27 ก.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“I know what I want, I know my way.”
วงการดนตรีในยุคปัจจุบันกำลังเปิดกว้างขึ้นกว่าที่เคย ทั้งคนฟังที่เริ่มมองหาแนวดนตรีใหม่ ๆ ที่หลุดพ้นจากความเคยชินเดิม ๆ ขณะเดียวกันศิลปินหน้าใหม่ก็เริ่มกล้าทดลองสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อตอบรับกระแสที่กำลังก่อตัวขึ้น ทว่าในโลกความเป็นจริง แม้ประตูแห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จะเปิดออก แต่อุตสาหกรรมนี้บ่อยครั้งก็ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยเพลงกระแสหลักอยู่ดี ทำให้ศิลปินหลายคนต้องถอดใจและล้มเลิกเส้นทางของตัวเองไปในที่สุด
แต่กลับมีศิลปินคนหนึ่งที่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำเพลงในแบบฉบับของตัวเอง ทำดนตรีที่หลายคนอาจไม่คุ้นหู ทำสิ่งใหม่ ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยฟัง จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศิลปินคนสำคัญของวงการ พร้อมกับการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในวงการไว้ว่า “We rapper, but we can try something else. เราสามารถทำให้ดนตรีมันไม่มีกรอบจำกัดอยู่แค่ความหมายเดิม ๆ อย่างการเป็นแค่ Hip-Hop เพียงอย่างเดียว”
เจ้าของประโยคนี้คือ ‘Réjizz’ หรือ ‘พีรภาส รังสิต’ แรปเปอร์หนุ่มผู้พาดนตรีไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านการผสมผสานที่ลงตัวจนก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินภายใต้ค่ายระดับโลกอย่าง Marshall Records
วันนี้ The People มีโอกาสเข้าไปนั่งคุยเพื่อสำรวจทั้งที่มาและแนวคิดที่หล่อหลอมชีวิตของเขา ตั้งแต่วัยเด็กในย่านร่มเกล้า ไปจนถึงยุคสมัยใหม่ที่เรย์กำลังจะสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
The People : อยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไร?
ชีวิตวัยเด็กเติบโตที่ย่านร่มเกล้า เรียนที่โรงเรียนนานาชาติเทรลอยู่ตรงซอยรามคำแหง พอขึ้นมหาลัยวิทยาลัยผมถึงค่อยมาเรียนต่อที่จุฬาครับ ส่วนชีวิตในวัยเด็กของผมก็ทำหลายอย่าง ตั้งแต่เล่นเกม ฟังเพลง ขี่จักรยานและออกไป Hang out กับเพื่อนครับ
The People : หากมองย้อนกลับไป คุณเป็นคนที่สนใจดนตรีตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า?
ถ้าพูดตามตรงตอนวัยเด็กผมมาทางกีฬามากกว่าครับ เพราะแม่ผมให้ว่ายน้ำทุกวัน แล้วผมก็ชอบเล่นบาสด้วย ดนตรีฮิปฮอปกับบาสสำหรับผมมันเป็นของคู่กันและเติบโตมาด้วยกันเรื่อย ๆ แต่เรื่องดนตรีผมเพิ่งมาโฟกัสภายหลัง ตอนเด็ก ๆ ผมเน้นเรื่องบาสเยอะมาก ซ้อมอยู่ทุกวัน โดยผมเริ่มเล่นตั้งแต่ตอนอายุ 13 และได้เข้าไปอยู่ในทีมกับของเด็กที่โตกว่า เพราะคิดว่าเดี๋ยวเราก็โตตามเพื่อน ๆ ทัน แต่สุดท้ายเพื่อนผมโตกันหมดเลย มีผมอยู่คนเดียวที่สูง 170 เท่าเดิม (หัวเราะ)
The People : ใครคือนักบาสคนโปรดของคุณ?
