13 เม.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
กว่า 40 ปีที่ชาวนาคนหนึ่ง จากหมู่บ้านกูร์กา ทางเหนือของประเทศบูร์กินาฟาโซ ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเพื่อ ‘ทวงคืน’ ผืนป่ากลับคืนมาสู่บ้านเกิด ในขณะที่คนในหมู่บ้านเดียวกันต่างย้ายถิ่นฐานออกไปกันจนเกือบหมด เพราะความแห้งแล้งได้นำความตายเข้ามายังบ้านของพวกเขา
แม้จะถูกหาว่า ‘บ้า’ แต่เขาก็ยังยืนหยัดหว่านเมล็ดพืชลงบนผืนดินแห้งกรัง ลงในหลุมที่เขาขุดขึ้นมาโดยใช้วิธีที่เรียกว่า ‘ไซ’ (Zaï) อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บางครั้งก็ถูกผู้ไม่หวังดีมาเผาต้นอ่อนที่กำลังจะเติบใหญ่ หวังทำลายความหวังที่ชายคนนี้พยายามฟูมฟักขึ้นมานานแรมปี แต่ใช่ว่าเขาจะยอมแพ้ ในทางกลับกัน ชายคนนี้กลับยิ่งมีความหวังมากขึ้นไปอีก ไฟในใจเขาลุกโชน จนทำให้ทุกอุปสรรคที่เข้ามาค่อย ๆ ทลายหายไปจนหมดสิ้น
‘ยาคูบา ซาวาโดโก’ (Yacouba Sawadogo) ในวัย 25 ปี คือชื่อของชายคนนั้น เขาเกิดประมาณปี 1946 ในจังหวัดยาเทงกา (Yatenga) ทางตอนเหนือของบูร์กินาฟาโซ หลังจากเรียนโรงเรียนกุรอานในมาลี เขาได้กลับมาทำงานเป็นพ่อค้าในตลาดท้องถิ่น และเมื่อทราบข่าวว่าภัยแล้งกำลังย่างกรายเข้ามายังหมู่บ้าน ในฐานะที่เป็นชายคนหนึ่งที่รักบ้านเกิดอย่างสุดใจ หวังจะให้บ้านของตัวเองไม่ถูกทะเลทรายเข้ามายึดที่ จึงตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด โดยการทิ้งอาชีพค้าขายที่มั่นคงจากตัวเมือง กลับคืนสู่รากเหง้า หวังจะใช้พลังความวัยเยาว์ต่อสู้กับทะเลทรายให้ชนะดูสักตั้ง
ยาคูบาสามารถเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นป่าขนาด 30 เอเคอร์ (ราว 75.9 ไร่) ภายในเวลา 20 ปี กลายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากสายพันธุ์ และพืชพรรณอีก 60-90 กว่าชนิดก็เริ่มงอกงามขึ้นในป่าที่มนุษย์เพียง ‘ผู้เดียว’ ปลูกขึ้นมากับมือ
ส่วนวิธีที่เขาใช้อย่าง ‘ไซ’ นั้น เป็นวิธีการปลูกต้นไม้แบบโบราณของชาวชาวแอฟริกา ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เขาเลือกใช้วิธีนี้เพราะว่าในทศวรรษ 1970 ภัยแล้งรุนแรงได้เข้ามาทำลายพืชผลในภูมิภาคซาเฮลจนหมด ไม่ใช่แค่พืชเท่านั้นที่ล้มตาย คนเองก็ค่อย ๆ ทยอยจากไปทีละคนสองคน รวมกันแล้วเสียชีวิตไปต่ำกว่าหนึ่งพันคน เมื่อไม่อาจต้านทานธรรมชาติได้ ชาวบ้านหลายคนจึงเลือกอพยพหลบหนีความแร้นแค้น ทิ้งบ้านที่พวกเขารักไว้เบื้องหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยาคูบารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของเขา ในปี 1980 เขาจึงเริ่มลงมือทำงานเพียงลำพัง ตามสัญชาตญาณและความรู้ของตน แน่นอนว่าการกระทำของเขาที่พยายามต่อสู้กับภัยแล้งทำให้หลายคนถึงกับเบือนหน้าหนี แถมพากันหัวเราะเยาะหาว่าสิ่งที่เขาทำมันสูญเปล่า ไม่มีทางสำเร็จได้อย่างแน่นอน
แต่ยาคูบาไม่ได้เอาถ้อยคำหยามเหยียดมาทำลายความตั้งใจของตน เขาเริ่มทำงานบนผืนดินแห้งแล้งในฤดูแล้ง ท้าทายทุกกฎของการทำไร่นา เพราะเขาเชื่อมั่นในองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ และค่อย ๆ หยิบจอบขุดหลุมลงบนผืนดินที่ทั้งแห้งและแข็ง หย่อนปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ และเศษอินทรียวัตถุ เพื่อเป็นแหล่งอาหารของพืช และยังดึงดูดปลวกให้เข้ามา โดยปลวกจะสร้างอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งช่วยให้น้ำซึมผ่านได้ดีในฤดูฝน นี่คือวิธีการที่จะช่วยกักเก็บน้ำในฤดูฝน และรักษาความชื้นรวมถึงสารอาหารให้พืชเติบโตได้แม้จะอยู่ในฤดูแล้งก็ตาม
