‘เจ้าหมา’ ครูสี่ขาผู้สอนวิชาว่าไม่มีอะไรสุขไปกว่าปัจจุบัน

‘เจ้าหมา’ ครูสี่ขาผู้สอนวิชาว่าไม่มีอะไรสุขไปกว่าปัจจุบัน

บางครั้งความสุขในชีวิตไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คือการอยู่กับปัจจุบัน เหมือนเจ้าหมาที่ดีใจกับสิ่งเล็ก ๆ ที่ท่าทางของมันคอยเตือนให้เราวางความคิด ฟังหัวใจ และใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้ในตอนนี้

KEY

POINTS

แม้โลกจะไม่มีเรา ก็คงไม่เป็นไร ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปหรอก ความในใจเหล่านี้มักเกิดขึ้นมาในวันที่เรากลับบ้าน ด้วยร่างกายอ่อนแรง หรือกำลังตำหนิตัวเอง พร่ำคิดว่าจะดีกว่าไหมหากหายไปให้มันรู้แล้วรู้รอด เพราะความจริงภายนอกบีบบังคับให้ร่างกายใหญ่ ๆ มีขนาดเหลือเท่าเศษฟันเฟือง เรากลายเป็นคนไม่อยากฝัน แต่ก็ไม่อยากลืมตาตื่นมาเพื่อพบกับชีวิตในวันต่อไป 

กระทั่งได้ยินเสียงเล็บเท้ากระทบพื้น เสียงหอบแฮ่ก ๆ เสียงหางส่ายสะบัดเล่นลม การกระโจนตัวเข้าหา พลางเลียคราบเหงื่อบนใบหน้า มันคือสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้ แต่กลับแสดงท่าที่ดีใจเมื่อเห็นเรา ราวกับว่าเราเป็นปาฏิหาริย์ที่มันรอให้ปรากฎตัวขึ้น

มนุษย์อย่างเราเฝ้ามองหาปาฏิหาริย์ขนาดใหญ่เพื่อกอบกู้ชีวิตที่พังทลาย แต่ใครจะรู้ว่าปาฏิหาริย์อาจจะอยู่ในแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ บนขนนุ่ม ๆ ของสุนัข

มนุษย์มักครุ่นคิดคำถาม แต่สุนัขใช้ชีวิตไปกับคำถาม หลายคำตอบที่เราต้องการจึงอยู่ในวิถีชีวิตของสุนัข แค่ถามว่าอยากไปเที่ยวด้วยกันไหม มันก็จะระเบิดความดีใจออกมาด้วยการกระโดดโลดเต้น หมุนตัว วิ่งไปคาบสายจูงมาใส่มือเรา ต่อให้เราจะพามันไปสถานที่ซ้ำ ๆ เวลาเก่า ไม่มีอะไรน่าตื่นตา แต่เจ้าหมากลับตื่นเต้นราวกับทุกนาทีที่ลืมตาวิเศษที่สุด 

‘เจ้าหมา’ ครูสี่ขาผู้สอนวิชาว่าไม่มีอะไรสุขไปกว่าปัจจุบัน ​​​​​​​

มองในมุมหนึ่งก็เป็นที่น่าสงสัยว่า เจ้าหมานี่ซื่อบื้อหรือเปล่า ทำไมตื่นเต้นกับเรื่องเล็ก ๆ แต่เพราะมันสามารถเสพความสุขจากสิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งมนุษย์ทำได้ยากเหลือเกิน ดังนั้นการค้นพบความสุขมหาศาลจากทุกเรื่องขี้ปะติ๋ว จึงถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือความหดหู่ และเป็นชัยชนะเหนือโชคชะตาอย่างแท้จริง 

คราวเรากลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า สมองเราอาจจะยังติดอยู่ที่คำดุด่าของเจ้านายหรือกังวลกับค่าไฟเดือนหน้า แต่สำหรับเจ้าตัวโตที่นั่งรอเราอยู่หลังประตู โลกของมันมีแค่วินาทีนี้ที่มันเห็นเรา เจ้าหมาไม่สนว่าเมื่อครู่เราทำอะไรพลาดอะไรมา หรือพรุ่งนี้เราจะตกงานไหม มันแค่ดีใจที่ตอนนี้เราอยู่ตรงหน้ามัน 