สำหรับนักบาสที่ผมชอบเป็นพิเศษเลยก็คือ โคบี ไบรอัน (Kobe Bryant) โดยเฉพาะในเรื่องของแนวคิด ‘Mamba Mentality’ (การไม่ยอมแพ้) ของเขา โดยผมยังคงนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงอยู่ในถึงทุกวันนี้เลยครับ
The People : จุดเริ่มต้นในความสนใจเพลงฮิปฮอปของคุณมีที่มาที่ไปอย่างไร?
จุดเริ่มต้นของการฟังฮิปฮอปของผม เริ่มจากฟังวง Fugees เพลง Killing Me Softly His Song ที่มี ลอรีน ฮิลล์ (Lauryn Hill) ร้องครับ โดยผมจำได้ว่ามันป็นเพลงที่เขาร้อง และหลังจากนั้นจะมีบีทและกลองเป็นจังหวะเพลงไปเรื่อย ๆ ผมจึงเริ่มฝึกแรปฟรีสไตล์ลงไปตามจังหวะตั้งแต่ตอนนั้น โดยหลังจากนั้นผมจึงเริ่มขยับไปฟัง Eminem และมีโอกาสได้ไปดูหนังของเขา (8 Miles) ซึ่งทำให้ผมชอบเขามาก ชอบจนต้องมานั่งแกะเพลงของเขาตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ
The People : หลงใหลในเพลงใดของ Eminem มากที่สุด?
ก็ผมชอบทุกเพลงเลยครับ ผมแบบมีอัลบั้ม Recovery ที่ผมเปิดฟังทุกวัน ตอนแบบอายุ 12 - 13 ผมชอบฟังถึงขั้นที่ผมสามารถร้องเพลงของได้ทุกเพลง
The People : เห็นว่าตอนเริ่มแรปเล่น ๆ กับเพื่อนในช่วงแรกที่เป็นการส่งกระดาษให้กัน ประสบการณ์ในช่วงนั้นทำให้คุณฝึกฝนและทำความเข้าใจกับศาสตร์การแรปมากขึ้นไหม?
การฝึกแรปในช่วงนั้น เริ่มมาจากการเขียนเนื้อแรปส่งกระดาษเล่นกับเพื่อน เพราะตอนนั้นส่วนใหญ่ในห้องเรียนเราคุยกันไม่ค่อยได้ เราเลยต้องส่งกระดาษให้กันแทนการแรปที่ต้องใช้ ตอนนั้นยังไม่ได้จริงจังไรมากถึงขั้นตั้งหัวข้อมาแรปกัน เพราะเราเขียนได้มากสุดก็แค่ 2 - 3 บรรทัดและต้องมากลัวว่าครูจะจับได้ ส่วนการแรปแบบออกจากปากผมกับเพื่อนจะมาแรปกันในช่วงพักเที่ยงมากกว่าครับ
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากแรปในตอนนั้นคือการแต่งคําคล้องจองแบบพยางค์เดียว เพราะเป็นการแค่แรปเล่น ๆ รู้แค่ว่าตอนจบประโยคมันต้องมีคำคล้องกันครับ
The People : จากจุดที่แรปเล่น ๆ กับเพื่อน ความสนใจที่จริงจังขึ้นมันก่อตัวขึ้นมาอย่างไร?
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผม หันมาสนใจทำเพลงฮิปฮอปอย่างจริงจัง จะเริ่มต้นตอนช่วงเรียนมหาลัย ตอนนั้นผมได้ลองทำเพลงประกอบละครของคณะนิเทศศาสตร์ ทำเองคนเดียว ทำบีทเอง ทำดนตรีเองทั้งหมดเลยครับ จนกระทั่งจบงานมีคนเดินเข้ามาหาผม แล้วเขาสามารถร้องเพลงที่ผมทำได้ และแรปตามเพลงของผมได้ มันจึงทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่า
“บางครั้งถ้าหากผมลองทำให้ถึงที่สุด
เพลงของผมมันอาจไปไกลมากกว่าเดิมก็ได้”
The People : ในตอนที่เริ่มต้น คุณมองการทำเพลงในฐานะงานอดิเรกหรือมุ่งมั่นที่จะทำมันจริงจังเลย?
