05 พ.ค. 2569 | 15:11 น.

KEY
POINTS
เราขอมอบปริศนาสายฟ้าแลบแก่ผู้อ่านก่อนเข้าสู่เนื้อหา อะไรเอ่ยทำให้ว้าวุ่นใจมากกว่าการงาน การเงิน และความรัก?
เฉลยก็คือ ‘โซเชียลมีเดีย’
คุณเคยลองมองกลับไปในวันที่มีมือถือเครื่องแรกไหม วันที่เรายินดีต้อนรับตัวเองเข้าสู่โลกออนไลน์ สำราญใจที่มีบัญชีระบุว่า “ฉันคือฉัน” อยู่ทั่วทุกแอป ตื่นเช้ามาส่องข่าวซุบซิบ เช็คดวงรายวัน ยามเที่ยงนั่งหัวเราะตัวโยนผ่านบทสนทนาไร้การสบตา เซลฟี่อัพเดทสถานการณ์เล็กน้อย ระหว่างทางกลับบ้านหามีมตลกคลายกล้ามเนื้อสมอง ก่อนหลับตาเลื่อนดูละครคุณธรรรมเผื่อนอนฝันดี อือหือ แสนเบิกบาน ถือเป็นหนทางของการพักผ่อนหย่อนใจที่ดีไม่น้อยนะ
แต่โซเชียลมีเดียดันกลายเป็นเกลียวคลื่นที่กัดเซาะชายฝั่งชีวิตเราแบบไม่ทันรู้ตัวเสียอย่างนั้น เมื่อมันเริ่มเข้ามายึดครองพื้นที่ ความคิด และตัวตนของเรามากขึ้น ๆ จนทำให้สิ่งหนึ่งสั่นคลอน สิ่งนั้นคือ ‘การตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง’ สมาธิในการจดจ่อที่เลือนรางลง และความเข้าใจที่มีต่อโลกความจริงซึ่งบิดเบี้ยวไป
โซเชียลมีเดียเป็นนายผู้บงการเวลา มันเรียกร้องความสนใจจากเราได้ดีเยี่ยม สามารถทำให้เราจมอยู่กับการไถหน้าจอได้มากกว่าสี่ชั่วโมงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องโพสต์หนึ่งอย่างบนหนึ่งแพลตฟอร์มต่อวันเหมือนเป็น ‘พิธีกรรมประหลาด’ คนอื่นที่โลดแล่นผ่านตาล้วนเป็นกระจกส่องให้เห็นภาพชีวิตอันสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีแต่จะตอกย้ำความไม่มั่นใจในตนเองให้ลึกซึ้งขึ้นอีก แม้แต่แอปที่เคยมีแต่กระทู้น่าหลงใหลก็กลายเป็นสังเวียนแห่งความเกลียดชังที่ใคร ๆ ก็เสพติดการด่าทอ เจตนาของบทความหาใช่การประณามโซเชียลมีเดีย หรือตัดสินผู้ที่ใช้งานอยู่ เพราะผู้เขียนก็กำลังใช้งานอยู่ แต่หวังว่านี่จะเป็นการมอบประกายเล็ก ๆ เพื่อถามใจของผู้อ่านว่า “แพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังรับใช้เรา หรือเราต่างหากที่กำลังปรนนิบัติมัน”
เพราะโซเชียลมีเดียหล่อหลอมวิธีการที่เรามองโลกโดยที่เราไม่ได้อนุญาตมันเสียด้วยซ้ำ มันคล้าย ‘การทำสัญญากับปีศาจ’ ที่เรารู้ซึ้งถึงผลกระทบด้านลบอยู่เต็มอก แต่ก็ยินยอมพร้อมใจปล่อยตัวเองให้จมลงไปในแอปต่าง ๆ เพื่อแลกกับการได้เชื่อมต่อกับผู้คน ความบันเทิงชั่วครั้งชั่วคราว สารโดพามีนที่หลั่งรวนเพราะเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็เศร้า เราอาจจะเริ่มพูดจาเลียนแบบความเห็นที่ซึมซับมาจากโลกออนไลน์ แทบทุกอย่างบนโลกออนไลน์เป็นอะไรที่ดูจะเพอร์เฟ็กต์ ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ไร้ที่ติ ทริปเที่ยวหลักหมื่น ความสำเร็จที่เรารู้สึกว่าไม่มีวันเอื้อมถึง และแทนที่พวกมันจะสร้างแรงบันดาลใจ กลับปล่อยให้เราอยู่ในความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ คุณอาจจะเคยมีประสบการณ์ร่วม หากคุณเป็นสุดยอดผู้สร้างสรรค์ที่ต้องเตรียมใจรับคำวิจารณ์อันจะกระเทาะเปลือกคุณออกจนโป๊เปลือย หรือเห็นคนตรงหน้ามอบเวลาอันมีค่าให้แก่โทรศัพท์ไร้ชีวิตแทนคุณที่มีเลือดเนื้อซึ่งกำลังนั่งหายใจรดต้นคอเขา ไม่ก็สติหลุดเมื่อเพื่อนรอบ ๆ ทำงาน แต่คุณหางานอยู่ อย่างน้อยที่สุดคือความเคลือบแคลงว่าทำไมยอดไลค์หดหาย?
จิตแพทย์หญิงในมหาลัยฯ สแตนฟอร์ด ‘แอนนา เลมบ์กี’ แสดงทรรศนะต่อสารโดพามีนว่า มันคือตัวเอกของ ‘อาการเสพติด’ ซึ่งจะถูกหลั่งออกมาจากประสาทสมองยามที่เราพบประสบการณ์น่าพึงใจ ไม่ว่าจะเป็นการลิ้มรสอาหารชั้นเลิศ สวมเสื้อผ้าที่มั่นใจ สนทนากับคู่เดทที่ถูกใจ ธรรมชาติรังสรรค์สมองของเราให้ดื่มด่ำความสุขได้โดยง่าย เพราะมันเป็นตัวชี้วัดโอกาสในการอยู่รอดและการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์
วิวัฒนาการในสังคมยุคใหม่มีความพรั่งพร้อมที่หันไปทางไหนก็เจอแน่ จนเราต่างก็เป็นเบี้ยล่างของสารโดพามีน สิ่งเสพติดที่เราเลือกไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ มักจะเป็นการเปิดมือถือ วิ่งไล่ตามโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งสายสัมพันธ์ทางสังคมก็ถูกแปรรูปให้กลายเป็นสารเสพติดไปด้วยโดยเหล่า
แอปพลิเคชันที่ล่อลวงให้เราบริโภคมันเกินพอดี แอปเหล่านี้กระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนมหาศาลในคราวเดียว ไม่ต่างอะไรจากฤทธิ์เฮโรอีนเลย ซ้ำร้ายยังมีความสดใหม่เข้ามาเย้ายวนเรา สารโดพามีนจะถูกปลุกเร้าผ่านการค้นหาและสำรวจ มันจะกระซิบว่า “สนใจหน่อย มีของใหม่มาเติมแล้วนะ” บวกกับระบบอัลกอริทึมที่คอยบันทึกความปรารถนาของเรา นำเสนอสิ่งใหม่ที่คล้ายเก่าแต่ไม่จำเจ อันจะทำให้เราเตลิดเปิดเปิงไปกับมัน ด้วยสมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเปรียบเทียบ เรามักพ่ายแพ้จากการที่ไม่สง่างามหรือเพอร์เฟ็กต์เทียบคนอื่นที่ดูสมบูรณ์แบบกว่า และเขาก็เผยด้านเดียวให้เห็นอยู่กันแต่ในโลกมายา จนท้ายที่สุดเราก็ละความพยายาม เข้าสู่สภาวะสิ้นหวังที่เกิดจากการเรียนรู้ตามการขนานนามของนักประสาทวิทยา เมื่อปลายนิ้วละจากจอเพื่อเริ่มต้นทำ Social media hiatus สมองจะถูกผลักให้ตกอยู่ในอาการขาดแคลนสารโดพามีนฉับพลัน เพื่อพยายามปรับตัวจากการโดนอัดฉีดสารความสุขในระดับที่ผิดธรรมชาติ นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรเราจึงร่าเริงเมื่อไถจอ แต่จะห่อเหี่ยวเมื่อต้องวางมัน
