16 ก.ค. 2569 | 12:40 น.

KEY
POINTS
“เลิกฟังพอดแคสต์ (พัฒนาตัวเอง) แล้วชีวิตดีขึ้น” ประโยคสั้น ๆ นี้โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีดเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วก็กลายเป็นเธรดที่ถูกแชร์ต่อกันอย่างล้นหลามในแอปพลิเคชัน X
เมื่อกดเข้าไปอ่าน กลับพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาเล่าประสบการณ์คล้ายกัน บางคนเคยเปิดพอดแคสต์ทุกเช้าระหว่างขับรถไปทำงาน ฟังเรื่องการสร้างวินัย การจัดการเวลา การลงทุน หรือการเป็นคนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทุกวันนี้เลือกเปิดเพลง ฟังรายการตลก ฟังรายการผี หรือบางวันก็ไม่เปิดอะไรเลย เพราะพบว่าการได้อยู่กับตัวเองเงียบ ๆ นั้นหายากขึ้นทุกที และการบังคับให้ตัวเองพัฒนาตลอดเวลากลับกลายเป็นการผลักไส ‘ตัวตน’ ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แบบนี้อาจดูไม่มีนัยสำคัญ หากไม่เกิดขึ้นพร้อมกันในคนจำนวนมากจนชวนตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับ ‘วัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง’ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นคำตอบของชีวิต และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่ผู้ใช้ X ในไทยเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่นักวิจัยด้านความเป็นอยู่ที่ดีในต่างประเทศเริ่มพูดถึงมาสักระยะแล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม self-help เติบโตอย่างมหาศาล ร้านหนังสือเต็มไปด้วยปกที่สัญญาว่าจะช่วยให้คนอ่านมีวินัยมากขึ้น ฉลาดขึ้น ร่ำรวยขึ้น หรือมีความสุขมากขึ้น พอดแคสต์กลายเป็นเพื่อนร่วมทางของชาวออฟฟิศ คลิปสั้นบนโซเชียลมีเดียอัดแน่นด้วยเคล็ดลับชีวิตตั้งแต่การตื่นตีห้าไปจนถึงสูตรสำเร็จของมหาเศรษฐีระดับโลก การเข้าถึงความรู้ไม่เคยง่ายเท่านี้มาก่อน และนับเป็นเรื่องน่ายินดีในแง่หนึ่ง เพราะความรู้ไม่ควรถูกผูกขาดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือมหาวิทยาลัยอีกต่อไป
ทว่าเมื่อความรู้กลายเป็นคอนเทนต์ สิ่งที่แข่งขันกันจึงไม่ใช่แค่ ‘คุณภาพของเนื้อหา’ แต่คือ ‘ความสามารถในการดึงความสนใจของผู้ชม’ ทุกคลิปจึงต้องทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ายังมีบางอย่างขาดอยู่เสมอ เช่นการชี้ว่ามีนิสัยที่ควรแก้ มีหนังสือที่ควรอ่านเพิ่ม ทักษะที่ควรเรียนเพิ่ม แล้วจะมีชีวิตที่ดีกว่าชีวิตในปัจจุบัน
ยิ่งแพลตฟอร์มรู้ว่าผู้ใช้สนใจเรื่องการพัฒนาตัวเองมากเท่าไร อัลกอริทึมก็ยิ่งป้อนคอนเทนต์ลักษณะเดียวกันซ้ำ ๆ มากขึ้นเท่านั้น จนสิ่งที่เริ่มต้นจากความอยากเรียนรู้ค่อย ๆ กลายเป็นวงจรที่ตอกย้ำความรู้สึกว่า “ตัวเองยังดีไม่พอ”
รายชื่อพอดแคสต์แนวพัฒนาตัวเองในปัจจุบันสะท้อนขนาดของอุตสาหกรรมนี้ได้ดี เว็บไซต์รวมพอดแคสต์หลายแห่งจัดอันดับรายการแนว self-help และ self-improvement ไว้เป็นหลักร้อย ครอบคลุมตั้งแต่แนวประสาทวิทยาว่าด้วยสมองและพฤติกรรม ไปจนถึงแนวสโตอิกที่หยิบคำสอนของนักปรัชญาโรมันมาปรับใช้กับชีวิตทำงานยุคใหม่ บางช่องมีผู้ฟังหลักล้าน และบางรายการก็ยอมรับตรง ๆ ว่าผู้ฟังจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับคำแนะนำที่ฟังดูดีแต่ทำตามได้ยากในชีวิตจริง เช่น การอาบน้ำเย็นหรือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา บางบทวิเคราะห์ในวงการพอดแคสต์เองยังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ อาจกำลังถูกกลบไว้ใต้กรอบคิดแบบทุนนิยมที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและผลงาน มากกว่าความเพลิดเพลินในตัวมันเอง
