ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

พูดคุยกับ ‘ลิลลี่’ ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ เจ้าของร้าน Must Wine Bar พื้นที่ที่ไวน์และอาหารสร้างบทสนทนาไปด้วยกัน

KEY

POINTS

ในซอกหลืบของมหานครที่หมุนวนด้วยความเร่งรีบและเสียงอึกทึกอย่างกรุงเทพฯ บางครั้งสิ่งที่เราโหยหาอาจไม่ใช่ความหรูหราที่ตะโกนก้องเรียกร้องความสนใจ แต่คือ พื้นที่บางแห่งที่อนุญาตให้เราได้หายใจ หยุดพัก และกลับมาสำรวจเสียงหัวใจของตัวเองอีกครั้ง

บ่ายวันหนึ่ง แสงแดดอุ่นลอดผ่านกระจกใสเข้ามาในร้าน Must Wine Bar ย่านทองหล่อ 13 ความเงียบสงบในยามที่ร้านยังไม่คลาคล่ำด้วยผู้คน เอื้อให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดเจนขึ้น เคล้าคลอไปกับท่วงทำนองของเพลย์ลิสต์ที่ชื่อว่า ‘Old is Gold’ ที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ บทเพลงเก่าที่ไม่มีวันตายเหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นเสียงประกอบฉาก หากแต่ทำหน้าที่เสมือนเครื่องย้อนเวลาที่พาเรากลับไปสู่ความทรงจำอันงดงาม และเป็นเครื่องยืนยันรสนิยมของเจ้าของพื้นที่ว่า ‘ความคลาสสิกไม่มีวันตาย’ (Classic Never Dies)

เจ้าของพื้นที่แห่งนี้ คือ ‘ลิลลี่’ ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ หญิงสาวผู้เติบโตมาท่ามกลางไร่องุ่นทางความคิด เธอไม่ได้นิยามตัวเองเป็นเพียงผู้ขายเครื่องดื่ม หรือนักธุรกิจที่มองหาแต่ผลกำไร แต่เปรียบเสมือนภัณฑารักษ์ผู้ดูแลเรื่องราวที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว ชื่อร้าน ‘Mus' ของเธอนั้น ซ่อนนัยความหมายที่ลึกซึ้งและย้อนแย้งในทีเดียว 

ด้านหนึ่ง Must คือศัพท์เทคนิคทางไวน์ที่หมายถึง ‘น้ำองุ่นคั้นสด’ อันเป็นปฐมบทของทุกสิ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นไวน์เลิศรส แต่อีกด้านหนึ่ง Must คือคำกริยาที่แปลว่า ‘ต้อง’ หรือ ‘สิ่งจำเป็น'

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

สำหรับลิลลี่ ไวน์ไม่ใช่เครื่องประดับทางสังคมหรือแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือส่วนประกอบของชีวิตที่ขาดไม่ได้ เป็นไลฟ์สไตล์ที่ฝังรากลึกและดำเนินไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว

"เราไม่ชอบใช้คำว่าเทรนด์กับไวน์เพราะว่า... (ใช้เวลา)ปีกว่า กว่าของจะมาถึงมือเรา เราไม่สามารถเทรนดี้ได้ แล้วถ้าเรามองว่าไวน์เป็นงานศิลปะ ศิลปะก็ไม่มีเทรนด์"

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดยืนที่นิ่งสงบแต่มั่นคง ในโลกที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส และความฉาบฉวย ไวน์กลับเรียกร้องเวลาในการบ่มเพาะ เรียกร้องความอดทน และเรียกร้องความเข้าใจเฉกเช่นงานศิลปะ และที่ Must Wine Bar แห่งนี้ ลิลลี่กำลังพยายามบอกเล่าเรื่องราวของศิลปะแขนงนี้ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติที่สุด ปราศจากการปรุงแต่งที่เกินจริง เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสถึงความจำเป็นของสุนทรียะในชีวิตประจำวัน