เช่นกันกับปรัชญา Living in the Now ที่ ‘เอ็คฮาร์ท โทลเล’ เจ้าของผลงาน ‘The Power of Now’ ที่ครองอันดับหนึ่งของ New York Times Best Sellers ถูกแปลไปมากกว่า 30 ภาษาทั่วโลก และเป็นหนึ่งในผลงานทางจิตวิญญาณที่มีอิทธิพลที่สุดที่ยุคสมัยนี้ยึดถือ  

ผลงานของเขาช่วยเยียวยาใจผู้คนนับไม่ถ้วนทั่วโลกให้ค้นพบความสงบในใจ กระทั่งความเบิกบาน ซึ่งหลายครั้งเขามักจะหยิบเรื่องราวของหมามาเป็นตัวอย่างประกอบ เพราะหมาคือครูที่ดีที่สุด พวกมันไม่เคยปล่อยให้อดีตหรืออนาคตมาพรากความสุขไปจากปัจจุบันกาลเช่นมนุษย์เลย 

โทลเลเป็นชายร่างเล็กที่มักสวมเสื้อผ้าราวกับซื้อมาจากร้านการกุศล เขามีเคราแพะจิ๋ว จมูกรั้น และหลังค่อมหน่อย ๆ ดูแล้วเหมือนนำนักปรัชญาโสเครตีสมาประสมกับตัวละครฟอร์เรสต์ กัมป์ 

เขากล่าวว่าในวัยหนุ่มที่อาศัยอยู่ในลอนดอน เขาพยายามชดเชยปมด้อยด้านรูปลักษณ์และฐานะ ด้วยการเป็นนักวิชาการเพื่อให้ตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เขาพร่ำเรียนประวัติศาสตร์และภาษาอย่างดุเดือด ต่อด้วยปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย แคมบริดจ์ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์มักสร้างตัวตนในจินตนาการหรืออีโก้ขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่เสมอ แต่ท้ายที่สุดโทลเลกลับติดอยู่ในกับดักของความล้มเหลวที่แผ่ซ่านไปทั่วสมองและจิตใจ 

เขากลัวการใช้ชีวิต กลัวความพ่ายแพ้ เพราะการเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก คือหนึ่งในความกลัวที่รุนแรงที่สุดเขาจดจำความทรมาน ความเกลียดชังในโชคชะตาที่แผดเผาเขาจนถึงจุดต่ำสุดแนบฝังหัว แต่ทันใดนั้นการตระหนักรู้ซึ่งสิ่งหนึ่ง ทำให้เขาถอยออกมาสังเกตชีวิตของตัวเอง เขาตื่นรู้ว่าปัญหาอารมณ์ที่หน่วงหนักมีเหตุเกิดจากความคิดพ่วงบทละครในใจของเขา ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงเลย ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นชายผู้มีใจกว้างขวาง รื่นรมย์ และเป็นอิสระเสมอต่างหาก

ความทุกข์เกิดจากความคิดเราเอง ซึ่งเราเลือกที่จะเปลี่ยนมัน หรือแค่ให้ราคามันน้อยลงหน่อยก็ได้ โทลเลตระหนักว่าความเปี่ยมสุขเกิดขึ้นโดยง่าย เช่นการนั่งบนม้านั่งมองดูโลกเคลื่อนผ่าน ทำงานธรรมดาเลี้ยงชีพ และการนั่งม้านั่งใน Russell Square ทำให้เขาได้พบเจ้าหมาในฉบับที่ไม่เหมือนก่อน