‘เจนนิเฟอร์ มอสส์’ (Jennifer Moss) นักข่าวและนักเขียนชาวแคนาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรและภาวะหมดไฟ และผู้เขียนหนังสือ ‘The Burnout Epidemic’ (Harvard Business Review Press, 2021) อธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยคำว่า ‘toxic productivity’ หรือความหมกมุ่นกับการมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นพิษต่อชีวิต เธอชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขยันทำงานหรือความอยากพัฒนาตัวเอง เพราะทั้งสองอย่างเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่อยู่ที่วัฒนธรรมซึ่งผูกคุณค่าของคนเข้ากับผลลัพธ์ที่ต้องสร้างอยู่ตลอด จนการพักผ่อนกลายเป็นเรื่องผิดบาป การนั่งเฉย ๆ ดูเหมือนเสียเวลา และวันหยุดกลายเป็นอีกวันที่ต้องรีบใช้ให้คุ้ม
ในบทความที่เธอเขียนให้ Harvard Business Review Moss ระบุว่าความกดดันให้ต้องทำงานอยู่ตลอด ทวีความรุนแรงขึ้นชัดเจนหลังการระบาดของโควิด-19 เมื่อไม่มีเวลาเดินทางคั่นกลางระหว่างบ้านกับที่ทำงาน หลายคนถูกคาดหวังให้ทำงานได้มากขึ้น และวัฒนธรรมการประชุมที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังโควิดก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าต้องอยู่ในโหมดทำงานตลอดเวลา ไม่ต่างจากความรู้สึกที่หลายคนมีต่อการเสพคอนเทนต์พัฒนาตัวเอง คือรู้สึกว่าต้องพัฒนาแม้ในเวลาว่าง ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกผิดหรือกลัวตกขบวน
รายงาน Mercer Global Talent Trends ที่มอสส์อ้างอิงในงานเขียนของเธอชี้ว่า แรงงานทั่วโลกราวร้อยละ 82 อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการหมดไฟ สาเหตุมาจากภาระงานที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และความเหนื่อยล้าสะสม โดยปัจจัยเหล่านี้มักถูกซ้ำเติมด้วยค่านิยมทางสังคมที่ผูกคุณค่าของคนเข้ากับความยุ่งที่มองเห็นได้ และความเชื่อว่าความสำเร็จต้องแลกมาด้วยการขับเคี่ยวตัวเองตลอดเวลา
ความคิดแบบนี้ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันโดยแทบไม่รู้ตัว ฟังเพลงอยู่ดี ๆ ก็คิดว่าควรเปลี่ยนไปฟังพอดแคสต์วิชาการเพราะอาจจะได้ความรู้มากกว่า อ่านนิยายได้ไม่กี่หน้าก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเปลี่ยนไปอ่านหนังสือธุรกิจอาจคุ้มเวลากว่า ออกไปเดินเล่นแต่ระหว่างทางก็ยังเปิดคลิปสรุปหนังสือให้สมองทำงานไปพร้อมกัน ราวกับทุกช่วงเวลาต้องผลิตบางสิ่งกลับมาเสมอ แม้แต่การพักก็ยังต้องเป็นการพักที่มีประสิทธิภาพ จึงจะรู้สึกว่าไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปเปล่า ๆ