ไม่ได้มองเป็นงานเลยครับ ตอนนั้นยังเป็นตอนที่ผมเรียนอยู่มัธยมอยู่ แต่เพื่อนที่ผมชอบแรป Battle ด้วย เขาพึงย้ายออกจากไทยไป ทำให้พวกเราไม่ได้เจอกันมานานหลายปี แต่ตอนนั้นเหมือนผมเห็นเขากลับมาโพสต์โซเชียลเกี่ยวผลงานเพลงชิ้นแรกของเขา ผมจึงเลยเกิดแรงบันดาลใจว่า “นี่คือคนที่เริ่มต้นมาด้วยกันกับเรา ในตอนนี้เขาได้เริ่มต้นทำเพลงอย่างจริงจังแล้ว ผมก็เลยอยากกลับมาทำบ้าง” นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมได้นำเพลงกลับมาปล่อยในเฟสบุ๊กครับ
และในเพลงแรกที่ผมได้เริ่มต้นปล่อยเพลงออกมา เหมือนมีคนส่ง DM มาหาผมว่า ไม่รู้ว่าคุณเรย์ทำแบบนี้ด้วย แต่ฟังแล้วอยากติดตาม อยากขอเป็นแฟนคลับของคุณเรย์นะ และตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาจึงได้มีโอกาสลองทำเพลงมาเรื่อย ๆ ครับ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าเป็นงานจริงจัง
The People : หลาย ๆ คนมันก็จะมีอัลบั้มที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา หรือส่งอิทธิพลต่อตัวของเรามาก สำหรับคุณเรย์จะเป็นผลงานชิ้นไหน ของใคร?
แม็ค มิลเลอร์ (Mac Miller) อัลบั้ม Circles ครับ ตอนนั้นเพลงชุดนี้เหมือนช่วยชีวิตของผมไว้เลย เพราะเนื้อเพลงของเขา มันทำให้ชีวิตของผมมีความหวังมาก พอดีชีวิตของผมในตอนนั้นยังสับสนว่าผมต้องไปทางไหน แต่ว่าได้เปิดฟังเพลงในอัลบั้มนี้รู้สึกดีขึ้น มีความหวังต่อโลกใบนี้มากขึ้น ผมจึงถือว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อตัวเองมากครับ
The People : ตอนนั้นอายุเท่าไหร่ครับ แล้วก็ชอบเพลงไหนเป็นพิเศษ?
ตอนที่ผมฟังตอนนั้นอายุประมาณ 22 - 23 คือเป็นช่วงชีวิตที่ผมกำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว ซึ่งตอนที่ผมได้เริ่มทำงานจริง มันเหมือนกับผมต้องทำงานให้คนอื่น เป็นความฝันของคนอื่นที่ผมกำลังทำให้เขา ซึ่งเราไม่ได้มีความอยากอะไรเกี่ยวกับสิ่งนี้เลย เราแค่ทำมัน for Money แต่คำถามในใจของผมกลับเต็มไปด้วย “For what?”
แต่ว่าตอนได้ฟังเพลง Good News เป็นเพลงในอัลบั้มที่ถูกปล่อยหลังจากที่แม็คเสียชีวิต ตอนผมฟังครั้งแรกผมร้องไห้เลย เพราะเพลงมันเหมือนกำลังจะบอกเราว่า ทุก ๆ คนนั้นล้วนอยากฟังข่าวดีของชีวิตเราว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่คือชีวิตคนเรามันไม่ได้เจอเรื่องดี ๆ ตลอดเวลาไง เพลงมันเลยเหมือนบอกว่า “But it’s okay you know”
The People : จะเห็นได้ว่าผลงานเพลงชุดแรก ๆ ของคุณยังคงมีทิศทางที่ใกล้เคียงกัน แต่พอมาถึงอัลบั้ม ‘Moscato’ เหมือนผลงานได้เริ่มขยับเข้าสู่อีกขั้นหนึ่ง เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรบ้าง?
