด เพราะอย่างที่รู้ดีว่า 'วินาทีแรก' ของการเริ่มทำงานคือช่วงที่ยากที่สุด เจ้าลิงจะต่อต้านอย่างหนักหน่วง เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือบังคับตัวเองให้ข้ามผ่านจุดนี้เพื่อเข้าสู่ป่ารกชัฎหรือสภาวะของการจดจ่อให้ได้ ทันทีที่เริ่มเห็นเนื้องาน ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองจะค่อย ๆ เติบโตขึ้น ความรู้สึกนี้เปรียบเสมือนรางวัลชิ้นโตที่ช่วยสยบความเกเรของเจ้าลิงลงได้ชั่วคราว

เมื่อกัดฟันลุยงานไปได้สัก 2 ใน 3 ของทางทั้งหมด แสงสว่างแห่งความสำเร็จจะเริ่มปรากฏ ถึงจุดนี้ เจ้าลิงจะยอมเปลี่ยนใจกลับมาช่วยเราทำงาน เพราะตัวมันเองก็อยากไปถึงสนามเด็กเล่นที่มีความสุข (Happy Playground) ซึ่งเป็นความสนุกอันสมควรได้รับอย่างแท้จริง

3. ตัดสิ่งล่อใจ และสร้างอสูรกายจำลองจากภายนอก ในเมื่อเป้าหมายระยะยาวมักไม่มีกำหนดส่งที่แน่นอน ให้สร้างเส้นตายสมมติขึ้นมาบังคับตัวเอง เช่น นัดส่งงานให้เพื่อนตรวจเป็นระยะ หรือจองสถานที่จัดงานล่วงหน้า เพื่อดึงเอาแรงกดดันมาบีบให้เราต้องเคลื่อนที่

และถ้ารู้ว่าอินเทอร์เน็ตคือกับดัก ให้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ตัดสัญญาณ Wi-Fi สำหรับทำงาน หรือเปิด Airplane Mode บนมือถือเสีย และอย่าลืมออกแบบสภาพแวดล้อมให้ตัวเองไร้ทางเลือก เช่น การหอบโน้ตบุ๊กไปนั่งทำงานในห้องสมุดที่เงียบสงบและไร้สิ่งล่อใจ จนไม่มีตัวเลือกอื่นใดนอกจากต้องทำงาน

4. เขียน 'เรื่องราวในหัว' ขึ้นมาใหม่ ด้วยการลงมือทำจริง เริ่มเก็บชัยชนะเล็ก ๆ ทำเป้าหมายย่อยให้สำเร็จทีละน้อย เพื่อทำลายความเชื่อเดิม ๆ ที่บอกว่าเราเป็นคนไร้วินัย แล้วค่อย ๆ ลบภาพจำเก่า ๆ พร้อมเขียนเรื่องราวในหัว (Storyline) ของตัวเองขึ้นมาใหม่ทีละหน้า ด้วยตัวเอง

เพราะในท้ายที่สุด เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และชีวิตที่เราปรารถนา จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ตราบใดที่เรายังยอมแลกเวลาและตัวตน ไปกับการไถจออย่างไร้เป้าหมายอยู่ในสนามเด็กเล่นที่เราสร้างขึ้นมาเองกับมือ

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : จำลองเหตุการณ์โดย AI 

 

อ้างอิง

Tim Urban: Inside the Mind of a Master Procrastinator | TED Talk https://www.youtube.com/watch?v=arj7oStGLkU https://www.youtube.com/watch?v=1Epjp-Gdxe4

The Dark Playground A never ending story of lost information, cons(piracy) and design โดย Katarina Hornwall 

How to Beat Procrastination. 

Why Procrastinators Procrastinate.