‘เจ้าหมา’ ครูสี่ขาผู้สอนวิชาว่าไม่มีอะไรสุขไปกว่าปัจจุบัน

“เจ้าหมามีจิตสำนึกที่ไร้อัตตา พวกมันไม่ทุกข์ใจเรื่องความภูมิใจในตนเอง หรือรูปร่างหน้าตา พวกมันคือผู้พิทักษ์แห่งภาวะการเป็นอยู่ที่ช่วยให้มนุษย์หลายคนยังมีสติอยู่ได้ หากคุณลองสังเกตเจ้าหมาโดยปราศจากการปรุงแต่งทางความคิด ไร้การวิพากษ์ในจิตใจ มองมันเฉย ๆ คุณจะพบสิ่งสำคัญไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เจ้าหมาไม่เคยตัดสินมนุษย์เลย นี่เป็นความสัมพันธ์ที่ปราศจากความกลัว เมื่อเราอยู่กับเจ้าหมา เราจะรู้สึกว่าถูกยอมรับในตัวตนที่เราเป็นอย่างแท้จริง”

สำหรับผู้เขียนที่เคยมีเจ้าหมาเป็นเพื่อนก็ขอเป็นหนึ่งเสียงยืนยันถ้อยคำของโทลเลว่า เจ้าหมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนวิเศษไม่น้อย มันดมกลิ่นและจดจำเราได้โดยไม่ต้องมอบอะไรให้ก่อน มันไม่เคยลืมเลือนว่าเนื้อแท้เราเป็นใคร แม้ก่อนหน้าเราต้องพยายามแทบตายเพื่อที่จะเป็นใครสักคนในสังคม แต่เมื่อกลับบ้านเราจะเป็นคนธรรมดาที่มันเฝ้าคอย เป็นคนที่ไม่ต้องมีอะไร ไม่ต้องมีคำพูดฉลาด ๆ ไม่ต้องมียศติดที่ปกเสื้อ เจ้าหมาเล่นเป็นเพื่อนในวันที่เราอยากกลับไปเป็นเด็ก และมันไม่เคยรังเกียจกระทั่งในวันที่เราเจ้าน้ำตา

“มันน่าเสียดายที่มนุษย์ก็ควรมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบเดียวกัน แต่เราทำได้ยาก เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความคิด มีการตัดสินกันอยู่เสมอ เราเริ่มหวาดกลัวกัน ปิดกั้น และสร้างกำแพงใส่กัน ผมเชื่อว่าเจ้าหมาจะประคองสติให้ผู้คนนับล้าน ก่อนที่เราจะกลายเป็นคนวิตกจริตท่ามกลางโลกอ้างว้าง มันคือความโดดเดี่ยวในสังคมสมัยใหม่ มนุษย์เราโหยหาการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับชีวิตอื่น แต่กลับล้มเหลว 

“ขณะที่เจ้าหมามอบโอกาสให้เราได้รักและกล้าหาญที่จะเปิดใจ เจ้าหมามีความรักที่ตอบสนองเราอยู่เสมอ มันไม่ได้พยายามจะเข้าใจปัญหาของคุณ แต่มันอยู่ตรงนั้นกับคุณในแบบที่มนุษย์ทำไม่ได้ มนุษย์มักจะให้คำแนะนำหรือวิจารณ์ แต่เจ้าหมาจะมอบการมีอยู่ให้คุณอย่างเต็มเปี่ยม และในความเงียบงันที่แชร์ร่วมกันนั้นเองที่ทำให้การเยียวยาเกิดขึ้น” โทลเลกล่าว

‘เจ้าหมา’ ครูสี่ขาผู้สอนวิชาว่าไม่มีอะไรสุขไปกว่าปัจจุบัน

ซึ่งสิ่งที่ทำให้หนังสือ Power of now โด่งดังเปล่าเป็นเพราะเจ้าหมาอย่างเดียว ด้วยโทลเลทำให้ผู้อ่านศรัทธาในการอยู่ที่นี่ เวลานี้ 

มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบหลับใหลไปกับความคิดของตัวเอง รักที่จะพูดคำว่า “ฉันคิดว่า” ราวกับเราเป็นผู้ควบคุมทั้งจักรวาล ทั้งที่จริงความคิดที่เกิดขึ้นมักเป็นการย้ำคิดย้ำทำ เป็นความเคยชิน เหมือนอาการเสพติดยา เราถูกพัดพาไปตามกระแสความคิด ซึ่งนำไปสู่ความกระวนกระวาย ความไม่พอใจ หรือที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าทุกข์ จิตใจก็เฝ้ามองหาทางแก้ปัญหาเรื่องตัวฉันและชีวิตของฉันจนกลายเป็นภาระ เหมือนที่นักบุญออสตินเคยเขียนว่าข้าพเจ้ากลายเป็นปัญหาสำหรับตัวเองไปเสียแล้ว 

เพราะเราอุทิศพลังงานทั้งหมดที่มีไปกับการขัดเกลาภาพลักษณ์ของตัวตนเราอยู่เสมอ และมันก็ดูเหมือนจะขาดพร่องอยู่เสมอด้วย เรามองวิธีการแก้ปัญหาตัวฉันผ่านคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โทลเลยกตัวอย่างของคู่รักที่เพิ่งเดทกันไม่กี่ครั้งว่า พวกเขาจะนั่งจ้องตากันราวถูกมนต์สะกด คิดว่าคู่ตรงข้ามช่างเลิศเลอเพอร์เฟกต์ ขณะคู่รักที่คบหากันมาหลายเดือนหลายปีจะนั่งไถโทรศัพท์ วันดีคืนดีก็ตาสว่างว่าคนตรงหน้าฉันคือใครน่ะ ทำไมปัญหามันมากเหลือเกิน สุดท้ายก็จะเข้าสู่วัฎจักรวนเวียนไม่รู้ดับ หาทางแก้ใหม่ไม่ว่าจะเป็นการนอกใจ ท่องเที่ยว ลาออก หาอะไรใหม่ ๆ ทำ ในขณะที่อีโก้หรือตัวตนเราจะเอาแต่วางแผน กังวล เปรียบเทียบ โต้แย้ง เพ้อฝัน เหมือนกำลังรอคอยฉากจบบริบูรณ์ ซึ่งต้องวงเล็บว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้นจนกว่าเราจะหมดลมหายใจ 

โทลเลยกคำสอนที่เป็นอมตะจากทั่วโลกมาอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นเต๋าที่พูดถึงได้ย่อมไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง เราควรกลับไปเป็นเด็กเสมอเช่นพระเยซูสอน ปรัชญาควรเริ่มที่ความประหลาดใจตามฉบับโสเครตีส แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าคำสอนของโทลเลทำให้คนละเลยการแก้ปัญหาทางโลก เหมือนพระแม่มารีย์ที่เอาแต่นั่งแทบเท้าพระเยซู แทนที่จะเป็นมารธาสาวใช้ที่วุ่นกับการรับใช้ 

แต่ในวัฒนธรรมที่เราต่างบ้าคลั่งกับการลงมือทำจนเกินไป โทลเลคือหนึ่งในคนที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการเป็นอยู่ มันไม่ใช่เพราะคำสอนที่เขายกมาหรอก ก็แหมใคร ๆ ก็พูดกันตั้งหลายพันปีให้ฟังอยู่เรื่อย ความตื่นรู้ที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มเคราแพะจิ๋วต่างหาก ผู้ที่รู้จักเขาจะชื่นชมและศรัทธาเหมือนเขาเป็นศาสดา จากการที่โทลเลโลดแล่นอยู่ในตลาดทางจิตวิญญาณมากว่า 20 ปีซึ่งนับเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากในวงการนี้

‘เจ้าหมา’ ครูสี่ขาผู้สอนวิชาว่าไม่มีอะไรสุขไปกว่าปัจจุบัน

สำนักพิมพ์ประเภท Mind Body and Spirit แห่งหนึ่งเคยประทับว่าพวกเขาเอือมระอาที่ต้องร่วมงานกับเหล่าครูทางจิตวิญญาณที่มีอัตตาสูง และชำนาญการบงการ จนต้องหันไปทำหนังสือเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแสนดี ทั้งเจ้าหมา เจ้าแมว แม้แต่ลาก็ด้วย 

