โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ' เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก .

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

โซดา - สุนารี วารีขจรผล หญิงสาวชาวปกาเกอะญอ เจ้าของเพจ Sunaree travel alone ที่เคยซ่อนอัตลักษณ์และสวมบทบาทเป็น 'คนเมือง' เนื่องจากมีบาดแผลจากการถูกเหยียดชาติพันธุ์ในวัยเด็ก

KEY

POINTS

“นี่คนไทยหรือเปล่า หรือว่าเป็นยาง (กะเหรี่ยง)?”

ถ้อยคำสั้น ๆ แต่กลายเป็นบาดแผลแรกของ ‘โซดา - สุนารี วารีขจรผล’ ชาวปกาเกอะญอ จากอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ได้รับเมื่ออายุราว 14 ปี หลังจากได้โอกาสออกเดินทางไกลไปเข้าค่ายลูกเสือที่จังหวัดชลบุรี แม้วันเวลาจะล่วงเลยมานานกว่าทศวรรษ คำพูดที่หมายลดทอนคุณค่าและรากเหง้าก็ยังคงตามหลอกหลอน จนทำให้สุนารีในช่วงมหาวิทยาลัย เลือกที่จะปิดปากเงียบ ซ่อนอัตลักษณ์ ถอดความเป็นชนพื้นเมือง และสวมหน้ากาก ‘คนเมือง’ เอาไว้ตลอดเวลา 4 ปี และล่วงเลยมาถึงปีแรก ๆ ของการทำงาน เพราะความหวาดกลัวต่อการถูกเลือกปฏิบัติ และสายตาแห่งอคติที่พี่น้องชาติพันธุ์มักได้รับ

เมื่อชีวิตที่มีทั้งบ้าน รถ และงานมั่นคงไม่ได้ตอบคำถามว่า "อยู่ไปเพื่ออะไร" สุนารีจึงตัดสินใจลาออกจากงานในวัย 26 ปี แบกเป้ออกตามหาตัวตน และจิตวิญญาณที่หล่นหายไป พร้อมทั้งส่งต่อเรื่องราวของแต่ละชาติพันธุ์ ผ่านหน้าสื่อที่เธอสร้างขึ้นในชื่อ ‘Sunaree travel alone’

 

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

“ถ้าประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูบานใหม่ย่อมรอคอยเราอยู่เสมอ ถ้าเราไม่เดินหน้า เราก็ไม่มีวันรู้ และในจังหวะชีวิตที่เรายังไม่พร้อม ก็แค่ลงมือลุยไปก่อน ระหว่างทางก็ทำไปแก้ไป เพราะสนามจริงกับแผนที่วางไว้ มันไม่เคยเหมือนกันอยู่แล้ว”

นี่คือเรื่องราวการเดินทางของเด็กหญิง ผู้เคยซ่อนตัวตนในคราบคนเมือง สู่การตัดสินใจคืนชีพจิตวิญญาณปกาเกอะญอที่เชื่อมโยงระหว่างคน ป่า สัตว์ และสรรพสิ่ง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวและส่งต่อเสียงชุมชนชาติพันธุ์ให้ดังไปทั่วผืนแผ่นดินไทย 

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

ไข่แดงในดงคนเมือง บาดแผลของเด็กหญิงผู้เลือกปฏิเสธ ‘ราก’

หมู่บ้านของสุนารีที่อำเภอลี้ มีลักษณะพิเศษที่เธอเรียกว่าเป็นไข่แดง โดยตัวหมู่บ้านปกาเกอะญอตั้งอยู่ตรงกลาง ส่วนรอบนอกจะถูกรายล้อมไปด้วยสังคมคนเมืองรอบทิศ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เคร่งครัดในศีล 5 ไม่เลี้ยงวัว ไม่เลี้ยงควาย ไม่เลี้ยงแม้แต่หมูหรือไก่ ไม่ดื่มสุรา (แต่ปัจจุบันผ่อนลงแล้ว) ​และอยู่กันอย่างเงียบสงบ มีเพียงน้องหมา น้องแมวเป็นเจ้าถิ่นประจำหมู่บ้านเท่านั้น

