คนต่างจังหวัดเลือกอะไรได้ไหม ในยุคที่กทม. ยัง ‘โอบอุ้ม’ ความฝันได้มากกว่าบ้าน

คนต่างจังหวัดเลือกอะไรได้ไหม ในยุคที่กทม. ยัง ‘โอบอุ้ม’ ความฝันได้มากกว่าบ้าน

กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของโอกาสทั้งด้านการงาน รายได้ และการศึกษาที่กระจุกตัวอยู่ ทำให้คนต่างจังหวัดจำนวนมากจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

KEY

POINTS

เชื่อว่านี่คือคำถามที่มักผุดขึ้นมาแวะเวียนเป็นระยะ หลังจากที่เราได้กลับบ้านไปใช้ชีวิตช่วงวันหยุดยาวกับครอบครัวที่รัก หลังจากตรากตรำทำงานในเมืองกรุงมาเนิ่นนาน คนต่างจังหวัดหลายคนได้แต่ ‘ทำใจ’ ปล่อยให้ความเป็นจริงของชีวิตเข้ามาช่วงชิงเวลาที่จะได้ใช้กับคนที่รักไปโดยจำยอม

เราต่างตกอยู่ในภาวะจำยอม แม้ไม่อยากยอมรับแต่มันคือความจริงที่เจ็บปวด เมื่องานที่ต่างจังหวัดให้รายได้และโอกาสไม่เท่ากับกรุงเทพฯ เหล่าคนต่างถิ่นจึงได้แต่กัดฟันบอกตัวเองให้อดทนขึ้นอีกหน่อย อย่างน้อยตอนนี้ร่างกายยังพอมีแรงทำงาน เพื่อหวังว่าบั้นปลายจะได้กลับไปอยู่บ้านที่เป็นบ้านของหัวใจจริงๆ เสียที 

แต่คำถามสำคัญคือ ในโลกความเป็นจริง เรา ‘เลือก’ แบบนั้นได้จริง ๆ หรือยัง?

เมื่อ ‘ต้นทุนชีวิต’ กำหนดทิศทางความฝัน

ในขณะที่เทรนด์การกลับบ้าน (Reverse Migration) ถูกพูดถึงมาโดยตลอด แถมหลายบริษัทในประเทศไทยยังมีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้พนักงานเลือกทำงานได้ทั้งจากออฟฟิศ จากที่บ้าน หรือจากที่ไหนก็ได้ (Remote Working) แต่หากกางตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ออกดู เราจะพบความจริงว่ามีผู้คนกว่า 7.99 แสนคน ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานในปีที่ผ่านมา

เมื่อถ่างตาข่ายดูความถี่ข้องข้อมูลเพิ่มอีกนิด จะเห็นได้ว่านักศึกษาจบใหม่ ยังคงเป็นกลุ่มแรกที่ทิ้งชีวิตบ้านเกิดมาคว้าโอกาสในเมืองหลวง โดยกลุ่มที่มีอัตราการย้ายถิ่นสูงสุด คือช่วงอายุ 15-24 ปี และเหตุผลหลักกว่า 31.4% คือเรื่องหน้าที่การงาน โดยมีกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นจุดหมายอันดับหนึ่ง

ลึกลงไปกว่านั้น กลุ่มนี้คือกลุ่มเดียวกับที่ต้องย้ายมาเรียนต่อตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เพราะคุณภาพการศึกษาและโอกาสในประเทศไทยกระจุกตัวไม่แพ้ระบบเศรษฐกิจ อันที่จริงนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนตกผลึกมาจากประสบการณ์ส่วนตัวด้วยระดับหนึ่ง จากที่สังเกตคนรอบข้าง รวมถึงตัวผู้เขียนเอง พบว่าส่วนใหญ่จะมีสเตปการใช้ชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนัก นั่นคือเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ไม่มาเรียนตั้งแต่เด็ก ก็มาเรียนต่อในช่วงมหาวิทยาลัย 

อีกอย่างโรงเรียนตามต่างจังหวัด ก็มีการแบ่งระดับโรงเรียนตามฐานะเศรษฐกิจและสังคมด้วยเช่นกัน หากผู้ปกครองพอมีกำลังก็ส่งเข้าโรงเรียนที่มีความเข้มงวดทางการเรียนการสอนมากหน่อย แต่หากมีทุนไม่เพียงพอ ก็จะพบการกระจุกตัวของนักเรียนกลุ่มนี้ในโรงเรียนไม่กี่แห่ง

ส่วนเด็ก ๆ ที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ จนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ หลายคนยังไม่คุ้นชินกับการเรียนเมืองแห่งแสงสีนี้ว่าบ้าน พวกเขายังคงโหยหา อยากกลับไปตั้งหลักที่บ้านเสมอมา แต่โลกความเป็นจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น หากไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่สูงพอ การเลือกห่างบ้าน ดูจะเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลที่สุดในเชิงเศรษฐกิจ เมื่อเทียบเงินเดือนในบ้านต่างจังหวัดกับค่าตอบแทนในเมืองกรุง

สอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เขียนโดย นฎา วะสี และ กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ เมื่อเดือนเมษายน 2564 ชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำในไทยไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้ แต่คือความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ที่สั่งสมและส่งต่อผ่านสายเลือด โดยในงานวิจัยระบุถึง ‘กับดักโอกาส’ (Opportunity Gap) เด็กที่เกิดในครอบครัวทุนทรัพย์น้อยในต่างจังหวัดเผชิญข้อจำกัดตั้งแต่ทรัพยากรพื้นฐานไปจนถึงระบบสุขภาพ ความเสียเปรียบนี้บีบให้พวกเขาต้องดิ้นรนเข้าสู่ระบบการศึกษาในเมืองใหญ่เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ (Human Capital) 

แม้ในงานวิจัยจะไม่ได้ระบุชัดว่า ปลายทางของพวกเขาจะมุ่งสู่กรุงเทพฯ​ ทั้งหมดหรือไม่ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อเรียนจบ สนามเดียวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับต้นทุนที่ลงไปก็มีเพียงตลาดแรงงานในกรุงเทพฯ เท่านั้น

นี่คือความความเหลื่อมล้ำที่มีแนวโน้มสั่งสมเพิ่มขึ้นตลอดชีวิต หากกลับบ้านไปโดยที่ฐานะยังไม่มั่นคง รุ่นลูกหลานอาจต้องเผชิญกับวงจรความเสียเปรียบเดิม ๆ อีกครั้ง หลายคนจึงเลือกทนเหงาในกรุงเทพฯ ต่อไป เพื่อไม่ให้ความลำบากนี้ถูกส่งต่อถึงลูกหลานในอนาคต

การหายไปของหนุ่มสาวเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบต่อสังคมชนบทด้วยเช่นกัน จากรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสสอง ปี 2566 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุถึงความท้าทายของโครงสร้างครอบครัวไทยที่เกิดจากการย้ายถิ่นฐาน คือการเพิ่มขึ้นของครอบครัวข้ามรุ่น (Skipped-generation households) ที่มีเพียงปู่ย่าตายายอาศัยอยู่กับหลาน โดยที่พ่อแม่วัยแรงงานย้ายออกไปทำงานที่อื่น ชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากขาดพ่อแม่ดูแลใกล้ชิด และสร้างภาระให้ผู้สูงอายุที่ต้องรับบทบาทเลี้ยงหลานในขณะที่ตนเองมีรายได้จำกัด ภาวะจำยอมนี้จึงพรากทั้งช่วงเวลาของครอบครัว และส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กในต่างจังหวัดไปอย่างน่าใจหาย

จาก 'ภาวะจำยอม' สู่ 'สิทธิในการเลือก'

เมื่องานในต่างจังหวัดไม่ตอบโจทย์ แถมงบประมาณลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล งานข้าราชการจึงกลายเป็นอาชีพเดียวที่เป็นความหวังสุดท้ายของคนต่างจังหวัด รัฐกลายเป็นผู้จ้างงานเพียงรายเดียวที่สามารถมอบสวัสดิการที่มั่นคงให้แก่ครอบครัว

หลายคนเลือกกลับบ้าน แต่ต้องทิ้งทักษะเฉพาะทางบางอย่างไป เพื่อมาเตรียมตัวสอบบรรจุข้าราชการในตำแหน่งงานทั่วไป เพียงเพื่อให้ได้มีโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่บ้านเกิด นี่คือการสูญเสียศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศในภาพรวม เพียงเพราะเราไม่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้รองรับคนเก่งเหล่านี้ได้

สุดท้ายแล้ว การกลับบ้านอาจไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่คือวาระแห่งชาติ ตราบใดที่นโยบายรัฐยังเน้นเพียงการเยียวยาเพียงฉาบฉวย แต่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาวะจำยอมนี้จะไม่มีวันจบสิ้น

และกรุงเทพฯ จะยังทำหน้าที่เป็นตาข่ายโอบอุ้มความฝันไว้อย่างเหนียวแน่น จนกว่าบ้านเกิดที่ต่างจังหวัด จะมีที่ทางให้เรายืนได้อย่างมั่นคง

แล้วคุณล่ะ หากมีโอกาสได้เลือกตามความต้องการของตัวเองจริง ๆ โดยไม่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจมาบีบบังคับ คุณจะเลือกอะไร

ระหว่างสู้ต่อในเมืองกรุง หรือกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด? คอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลย

 

เรื่อง: วันวิสาข์ โปทอง


อ้างอิง