น่าแปลกที่ยิ่งพยายามใช้เวลาทุกนาทีให้เกิดประโยชน์ ความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ากลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม หลายคนกลับเหนื่อยกว่าเดิม เพราะรายการสิ่งที่ควรทำไม่มีวันสิ้นสุด อ่านหนังสือจบเล่มหนึ่งก็มีอีกสิบเล่มรออยู่ ฟังพอดแคสต์จบตอนหนึ่งก็มีอีกหลายร้อยตอนถูกแนะนำขึ้นมา ความรู้ที่ไม่มีวันหมดจึงค่อย ๆ กลายเป็นความคาดหวังที่ไม่มีวันเต็ม และทำให้ต้องวิ่งไล่ตามตัวเองอยู่ร่ำไป มอสส์เองก็เตือนไว้ในหนังสือของเธอว่า การแก้ปัญหาภาวะหมดไฟด้วยวิธีดูแลตัวเองแบบเดี่ยว ๆ เช่น โยคะหรือการฝึกหายใจ มักไม่เพียงพอ เพราะรากของปัญหาฝังอยู่ในโครงสร้างและค่านิยมของวัฒนธรรมที่กว้างกว่านั้นมาก
มองในมุมที่ลึกกว่าเรื่องงาน นักปรัชญาชาวเกาหลีใต้-เยอรมัน ‘บยอง- ชอล ฮัน’ (Byung-Chul Han) เคยเสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ในหนังสือ ‘The Burnout Society’ (Stanford University Press, 2015) ว่าสังคมปัจจุบันไม่ได้กดทับผู้คนด้วยคำสั่งหรือข้อห้ามแบบที่ ‘มิเชล ฟูโกต์’ (Michel Foucault) เคยอธิบายไว้ในฐานะสังคมวินัยที่ปกครองด้วยคำว่า “ห้าม” และ “ต้อง” อีกต่อไป แต่ฮันเรียกสังคมยุคนี้ว่า ‘สังคมแห่งความสำเร็จ’ (achievement society) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยคำว่า ‘ทำได้’ แทนที่จะเป็น ‘ต้องทำ’
ฟังดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องดี เพราะไม่มีใครมาบังคับอีกแล้ว แต่ฮันชี้ว่าความเป็นบวกที่ล้นเกินนี้เองที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดภาวะหมดไฟและซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อทุกอย่างเป็นไปได้ ความล้มเหลวก็ไม่มีใครให้โทษได้อีกนอกจาก ‘ตัวเอง’ ในสังคมวินัยแบบเก่า ความกดดันมาจากภายนอก แต่ในสังคมแห่งความสำเร็จ แต่ละคนกลายเป็น ‘ผู้ประกอบการของตัวเอง’ ที่ต้องขับเคี่ยวและเค้นศักยภาพจากตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ประโยคเชิงบวกอย่าง “คุณทำได้” “คุณเป็นได้มากกว่านี้” หรือ “อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง” ฟังดูให้กำลังใจ แต่เมื่อถูกย้ำซ้ำทุกวันผ่านหน้าฟีด มันกลับสร้างแรงกดดันในรูปแบบที่มองไม่เห็นเป็นข้อบังคับตรง ๆ ทว่ารู้สึกได้ทุกครั้งที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเจอคอนเทนต์ที่บอกเป็นนัยว่ายังทำได้ดีกว่านี้
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วครู่บนโซเชียลมีเดีย แต่เริ่มถูกจับตาในฐานะแนวโน้มของวงการ wellness เช่นกัน บทวิเคราะห์แนวโน้มการพัฒนาตัวเองสำหรับปี 2026 หลายฉบับตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับการบริโภคแบบไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนฟีดไม่หยุดหรือการฟังคอนเทนต์พัฒนาตัวเองแบบไม่เลือก และกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติมากขึ้น ลดการแจ้งเตือน จัดระเบียบหน้าจอ เลือกใช้แอปที่ช่วยให้จดจ่อแทนแอปที่ดึงความสนใจไม่มีที่สิ้นสุด ควบคู่ไปกับแนวคิด ‘micro-habits’ หรือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง เช่น อ่านหนังสือหน้าเดียว หรือยืดเส้นยืดสายสามสิบวินาที แทนการพยายามปฏิวัติชีวิตทั้งหมดในคราวเดียวแบบที่คอนเทนต์ self-help มักเรียกร้อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนาตัวเองโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการเปลี่ยนจากโหมดเร่งเครื่องตลอดเวลาไปสู่โหมดที่ยั่งยืนกว่า แม้แต่วงการพอดแคสต์เองก็เริ่มสะท้อนแนวโน้มนี้ รายการที่เคยเน้นสูตรสำเร็จและเคล็ดลับความสำเร็จ เริ่มปรับทิศทางมาพูดถึงการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ และตั้งคำถามกับคำแนะนำที่ฟังดูดีในทางทฤษฎีแต่ปฏิบัติยากในชีวิตจริง สะท้อนว่าแม้แต่คนทำคอนเทนต์เองก็รับรู้ถึงความเหนื่อยล้าของผู้ฟัง