ตอนนั้นชีวิตของผมเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว เหมือนที่เคยได้เล่าไปก่อนหน้าครับ และอีกอย่างเป็นช่วงที่ผมกับแฟนของผมเริ่มใช้ความสัมพันธ์แบบ Long Distance ด้วยเพราะแฟนผมเขาย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ไปทำงานที่นั้น ซึ่งผมเองก็เลยใช้เวลาตรงนี้ทำความเข้าใจตัวเองใหม่ และลองเรียนรู้กับงานใหม่ที่อยู่ตรงหน้าของผม ซึ่งผมพบว่าความรู้สึกของผมตอนนั้นมัน Dark มากครับ ผมจึงอยากเก็บสิ่งที่ผมอัดอั้นอยู่ในใจปล่อยออกมาผ่านการทำเพลง ให้ตัวเองรู้สึกมีความหวังและรู้สึกดีขึ้น โดยไม่จมอยู่กับความรู้สึกนั้น
การทำเพลงชุดนี้จึงเหมือนการปลดปล่อยของผม ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตของผมเบาขึ้น โดยตอนที่ผมทำไปได้ประมาณ 8 เพลง ผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วก็ปล่อยเพลงชุดนี้ออกมาครับ ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของผมมากพอสมควร
The People : ตอนช่วงที่เป็น Dark Time การทำเพลงสำหรับคุณนับเป็นการทำให้เรารู้สึกขึ้นดีขึ้น?
ใช่ครับ มันช่วยทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้จริง เพราะการเขียนมันเหมือนกับว่าผมกับแฟนจะได้เจอกันอีกครั้งในเร็ว ๆนี้ ผมอยากทำเพลงนี้ไปแล้วทำให้แฟนผมร้องตามได้ ตอนฟังผมอยากให้แฟนผมรับรู้ว่า ผมเป็นยังไงบ้าง ทำอะไรบ้าง ระหว่างที่ผมได้เริ่มทำงานครับ
The People : การผสมดนตรีหลายแนวเข้าด้วยกันในตอนนั้นมีความท้าทายอย่างไรบ้าง?
ยากนะครับ และมัน challenge ตัวผมเองพอสมควรเพราะผมต้องเรียนรู้ใหม่เกือบหมดเลย การทำเพลงครั้งนี้ ไม่ใช่การทำเพลง Old School แบบที่ผมคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ผมต้องรู้จักบิ๊วจังหวะเพลงใหม่หมด ผมต้องรู้จักการใช้เครืองดนตรี เปียโน แซ็กเอามาประกอบภายในเพลง ซึ่งสำหรับผมตอนนั้นยากมาก ๆ และอีกอย่างคือผมทำงานประจำอยู่ด้วยตอนนั้น จึงต้องแบ่งเวลาจากงานมาด้วย การทำจึงต้องค่อย ๆ เริ่มทำเรื่อย ๆ ทีละนิดจนสุดท้ายมันทำได้แล้วออกมาอย่างที่เห็นครับ
The People : แล้วตอนที่เริ่มทดลองงานใหม่ ๆ คุณหาแรงบันดาลใจจากไหนบ้าง?
ช่วงนั้นผมฟัง D'Angelo และ Tyler โดยในส่วนของ D'Angelo คือเขาเอาเพลง Acoustic ใส่ Drum Acoustic มาทำให้เพลงรู้สึกเต็มมากขึ้น สัมผัสความเป็น Hip Hop ได้มากขึ้น ส่วน Tyler ในตอนนั้นเขาเอา Synch Keyboard มาผสมกับ Sample เก่า ๆ จนทำให้เพลงออกมาดูสดใหม่มาก ๆ ผมจึงนำแรงบันดาลใจพวกนี้มาใช้ผสมลงไปในผลงานเพลงชุดนั้นครับ
The People : จากที่ฟังมาทั้งหมด คุณค่อนข้างมีความเป็นสากลสูงมาก ทั้งเรียนโรงเรียนอินเตอร์ หรือแม้แต่การฟังเพลงที่ส่วนใหญ่ก็เป็นแนวสากล แล้วความสนใจในดนตรีแบบไทย ๆ มันเข้ามาตอนไหนและอย่างไร?