เหล่านักเสพติดโซเชียลมีเดียกับนักพนันมือเติบนั้นมีชะตากรรมที่ละม้ายกัน นักพนันไม่อาจล่วงรู้ว่าในวันใดพวกเขาจะแจ็กพอตแตก วันใดจะสูญสิ้นมากกว่าที่เคยคาดคิด เช่นกันกับผู้ใช้งานที่ไม่อาจล่วงรู้เลยว่าเมื่อเปิดแอปขึ้นมาจะต้องพบกับอะไร เราอาจเจอยอดไลค์และคอมเมนต์ถล่มทลายอย่างไม่คาดฝัน หรือไม่ก็ไม่มีปฏิกิริยาบนหน้าจอจากใครตอบกลับเราเลย ธรรมชาติของความไม่แน่นอนที่คาดเดายากจะยิ่งกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนออกมามากขึ้นอีก เราจึงหวนไปหาโลกโซเชียลซ้ำ ๆ ดื่มด่ำความไม่แน่นอนซ้ำ ๆ เพราะสมองเราจำว่าประสบการณ์ทางสังคมเหล่านี้คือรางวัลยิ่งใหญ่ที่เข้าถึงง่ายกว่าสิ่งใดในโลก โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทก็ย่อมได้ และสมองเราก็เสพติดมันอย่างไม่รู้จักคำว่าพอ
เมื่อความชังต่อโซเชียลมีเดียถูกตระหนักมากขึ้นจากความหมกมุ่น ใจริษยา อารมณ์ที่แปรปรวน เราทั้งหลายจึงเลือกเข้าสู่สภาวะ Social media hiatus หรือการเลือกหวนคืนสู่วานรชั่วคราว ผู้คนเริ่มกลับมาบ่มเพาะความสัมพันธ์ในโลกออฟไลน์ ทวงคืนเวลาเพื่ออ่านกองดอง คิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ปฏิสัมพันธ์กับโลกชีวิตจริง ลบรูปอดีตที่เราเคยเป็นจนหลงเหลือแต่เราในปัจจุบัน จากบัญชีที่เปิดเผยชื่อสกุลจริงก็ทอนลงเหลือชื่อผู้ใช้ที่ใครก็เรียกไม่ถูก แฝงตัวเหมือนสตอล์กเกอร์อยู่ในบัญชีลับไร้ผู้ติดตาม กระทั่งค่อย ๆ เลือนหายไปจากแทบทุกแพลตฟอร์ม มีแต่ช่องทางจำเป็นที่ใช้ติดต่องาน คราวนั้นเองที่คุณจะล่วงรู้ว่าการใช้ชีวิตจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร
ในยามที่เราเริ่มฉุดตัวเองขึ้นมาจากโลกเสมือนจริง เราจะเห็นว่าโซเชียลมีเดียสร้างภาวะไม่เป็นสุขให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรารู้สึกพร่องอยู่ตลอดเวลา เปรียบเทียบสิ่งที่เราไม่มีกับผู้ที่เขามีจนค่อย ๆ บ่มเพาะความโลภขึ้นมา สิ่งที่เราเชื่อ แชร์ออกไป ถกเถียงอย่างเอาตาย แท้จริงคือเราถูกชักจูงด้วยคอนเทนต์ที่เราบริโภค แพลตฟอร์มทั้งหมดไม่แสดงให้เราเห็นโลกในแบบที่มันเป็น แต่เป็นโลกในแบบที่เราอยากเห็น มันรวบรวมแต่สิ่งที่เราชอบ แบ่งฝ่ายอคติที่เรามี แทนที่การมีโซเชียลมีเดียจะทำให้ผู้คนเปิดใจกว้างขึ้นกลับเป็นกรงขัง ปฏิเสธกันแทบไม่ลงว่าเราทุกคนต่างก็สวมหน้ากากกันอยู่บนโลกออนไลน์ เราพิถีพิถันทุกโพสต์ คัดสรรเฉพาะเสี้ยววินาทีที่เราดูดี มีความสุข หรือประสบความสำเร็จซึ่งอาจจะเกินความเป็นจริง ฉายภาพลักษณ์ที่อยากให้โลกเห็น ขณะที่ภายในกำลังต่อสู้กับความทุกข์ระทม นี่เป็นสิ่งที่แจ่มชัดว่าเราสามารถซ่อนความหม่นหมองไว้หลังฟิลเตอร์ หรือแคปชันเก๋ ๆ ได้ง่ายเหลือเกิน เรากลายเป็นคนชอบตัดสินคนแปลกหน้าโดยไม่เคยมองเห็นตำหนิในตัวเองเลยว่า เราก็คือหนึ่งในผลผลิตของระบบออนไลน์ มีอัลกอริทึมตัวเดียวกัน แรงกดดันแบบเดียวกัน และความกระหายในการอยากมีตัวตนแบบเดียวกัน
ประโยชน์ใหญ่ที่สุดของการปล่อยวางจากโซเชียลมีเดีย คือเราจะกลับมาเห็นคุณค่าของชีวิตตามที่มันเป็นจริง ๆ ชีวิตที่ทั้งยุ่งเหยิงและงดงามในเวลาเดียวกัน ชีวิตที่ไม่ต้องการผู้ชม ยอดไลค์ ยอดแชร์ เพื่อมายืนยันความหมายของประสบการณ์ที่เราพบเจอ การตื่นรู้นี้คือสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังดึงอำนาจในการควบคุมชีวิตกลับคืนมา ด้วยการยอมรับในความเปราะบางของตัวเอง และเลือกที่จะสร้างชีวิตซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์แท้จริงเหนือสิ่งเร้าทางดิจิทัล ใช่ว่าจะต้องลบตัวตนจนสูญหายไปทั้งหมด แต่แค่ทวงคืนสมาธิ เวลา การตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเองกลับมาเสียหน่อย ถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจของเราที่จะใช้ชีวิตอย่างมีเจตจำนงอันเปี่ยมด้วยความหมาย ด้วยการเลือกความลึกซึ้งมากกว่าสิ่งรบกวน และเลือกความจริงมากกว่าภาพลวงตา
เราจะมองเห็นสิ่งที่เคยหลงลืมไป แสงแดดเรื่อ ๆ ในยามเช้า การตื่นนอนโดยไม่ต้องเช็คดวง ใช้ชีวิตไปตามการกระทำ เสียงเพลงบรรเลงมาจากกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งที่แขวนอยู่หน้าบ้าน ท้องฟ้าที่เมื่อมีเวลาแหงนมองก็จะฉงนใจว่ามันฟ้าจังเลยนะ นี่ใช่ไหมที่เขาว่าเลนส์จากภาพไม่งดงามเท่าเห็นด้วยตาเนื้อ
โซเชียลมีเดียเปล่าเป็นปีศาจร้ายหรอก มันก็มีอะไรในแบบที่โลกจริงให้ไม่ได้ อย่างการรับรู้ความเป็นไปของชีวิตคนที่เราห่วงใย คุณไม่ต้องหวนคืนสู่วานรไปตลอดชีพ แต่การปล่อยวางจากมันสักหนึ่งสัปดาห์เป็นอย่างต่ำ หรือจะให้ดีตามคำแนะนำของนักประสาทวิทยาก็คือหนึ่งเดือน เพราะมันจะทำให้คุณตระหนักรู้อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดแน่ ๆ จากที่เคยดูฟีดแบบต้องตามให้ทันทุกเรื่อง ต้องรู้ทุกอย่างที่อยู่ในเทรนด์จะเปลี่ยนเป็นนาน ๆ หนจึงอัพเดท ไม่ต้องนำวันธรรมดา ๆ ของตัวเองไปเปรียบเทียบกับไฮไลท์ในชีวิตคนอื่น จากที่เคยแชทหาเพื่อนทั้งวันทั้งคืนก็กลายเป็นการเลือกเวลาทักหาเพื่อถามไถ่ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร ซึ่งบทสนทนาก็ยังคงความจริงใจและเปี่ยมด้วยความหมาย