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

ความย้อนแย้งที่งดงามของเด็กหญิงหลังม่าน

หากชีวิตเปรียบเสมือนการสะสมรสชาติ ผัสสะด้าน Sensory ของลิลลี่คงได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเยาว์ ขณะที่เด็กวัยเดียวกันอาจตื่นเต้นกับความซ่าของน้ำอัดลมหรือความหวานของขนมหลากสี เด็กหญิงลิลลี่ในวัย 12-13 ปี กลับเริ่มทำความรู้จักกับความซับซ้อนของน้ำองุ่นหมัก การเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจนำเข้าไวน์ (Fin Wine) และคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality Industry) ทำให้โลกของเธอไม่ได้ถูกกั้นด้วยกำแพงของอายุ

"เรากินไวน์มาเกินครึ่งชีวิตแล้ว... เราเริ่มตอนอายุ 12-13 ที่บอกว่าเริ่มดื่มไวน์แล้วแบบเราเข้าใจว่ามันอร่อย แล้วมันอร่อยยังไง"

เธอเล่าถึงอดีตด้วยแววตาที่เจือรอยยิ้ม ภาพจำของการเป็น ‘เด็กหลังบ้าน’ ที่วิ่งเล่นอยู่ในโรงแรม หรือฝึกงานในครัวตั้งแต่อายุ 15 ปี หล่อหลอมให้เธอซึมซับจิตวิญญาณของงานบริการโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่หน้าที่ที่ถูกยัดเยียด แต่เป็นวิถีชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือด ความชัดเจนในรสนิยมไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการท่องจำตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์ตรงที่สัมผัสด้วยลิ้นและหัวใจ ปรัชญาการกินดื่มของเธอเรียบง่ายแต่ทรงพลัง 

"เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่... ไม่อร่อยไม่กิน"

ทว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ของผู้บริหารร้านอาหารที่คล่องแคล่วและต้องพบปะผู้คนมากมาย ลิลลี่กลับเปิดเผยความจริงอีกด้านที่น่าสนใจว่า โดยเนื้อแท้แล้วเธอเป็น ‘Introvert’ (คนเก็บตัว)

การต้องออกมาอยู่หน้าเวที พูดคุยกับลูกค้า และบริหารจัดการความรู้สึกของผู้คน อาจไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้ แต่ด้วยความรักในสิ่งที่ทำ และความปรารถนาที่จะแบ่งปันสิ่งที่เธอหลงใหล เธอจึงก้าวข้ามขีดจำกัดของบุคลิกภาพส่วนตัวมาได้อย่างสง่างาม

"เป็นคนที่อินโทรเวิร์ทนิดนึง แต่ว่าก็แบบ... คุยกับคนได้"

ความย้อนแย้งนี้เองที่สร้างเสน่ห์ให้กับตัวตนของเธอ การบริการของลิลลี่จึงไม่ใช่การแสดงออกที่เล่นใหญ่เกินเบอร์ หรือพยายามสร้างความประทับใจด้วยคำพูดที่สวยหรูจนเกินจริง แต่เป็นการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และการรับฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของคนช่างสังเกต เธอใช้ความเงียบสงบภายในของคนเก็บตัว มาเป็นเครื่องมือในการอ่านความต้องการของลูกค้า เพื่อที่จะหยิบยื่นประสบการณ์ที่เหมาะสมที่สุดให้

การเดินทางของลิลลี่จึงไม่ใช่การก้าวเข้าสู่โลกไวน์ในฐานะคนแปลกหน้า แต่เป็นการ กลับบ้านมาสู่สิ่งที่คุ้นเคย และนำสิ่งที่ซึมซับมาตลอดชีวิตมาถ่ายทอดใหม่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งศาสตร์ของไวน์และศิลปะของการใช้ชีวิต

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

บรรณารักษ์แห่งความหลากหลาย

ในโลกของไวน์ที่กว้างใหญ่ไพศาลดั่งมหาสมุทร หน้าที่ของผู้นำเข้าไวน์มักถูกมองว่าเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางที่ทำหน้าที่คัดเลือกสินค้าขายดีมาสู่ตลาด แต่สำหรับลิลลี่ บทบาทของเธอที่ Fin Wine ธุรกิจของครอบครัวที่เธอกลับมาช่วยดูแลเมื่อ 7-8 ปีก่อนนั้น มีความซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งกว่า เธอเปรียบเสมือนบรรณารักษ์ผู้ดูแลหอสมุดแห่งรสชาติ ที่ไม่ได้คัดเลือกหนังสือเพียงเพราะหน้าปกสวยหรือเป็นกระแส แต่คัดเลือกเพราะคุณค่าของเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ภายใน

