01 ต.ค. 2569 | 14:28 น.

KEY
POINTS
“ผมไม่ได้เลือกทำสิ่งนี้ สิ่งนี้ต่างหากที่เลือกให้ผมทำต่อ”
เหตุผลที่ทำให้ ‘บี พีระพัฒน์’ ยังสนุกกับการร้องเพลง และการแสดงบนเวทีมามากกว่า 20 ปี เพราะท่วงทำนองที่พัดผ่านเข้ามาได้พาเขาก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงในชีวิตมาหลายครั้ง จนค่อย ๆ สร้างดินแดนที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง ความรัก และผู้คนที่ยังเลือกจะเดินทางไปด้วยกัน
“ไม่มีอะไรที่ผมถนัดเท่านี้แล้ว ยังมีคนอยากฟัง เปิดเพลง รอฟังเพลงใหม่ เพราะตรงนี้เลือกเรา เราก็ต้องเตรียมตัวให้สมกับที่คาดหวังหรือเลือกมา”
แล้ววันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 บี พีระพัฒน์ กำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความประทับใจอีกครั้งในคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 12 ปี กับ ‘BE & Beyond : BE PEERAPAT LIVE CONCERT’
บทสัมภาษณ์นี้เราจึงชวนศิลปินชายคนนี้กลับไปยังยุคที่เขาคือ ‘บี Crescendo’ ในใจใครหลายคน เริ่มพิสูจน์ตัวเอง และสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ จนเป็น ‘บี พีระพัฒน์’ ที่คนฟังจดจำได้ด้วยเสียงนุ่มลึก กระแทกความรู้สึก พร้อมพาไปสำรวจความหมายของเสียงเพลง ความเปลี่ยนแปลง และ ‘ดินแดนแห่งความรัก’ ที่เขาเลือกใช้เป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิตมาตลอด
บี: ไม่ได้วางเป้าหมายไว้เลย ตอนนั้นผมเจอกับคุณนรเทพ มือเบสหรือหัวหน้าวง ตอนร้องเพลงอยู่ที่ร้าน ร้าน Saxophone Pub น่าจะปี 2003 - 2004 ก็เป็นช่วงที่นอเขาออกจากวง pause หลัง คุณโจ้วง pause เสียชีวิต แล้วเขาก็มาชวนผมไปทำวง Crescendo กัน ผมก็ตอบตกลง เพราะปกติผมจะได้เล่นดนตรีกับรุ่นพี่ตลอด พอได้เล่นรุ่นเดียวกันก็คิดว่าน่าจะสนุกดี
บี: สนุกกว่าที่คิด เคมีทางดนตรีเราเข้ากันได้ดีมาก ก่อนจะเป็น crescendo ผมกับนอ (นรเทพ) ก็ชวนคนนั้นคนนี้มาหลายคน แล้วก็มาลงตัวที่ชุดเอก จั๋ง แชมป์ ผม นอ ก็ปรากฏว่า เราเข้ากันได้ดีมากเลย เหมือนเล่นกันด้วยกันมานานแล้ว
บี: ก็คือการได้เล่นดนตรี ร้องเพลง ได้ขึ้นไปอยู่บนเวที มันเป็นความสุขที่สุด ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่
บี: เราไม่รู้เลยครับว่า พี่บอยจะตอบรับหรือไม่ตอบรับ เพราะตอนทำวงเสร็จ เราไปขายทุกค่ายก็ไม่มีใครเอาเลย เราไม่ได้คิดถึง Bakery Music เลย คือนอเขามาจาก Bakery ผมก็บอกเขาว่า Bakery คงไม่เอาเราหรอก เพราะ Bakery จะมีภาพลักษณ์เป็นไฮโซ เด็กจบนอก ผมนี่มาจากต่างจังหวัด ไม่น่าจะเข้ากัน
