25 มิ.ย. 2569 | 10:00 น.

ในงานประกาศรางวัล SOT MUSIC AWARDS 2026 ครั้งที่ 1 (Sound of Thailand Music Awards) จัดโดย Thai Entertainment Content Trade Association (TECA) เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ผ่านเวทีประกาศรางวัลที่มีระบบการโหวตที่โปร่งใส
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของค่ำคืนนี้คือการมอบรางวัลเกียรติยศ Lifetime Achievement Award แก่ ‘ทิวา สาระจูฑะ’ บรรณาธิการผู้สร้างตำนานนิตยสาร ‘สีสัน’ และรางวัล ‘สีสัน อะวอร์ดส์’ โดยมีผู้ร่วมเดินทางบนเส้นทางนี้มาอย่างยาวนานอย่าง ‘สุรชัย จันทิมาธร’ หรือ 'หงา คาราวาน' ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2553 เป็นผู้ส่งมอบรางวัล
“ขอบคุณที่ให้เกียรติผม...
แต่จากที่ฟังแนะนำตัวผมเมื่อครู่นี้ บอกตรง ๆ ว่าอวยกันมากเกินไปจนเหมือนเอไอ (AI) เป็นคนเขียน
ยินดีที่ได้มีรางวัลนี้ (SOT MUSIC AWARDS) เกิดขึ้นมา เพราะตลอดเวลาที่ผมทำ ‘สีสัน อะวอร์ดส์’ เราต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน เพียงแต่ว่าเราไม่มีกำลังที่จะได้ทำได้ใหญ่ขนาดนี้
เพราะฉะนั้น จะดีขึ้นไปยิ่งกว่านี้อีก ถ้ารางวัลนี้สามารถทำต่อไปได้เรื่อย ๆ ใช้เวลามากกว่าที่สีสันฯ เคยทำมา ซึ่งตลอดเส้นทางสามสิบกว่าปี ในวันข้างหน้าผมคงไม่ได้อยู่ดูแล้วล่ะ แต่ว่าอยากให้รางวัลนี้เป็นรางวัลที่เป็นเกียรติยศของวงการดนตรีไทยตลอดไป”
หลังลงจากเวที The People ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘น้าทิวา’ ซึ่งน้าก็ได้เผยให้เห็นถึงความสำคัญของงานประกาศรางวัล เพราะรางวัลไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายของความสำเร็จเท่านั้น หากแต่ยังทำให้คนดนตรีมีแรงใจในการหยัดยืนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป
หลังจากถามไถ่ถึงความรู้สึกของน้าทิวาที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากเวที SOT MUSIC AWARDS 2026 ไล่เรียงไปจนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านในแต่ละยุคสมัยของดนตรีไทย คำตอบของน้าที่สัตย์ซื่อนั้นก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า คงไม่มีรางวัลใดควรค่าไปกว่ารางวัลที่ถืออยู่ในมืออีกแล้ว
“ทุกรางวัลเขาก็คงตั้งใจดี เพื่อจะให้กำลังใจกับศิลปินแล้วก็เหมือนที่เราทำสีสัน อะวอร์ดส์ ก็ตั้งใจว่าจะทำรางวัลให้กำลังใจ ให้เกียรติกับศิลปิน ดนตรี และทำให้ศิลปินดนตรีที่ได้รางวัล มีชื่อเข้าชิง หรือว่าคนอื่น ๆ ที่อยากได้รางวัลก็จะพัฒนาตัวเองขึ้น