สุนารีเป็นน้องคนสุดท้อง อายุห่างกับพี่สาว และพี่ชายอีก 2 คน อยู่ราวหนึ่งรอบเห็นจะได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความผูกพันที่มีต่อพี่ ๆ ลดน้อยถอยลง เธอรักครอบครัววารีขจรผล รักทุกอย่างที่พ่อ-แม่สอนสั่ง และรักทุกสิ่งที่พี่ทั้งสาม พยายามปลูกฝังให้เธอเป็นตัวของตัวเอง 

ด้วยความใกล้ชิดกับเมือง สุนารีจึงซึมซับภาษา และวิถีชีวิตคนเมืองมาตั้งแต่เด็ก แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่พอมีพอกิน ไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก พ่อแม่ทำสวนลำไย ส่วนพี่ ๆ ก็มีงานทำเป็นของตัวเอง แต่เธอก็ยังรักในการทำงาน จนถึงขั้นเดินหางานในตลาดลี้ตั้งแต่วัยประถม จนได้ทำงานในร้านค้าของครอบครัวคนจีน ไป ๆ มา ๆ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

“เราเป็นคนชอบทำงานมาก ก็เลยเลือกเรียนสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สาเหตุที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะว่าตอนนั้น พี่ ๆ กลับไปอยู่บ้าน แล้วเขาก็เปิดร้านขายเครื่องสำอาง แล้วก็มันจะมีช่วงที่นำเข้าสินค้ามาจากจีน เราก็มองเห็นว่าถ้าเราได้ทำธุรกิจ หรือว่าค้าขายเกี่ยวกับระดับระหว่างประเทศ ก็รู้สึกว่าน่าจะได้เงินเยอะ ก็เลยตัดสินใจเรียนธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปีในเชียงใหม่ ไม่มีใครรู้เลยว่าเราเป็นปกาเกอะญอ” สุนารีย้อนความหลัง 

“ตอนทำงานพาร์ทไทม์ในห้างสรรพสินค้า บางทีเราหลุดพูดไม่ชัด พี่ ๆ เพื่อน ๆ พนักงานประจำเขาก็จะล้อเลียน เขาอาจจะล้อเล่นด้วยความสนุกสนาน แต่เราเก็บมาเป็นปมของตัวเอง เรากลัวมากว่าถ้าเขารู้ว่าเราเป็นกะเหรี่ยง เราจะถูกเลือกปฏิบัติ ถูกมองต่าง หรือไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับคนอื่น”

กลไกการป้องกันตัวเองของสุนารีคือการ ‘ปิดบัง’ เธอเลือกพูดภาษาเหนือ สวมบทบาทเป็นคนเมืองอย่างเต็มตัว จนกระทั่งเรียนจบ ทำงานควบสองบริษัท ทั้งมาร์เก็ตติ้งออนไลน์ที่มีรายได้มากพอที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถ ตามสิ่งที่สังคมคาดหวัง 

“พอเราได้ทุกอย่างมาแล้ว เราก็กลับตั้งคำถามว่า แล้วยังไงต่อ ชีวิตมีแค่นี้เหรอ ตื่นแปดโมงเช้า เลิกงานห้าโมงเย็น วนลูปอยู่แบบนี้ตั้งแต่เรียนจบมาประมาณ 3 ปี แล้วก็ได้ไปเจอคลิปหนึ่งเล่าถึงหนังสือ ‘ใครเอาเนยแข็งของฉันไป’ (Who Moved My Cheese?)  พอฟังจบก็เลยไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน หลังจากอ่านจบก็ใช้เวลาตกตะกอนตัวเองประมาณปีนึง หลังจากนั้นก็เลยลาออกจากงาน เลิกกับแฟนที่คบมานานด้วย เพื่อออกมาค้นหาว่าสรุปแล้วคือชีวิตคืออะไร แล้วเราเกิดมาทำไม”