เมื่อถามถึงทิศทางในการเลือกไวน์ คำตอบของเธอสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดที่ไม่ยึดติดกับกรอบเกณฑ์ทางการตลาดแบบเดิมๆ หากแต่ขับเคลื่อนด้วย เจตจำนงที่มุ่งมั่นจะรักษาหมุดหมายทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติเอาไว้

"เราไม่ได้มี Direction ชัดเจน แต่ว่าสิ่งที่เราคัดมา มันมี Purpose... เราคิดว่าเราทำหน้าที่ในการ Reserve biodiversity และ maintain culture ให้ได้มากที่สุดในของแต่ละ region"

ปรัชญานี้ทำให้พอร์ตโฟลิโอไวน์ของเธอมักเต็มไปด้วยของแปลกในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับเธอ นี่คือ องค์ประกอบที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นองุ่นพื้นเมือง (Native Grape) ที่เกือบสูญพันธุ์ หรือไวน์จากภูมิภาคเล็กๆ ที่โลกเกือบหลงลืม การนำไวน์เหล่านี้เข้ามาจึงไม่ใช่แค่การขายเครื่องดื่ม แต่คือการทำหน้าที่พิทักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมการกินดื่มของมนุษยชาติไม่ให้สูญหายไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่เน้นความเป็นอุตสาหกรรม (Mass Production)

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

"ของแปลกแต่มันไม่ได้ใหม่ เพราะว่าของที่มันแปลก มันมีมานานแล้ว" เธอกล่าวเน้นย้ำถึงความจริงข้อนี้ ไวน์เหล่านั้นดำรงอยู่มาก่อนเรา และหน้าที่ของเธอคือการเป็นสะพานเชื่อมโยงอดีตเหล่านั้นมาสู่ปัจจุบัน

ในขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับกระแส ‘Natural Wine’ หรือไวน์ธรรมชาติ ลิลลี่มองปรากฏการณ์นี้ด้วยสายตาที่เข้าใจแต่ก็ตั้งคำถาม เธอไม่ปฏิเสธความงดงามของไวน์ธรรมชาติ แต่เธอปฏิเสธการทำให้ไวน์กลายเป็น ‘Fast Fashion’ ที่ต้องเร่งรีบผลิตและบริโภคตามกระแส เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว การทำไวน์คืองานกสิกรรมที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการรอคอย ตั้งแต่การปลูก การหมักบ่ม จนถึงการขนส่งข้ามทวีป

"เราจะตามเทรนด์ยังไง... มันไม่ Sustainable สำหรับของที่ใช้เวลาในการ Craft ขนาดนั้นน่ะ เราจะทำให้มันเป็นเทรนด์ไม่ได้ มันจะทำให้ทั้ง ecosystem พัง"

สำหรับเธอ ความอร่อยของไวน์จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับป้ายกำกับว่าเป็น Natural หรือ Classic แต่อยู่ที่ ‘ความสมดุล’ (Balance) เฉกเช่นงานศิลปะที่บางวันเราอาจอยากเสพความคลาสสิกของยุคเรอเนสซองส์ แต่บางวันเราอาจโหยหาความดิบกระด้างและท้าทายของศิลปะร่วมสมัย การมีตัวเลือกที่หลากหลายและสมดุลจึงเป็นหัวใจสำคัญของการคัดสรรในแบบฉบับของเธอ

หอศิลป์ในห้องนั่งเล่นและวัฒนธรรมที่ไม่ตัดสิน

จากปรัชญาการคัดสรรอันเข้มข้นในโลกธุรกิจนำเข้า ลิลลี่ได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณนั้นลงสู่พื้นที่ทางกายภาพที่ชื่อว่า Must Wine Bar แต่แทนที่จะเนรมิตวิหารแห่งการดื่มที่สูงส่งและเข้าถึงยาก เพื่อเชิดชูไวน์หายากที่เธอเฟ้นหามา เธอกลับเลือกที่จะสร้าง "ห้องนั่งเล่น" ที่โอบกอดทุกคนไว้อย่างเท่าเทียม