“ส่วนคนที่ได้รางวัลก็จะรู้สึกว่าต้องรักษามาตรฐานให้ดี คนที่ยังไม่ได้ก็จะพัฒนาตนเองขึ้นมา สุดท้ายที่ได้ประโยนช์คือคนฟังเพลงไทย วงการดนตรีไทย และคนที่จ่ายเงินซื้อ เขาก็ได้จะฟังของดี วงการดนตรีก็จะได้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นทั้งตัวศิลปินและคนฟัง พัฒนาไปด้วยกัน
น้าทิวายอมรับว่าการเกิดขึ้นของงานประกาศรางวัลนี้ คือสิ่งที่เขาอยากเห็นและพยายามทำมาตลอดเวลา 30 กว่าปีที่ทำ ‘สีสัน อะวอร์ดส’ ได้นำกติกาสากลมาปรับใช้ พัฒนาปรับปรุงไปตามแต่ละช่วงเวลา และพยายามเชื่อมทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมดนตรีเข้ามา แต่ด้วยข้อจำกัดทางยุคสมัย ทำให้ไม่สามารถทำให้ภาพของงานประกาศรางวัลออกมายิ่งใหญ่ได้ตามใจฝันมากนัก
“เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า สปิริตในวงการดนตรีไทยสมัยก่อน ไม่ได้เยอะนักหรอก (ยิ้ม) ไม่อยากพูดอะไรเยอะไปกว่านี้ เอาเป็นว่าประมาณนี้พอ การได้เห็นระบบนี้เกิดขึ้น ได้มาทำตอนนี้ก็มันเป็นเวลาที่นานเกินไป แต่ก็ดีที่อย่างน้อยก็ได้ทำ
“ที่ผ่านมาทุกยุคสมัย คนทุกเจนเนอเรชันเขาจะมีวิถีชีวิต มีการเสพศิลปวัฒนธรรม มีการแต่งตัว มีการกินอาหารที่เปลี่ยนไป ไม่มากก็น้อยในแต่ละยุค ดนตรีก็เหมือนกัน แต่ตัวโครงสร้างหลักก็ยังอยู่
“โครงสร้างก็หมายความว่า คนเรากินอาหารก็ยังจะกินอาหาร แต่ว่ารูปแบบของอาหารจะมีเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ดนตรี ภาพยนตร์ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดนตรีของเราตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 เราก็มีเพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน ลำตัด ลิเก จนกระทั่งเรามีเพลงสากล มีดนตรีฝรั่งเข้ามา นำวิถีของฝรั่งมาใช้ ก็จะเห็นว่ามันไล่เรียงมา เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ
“จนถึงวันนี้ในงานรางวัล SOT MUSIC AWARDS ก็เป็นฝรั่งเกือบจะเต็มรูป แต่ก็จะมีบางรางวัลที่สวิงกลับมาที่เขาเอาเพลงไทยเก่า ๆ มาเบลนด์ อย่างเช่น AISA7 หรือว่า SALIN เพราะฉะนั้นต่อไปเนี่ย เราไม่รู้จะยืนยงต่อไปอีกแค่ไหน เพราะว่ารางวัลก็คงจะทำยากขึ้น”
คำว่า ‘ยากขึ้น’ ในมุมของน้าทิวาหมายถึงความยากของการแยกระหว่างดนตรีที่ ‘มนุษย์’ กับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือเอไอเป็นคนรังสรรขึ้น ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่าเอไอเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก แม้แต่โสตประสาทของคณะกรรมการชั้นเซียน หรือคนฟังระดับหูทองคำ ก็ไม่อาจประเมินผลงานได้ครบถ้วนรอบด้านอีกต่อไป