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

เมื่อ ‘แตงดอย’ จากแม่นิงใน ชวนย้อนกลับมาโอบกอดรากเหง้า

ระหว่างที่ออกเดินทางคนเดียวไปตามชุมชนต่าง ๆ ทั้งเหนือใต้ จุดที่ทำให้สุนารีบอกกับตัวเองอย่างจริง ๆ จัง ๆ เลยว่าจะต้องกลับไปยังหมู่บ้านปกาเกอะญอ เกิดขึ้นเมื่อครั้งไปเยือนงานนิทรรศการที่มิวเซียมสยามราวสองปีก่อน และสะดุดตากับแตงดอยลูกเล็กจิ๋ว วางอยู่ในบูธของหมู่บ้านแม่นิงใน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ความคาใจในแตงดอยลูกนั้นทำให้เธอตัดสินใจหิ้วติดตัวกลับเชียงใหม่ ก่อนจะทนเสียงเรียกร้องในใจไม่ไหว ทักหาคนในพื้นที่และไปเยือนหมู่บ้านแม่นิงในทันที โดยไม่ได้ศึกษาเส้นทางล่วงหน้าด้วยซ้ำ

ภาพของหมู่บ้านปกาเกอะญอบนดอยสูงที่มีลูกหมูตัวเล็ก ๆ เดินไปมา ทำให้สุนารีตื่นตาตื่นใจไม่น้อย วิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับป่า ดิน และน้ำ คือสิ่งที่สุนารีไม่เคยสัมผัสมาก่อนในหมู่บ้านปกาเกอะญอของเธอ

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  . “ที่นั่นทำให้เราสัมผัสถึงวิถีของปกาเกอะญอ จากที่เราเคยไปสัมผัสวิถีของแต่ละชนเผ่า ทุกชนเผ่าเขาก็มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ที่แตกต่างออกไป และถึงแม้จะเป็นปกาเกอะญอเหมือนกัน แต่อยู่กันคนละพื้นที่ คนละหมู่บ้าน ก็จะมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมแตกต่างกันไปตามบริบท ทั้งคำสอน บทธา และกุศโลบายต่าง ๆ ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคน คนกับป่า คนกับธรรมชาติ คนกับสัตว์ การที่เราไปครั้งนั้น มีความรู้สึกเหมือนเรากลับไปเยี่ยมบ้านญาติของตัวเอง ทุกอย่างอบอุ่นและปลอดภัย ยิ่งเราได้คุยกับคนเฒ่าคนแก่ ฟังเรื่องเล่า คำสอน กุศโลบายการดูแลป่าที่ส่งทอดกันมา เราก็ยิ่งตกหลุมรักในความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเอง

“ซึ่งตอนที่เราปฏิเสธความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเอง มันก็เหมือนกับมีสองตัวตนตีกันอยู่ข้างใน อีกคนรู้สึกผิด ส่วนอีกคนก็พยายามบอกว่าปิดไว้นั่นแหละดีแล้ว แต่หลังจากที่เรากลับมาสำรวจรากเหง้าของตัวเอง เราตกหลุมรักในสิ่งที่เราเคยปฏิเสธมาตลอด ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ธรรมชาติ ป่าไม้ มันเป็นสิ่งที่สวยงามมากเลย เป็นสิ่งที่เลอค่า เราอยากให้คนในสังคมรับรู้ถึงวิถีชีวิตตรงนี้” 

จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นรอยยิ้มของสุนารีผุดพรายขึ้นมาเสมอ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอที่เธอถ่ายทอดผ่านทาง Sunaree travel alone 

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  . “เราเคยขับรถผ่านภูเขาที่เต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา ตอนนั้นเราเองก็ยังมีอคติและตั้งคำถามแบบคนเมืองเลยว่า ‘ทำไมพวกกะเหรี่ยงต้องทำข้าวโพดเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องทำลายป่าจนหัวโล้น’ แต่พอเราได้เข้ามาคลุกคลี เข้ามาคุยกับชาวบ้านจริง ๆ อคติเหล่านั้นก็พังทลายลง เพราะเราได้รู้ว่าสิ่งที่เห็น มันมีเรื่องของปากท้อง และนโยบายรัฐซ่อนอยู่เบื้องหลัง

“เพราะในสำนึกปกาเกอะญอ เราไม่มีสิ่งใดที่เป็นเจ้าของ ผืนดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ หรือแม้แต่ชีวิตของสัตว์ ล้วนมีเจ้าของที่เป็นธรรมชาติดูแลอยู่ การที่เราจะไปเอามาใช้ เราจึงต้องขออนุญาตและเคารพอย่างถึงที่สุด เราแค่มาร่วมอาศัยและยืมใช้ชั่วคราวเท่านั้น”

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

ไร่เลื่อนลอย ไร่หมุนเวียน ?