แรงบันดาลใจในการก่อตั้งร้านไม่ได้เกิดจากความต้องการขยายอาณาจักรธุรกิจเพื่อแสดงศักยภาพ แต่เกิดจากโจทย์ของลูกค้าที่มักโทรมาปรึกษาด้วยคำถามที่ซับซ้อนและท้าทายกว่าการซื้อขายไวน์ตามปกติ เช่น "หาไวน์กินกับบิบิมบับให้หน่อย" หรือ "วันนี้มีอะไรเท่ๆ เข้ามาบ้าง" คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการ ‘คำแนะนำ’ และ ‘พื้นที่’ ที่พวกเขาสามารถวางใจได้ เพื่อตอบสนองความใคร่รู้ในรสชาติที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Must Wine Bar จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อทลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างคนทั่วไปกับโลกของไวน์ ลิลลี่ตั้งใจออกแบบให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด ทั้งในแง่ของราคาและบรรยากาศ เธอไม่ได้มองว่าการดื่มไวน์ต้องแลกมาด้วยพิธีรีตองที่น่าอึดอัด แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ลื่นไหลไปกับชีวิตประจำวัน

"อยากให้คนเข้าถึงไวน์ได้... จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะแต่งตัวยังไงก็ได้ บางทีเราเห็นลูกค้าถอดรองเท้าแล้วเอาขึ้นโซฟา เราโอเคมาก"

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

ภาพของลูกค้าที่นั่งเหยียดขาเอกเขนกบนโซฟา หรือพาสัตว์เลี้ยงมาวิ่งเล่น คือเครื่องยืนยันความสำเร็จของแนวคิดนี้ มันคือการเปลี่ยนสถานะของไวน์บาร์จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปีนบันไดขึ้นไปหา ให้กลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Space) ที่ใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งได้โดยไม่ต้องเคอะเขิน

และในพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ ลิลลี่ยังพยายามรื้อถอนวัฒนธรรมการสอนสั่งแบบอำนาจนิยม (Paternalistic) ที่มักพบในสังคมไทย ซึ่งผู้ใหญ่หรือกูรูมักตัดสินรสนิยมของผู้น้อยว่ากินไม่เป็น หากไม่ชื่นชอบในสิ่งที่ตำราบอกว่าดี เช่น "ทำไมกินไวน์ขาว ไม่กินไวน์แดง" เธอเลือกที่จะปฏิเสธการยัดเยียดความรู้ แต่สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่ตัดสิน (Non-judgmental) เน้นการรับฟังและทำความเข้าใจในปัจเจกภาพของรสนิยม

"เราเคยถูกคนดุว่า อย่าถามลูกค้าว่าเวลาเขาบอกว่าไม่ชอบ อย่าถามเขาว่าไม่ชอบเพราะอะไร... แต่เราถาม... คนไม่ชอบอะไร สำคัญกว่าคนชอบอะไรอีกนะ"

สำหรับลิลลี่ การถามหาเหตุผลของความ ‘ไม่ชอบ’ ไม่ใช่การจับผิดหรือท้าทาย แต่คือการทำความเข้าใจรสนิยมที่แท้จริง เพราะความไม่ชอบมักซื่อตรงและชัดเจนกว่าความชอบ การเปิดกว้างนี้ทำให้ร้านมีรายการไวน์เสิร์ฟเป็นแก้ว (By the glass) หมุนเวียนมากกว่า 30 รายการ เพื่อให้ลูกค้าได้ชิมและเลือกด้วยสัญชาตญาณของตัวเอง เป็นการคืนอำนาจในการตัดสินใจให้กับผู้ดื่มอย่างแท้จริง  