จนกระทั่ง วันนั้นนอไปอัดเบสให้อัลบั้มของศิลปินท่านหนึ่งที่บ้านพี่บอย นอบอกว่า งั้นเดี๋ยวจะเอาอัลบั้ม Crescendo ไปเสนอพี่บอยแล้วกัน ผมก็ขอไปด้วย เพราะก็เป็นแฟนคลับพี่บอยอยู่แล้ว ปรากฏว่าพอไปเสนอ เปิดเพลงให้ฟัง พี่บอยบอกว่า ดีมากเลย โอเค เดี๋ยวพี่นัดเซ็นสัญญาเลยนะ
ผมก็งง อ้าวเหรอ แล้วที่ผ่านมาคืออะไร เราไปมาตั้งหลายที่ไม่มีใครเอาเลย ทำไมเราไม่มาที่นี่ที่แรก เราไปเป็นที่สุดท้ายเลย เราไม่ได้คิดนึกถึงค่ายนี้เลย แล้วเขาให้เซ็นสัญญาเลย ค่อนข้างกะทันหันมาก
บี: เป็นตอนที่เราใกล้จะหมดสัญญากับ Bakery แล้วทุกค่ายรู้ แล้วทุกคนโทร.มาหาผม ชวนให้ไปอยู่ด้วย ผมเริ่มรู้แล้วว่า เรากำลังเป็นที่ต้องการของตลาดนะ
บี: ผมว่าน่าจะมีสองเพลง อย่างน้อยก็ดินแดนแห่งความรักหรือความจริงในใจ ถ้าเป็นนักดนตรีจริง ๆ ก็จะชอบวีนัสด้วย
บี: ความจริงในใจ คุณเอกมือกลองเขาแต่งมา แล้วเราก็มาช่วยกันทำต่อให้เสร็จ จะมีความเทา ๆ มีความอยู่กับคนนี้ แต่ใจคิดถึงอีกคนหนึ่ง เป็นอารมณ์จำลองความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่งของคนหลายๆ คน มันก็คงไปโดนใจใครหลายคน
บี: ดินแดนแห่งความรักอยู่ในอัลบั้มที่สอง หลังจากอัลบั้มแรกที่มีความเป็นเทา ๆ เราเลยมาคุยกันในประชุมกันว่า ชุดแรกเป็นรักสามเส้า ชุดที่สองเป็นสี่เส้าไปเลยไหม แต่มีแฟนคลับคนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น เขาบอกว่า บีซัง Life is suck but music must give hope นะ
เขาบอกชีวิตมันห่วยอยู่แล้ว ดนตรีมันต้องให้ความหวัง ผมเหมือนถูกเปิดตาที่สาม พอชุดสองปุ๊บก็เลยเกิดนิมิตขึ้นมาว่า งั้นเราต้องเปลี่ยน ผมเป็นคริสเตียน ผมอ่านพระคัมภีร์ แล้วในพระคัมภีร์จะเห็นคำว่า ดินแดนบ่อย ตอนนั้นคำนี้มันผุดขึ้นมาในหัวผมตอนทำเพลงว่า “คงจะมีรักจริงรออยู่ ที่ดินแดนใดสักแห่ง”
พอได้ทำนอง ผมก็มาใส่เมโลดี้ แล้วเก็บไว้ จนกระทั่งมาเจอกับภรรยาที่เป็นนักแต่งเพลงอยู่ที่ Sony Music แล้วเอาเพลงนี้มาให้เขาช่วยแต่งจนจบกลายเป็นเพลงดินแดนแห่งความรักขึ้นมา
บี: ไม่ได้คิดไปถึงว่าเป้าหมายที่เขาได้รับเป็นแบบไหน แค่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน แล้วอยากจะเอาออกมาสื่อสาร คนจะรับได้ไปถึงตรงไหน อันนั้นเป็นเรื่องของเขา แต่ว่าเพลงนี้ไปไกลมากกว่าที่ผมคิดเยอะ