เมื่อลดการเสพคอนเทนต์ที่สอนให้พัฒนาตัวเองลง หลายคนกลับหันไปหาสิ่งที่เคยถูกมองว่าไม่มีประโยชน์มากขึ้น กลับมาอ่านนิยาย ฟังเพลง ดูภาพยนตร์ ปลูกต้นไม้ เดินเล่น หรือใช้เวลาช่วงเย็นนั่งคุยกับเพื่อนโดยไม่มีเป้าหมายว่าต้องได้ข้อคิดอะไรกลับมา กิจกรรมเหล่านี้อาจไม่ทำให้เงินเดือนเพิ่ม ไม่เพิ่มทักษะในเรซูเม่ และอาจไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดการพัฒนาตัวเองด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้ชีวิตค่อย ๆ กลับมามีจังหวะเป็นของตัวเองอีกครั้ง
มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อผลิตผลงานเพียงอย่างเดียว การหัวเราะกับหนังตลกไม่จำเป็นต้องสรุปบทเรียนเสมอไป ฟังเพลงก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจความหมายทุกประโยค การนั่งมองฝนตกก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นโอกาสฝึกสติ
ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่ได้ไร้ค่า เพียงแต่เป็นคุณค่าที่วัดด้วยตัวเลขไม่ได้ บางที สิ่งที่ช่วยประคองชีวิตคนเราไว้ก็ไม่ใช่กิจกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงไม่ใช่กระแสต่อต้าน self-help แต่เป็นความพยายามหาสมดุลใหม่ แน่นอนว่าเราก็ยังอยากเรียนรู้ ยังอยากเติบโต ยังอยากมีชีวิตที่ดี เพียงแต่เริ่มแยกออกว่า ‘การเติบโต’ กับ ‘การเร่งตัวเอง’ นั้นต่างกันอย่างไร
เพราะสิ่งที่ผู้คนตามหามาตลอดอาจไม่ใช่เคล็ดลับที่จะทำให้เก่งขึ้นอีกนิด แต่คือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับใคร แม้กระทั่งกับตัวเอง
เรื่อง: สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข (The People Junior)
อ้างอิง
Jennifer Moss, "Let's End Toxic Productivity" — Harvard Business Review: hbr.org/2024/11/lets-end-toxic-productivity
Jennifer Moss, "Ending Toxic Productivity" (เว็บไซต์ส่วนตัว): jennifer-moss.com/writing/ending-toxic-productivity
Jennifer Moss, The Burnout Epidemic: The Rise of Chronic Stress and How We Can Fix It (Harvard Business Review Press, 2021) — ข้อมูลหนังสือ: jennifer-moss.com/the-burnout-epidemic
Byung-Chul Han, The Burnout Society (Stanford University Press, 2015) — บทคัดย่อ/ข้อมูลจากสำนักพิมพ์: courtauld.ac.uk — Beyond Disciplinary Society
สรุปแนวคิด Byung-Chul Han เรื่อง achievement society: Philosophy Break — Byung-Chul Han's Burnout Society
แนวโน้มการพัฒนาตัวเองปี 2026 (mindful tech use, micro-habits): YourStory — The next era of self-growth
มุมมองจากวงการพอดแคสต์แนว self-help เรื่องความเหนื่อยล้าของผู้ฟัง: Podcast Review — 10 Best Self-Help Podcasts in 2026