บทสนทนาระหว่างจานและแก้ว

หากไวน์คือศิลปะ อาหารที่ Must Wine Bar ก็มิใช่เครื่องประดับที่วางไว้เพียงเพื่อความสวยงาม หากแต่เป็นคู่สนทนาที่ถูกคัดสรรมาอย่างตั้งใจ ลิลลี่ไม่ได้วางโจทย์ให้อาหารในร้านต้องปีนป่ายบันไดแห่งความหรูหรา หรือยึดติดกับความแท้จริง (Authenticity) ของต้นตำรับจนขาดอิสระ แต่เธอเลือกที่จะปรุงแต่งเมนูจาก "ความทรงจำ" และรสชาติที่คุ้นเคย เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมรสนิยมของผู้ดื่มเข้ากับไวน์แก้วโปรด

สำหรับลิลลี่ ไวน์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เครื่องดื่มล้างปาก แต่ไวน์คือ ‘ซอสลำดับที่สอง’ (Second Sauce) ที่เชฟไม่ได้ราดลงไปในจาน แต่รอให้ผู้ทานเป็นผู้เติมเต็มด้วยการยกแก้วขึ้นจิบ ปรุงแต่งรสสัมผัสในปากให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เป็นการเดินทางของรสชาติ (Gastronomic Journey) ที่ทำให้มื้ออาหารธรรมดากลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

การเดินทางนั้น อาจเริ่มต้นด้วย Nori Crunch with Curry-Pickle Mayo เมนูเรียกน้ำย่อยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตำราเล่มใด แต่เกิดจากตะกอนความทรงจำวัย 18 ปี สมัยที่เธอเป็นเด็กฝึกงานในครัวของโรงแรมเพนนินซูล่า ฮ่องกง รสชาติของบาร์สแน็คโรยผงกะหรี่และสาหร่ายในวันนั้น ถูกนำมาตีความใหม่ เมื่อความซับซ้อนของเครื่องเทศและความเค็มมันแบบอูมามิ (Umami) มาบรรจบกับ 2017 Arbois Vin Jaune จาก Domaine Grand แห่งแคว้น Jura ประเทศฝรั่งเศส ความเป็นไวน์สไตล์ออกซิเดทีฟ (Oxidative) ที่มีกลิ่นอายของถั่ว (Nutty) และความแห้งสนิท จึงเกิดเป็นบทสนทนาทางรสชาติที่แปลกใหม่และลงตัวอย่างเหลือเชื่อ

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

หรือจะเป็น Must Dumplings เกี๊ยวสูตรลับของคุณแม่ (เบ็ญจวรรณ วิสุทธิ์สัตย์) เมนูธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ในน้ำมันพริก (Chili Oil) ที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมกว่า 20 ชนิด ความเผ็ดร้อนและรสชาติที่จัดจ้านเข้มข้นของเกี๊ยว ไม่ได้เรียกร้องไวน์แดงหนักหน่วงมาประชันขันแข่ง แต่กลับต้องการความสดชื่นและฟรุตตี้ของ NV Champagne Blanc de Noirs Premier Cru จาก Gonet-Médeville แชมเปญที่ทำจากองุ่นเปลือกดำ (Pinot Noir) ซึ่งให้โครงสร้างที่แข็งแรงพอจะช่วยตัดรสเผ็ดและชูรสชาติของตัวเกี๊ยวให้โดดเด่นขึ้นมา

ความน่าสนใจยังดำเนินต่อไปในจานหลักอย่าง Pork Chop ที่เสิร์ฟพร้อมซอส Romesco แครอทและส้ม ความสว่างสดใส (Vibrant) ของจานนี้ ถูกจับคู่กับไวน์ที่น้อยคนจะรู้จักอย่าง 2022 Dafni 'Psarades' จาก Lyrarakis บนเกาะ Crete ประเทศกรีซ 'Dafni' ในภาษากรีกแปลว่าใบกระวาน (Laurel) ซึ่งสะท้อนคาแรคเตอร์ของไวน์ที่มีกลิ่นสมุนไพรชัดเจน เมื่อจิบไวน์ตัวนี้คู่กับเนื้อหมู มันจึงทำหน้าที่เสมือนการเติมเครื่องเทศสมุนไพรลงไปในจานอาหาร สร้างมิติใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