เกิดขึ้นที่ตอนผมได้ไปดูโชว์ของวง Paradise Bangkok ตอนนั้นผมเห็นคนฟังที่อยู่ในวันนั้นปลดปล่อยไปกับเสียงดนตรีไทยอย่างบ้าคลั่งมาก ๆ ทั้งเสียงพิณ แคน ที่เล่นออกมามันทำให้ผู้คนรอบตัวเต้นกันแบบสุดมาก ผมเลยเริ่มเอาเพลงไทยยุค 70 s มานั่งแกะ นั่งทำเป็นเพลง ซึ่งทำไปได้ 100 เพลงได้ครับแต่ไม่เคยปล่อยให้ใครฟัง เหมือนการแกะเพลงตอนนั้นเกิดขึ้นเพื่อฝึกตัวเองมากกว่าครับ
ในตอนทำผมก็เริ่มค้นพบว่า จริง ๆ แล้วบีตดนตรีไทยสามารถให้ความรู้สึกคล้ายกับดนตรีลาตินและดนตรีสากลได้เยอะมาก อย่างแคนของเราก็ให้เสียงคล้ายออร์แกน ผมเลยลองเอาเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเราไปผสมกับความเป็นสาลกลดู โดยมีการแรปเป็นกาวเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นผลงานชุดใหม่ ที่พอเอาไปเล่นสดให้คนฟัง เขาก็เข้าใจทันทีและอินไปกับมันมาก ๆ ครับ
The People : แล้วในส่วนของ Vision หรือทิศทางการสร้างสรรค์มันก่อตัวมาจากอะไร เป็นเพราะเราเรียนด้าน Music ด้วยไหม หรืออยู่ ๆ มันก็เกิดขึ้นมาเอง?
ก็น่าจะเกิดจากการคิดไปเรื่อยนะครับ ผมแค่ just try ในสิ่งที่ผมทำ เพราะปกติเวลาทำต้องการสร้างผลงานอะไรซักอย่าง ผมจะคิดมากเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าทำไมคนไทยส่วนใหญ่เวลาไปดูคอนเสริต์ต่าง ๆ ถึงดูไม่ค่อยอินกับเพลง กับซาวด์ที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา
ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยไปดูคอนเสริต์ของวงนึง ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ดังมาก ๆ มีคนจำนวนมากที่ฟังสดอยู่ในเวลานั้น แต่ตอนฟังนั้นผู้คนกลับนิ่ง นิ่งจนผมคิดในใจเขาดูอะไรกันอยู่ แม้นักร้องบนเวทีจะร้องเพลงอย่างเต็มที่ก็ตาม สุดท้ายแล้วตอนจบก็ไม่มีใครตบมือให้เลย มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกประมาณว่า
“It's like you can be famous you can have music ที่เพราะมากๆ
แต่บางครั้งคนก็ไม่ได้อินในผลงานเพลงขนาดนั้น”
แต่กลับกันตอนที่ผมได้ไปดู Paradise Bangkok ทุกคนกลับเหมือนของเข้า ทุกคนปลดปล่อยออกมาแบบบ้าคลั่ง จนทำให้ผมคิดไปเองว่าพวกสามารถเชื่อมต่อกับเพลงได้ เพราะซาวด์พวกนี้มันอยู่ในยีนของคนเราอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะเคยฟังมาก่อนหรือไม่ เราก็จะสามารถเชื่อมโยงกับเพลงเหล่านี้ได้ทันที นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ผมได้หันลองทำดนตรีแนวนี้ดูครับ เพราะผมเชื่อว่า
“ถ้าหากผู้คนเข้าใจในดนตรี เจอดนตรีแบบเดียวกับที่พวกเขาคุ้นเคย
เขาจะเริ่มหันมาฟังเนื้อเพลงหรือสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ”
The People : ด้วยความที่คุณมีประสบการณ์การเขียนเพลงทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งสองภาษานี้มีเสน่ห์และความท้าทายเฉพาะตัวอย่างไรบ้าง?