จากผืนป่า 30 เอเคอร์ หลังจากผ่านไปอีก 35 ปี มีผู้ที่นำเทคนิคไซไปใช้จนสามารถขยายพื้นที่ป่าได้อีกเกือบ 3 ล้านเฮกตาร์ และสามารถผลิตอาหารให้ครอบครัวนับแสน เรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี The Man Who Stopped the Desert (2010) ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัล Champion of the Earth จากองค์การสหประชาชาติในปี 2020 จากนั้นในปี 2018 ก็ได้รับรางวัล Right Livelihood Award มาครอง จากการเปลี่ยนผืนดินแห้งแล้งให้กลายเป็นป่า และแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรสามารถฟื้นฟูดินได้ด้วยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ได้
ความมุ่งมั่นในการทวงคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ประเทศเขตร้อนยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เทคนิคไซของเขายังแพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาลี และเขาได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้คนจำนวนมากที่เดินทางมาศึกษากับเขาโดยตรงอีกด้วย
“ผมออกแบบโปรแกรมฝึกอบรม ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนความรู้ในภูมิภาค และมีเกษตรกรจากหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวนมากมาขอคำแนะนำเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ดี
“และแน่นอนว่าผมเลือกที่จะไม่เก็บวิธีการทำเกษตรของผมไว้เป็นความลับ”
แม้แต่องค์กร Centre on International Cooperation (CIC) ซึ่งเป็นสถาบันนโยบายต่างประเทศของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ยังเสนอให้ส่งเสริมเกษตรกรในแอฟริกาตะวันตกนับล้านคนให้ลงทุนปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและช่วยปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มีช่วงหนึ่งที่ยาคูบาต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน เพราะพื้นที่ทางตอนเหนือของบูร์กินาฟาโซมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธและความขัดแย้งในชุมชน ไม่ใช่แค่ภัยแล้งเท่านั้นที่ทำลายชีวิตผู้คน แต่ความไม่สงบจากกลุ่มติดอาวุธก็ทำให้วิถีที่เคยสงบสุขพังทลายลงเช่นกัน
กลุ่มติดอาวุธเริ่มขยายเขตอิทธิพลเข้ามาใกล้พื้นที่ป่าที่ยาคูบาสร้างมากขึ้นเรื่อย ๆ มีทั้งสร้างบ้านบนที่ดินของเขา โดยแทบไม่ได้รับค่าชดเชย แถมครอบครัวของยาคูบายังต้องช่วยกันเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้
แม้จะเผชิญกับการถูกมนุษย์รุกราน แต่ข้อความที่ยาคูบาต้องการส่งต่อเกี่ยวกับอนาคตของสิ่งแวดล้อมยังคงดังก้องไปทั่วโลก
“ถ้าคุณตัดต้นไม้วันละสิบต้น แต่ไม่ปลูกแม้แต่ต้นเดียวต่อปี เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความพินาศ”
แนวคิดของเขายังสอดคล้องกับปรัชญาหลังอาณานิคม โดยมองว่าโลกไม่ใช่วัตถุ แต่เป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่ควรได้รับการเคารพ เขาสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน การบริโภคอย่างสมดุล และการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยรวม
แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ในวันที่ 3 ธันวาคม 2023 ยาคูบาได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบในวัย 77 ปี แต่การจากไปของเขาไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของยุคหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการส่งต่อภารกิจในการปกป้องธรรมชาติให้กับคนรุ่นต่อไป และแน่นอนว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้กำลังเรียกร้องให้มนุษย์ หันมามองการกระทำของตนต่อธรรมชาติก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : Right Livelihood
อ้างอิง
I don’t want to eat today and leave future generations with nothing to eat.
Remembering Ecologist Yacouba Sawadogo: 2020 Champion of the Earth’s Inspirational Legacy.
Yacouba Sawadogo, the African farmer who stopped the desert.
Yacouba Sawadogo: A great defender of nature.
Yacouba Sawadogo: The man who stopped the desert in Burkina Faso.