และบทสนทนาแห่งรสชาตินี้ จบลงอย่างงดงามด้วย Lily's Cookies คุกกี้สูตรเฉพาะที่ใช้ช็อกโกแลต Shabar จากจันทบุรี ตัดรสด้วยดอกเกลือสมุทรสงคราม ความเข้มข้นและรสสัมผัสที่หนักแน่นของของหวานจานนี้ ไปกันได้ดีกับ 2019 Cabernet Sauvignon จาก Boekenhoutskloof แห่งแอฟริกาใต้ ที่มีบอดี้และความเข้มข้นทัดเทียมกัน เป็นการปิดท้ายมื้ออาหารที่ยืนยันปรัชญาของเธอได้อย่างหมดจดว่า ความอร่อยนั้นไม่มีพรมแดน

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

น่านน้ำสีเลือดและชุมชนที่จับต้องไม่ได้

ท่ามกลางกระแสธารเชี่ยวกรากของธุรกิจร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ซึ่งเราต่างนิยามสภาวะการแข่งขันนี้ว่าเป็น ‘Red Ocean’ (น่านน้ำสีเลือด) ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่เธอเปรียบเปรยไว้อย่างเจ็บแสบและน่าขบคิดว่า "คนมีเงิน แต่ไม่มีอารมณ์จ่าย" การยืนหยัดอยู่รอดในสมรภูมินี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อาศัยเพียงความหลงใหลแต่เพียงอย่างเดียว

ทว่า ในความท้าทายนั้น ลิลลี่กลับเลือกที่จะยึดมั่นในโมเดลธุรกิจที่ดูเหมือนจะเป็นนามธรรมและสวนทางกับตำราการตลาดที่เน้นตัวเลข นั่นคือการขับเคลื่อนด้วยการแบ่งปัน เธอไม่ได้สร้างร้านไวน์เพื่อเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ (Sharing Experience & Knowledge)

กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้าน ไม่ว่าจะเป็น Trivia Night ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้มาสนุกกับการตอบคำถามพร้อมจิบไวน์แบบ Free Flow โดยไม่ต้องเคอะเขินกับความรู้เรื่องไวน์ที่ซับซ้อน หรือคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกที่เน้นความผ่อนคลาย ล้วนเป็นเครื่องมือในการสร้าง "Sense of Community" เป็นมูลค่าที่จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย ที่คนแปลกหน้าสามารถกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้เพียงเพราะมีวันเกิดในเดือนเดียวกัน หรือมีความหลงใหลในสิ่งเดียวกัน

เมื่อมองไปยังอนาคต แผนการของเธอ คือการลงลึกในรายละเอียดด้วยการจัดเวิร์กช็อปให้เข้มข้นขึ้น และการสร้าง Wine Club เพื่อผูกพันสมาชิกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในท้ายที่สุด ไวน์สำหรับลิลลี่จึงเป็นมากกว่าน้ำองุ่นหมักที่บรรจุขวด แต่คือเพื่อนเดินทางที่เติบโตไปพร้อมกันกับชีวิต เธอเปรยว่าการซื้อไวน์ปีเกิดมาเก็บสะสม ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นว่าไวน์ขวดนั้นจะมีพัฒนาการอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป ‘เหมือนมันโตไปกับเรา’ เฉกเช่นชีวิตมนุษย์ที่ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว บ่มเพาะประสบการณ์ จนตกผลึกเป็นรสชาติเฉพาะตัว

ณัฐิยา วิสุทธิ์สัตย์ : ปรุงชีวิตด้วยไวน์และพันธกิจแห่งรสชาติ

การเดินทางของ Must Wine Bar ภายใต้การนำของหญิงสาวผู้นี้ จึงเป็นดั่งเครื่องเตือนใจให้เราไม่ลืมที่จะหยุดพักและชื่นชมความงามระหว่างทาง ดังประโยคที่เธอกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

"ในบางห้วงเวลา ชีวิตไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หลงลืมความงดงามที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่"

และนั่นอาจเป็น ‘สิ่งจำเป็นที่สุด' สำหรับชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน

 

ภาพ : จุลดิศ อ่อนละมุน