มันถูกเอาไปร้องในงานแต่งงานไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่เพลงที่สมหวัง มันไม่ใช่ ‘มี’ มัน “คงจะมีรักจริงรออยู่ ที่ดินแดนใดสักแห่ง คงมีใครสักคนรออยู่ตรงนั้น”
แต่ที่มันพีคสุด คือมีน้องคนหนึ่งทักมา บอกว่า มีพี่คนหนึ่งป่วยเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง แล้วเขาเคยร้องเพลงนี้ ชอบเพลงนี้มาก เขาให้พี่คนนี้ดีดกีตาร์ฝึกกล้ามเนื้อ ฝึกร้องเพลงให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เขาก็ส่งคลิปมาให้ผมดู ผมยินดีด้วย
สักพักเดียว เขาบอกทักมาอีกว่า พี่ครับ พี่เขาเสียแล้ว ผมก็บอกว่า เสียใจด้วยนะครับ อาจจะส่งขอส่งพวงหรีดไป แล้วเขาก็บอกว่า ผมขออนุญาตใช้เพลงดินแดนแห่งความรักเปิดในงานศพ เพราะว่าพี่เขาชอบเพลงนี้มาก มันเหนือความคาดหมายเราไปเยอะมาก
บี: นึกถึงตอนทัวร์ด้วยกัน ตอนเริ่มทัวร์แรก ๆ คนยังไม่ค่อยรู้จัก ความสนุกอยู่ตรงนั้น นึกถึงการเริ่มต้น การต่อสู้ การที่เราไม่ฟังใคร การดื้อของเรานั่นเอง ใครพูดอะไรก็ไม่สนใจ เราจะไปข้างหน้าอย่างเดียว ใครจะบอกว่าของเราไม่ดีก็ไม่แคร์ เราจะทำ นึกถึงพลังของตัวเองช่วงนั้น พลังแบบนั้น พลังดื้อ
บี: เปลี่ยนครับ อันดับแรกคือเราต้องหาแนวทางตัวเองให้เจอว่า เราต่างกับ Crescendo อย่างไร เพราะทิศทางดนตรีมันต้องต่าง พอทำอัลบั้มแรกมาปุ๊บ คนฟังจะต้องแยกออกเลยว่านี่บีพีระพัฒน์ นี่ Crescendo
ตอนนั้นยังไม่มี ‘บี พีระพัฒน์’ ด้วยซ้ำ เขาเรียกผมว่า ‘บี Crescendo’ เพราะฉะนั้นการตลาด พีอาร์ทุกคนช่วยกันทำงานหนักมาก เพื่อจะให้คำว่า บี พีระพัฒน์โผล่ขึ้นมาให้ได้ มีโจทย์หลายอย่างมาก แล้วเราก็ต้องแบกความคาดหวังของคนดูด้วยว่า นักดนตรีเราต้องเจ๋ง เพราะเรามาจากวง Supergroup
ช่วงนั้นนักดนตรีที่เล่นกับผม โดนเคี่ยวกันหมดเลย คือ เราได้ยินแบบนี้ แต่มันออกมาอีกแบบหนึ่ง เราบอกนักดนตรีว่า มันยังไม่ได้ มีน้องเล่าให้ฟังว่า ผมจำได้ตรงนี้ สามโน้ตนี้ เล่นอยู่เกือบชั่วโมง ผมถามว่า แล้วด่ากูไหม น้องตอบ ไม่ด่าพี่ แต่ท้อ มันอะไรขนาดนั้น แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเป็นยังไง
บี: ผมว่าต้องขอบคุณทางทีมงานพีอาร์ค่ายตอนนั้นด้วย Warner Music ตอนนั้นทุกคนช่วยกันพีอาร์คำนี้ออกไปให้เยอะที่สุด พยายามให้พูด repeat ในทุกๆ การกล่าวถึง ทุก ๆ mention
ผมเองก็ต้องทำตัวตนให้ชัด ถ้ากลับไปฟังอัลบั้ม Crescendo สัก 2-3 เพลง เสร็จแล้วกลับไปฟังชุดเดี่ยวของผม dedicated to love จะแยกได้ทันทีเลยว่า มันไม่เหมือนกัน ดนตรีมันแตกต่างไปเลย ซึ่งเป็นความตั้งใจว่า เราจะต้องฉีกให้ได้ ความกดดันมันอยู่ตรงนั้น