สุนารีเล่าว่าสาเหตุที่คนส่วนใหญ่มีภาพจำเชิงลบต่อคนบนดอย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตำราเรียน ที่ถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า ชาวเขาทำไร่เลื่อนลอยและทำลายป่า แต่สุนารีชี้ให้เห็นว่า นี่คือมายาคติที่คลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง เพราะวิถีดั้งเดิมคือ ‘ไร่หมุนเวียน’ หาใช่ไร่เลื่อนลอย ซึ่งไร่หมุนเวียนชื่อก็บอกตรงตัว ว่าหมุนและเวียนเปลี่ยนกันไปตามแต่ละฤดูกาล ซึ่งเป็นระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนที่สุดระบบหนึ่ง

“ไร่หมุนเวียนไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย ไร่หมุนเวียนคือการทำกินหนึ่งปี แล้วปล่อยพักฟื้นให้ป่าได้ฟื้นตัว 7-10 ปี ตอไม้ที่ถูกตัดไม่ได้ตาย แต่มันจะแตกหน่อใหม่ ดูดซับคาร์บอนได้ดีกว่าป่าแก่ ดินไม่สไลด์ และเป็นแหล่งอาหารของชุมชน แต่ระบบนี้ไม่ได้เงินสด ในยุคที่ชาวบ้านต้องส่งลูกเรียนหนังสือ ต้องไปโรงพยาบาล โครงสร้างของรัฐผลักไสให้พวกเขาต้องเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาและพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด”

เธออธิบายเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านแม่นิงในไม่ได้ปลูกข้าวโพดทั้งหมด พวกเขาแบ่งพื้นที่เพียง 20% จากไร่หมุนเวียนมาทำข้าวโพด เพื่อหาเงินสดมาพยุงชีวิตในโลกทุนนิยมช่วง 3 ปีแรกดินยังดีจากแร่ธาตุของป่าหมุนเวียน แต่พอเข้าปีที่ 4-5 ดินเริ่มเสื่อมโทรม ต้นทุนค่าปุ๋ยค่ายาก็ตามมาเป็นเงาตามตัว และที่เจ็บปวดที่สุดคือการรุกคืบของนโยบายทวงคืนผืนป่า 

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

“ทำไมชาวบ้านต้องทำข้าวโพดให้ภูเขาหัวโล้น เพราะภายใต้กฎหมายและนโยบายทวงคืนผืนป่า ถ้าชาวบ้านปลูกไม้ยืนต้นหรือปล่อยให้ป่าฟื้นตัว รัฐจะมองว่าเป็นป่าและยึดคืนทันที แต่ถ้าพื้นที่ตรงนั้นหัวโล้น ไม่มีต้นไม้ใหญ่ เช่น การปลูกข้าวโพดหรือสตรอว์เบอร์รี รัฐจะยอมรับว่าเป็นที่ดินทำกินของชุมชน นี่คือกฎกติกาที่บิดเบี้ยว ที่บีบบังคับให้ชาวบ้านต้องเลือกทำลายป่าทางอ้อมเพื่อรักษาที่ดินทำกินของบรรพบุรุษไว้ไม่ให้ถูกรัฐยึด”

และจากบทความเรื่อง ถอดบทเรียนทวงคืนผืนป่า : คนจนคือเหยื่อ-รัฐขาดมาตรฐาน-ทหารต้องออกไปจากการจัดการป่า โดย iLaw เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม  2562 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือพีมูฟจัดวงเสวนาเรื่อง “จากปารีณา 1,700 ถึงปัญหาที่ดินของคนจน : ข้อเสนอและทางออก” โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคมเช่น ประยงค์ ดอกลำใย ประธานกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้านร่วมแลกเปลี่ยน