ผมคิดว่าภาษาไทยมีเสน่ห์ในการเขียนเพลงเยอะมาก แต่มันก็ยากกว่าภาษาอังกฤษตรงเรื่องของวรรณยุกต์ ภาษาไทยจะมีพยางค์เล็ก ๆ ที่มี flow เฉพาะตัว ซึ่งภาษาอังกฤษจะไม่มีแบบนี้ การเขียนเพลงไทยผมเลยต้องมา blend เมโลดี้ให้มันเข้ากับคำและวรรณยุกต์ให้ได้ มันท้าทายและทำให้ผมได้เรียนรู้เยอะมาก
ถ้าเป็นเพลงภาษาอังกฤษ ผมใช้เวลาเขียนแค่ชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้วหนึ่งเพลง แต่ถ้าเป็นภาษาไทย กว่าผมจะคิดได้ แค่ 4 บรรทัด บางครั้งผมต้องบอกตัวเองว่า “โอเค พอก่อน” ต้องลุกขึ้นไปดื่มน้ำ ไปเดินเล่นแป๊ปหนึ่งแล้วค่อยกลับมาเขียนต่อ บางทีอาจจะต้องนอนพักไปเลย แล้วตื่นกลับมาดูอีกรอบว่าใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ก็ต้องมานั่งปรับคำกันใหม่
The People : ‘เด็กร่มเกล้า’ นับเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำของคุณ ที่มาที่ไปเบื้องหลังบทเพลงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
เพลงนี้เริ่มต้นจากบีตตอนที่ผมกำลังบินไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ผมคิดว่าเพลงเปิดตัวบนเวทีมันควรเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกแบบ “เฮ้ย คนไทยกำลังจะมา” ผมก็นั่งคิดไปเรื่อย ๆ จนได้ยินเสียงแบบนี้ (ฮัมอินโทรเพลงเด็กร่มเกล้าให้ฟัง) เลยรู้สึกว่านี่แหละคือ The Best Intro แต่จากนั้นผมก็ยังไม่ได้ทำอะไรกับเพลงนี้ต่อมากนักครับ
จนเวลาผ่านไป 1 ปี หลังจากใช้เพลงนี้เป็น Intro เปิดตัวมาตลอดทุกเวที พอผมเริ่มจับความรู้สึกได้ว่าคนฟังเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ ผมเลยเอา Intro นี้มาพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ ทั้งใส่คอร์ด เปลี่ยนโน้ต เติม Hook จนออกมาเป็นเพลงที่สมบูรณ์ ประกอบกับช่วงนั้นได้ไปอังกฤษพอดี เลยได้ถ่าย MV ทั้งที่ไทยและอังกฤษมาใส่ ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดมันทำให้ทุกอย่างดูลงตัวไปหมดเลยครับ
The People : ตอนที่ได้รับเสนอเข้าชิง ‘Thailand of the Year Music Awards (TOTY)’ รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ไม่เคยคิดเลยครับ ตอนแรกคิดว่าเขาแค่เสนอชื่อให้วงการรู้เฉย ๆ ว่ามีศิลปินหน้าอย่างเราอยู่ แต่พอถึงตอนประกาศชื่อเข้าชิง ผมแบบเริ่มเอ๊ะใจแล้วว่าทำไมมีเราอยู่ด้วย แต่ผมแอบนอยด์เขาครับ เพราะเขาเลือกเพลง lisa lisa ที่ไม่มี MV มาเปิด ผมก็แบบ “Why bro?!” ทั้งที่ผมทำ MV เพลงไว้ตั้งเยอะทำไมถึงเลือกเพลงนี้ ตอนนี้เลยรู้สึกเซ็งมาก ๆ อยากให้รีบ ๆ งานจบผมจะได้กลับบ้านครับ