บี: น่าจะเป็นเพลง ‘พูดตรง ๆ’ เพลงนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดผมเลย มันอยู่เพลงที่ 10 ถ้าผมรู้ว่า มันจะดัง ผมจะเอามาไว้ track ที่ 1 (หัวเราะ)
บี: ตอนแต่งก็ไม่ได้คิดหรอกว่า เพลงไหนจะดังหรือแมส เราก็ทำเมโลดี้ไป แต่เมโลดี้เยอะ ส่งไปให้ใครก็ตีกลับ จนต้องไปกวนพี่บอย (โกสิยพงษ์) ส่งไปเขาก็โทร.กลับมาบอกว่า บีเมโลดี้เยอะไปไหน แต่เดี๋ยวพี่เขียนให้
ก็เป็นการทำงานที่ได้สัมผัสถึงความเทพครั้งแรกในชีวิต มีคนบอกว่า การจะรู้ว่าใครเก่งแค่ไหน จะรู้ได้เมื่อการทำงานร่วมกันกับเขา แต่ผมทำซิงเกิลนี้ พี่บอยเขียนมาแบบร้องลื่นมาก แต่เราก็เก็บไว้ ไม่ได้เก็บเป็นเพลงโปรโมต เราก็โปรโมตเพลงอื่นไปก่อน ก็ไม่มีเพลงไหนมาสักเพลง เราก็เลยแบบทำไงดี
ทีนี้ผมไปเล่นที่เชียงใหม่ ก็มีน้องคนหนึ่งขอเพลงพูดตรงๆ แต่ยังไม่ได้ปล่อย เราก็เอ๊ะ เล่นได้ไหม แล้วพวกคุณร้องกันได้เหรอ เขาก็บอกร้องได้ ๆ ปรากฏว่า พอถึงท่อนฮุกเขาก็ร้องกันได้หมดเลย “ไม่รู้ว่าฉันอิจฉา” ลั่นผับเลย
ผมก็อันนี้ไม่ธรรมดาแล้ว สมัยนั้นไม่มีโซเชียลนะ เพราะฉะนั้นเพลงเนี้ยมันดังได้จากการที่เขาพูดต่อกันเท่านั้นหรือว่าไปเปิดต่อกัน มันไม่ได้มี TikTok ที่ไวรัลไปเล่นกัน มันออร์แกนิกยิ่งกว่าออร์แกนิก ก็เลยไปบอกค่ายว่า เราต้องการปล่อยเพลงนี้ เพราะไปเจอประสบการณ์จริง ค่ายเลยโอเค ถ่าย MV แล้วปล่อยออกมา
บี: ตรงข้ามเลย จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้เลือกทำสิ่งนี้ สิ่งนี้ต่างหากที่เลือกให้ผมทำต่อ ไม่มีอะไรที่ผมถนัดเท่านี้แล้ว ณ วันนี้ ถ้าให้ผมไปเริ่มต้นใหม่ก็ไม่ทันคนอื่นแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่เลือกผม คือคนดูคนฟัง เขาเป็นคนเลือกผม
ยังมีคนอยากฟังผมร้องเพลง ยังเปิดเพลง ยังรอฟังเพลงใหม่ของผมอยู่ ผมไปไหนมาไหน ทุกคนยังต้อนรับผมดีเหมือนหรือมากกว่าวันแรก ๆ ในบางมุม เป็น Safe Zone พวกเขาทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น แล้วเพราะตรงนี้เลือกเรา เราก็ต้องเตรียมตัวให้สมกับที่คาดหวังหรือเลือกมา
บี: ผมว่าทั้งยากและง่าย ในส่วนที่ง่ายคือผมสามารถทำเพลงได้เลย ด้วยเทคโนโลยี ขั้นตอนมันง่ายมาก การเข้ามตรงนี้ยิ่งง่ายเข้าไปอีก ทุกคนมีช่องทางของตัวเอง มี Youtube อันนี้เป็นเรื่องดีของคนทำ ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องดีของคนฟังที่จะมีอะไรให้ฟังเต็มไปหมด เป็นทะเลเพลง