คำถามคือ เราในฐานะผู้เสพดนตรีควรจะให้คุณค่าหรือรางวัล กับสิ่งที่เป็นมนุษย์ทำขึ้นมาด้วยตนเองทุกขั้นตอน หรือควรจะมีกฎเกณฑ์อย่างไร ในการน้อมรับสิ่งที่มนุษย์อาจจะไม่ได้คิดขึ้นมาเองทั้งหมด แต่เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้งานเพลงเสร็จสมบูรณ์ไวขึ้น
“ทุกวันนี้ทั่วโลกน่าจะเป็นหมื่นเพลงมั้งที่(เอไอ)ทำออกมา และไม่ใช่ว่ากรรมการทุกคน หรือคนฟังเพลงชั้นเซียนจะแยกออกหมด เราก็ยอมรับ เพราะว่าบางทีเราต้องนั่งจับอยู่ตั้งนานว่ามันใช่หรือไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ไปถึงขั้นไหนแล้วก็ไม่รู้ จะเรียกว่ามัน(เอไอ)ทำให้กว้างขึ้นหรือเปล่า สำหรับเพลงวันนี้
“ถ้าเรามองโลกในแง่ดี เราก็จะอยากให้มันกว้างขึ้น ยืนยาวขึ้นต่อไป แต่พรุ่งนี้มันจะแคบลงป่าว เราไม่รู้ สำหรับเจนเนอเนชันต่อไป จะเป็นเจนเนอเรชันที่เพลงแบบนี้จะแตกตัวออกไปไหม เหมือนทศวรรษ 70s ของฝรั่งที่ดนตรีร็อคถูกแตกออกมาเป็นแขนงต่าง ๆ ส่วนดนตรีไทยตอนนี้ วันนี้เราดูอาจจะรู้สึกตื่นเต้นนะ มีแขนงเยอะมาก แต่พรุ่งนี้ ปีหน้า มะรืนไม่รู้”
ในยุคที่เอไอแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ แล้วเพลงที่ดีในความหมายของน้าทิวาต้องเป็นอย่างไร “คนเราฟังเพลงครั้งแรกคือเมโลดี้ก่อน ติดหูไหม ใช่ไหม”
“แล้วก็เนื้อหาถ้าฟังลึก ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าคนฟังเพลงนี้ก็จะไปถึงทำไมเขาเอาเรียบเรียงมาไว้ตรงนี้ ทำไมเขาเอาเสียงนี้ไว้ตรงนี้ ทำไมเขาเขียนแบบนี้ เขามีเป้าหมายอะไร อันนั้นก็ไปถึงลึกแล้ว”
“แต่ถ้าคนฟังเพลงทั่วไปก็คือคำร้อง ทำนอง แล้วมันก็เป็นสิ่งสูงสุด เหมือนเราทำรางวัล (สีสัน อะวอร์ดส์) รางวัลที่สูงสุดของวงการเพลงก็คือ เพลงยอดเยี่ยม คำร้อง และทำนอง ที่เหลือเป็นองค์ประกอบหมด
“ต่อไปถ้าคำร้องและทำนอง มันออกจากตัวคนก็ดีนะ แต่ตอนนี้มันไม่ได้ออกจากตัวคนแล้วไง”
แม้จะเป็นความจริงที่การเข้ามาของเอไอ ทำให้ทุกอย่างรุดหน้าเร็วไปเสียหมด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเทียบเคียงได้ คือ มรดกชิ้นโตของน้าทิวาที่ได้ฝากฝังไว้ในสังคมไทย
“มีคนชอบบอกว่าเราทำเยอะ เก่งจัง เดี๋ยวไปทำดนตรี เดี๋ยวไปเขียนหนังสือ เดี๋ยวทำหนังสือ เดี๋ยวมาทำรางวัล แต่บ่อเกิดมันมาจากธาตุแท้ของตัวเราเองคือเป็นคนขี้เกียจ (หัวเราะ) เราต้องการเอาชนะตัวเองก็เลยทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย
“เราแค่อยากทำงานอย่างเดียว ไม่ได้ต้องการแบบเป็นสถาบัน ไม่ต้องการเป็นประวัติศาสตร์ ไม่ต้องการเป็นตำนาน เรามีความสุขกับการได้ทำ เราเหมือนทีมฟุตบอลคูราเซา (Curaçao) ที่แข่งบอลโลก หรือกาบูเวร์ดี (Cabo Verde) คือไม่ได้ไปหวังถึงแชมป์หรอก ขอแค่ให้ได้เข้ามาอยู่ในสนามแล้วได้แข่งก็พอ”