แต่พออยู่ ๆ เขาประกาศว่าผู้ชนะคือ ‘Réjizz’ จากง่วง ๆ อยู่ผมตื่นเลย แบบเซอร์ไพร์ผมมาก ๆ ตอนเดินขึ้นไปบนเวทีผมก็เบลอ ๆ คิดอะไรไม่ออกเลยนึกถึงคำแนะนำของเพื่อน ว่าถ้าคิดไม่ออกให้ฟรีสไตล์ไปเลย ผมก็เลยจัดแรปฟรีสไตล์บนนั้นเลยครับ พอดีงาน TOTY มันหาคำคล้องง่ายด้วย มันเลยออกมาเป็นไอไลต์อย่างที่พวกเราทุกคนเห็นกันครับ
The People : มาจนถึงตอนนี้ คุณก็ได้กลายเป็นศิลปินไทยคนแรกในค่าย Marshall Records ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร?
จุดเริ่มต้นคือเขาพาผมไปเล่นโชว์ที่อังกฤษในงานปาร์ตี้บริษัทครับ งานนั้นมีศิลปินตัวท็อปเพียบทั้ง Nova Twins และ The Molotovs ที่มากันแบบจัดเต็ม Full Band ส่วนผมเป็นเอเชียคนเดียวและเล่นแบบ Solo Act ตอนแรกก็แอบคิดในใจว่าจะรอดไหม เพราะหากเทียบกับคนอื่นที่มาเต็มวง เราอาจจะทำได้ไม่ดีขนาดนั้น
แต่ผลที่ออกมาคือเขาชอบผลงานและการแสดงของเรามาก ๆ ครับ ตอนนั้นเลยรู้สึกว่า นี่ขนาดเรายังไม่ได้อยู่ในค่ายเขาด้วยซ้ำ แต่เขาช่วยเหลือเราสุด ๆ ทั้งพาบินมาเล่นสด ถ่าย MV ให้ แถมยังพาไปดูโรงงานและมิวเซียมของเขาอีกด้วย
พอเขาถามผมว่าสนใจทำ EP ด้วยกันไหม ผมก็คิดว่ารอไรล่ะ เขาทำให้เราขนาดนี้แล้ว ประกอบกับผมเองก็อยากสร้างเส้นทางดนตรีไปต่างประเทศอยู่แล้ว ผมเลยตัดสินใจเซ็นสัญญา เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในฐานะศิลปินคนแรกที่มาเปิดตลาดให้เขาที่ไทยครับ
The People : เมื่อต้องมาอยู่กับค่ายแล้ว วิธีในการทำงานของเราเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม รู้สึกกดดันมากกว่าตอนเป็นศิลปินอิสระหรือเปล่า?
รู้สึกกดดันครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมทำงานร่วมกับทีมอิสระของตัวเองมาตลอด พอเข้ามาอยู่ค่ายใหญ่ บรรยากาศการทำงานเลยไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในไทยผมกับทีมก็ยังคงดูแลเรื่องการทำเพลงและบริหารงานได้เต็มที่เหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ดีขึ้นคือเราสามารถขอทุนสนับสนุนได้ มีงบประมาณในการทำ MV มากขึ้นโดยไม่ต้องควักเนื้อตัวเองแล้ว ซึ่งมันดีต่อเรามาก ส่วนเรื่องเวลาทำงานเนื่องจากที่อังกฤษช้ากว่าเรา 6 ชั่วโมง บางครั้งผมเลยต้องตื่นมาเขียนอีเมลหาเขาตอนเที่ยงคืน เพื่อรอให้ทางนู้นตอบกลับมาในช่วงเย็นของบ้านเขา แล้วทีมฝั่งไทยค่อยมาบริหารจัดการงานกันต่อ โดยทางค่ายจะช่วยดูแลและซัพพอร์ตงานในฝั่งยุโรปให้ครับ
The People : อย่างล่าสุดคุณก็มีผลงานเพลงใหม่อย่าง ‘Uncomfortable Situation’ ที่มาที่ไปของเพลงนี้เป็นอย่างไร?