ในมุมที่ยาก คือแล้วจะทำยังอย่างไรให้เพลงเราไปถึงคนฟัง เพราะเดี๋ยวนี้คอนเทนต์กับเพลง มันแยกไม่ค่อยออก มันต้องเป็นสิ่งเดียวกัน แต่เพลงจริงๆ มันคือเพลง ไม่ใช่คอนเทนต์
อย่างคุณฟังพูดตรง ๆ เป็นเพลงหรือฟังคอนเทนต์
บี: ใช่ไง แต่เพลงทุกวันนี้เป็นคอนเทนต์ เพราะฉะนั้นมันค่อนข้างยากที่จะแยกเพลงกับคอนเทนต์ออกจากกัน แล้วจะทำอย่างไรในเมื่อคนจะเสพเพลง ก็ต้องเสพคอนเทนต์ก่อน เราก็ต้องทำคอนเทนต์ให้มีเพลงด้วย คำถาม ถ้าทำเพลงให้เป็นคอนเทนต์ 100% เพลงก็อยู่ไม่นาน เพราะว่าแฟชั่นเปลี่ยน คำเปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้ไง มันเด๋อแล้ว ตกยุคไปแล้ว
เพลงสมัยก่อนอยู่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นคอนเทนต์ ทุกอย่างมันเป็นความจริง จึงอยู่มาถึงตอนนี้ ไม่ได้มีคำที่อยู่ในยุคใดเป็นพิเศษ
มันเป็นเรื่องยากของการทำเพลง ณ ปัจจุบัน คือต้องทำให้คนหันมาเห็นเราให้ได้ ตลาดทุกวันนี้ ไม่มีตลาดแมสแล้ว ต้องสร้างคนฟังของตัวเองขึ้นมาให้ได้ ไม่ต้องไปคิดว่า จะเหมือนยุคผมเด็ก ๆ พี่เบิร์ดมาทีหนึ่ง ทุกคนต้องเปิดทีวีรอดู มันไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป
มันมีอะไรมาแย่งความสนใจเราตลอดเวลา แม้กระทั่งวันหนึ่งเราไถฟีดเพื่อเข้ามาดูอีกอย่างหนึ่ง แต่เราดันโดนอีกอย่างดึงดูดจนลืมว่า จะเข้ามาดูอะไร นี่แหละความยาก
บี: เป้าหมายก็คือเพลง แน่นอนที่สุด ผมไม่ทำคอนเทนต์แน่นอน คอนเทนต์ก็คือคอนเทนต์ ผมจะแยกกันผมก็จะทำให้มันชัดไปเลยว่า ผมเป็นนักร้อง ผมขายเพลง ขายเสียง ขายการแต่งเพลง สไตล์ของผมนะ ผมจะทำสิ่งนี้ให้ชัดแบบชัดสุด ๆ ไปเลย โดยไม่ต้องมานั่งทำคอนเทนต์
บี: มันยังอยู่ในนี้อยู่เลย (ชี้ที่หัว) ยังไม่ออกมา แต่มีภาพแล้ว เอาง่าย ๆ ผมเป็นคนหูดี หูผมใหญ่ นี่คืออุปกรณ์ทำมาหากินของผม
คือผมเป็นคนชอบฟัง ฟังเพลง ผมเป็นเด็กวงโยทวาทิต ผมฟังเครื่องดนตรีหลาย ๆ ชิ้น ผมฟังดนตรีหลายแบบ แล้วตอนหลัง ผมฟังเครื่องเสียง ฟังแผ่นไวนิล ผมมองเป็น audio file ใส่ใจ quality ของการบันทึกเสียง การมิกซ์เสียงมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งต่อไปที่ผมจะทำ มันจะไปทางนั้น
ไม่ว่ามันจะเป็นเพลงแนวไหนก็แล้วแต่ มันจะต้องถูกเล่นด้วยเครื่องเสียงชั้นดี ฟังแล้ว รู้สึกแบบ ‘ดีว่ะ’