กระแสความนิยมเรื่องการเจริญสติที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่ามนุษย์โหยหาความสามารถในการกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ก็พอใจแล้ว เราต้องการกลับไปสู่สภาวะที่จิตใจหยั่งรากตื่นรู้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายและภายในใจเรา แต่อัตตาของเรามักจะต่อต้านสิ่งนี้ 

เราอยากคิดอยู่ตลอดเวลา และมองว่าการแค่เป็นอยู่คือเรื่องเสียเวลา เราเป็นมนุษย์นะ เราควรจะสร้างสรรค์ ยุ่งจนหัวฟู ประสบความสำเร็จ ลงมือทำอะไรสักอย่างซี่ จริง ๆ การลงมือทำไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่วัฒนธรรมปัจจุบันของเราขับไล่การดำรงอยู่เฉย ๆ จนมันแทบจะสูญพันธุ์ไปจากวิถีชีวิตแล้ว 

โทลเลปิดจบบทสนทนาว่าเขาเคยพบผู้คนมากมายที่เกือบจะเสียสติ เพราะแบกภาระของอดีตและอนาคตไว้ แต่รอดมาได้ด้วยสุนัขเพียงตัวเดียวที่คอยดึงให้กลับมาสู่ปัจจุบัน แค่การมองสุนัขที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ หรือการเฝ้ามองมันกระดิกหางด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งเล็ก ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะเตือนใจเราว่าชีวิตที่งดงามที่สุด คือชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้

การดำรงอยู่เฉย ๆ ไม่เหมือนความเกียจคร้าน แต่เป็นการตื่นรู้อยู่เสมอ เพราะเป็นเรื่องง่ายดายที่ภาระทางโลกจะเข้ามารุมเร้าชีวิตเราจนพังทลาย อาจจะเผลอหลงทางไปกับกองงาน คอยยินดีต้อนรับผู้คนหน้าใหม่ โหยหาผู้คนหน้าเก่า คุณลองอยู่กับความเงียบสักเดี๋ยวคุณจะได้ยินคำตอบที่ผุดพรายขึ้นมาจากหัวใจตัวเอง และยิ่งเมื่อความรู้สึกดีปรากฎขึ้นแจ่มชัด เมื่อนั้นคุณจะเข้าใจแจ่มชัดเช่นกันว่าควรลงมือทำอะไร 

ลองหายใจช้า ๆ รับรู้ว่าเรามีร่างกาย เรามีชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารแห่งชีวิต กล่าวแก่ตัวเองว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำได้ในวินาทีนี้ เหมือนเจ้าหมาที่รู้ว่าตัวเองทำหน้าที่รอคอยได้ดีเยี่ยมที่สุด กุญแจสำคัญคือการดำรงอยู่กับสถานการณ์อย่างที่เป็นในตอนนี้ และก้าวเดินต่อจากจุดนั้น ใช้ความตื่นรู้เป็นฐานทัพในการเผชิญกับความยากลำบาก 

ใครคร้านจะอ่านบทความยาว ใครคร้านจะใคร่ครวญเพราะทำหัวปวดหน่วง ผู้เขียนจะทำการสรุปฉบับย่อยง่ายที่สุด “ฉันกระดิกหาง ฉันจึงดำรงอยู่ ฉันหายใจ ฉันจึงดำรงอยู่” แต่จะทำกันได้หรือไม่ก็สุดแล้วแต่บุคคล สาธุแด่ท่านมนุษย์และท่านสุนัขผู้เจริญ ขอจงอยู่กับทุกปัจจุบันขณะอย่างงดงาม 

 

ภาพ: Pexels

 

อ้างอิง

Eckhart Tolle and Dogs by Connie Wilson / The Blissful Dog

What We Can Learn From Our Dogs / Wendy's Newsletter

Eckhart Tolle, the Forrest Gump of spirituality / philosophy for life

I wag, therefore I am: the philosophy of dogs / The Guardian