เพลงนี้พูดถึงช่วงที่ผมได้รางวัลและเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์ของวงการ เพราะตอนนั้นผมเริ่มมีคนมากรู้จัก และได้เริ่มชวนผมไปออกงานนู้นงานนี้ ทั้งที่ความจริงเขาไม่ได้รู้จักหรือต้องการคุยกับเราแม้แต่น้อย เขาแค่ต้องการประโยชน์จากเราเพียงเท่านั้น และด้วยความที่ผมเป็นคนค่อนข้าง Introvert พอมาต้องมาเจอสถานการ์ณแบบนี้เลยรู้สึก uncomfortable ตามชื่อเพลงมาก ๆ ผมเลยอยากสื่อสารออกมาว่าเป็นเหมือนความรู้สึกที่อึดอัด พร้อมมีอะไรบางอย่างมาดูวิญญาณเราไป
The People : อะไรคือจุดมุ่งหมายของคุณในช่วงวัยนี้?
สำหรับเป้าหมายด้านดนตรีในวัย 28 ปี ผมอยากเป็นคนที่ดีที่สุดในด้านนี้ ผมอยากเป็นไอคอนแบบ ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) อยากทำให้คนเห็นว่าการแรปของเรามันมีเสน่ห์ ผมอยากทำโชว์ออกมาให้ดีที่สุด อยากทัวร์คอนเสิรต์ไปรอบโลก พร้อมผลงานที่ผมสร้างขึ้นมา และอีกเป้าหมายที่สำคัญคือผมอยากเลี้ยงดูครอบครัวของผมให้ได้ครับ ตอนนี้ผมยังดูแลได้แค่ตัวเอง แต่อนาคตอันใกล้ผมตั้งเป้าว่าจะต้องขยับไปดูแลครอบให้ได้ด้วย
The People : หากย้อนเวลากลับไปได้ อยาบอกอะไรกับตัวเองในวันแรกที่ได้เริ่มเดินบนเส้นทางนี้?
อยากบอกตัวเองว่า “อย่าหยุดทำ”ครับ เพราะเส้นทางที่ผมเดินมันยากและไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา เหมือนกับการมี blueprint หรือ Formula ที่ทำตามแล้วจะสำเร็จได้ง่าย ๆ แม้หากเรย์เดินตามระบบค่าย มันจะสำเร็จตามที่เขาวางเอาไว้ แต่ผมรู้ตัวเสมอว่า I Know what I want, I know my way ผมแค่ต้องลงมือสร้างเส้นทางที่ดีที่สุดของตัวเองให้ได้
และที่สำคัญ ผมเคยทำงานประจำมาก่อน แล้วผมก็ตัดสินใจลาออกมาทำเพลงอย่างเต็มตัว ซึ่งมันทำให้ผมรู้ตระหนักได้ว่า I know I don’t wanna do that s**t again man ทำให้ผมรู้เลยว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น
แล้วตั้งแต่คนทำก็มีคนเห็นผมทำมาตลอด จนเกิดความคิดว่าหากคนเหล่านั้นเห็นผมหลุด พวกเขาคงรู้สึกเสียดาย เสียดายในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ เสียดายความสามารถที่ผมมี ผมจึงต้องพยายามทำให้ดีที่สุดต่อไป เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกหยุดทำไม่ได้