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  . พบว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เริ่มจากผลิตคดีป่าไม้พุ่งสูงถึง 46,000 คดี สถิติในพื้นที่กรมป่าไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และกรมอุทยานฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ในปีแรกของการบังคับใช้ ที่แย่กว่านั้นคือชาวบ้านมักถูกกดดันให้ 'ยอมรับสารภาพ' เพื่อตัดรำคาญการต่อสู้คดีอันยาวนานและยากลำบาก ส่งผลให้สูญเสียสิทธิในการพิสูจน์ที่ดินทำกินดั้งเดิมไปอย่างยากจะปฏิเสธ

การดำเนินคดีกับชาวบ้าน 40,000 ครอบครัว สร้างต้นทุนรวมกว่า 2,800 ล้านบาท ทันทีที่ถูกฟ้องชาวบ้านจะกลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน ตกต่ำสู่ความยากจน และต้องกู้หนี้ยืมสินมาประกันตัว แม้ในยุค คสช. จะระบุว่าห้ามกระทบต่อผู้ยากไร้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีเกณฑ์คัดกรองที่เป็นลายลักษณ์อักษร ชุมชนดั้งเดิมจึงถูกจับกุมรายวัน ขณะที่ทุนใหญ่หรือนักการเมืองที่ครอบครองที่ดินป่าอนุรักษ์หลายร้อยไร่ กลับหลุดลอยไป

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  . และอีกอย่าง แนวคิดการแยกคนออกจากป่าแบบเดิม นำไปสู่การบังคับอพยพชุมชนดั้งเดิมอย่างป่าแก่งกระจาน-บางกลอย โดยเฉพาะกรณีสุดสะเทือนใจอย่างปู่คออี้ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม

ในขณะที่ในปี 2569 รัฐพยายามหยิบยก ‘ภูเก็ตโมเดล’ ในการทวงคืนที่ดินรัฐจากกลุ่มทุน เพื่อการพัฒนาสาธารณะและการท่องเที่ยว แต่ในทางกลับกัน ความล้มเหลวในการแยกกลุ่มทุนออกจากชาวบ้านในพื้นที่ป่ายังคงเป็นรอยร้าวใหญ่

ครั้นจะให้เล่าแค่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทลายอคติที่หยั่งลึกในหัวใจคนเมืองได้ สุนารีจึงตัดสินใจโยนทฤษฎีทิ้งแล้วเปลี่ยนตัวเองเป็น 'ผู้ลงมือทำ' เธอลงไปพูดคุยเจรจากับพ่อหลวงในพื้นที่ และขอแบ่งที่ดินแปลงเล็ก ๆ จากชาวบ้านมาทำแปลงทดลองไร่หมุนเวียนของตนเอง

“ถ้าในสังคมเมือง การที่คุณจะขอถือครองที่ดินสักผืน มันคือเรื่องใหญ่ แต่สำหรับปกาเกอะญอ เราไม่มีสิทธิบัตรกรรมสิทธิ์ส่วนตัว ทุกอย่างคือการหยิบยืมธรรมชาติมาใช้ชั่วคราว พอไปบอกพ่อหลวงว่าอยากทำแปลงทดลองกรณีศึกษา เขาก็ยกที่ดินแบ่งที่เล็ก ๆ ให้เราทำทันที

“ตอนแม่รู้เรื่อง แม่ตกใจมาก แกพูดเลยว่า ‘เธอเนี่ยเหรอจะทำไร่ ฉันไม่เชื่อเธอหรอก!’ (หัวเราะ) เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเข้าสวนเลย สวนลำไยของที่บ้านเราก็ไปแค่นอนเล่นเฉย ๆ แต่เรามองว่าการทำแปลงทดลอง 30 ขนิด จะทำให้เราได้เรียนรู้ ตั้งแต่การงอกของเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงไร่เหล่าปีที่ 1-7 จนครบวงจร การเล่าเรื่องผ่านสิ่งที่เราเอาตัวเองลงไปทำจริง ๆ มันจะอินมากกว่า”