บี: เขาบอกว่า คนเราเกิดสองครั้ง เกิดครั้งแรก คือ เกิดจากครรภ์มารดา เกิดอีกครั้ง คือ เกิดในหน้าที่การงาน ผมน่าจะเกิด 2-3 ครั้ง ในหน้าที่การงานก็เกิดจาก RR&B เป็น Crescendo จาก Crescendo มาเป็นบี พีระพัฒน์ มันมีช่วงเปลี่ยนผ่านหลายอย่าง
บี: ต้องตั้งสติ ไม่ panic ต้องเข้มแข็ง ต้อง strong โชคดีผมเป็นคนค่อนข้างฟื้นตัวเร็ว โดนอะไรปุ๊บ ผมก็จุก แต่ลุกเร็ว ไม่เสียเวลา ผมจะมองไปข้างหน้า ถ้าเสียใจก็ซมไปเลย ปิดห้องไปเลยวันหนึ่ง down ไปเลย ไม่ต้องมายุ่งกับกู กูจะเล่น MV ให้มันสุด ๆ ไปเลย เสร็จก็พอ แล้วไปต่อ รวมถึงกำลังใจจากคนรอบตัวก็สำคัญ
บี: ผมจะบอกตัวเองเสมอว่า มันยากมากนะ กว่าเราจะโตมาขนาดนี้ ถ้าผมพัง ผมต้องพังด้วยตัวเอง ผมจะไม่ยอมให้ใครมาพังผม แล้วผมก็จะไม่พังตัวเอง ผมเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว
บี: จริง ๆ โลกของผมเป็นดินแดนแห่งความรัก ใช้ความรักนำ อยู่กับสิ่งที่เรารัก อยู่กับคนที่เราเลือกแล้วว่าจะรัก และเขาเลือกที่จะรักเรา ชีวิตจริงๆ มันก็มีเท่านี้
คนเราถ้าเจอสิ่งที่เรารัก เจอคนที่รักเรา หรือเรารัก แล้วก็อยู่กันด้วยความรัก แคร์กัน โดยไม่จำเป็นต้องร่วมสายเลือด เพราะบางทีชีวิตคือการเดินทางไปพบปะผู้คน เราไม่สามารถอยู่คนเดียวบนโลกได้ ทุกคนคือพี่น้องกัน ใครเข้ามาอยู่ในวงแคบ ๆ ของเรา ก็คือโลกของเรา
บี: ตอนนั้นตื่นตะลึง อยู่ดีๆ พี่บอยก็ให้ทีมงานถือโทรศัพท์มาล้อม พี่บอยพูดว่า เดี๋ยวบีต้องไปร้องกับ Crescendo นะ ทุกคนเงียบหมดเลย ไม่มี soundtrack เข็มตกก็ได้ยิน พี่คุยกับทุกคนหมดแล้ว ทุกคนโอเคหมด แล้วถ้าพี่ไม่โอเคล่ะ (หัวเราะ) ผมบอกได้ครับ ทุกคนเฮกันหมดเลยเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น
บี: ทึ่ง แล้วก็อึ้ง รู้สึกเขาอินกับเราขนาดนี้ ผมเห็นคำพูดที่เป็นแพทเทิร์น คือ ปลดล็อกว่ะ กูปลดล็อกแล้ว ผมได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกว่า เขาคงรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เพราะไม่รู้ว่า เรื่องของเรามันไปเป็นเรื่องของเขาได้ยังไงวะ ไม่เข้าใจจริง ๆ
ผมมาเข้าใจวันไหนรู้ไหม วันที่แด๊กซ์กับ Big Ass ไปคุยกัน ซึ่งพวกนี้มันเป็นเพื่อนกัน ผมเห็นแด๊กซ์คุยกับกบ แล้วน้ำตาไหล ผมเข้าใจแล้วว่า มันคืออะไร มันเห็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วการที่คนเรามันคืนดีกัน มันเป็นสิ่งที่สวยงาม
