03 ก.ค. 2569 | 14:56 น.

KEY
POINTS
‘สกุชชี่’ (Squishy) ของเล่นบีบคลายเครียดที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 2010 กำลังกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผู้เล่นไม่ได้มีเพียงเด็กนักเรียนเหมือนในอดีต ยังเจาะกลุ่มไปถึงคนวัยทำงานที่ยอมจ่ายเงินหลักพันหรือหลักหมื่นเพื่อสะสมสกุชชี่หายาก ที่มักจะมีศัพท์เรียกกันในหมู่นักสะสมว่า ‘ของแรร์’ ขณะเดียวกันคลิป ASMR การบีบสกุชชี่บน TikTok ก็มียอดเข้าชมรวมกันหลายสิบล้านครั้ง ทำให้ช่วงนี้ร้านของเล่นในย่านสำเพ็งและ Mega Plaza ก็กลับมาคึกคักอีกครั้งตามกระแสความนิยม
ร้อยทั้งร้อย เมื่อไปเดินเล่นที่สำเพ็งหรือแม้แต่เดินผ่านร้านขายของเล่น สัดส่วนของสกุชชี่ที่เป็นรูปทรงอาหารนั้นแทบจะกินเนื้อที่แผงไปเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ซาลาเปา ขนมปัง เค้ก โมจิ ไส้กรอก ไปจนถึงทาโกะยากิ เพราะความน่ารักชวนน้ำลายสอนี้ไม่ใช่แค่ความบังเอิญ
ในทางจิตวิทยามีแนวคิดที่เรียกว่า ‘Crossmodal Correspondence’ หรือการเชื่อมโยงข้ามประสาทสัมผัส ซึ่งอธิบายว่า สมองไม่ได้แยกการมองเห็น การได้ยิน การรับรส และการสัมผัสออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ประมวลผลข้อมูลจากประสาทสัมผัสหลายด้านร่วมกันอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเราเห็นรูปทรงบางแบบ สมองจะดึงเอาประสบการณ์สัมผัสที่เคยพบเจอมาก่อนออกมาคาดเดาได้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ ก่อนที่มือของเราจะได้แตะของชิ้นนั้นด้วยซ้ำ
ตัวอย่างที่คุ้นเคยที่สุดคือการทดลองรูปร่าง ‘Bouba/Kiki’ ที่ให้คนดูรูปทรงสองแบบ แบบหนึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆ อีกแบบหนึ่งเป็นแฉกแหลม ๆ แล้วถามว่าอันไหนชื่อ ‘Bouba’ อันไหนชื่อ ‘Kiki’ คนส่วนใหญ่จะเลือกจับคู่รูปก้อนเมฆกับเสียง ‘Bouba’ ที่ฟังนุ่มนวล และรูปแหลม ๆ กับเสียง ‘Kiki’ ที่ฟังดูแหลมคม
นี่คือหลักฐานว่าสมองมนุษย์มีการเชื่อมโยงระหว่างรูปทรง เสียง และความรู้สึกทางกายภาพ อยู่ในระดับที่ลึกกว่าการเรียนรู้ทางภาษา
หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับความนุ่ม-แข็งเช่นกัน สมองผูกรูปทรงโค้งมน ผิวเรียบ และขอบมนเข้ากับความนุ่มนวลและความปลอดภัย ในขณะที่รูปทรงเหลี่ยม แหลม และมีมุมคม จะถูกตีความว่าแข็ง เย็น หรือสามารถทำอันตรายเราได้ โดยที่เรายังไม่ทันได้สัมผัสด้วยมือเลยสักครั้ง
‘ชาร์ลส์ สเปนซ์’ (Charles Spence) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการทดลองแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ศึกษาปรากฏการณ์นี้มาอย่างต่อเนื่อง งานของเขาพบว่า ความเชื่อมโยงข้ามประสาทสัมผัสไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างรูปทรงกับการสัมผัส แต่ยังรวมถึงรสชาติ สี และเสียงด้วย ซึ่งน่าจะมาจากกลไกที่เรียกว่า ‘Emotional mediation’ คือรูปทรงโค้งมนกระตุ้นอารมณ์เชิงบวกแบบเดียวกับที่รสหวานกระตุ้น ให้รู้สึกมีความสุข สมองจึงจับคู่ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันผ่านอารมณ์
ด้าน ‘คาร์ลอส เบลัสโก’ (Carlos Velasco) นักวิจัยด้านการตลาดประสาทสัมผัส (Multisensory Marketing) และ การรับรู้หลายประสาทสัมผัส (Multisensory Perception) ยังพบด้วยว่า แม้หลักการนี้จะเป็นจริงในระดับกลุ่มใหญ่ แต่ความไวต่อการรับรู้แบบนี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนไวต่อความเชื่อมโยงนี้มาก บางคนอาจจะสัมผัสได้น้อย แต่แนวโน้มโดยรวมของมนุษย์ยังคงชี้ไปทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ ความโค้งมนคือภาษาที่สมองตีความว่าเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าปลอดภัยและสบายใจ
ในบรรดารูปทรงทั้งหมดที่สื่อถึงความนุ่ม ทำไมผู้ผลิตหรือนักออกแบบถึงเลือกอาหาร หรือขนมโดยเฉพาะเบเกอรี่ มากกว่ารูปทรงอื่น เช่น ก้อนเมฆกลม ๆ ทั่วไป
เพราะอาหารไม่ได้ให้แค่ความน่ากินและรูปลักษณ์ที่น่ารักเพียงอย่างเดียว แต่ให้ ‘ประสบการณ์ทั้งชุด’ ที่เราเคยประสบพบเจอมา เช่น แค่เห็นขนมปังก็รู้สึกเลยว่ามันต้องนุ่มฟูมากแน่ ๆ เพราะเคยลิ้มรสมันมาก่อนและจำสัมผัสพวกนั้นได้ หรือเคยรู้สึกอยากบีบซาลาเปาก้อนกลม ๆ เพราะเนื้อสัมผัสทำให้เรารู้สึกได้ในทันทีว่าต้องเหลวคามือ
ความทรงจำเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในสมองพร้อมกับความรู้สึกทางอารมณ์ที่แนบมาด้วยเสมอ เมื่อเราเห็นรูปทรงที่คล้ายขนมปังหรือหรือซาลาเปา สมองจึงไม่ได้แค่คาดเดาไปเองว่ามันนุ่ม แต่ยังดึงความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และพึงพอใจที่เคยผูกกับอาหารชนิดนั้นออกมาด้วย
ต่างจากรูปทรงเรขาคณิตทั่วไปที่แม้จะโค้งมนแต่ไม่มีเรื่องราวหรือความทรงจำผูกอยู่ อาหารจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนทางลัดของสมอง ที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม แค่เห็นรูปทรงก็เข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งนี้ควรจะนุ่ม อบอุ่น และน่ากอด ไปจนถึงน่ากิน (แม้ว่าจะเป็นของเล่นที่ไม่สามารถทานได้)
แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในการออกแบบสกุชชี่อย่างชัดเจน รูปทรงส่วนใหญ่ใช้เส้นโค้งมากกว่าเส้นตรง ตัวละครหรือสัตว์จำนวนมากถูกทำให้กลมป้อม ลดทอนเหลี่ยมมุมและรายละเอียดที่ดูแข็งกระด้าง พื้นผิวเองก็ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน รอยแตกบนหน้าขนมปัง เกล็ดน้ำตาลบนโดนัท หรือรอยย่นบนซาลาเปา ก็เป็นอีกหนึ่งการออกแบบที่ทำให้สมองเราจินตนาการถึงเนื้อสัมผัสของมันได้ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสจริงเสียอีก
สีสันก็มีบทบาทไม่ต่างกัน งานวิจัยด้าน Crossmodal Correspondence พบว่า สีครีม สีน้ำตาลอ่อน หรือสีพาสเทล มักถูกเชื่อมโยงกับรสหวาน ความอบอุ่น และความอ่อนโยน จึงไม่น่าแปลกที่สีเหล่านี้จะปรากฏอยู่บนสกุชชี่รูปอาหารจำนวนมาก เพราะสิ่งที่สายตามองเห็นกำลังสร้างความคาดหวังให้กับสิ่งที่มือกำลังจะรับรู้
องค์ประกอบสุดท้ายคือวัสดุ โฟมที่ยุบตัวแล้วค่อย ๆ คืนรูปอย่างช้า ๆ ที่เรามักจะเรียกว่า ‘สโลว์’ ทำให้สิ่งที่สมองคาดหวังได้รับการยืนยันจากการสัมผัสจริง รูปทรง รายละเอียด สี และคุณสมบัติของวัสดุจึงทำงานไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดประสบการณ์ที่รู้สึกเป็นธรรมชาติ
พูดให้ครอบคลุมคือ แนวคิดลักษณะนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในสกุชชี่เท่านั้น หากสังเกตจะพบว่ารูปทรงอาหารถูกนำมาใช้ในสินค้าอีกหลายประเภท ทั้งเทียนหอมรูปครัวซองต์ สบู่รูปขนมเค้ก หรือของตกแต่งบ้านที่เลือกใช้รูปทรงโค้งมน ต่างก็อาศัยหลักการเดียวกันในการสร้างความรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่แรกเห็น
วงการอาร์ตทอยเองก็มีแนวโน้มคล้ายคลึงกัน คาแรกเตอร์จำนวนมากถูกออกแบบให้มีศีรษะใหญ่ ลำตัวกลมป้อม ผมบ็อบ แขนขาสั้น และลดทอนรายละเอียดที่ดูแข็งกระด้าง แม้วัสดุจะเป็นไวนิลแข็ง ไม่ได้มีความนุ่มเหมือนสกุชชี่ แต่รูปทรงยังคงทำหน้าที่สื่อสารความเป็นมิตรและชวนให้ผู้คนอยากหยิบขึ้นมาสัมผัสและเก็บสะสมนั่นเอง
สกุชชี่รูปอาหาร นอกจากความน่ารักแล้ว ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าความรู้ด้านจิตวิทยาการรับรู้มีบทบาทต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่น้อยไปกว่าความคิดสร้างสรรค์หรือความสวยงาม
เรื่อง: สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข (The People Junior)
อ้างอิง:
Charles Spence (2023). งานวิจัยเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างรูปทรงกับรสชาติผ่านการมองเห็น (Explaining Visual Shape–Taste Crossmodal Correspondences) ตีพิมพ์ในวารสาร Multisensory Research มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37080553/
Charles Spence และ Carmel A. Levitan (2021). งานวิจัยเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสีกับรสชาติ (Explaining Crossmodal Correspondences Between Colours and Tastes) ตีพิมพ์ในวารสาร i-Perception https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/20416695211018223
Erick G. Chuquichambi, Enric Munar, Charles Spence และ Carlos Velasco (2024). งานวิจัยเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในการรับรู้ความเชื่อมโยงระหว่างรูปทรงกับรสชาติ ตีพิมพ์ในวารสาร Food Quality and Preference https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0950329324000120
Xiaoang Wan และคณะ งานวิจัยข้ามวัฒนธรรมเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างรสชาติพื้นฐานกับลักษณะทางสายตา ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology https://www.frontiersin.org/journals/psychology/articles/10.3389/fpsyg.2014.01365/full