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  . ส่วนการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของประเทศไทย ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของคนบนที่สูงจากผู้บุกรุกป่า ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลธรรมชาติ ร่วมกับภาครัฐอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ก็เป็นตัวแปรใหญ่ที่เข้ามาช่วยลดอคติในใจคนให้บางลง

“พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ไม่ใช่กฎหมายอภิสิทธิ์ หรือการขอความเห็นใจจากคนเมือง แต่คือการยอมรับว่ามนุษย์มีวิถีชีวิตที่หลากหลาย และพวกเราคือหนึ่งในผู้พิทักษ์ป่า การมีกฎหมายตัวนี้จะช่วยการันตีสิทธิทำกินอย่างมั่นคง ยุติความหวาดกลัว และสร้างกติกาที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าเพื่อปกป้องโลกใบนี้ร่วมกันด้วยความเป็นคนเท่ากัน

“ด้วยความที่ว่าเราก็เป็นหนึ่งในลูกหลานของชาติพันธุ์ ก็รู้สึกว่าเสียงของชนเผ่าพื้นเมืองมันเบามาก การทำ Sunaree travel alone ขึ้นมา นอกเหนือจากการเก็บบันทึกเรื่องราวของวิถีชีวิต

วัฒนธรรม สิ่งที่สวยงาม บทธา เราก็อยากจะเป็นหนึ่งในกระบอกเสียง อยากจะสร้างความเข้าใจให้สังคม ในสิ่งที่เขาอาจจะเข้าใจผิดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือว่าถูกทำให้เข้าใจผิด”

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

และหากแง้มดูแก่นสำคัญของกฎหมายชาติพันธุ์ จะเห็นเลยว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ มุ่งแก้ปัญหาสามอย่างด้วยกัน 

หนึ่ง -  สิทธิในพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรร่วม จากเดิมที่อำนาจผูกขาดผืนป่า อยู่ที่ส่วนกลางและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ กฎหมายฉบับนี้จะเปิดช่องทางวิชาการ และการจัดการจริงให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างถูกกฎหมาย 

สอง - รับรองระบบเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม คืนความเป็นธรรมสู่ชาวบ้าน เพื่อหยุดการถูกตราหน้าว่าไร่หมุนเวียนเป็นไร่เลื่อนลอยในแบบเรียน 

สาม - การขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ สร้างกลไกปกป้องเด็กชาติพันธุ์จากการบูลลี่และการเข้าถึงสิทธิบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ เช่น สาธารณสุขและการศึกษา เพื่อไม่ให้เด็กรุ่นต่อไปหวาดกลัวที่จะเผยตัวตนเหมือนกับสุนารีในอดีต

วันนี้ สุนารีในวัย 28 ปี ไม่ใช่เด็กหญิงที่คอยก้มหน้า และพยายามปรับสำเนียง เพื่อซ่อนความเป็นปกาเกอะญออีกต่อไป วันนี้เธอภูมิใจในเสื้อผ้าทอมือ ภูมิใจในตอไม้จากไร่หมุนเวียน และสู้ยิบตาเพื่อส่งเสียงบอกคนเมืองทุกคนว่า คนบนดอยไม่ใช่ผู้ร้าย แต่คือผู้พิทักษ์ป่า 

และไม่ลืมที่จะนำคำสอนของพ่อ-แม่มักบอกกับเธอและพี่ ๆ เสมอว่า

“อยู่ให้เขารัก จากไปให้เขาคิดถึง” 

คำสอนที่เธอนำมาใช้นำทางมาโดยตลอด

และในวันนี้ โซดาเพิ่มเป้าหมายเข้าไปอีกข้อ นั่นคือการอยู่เพื่อทำให้แน่ใจว่า เด็กชาวชนเผ่าพื้นเมืองรุ่นหลังจะสามารถยืดอกพูดได้อย่างเต็มปากว่า ‘ฉันคือปกาเกอะญอ’ โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อสายตาและการเลือกปฏิบัติของใครอีกต่อไป

โซดา-สุนารี วารีขจรผล : ถอดหน้ากาก ‘คนเมือง’ คืนชีพวิญญาณ 'ปกาเกอะญอ'  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วไทยให้เป็นที่รู้จัก  .

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : Sunaree travel alone/ Facebook