บี: ใช่ๆ ไม่รู้ว่าเรียกร้องหรือต่อว่านะ เขาบอกว่า หนูซื้อบัตร ซื้อตั๋วเครื่องบินมา มาจองโรงแรมนอน เพื่อมาดูพี่ แล้วพี่ออกมาเป็นไอ้มดแดง แล้วพี่ก็กลับเข้าไป สรุปรอบนั้นหนูได้ดูพี่แค่นี้ แล้วก็มีหลายคนที่บอกว่า หนูเห็นพี่แค่นี้ ผมเห็นพี่แค่นี้ ผมจองตั๋ว ซื้อตั๋วแล้วได้ดูแค่นี้
ตอนแรกผมจะจัดฟรีคอนเสิร์ตให้เขา ก็เลยไปจัดที่ร้านน้าเน้ก ชื่อ Sliding Doors Lady Night มี 200 คน ก็สนุกสนานดี แต่มันยังไม่ฟินอยู่ดี ยังมีคนอยากดูอีก
ผมเลยไปคุยกับ CI (ผู้จัด) ว่า สนใจจะรับผิดชอบสิ่งนี้กับผมไหม มาทำให้แฟนคลับเราฟินหน่อย สนใจทำ spin-off ไหม ตอนแรก B.DAY เป็น B.DAY Uncut เป็น B.DAY BEE PEERAPAT ตอนแรกโปรเจกต์นี้ชื่ออะไรรู้ไหม BEE PEERAPAT DAY ให้รู้ไปเลย แต่พอคุยกันก็เกิดเป็น BE & Beyond : BE PEERAPAT LIVE CONCERT ขึ้นมา
บี: เอาที่บอกได้ ก็คือ ผม ยังไงก็ได้เจอ เจอทุกอย่างตามคาดหวัง Beyond ก็คือสิ่งที่เหนือไปจากบี มีการ featuring กับนักร้อง The TOYS, HERS, พี่บอย พี่บอยจะมาทำอะไรในคอนเสิร์ตนี้ แล้วก็มีอะไรที่มันบอกไม่ได้อยู่ ค่อนข้างตื่นเต้นมากเลย
บี: แบ่งเป็น 2 กลุ่มแล้วกัน กลุ่มที่เคยดูแล้ว เจอกันแล้ว ฟังเพลงผม ติดตามกันมา อยากให้มาเจอกัน ผมไม่ได้มีวาระจัดคอนเสิร์ตบ่อย ครั้งนี้ห่างจากครั้งที่แล้วเกือบ 12 ปี เลย แล้วก็ไม่ได้จัดใหญ่มาก ที่นั่งกำลังดี ไม่ได้ไกลมาก เพลงที่คุณอยากฟัง เราเตรียมให้หมดแล้ว เพลงที่คุณไม่ได้อยากฟัง แต่เราอยากร้องก็มีให้ด้วย
ส่วนคนที่ไม่เคยฟังหรือเจอผมเล่นมาก่อน แต่เคยฟังเพลงของผม ก็อยากให้มา อยากให้เห็นว่า คุณฟังเพลงผมมาตั้งนาน อยากให้คุณมาเจอการแสดงสดซึ่งต่างจากการบันทึกเสียง คุณจะได้เจอผมที่เป็นตัวเป็นๆ ได้สัมผัสว่า เราเป็นยังไงและได้รู้จักกันมากขึ้น
วันขายบัตร 19 กันยายนนี้ที่ Thaiticket Major และวันแสดง 14 พฤศจิกายน เวลา 14.00 น. เราเล่นเร็ว เลิกเร็ว คุณจะได้ไปต่อได้ ที่ BCC Hall เซ็นทรัลลาดพร้าว
บี: ความจริงในใจมันพูดไม่ได้หรอก มันต้องอยู่ในใจ (หัวเราะ)
อยากบอกทุกคนว่า ให้ความรักนำบางครั้งผมเห็นหลาย ๆ เรื่องเข้ามาในชีวิต มีคอนเทนต์ เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การอะไรต่างๆ เต็มไปหมด แต่เชื่อผม สุดท้ายความรักใหญ่ที่สุด สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จะดูแลทุกคนได้จนถึงวันสุดท้ายของคุณ
คนที่คุณรัก คนที่รักคุณ นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องแคร์จริง ๆ ในชีวิต
ภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์