การทำ Social media hiatus อาจไม่ช่วยแก้ทุกปัญหาในชีวิตให้หายวับ แต่มันจะช่วยคืนเวลาให้เราทำสิ่งที่ต่าง ๆ ได้เสร็จสิ้นจริง ๆ ฟังอย่างระมัดระวังมากขึ้น เข้าถึงโลกที่อยู่รอบกายอย่างเต็มที่มากขึ้น ใช้ชีวิตด้วยความซื่อตรงต่อตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ เลือกลงทุนกับสิ่งที่ต้องลงทุน เป็นอิสระจากการตกเป็นทาสของยอดตัวเลข และการโหยหาการถูกยอมรับตลอดเวลา เพื่อกลับมาอยู่กับสิ่งที่หล่อเลี้ยงวิญญาณของเรา อย่างการค้นพบความหฤหรรษ์ของการปล่อยความคิดให้ไหลเอื่อยโดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยสมาธิที่แน่วแน่กว่า เพราะในโลกออนไลน์ ผู้คนมักถูกลดทอนคุณค่าให้อยู่แค่ในหนึ่งภาพ หนึ่งคลิป หรือประโยคสั้น ๆ ที่ทำให้เราต่างก็เผลอตัดสิน เผลอละเลยเนื้อแท้ที่เขาเป็น เมื่อห่างจากเลนส์ที่ฉาบฉวย เราจะมองเห็นมนุษย์ในมิติที่ซับซ้อน เปี่ยมไปด้วยปริศนาหลายแง่มุมที่น่าสนใจ กลับมาปฏิสัมพันธ์กันแบบสบตาที่จะย้ำเตือนว่าประสบการณ์ของเราช่างลึกซึ้ง และละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ดิจิทัลใด ๆ จะบันทึกไว้ได้ทั้งหมด
เราควรปฏิบัติกับโซเชียลมีเดียให้เหมือนการดื่มกาแฟ มันจะมีรสชาติละมุนลิ้น เมื่อจิบแต่พอดี ทว่าจะเลวร้ายสุด ๆ หากฝืนกระดกลงคอด้วยการหลอกตัวเองว่านี่คือสารอาหารสำหรับชีวิต เพราะระหว่างอยู่ในโลกโซเชียลที่เสียงดังอื้ออึง เราก็กำลังดำเนินชีวิตอยู่ในโลกจริง ๆ ไปด้วย ชีวิตก็มีค่าพอที่เราจะหยุดสังเกตมันนะ และแม้ว่าเราจะไม่มีตัวตนในโลกออนไลน์เลย แต่เราก็จะถูกบันทึกในความทรงจำของใครสักคนเสมอ ขอให้วางใจว่าเขาจะเรียกหาเมื่อคิดถึงเราในแบบที่เราเป็นจริง ๆ เราที่มีตัวตนในชีวิตจริงซึ่งเขาไม่เคยลืมเลือน
ขอแสดงความยินดี หากคุณไม่ตกเป็นทาสของโซเชียลมีเดียด้วยใช้มันอย่างมีสติ แต่หากคุณกำลังปรนนิบัติมันแบบไม่ลืมตา และมีสมาธิอ่านมาจนบรรทัดสุดท้าย ลองท้าทายตัวเองด้วยการทำ Social media hiatus ดูสักหนึ่งสัปดาห์ แล้วโปรดกลับมาบอกกันว่าท้องฟ้าที่คุณเห็นในวันจันทร์ที่แล้วมีความงดงามของโลกความจริงซ่อนอยู่หรือเปล่า
เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม
ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI
ที่มา :
https://medium.com/@denzeldamba42/why-i-quit-social-media-and-how-it-changed-my-life-7731dd5bf927
https://mor.news/2024/12/10/deleting-social-media-didnt-fix-my-life/