พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ : นายแพทย์ใหญ่ผู้แนะนำให้ตั้ง ‘ศาลท้าวมหาพรหม’

พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ : นายแพทย์ใหญ่ผู้แนะนำให้ตั้ง ‘ศาลท้าวมหาพรหม’

เรื่องราวของ ‘พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์’ (อั๋น สุวรรณภาณุ) นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือจิตสัมผัส ผู้แนะนำให้ตั้ง ‘ศาลท้าวมหาพรหม’ (พร้อมเปิดเทคนิค (ลับ) การบูชาและแก้บน)

KEY

POINTS

สำหรับผู้ที่มีความเชื่อความศรัทธาหรือที่เรียกกันว่า ‘สายมู’ ในเมืองไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘ศาลท้าวมหาพรหม’ ที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ หน้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ แยกราชประสงค์ ซึ่งในทุก ๆ วันตั้งแต่เช้าจรดดึกจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินอยู่บนถนนแห่งความศรัทธา

 

พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ : นายแพทย์ใหญ่ผู้แนะนำให้ตั้ง ‘ศาลท้าวมหาพรหม’

 

แต่ใครจะรู้บ้างว่า หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันมีชื่อเสียงอย่างมากของกรุงเทพฯ แห่งนี้ เกิดขึ้นจากคำแนะนำของนายแพทย์ทหารเรือ ผู้ประกอบอาชีพหลักเป็นนายแพทย์แผนปัจจุบัน แต่อีกด้านของชีวิต ท่านได้รับการยกย่องและนับถือว่าเป็นผู้มีความสามารถพิเศษในด้านญาณทัศนะ สามารถรักษาช่วยผู้คนได้ทั้งในโลกวิชาตามหลักวิทยาศาสตร์และโลกแห่งมิติลี้ลับ

นามของท่านคือ ‘พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์’ 

 

ประวัติโดยสังเขป 

‘พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์’ (อั๋น สุวรรณภาณุ) เกิดเมื่อวัน 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 ที่ตำบลท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร จบชั้นประโยคมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบ จากนั้นเข้า เรียนที่โรงเรียนราชมหาวิทยาลัยรุ่นที่ 20 สอบไล่ได้ประโยคแพทย์ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ เป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงศิริราชพยาบาล (ร.พ. ศิริราช) และบรรจุรับราชการเป็นแพทย์กองกลาง กรมแพทย์ทหารเรือ ในปี พ.ศ. 2457

ในด้านชีวิตการทำงาน ท่านเจริญเติบโตก้าวหน้าในวิชาชีพแพทย์ทหารเรือตามลำดับ ตำแหน่งสุดท้ายในอาชีพราชการคือ นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี

นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือจิตสัมผัส 

นอกเหนือจากการเป็นแพทย์ทหารเรือรักษาคนไข้ตามวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ยังมีชื่อเสียงในหมู่ข้าราชการและประชาชนทั่วไป แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวิปัสสนาช่วยเหลือคนด้วยวิธีแบบญาณทัศนะ คือนั่งหลับตาทำสมาธิแบบ ‘นั่งทางใน’ สามารถติดต่อกับเจ้าที่เจ้าทาง พระภูมิ ภุมมเทวดา และเทพเจ้าตามความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยมีผู้ให้ข้อมูลว่า ท่านได้ไปเรียนวิชาวิปัสนากัมมัฏฐานกับพระมหาโต๊ะ ปุญญสิริ พระเกจิอาจารย์และนักวิปัสสนากรรมฐาน แห่งวัดราชบุรณราชวรวิหาร (วัดเลียบ)

พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ มีชื่อเสียงในด้านการช่วยเหลือผู้คนด้วยวิธีการแบบญาณสัมผัสหรือจิตสัมผัสด้วยวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานในช่วงราวทศวรรษ 2490 หรือราวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้เวลานอกราชการในช่วงวันอาทิตย์ เปิดบ้านให้ผู้คนที่เดือดร้อนเข้ามาปรึกษาขอคำแนะนำตลอดจนหาวิธีทางแก้ไขปัญญาต่างๆ  โดยผู้ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขอให้บำบัดทุกข์ร้อนในบ้านเรือนและตัวบุคคลที่เชื่อว่ามีภูตผีวิญญาณสิงสู่ ให้คำปรึกษาผู้คนที่เชื่อในเทวะรุกขเทวดา พระภูมิเจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งมีความขัดข้องหรือให้โทษแก่ครอบครัวจนเจ็บไข้ หรือทำมาหากินไม่ราบรื่น ตลอดจนบรรดาข้าราชการเจ้าคนนายคนที่ประสบปัญหาในเรื่องฮวงจุ้ยของที่ตั้งสถานที่ทำงาน/องค์กร หรือขัดข้องในการบริหารงาน การปกครอง

การช่วยเหลือผู้คนด้วยญาณสัมผัสของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ปรากฏว่าผู้มีไปขอความช่วยเหลือและคำแนะนำกันอย่างคับคั่ง จนถึงขนาดต้องมีการทำบัตรคิวไว้ประมาณวันละ 75 - 100 ใบ ดังที่ ลูก ๆ ของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ เล่าว่า ในทุกเช้าวันอาทิตย์ต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 5 เพราะเสียงสุนัขเห่า เนื่องจากจะมีผู้มารอขอรับบัตรคิวกันตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ จะเริ่มให้คำปรึกษาคนที่มาขอความช่วยเหลือตั้งแต่เวลา 09.00 น. ไปจนหมดคนสุดท้ายในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. ไม่นับรวมคนรู้จักและคนที่นัดหมายในช่วงวันธรรมดาหลังเวลาราชการ

การช่วยเหลือผู้คนของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ไม่เรียกร้องค่าตอบแทนหรือคิดค่าใช้จ่าย รับแต่เพียงดอกไม้ ธูป เทียน  สำหรับบูชาบรมครู โดยการตรวจของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์จะไม่ใช้วัน เดือน ปีเกิด ราศีหรือตำแหน่งดวงดาวแบบวิชาโหราศาสตร์ เพียงแต่สอบถามว่าเป็นใคร มาจากไหน มีเรื่องเดือดร้อนอะไร หรือป่วยเป็นโรคอะไร โดยมีกฎเพียงข้อเดียวว่าเรื่องระหองระแหงแบบสามีภรรยาจะไม่รับพิจารณาให้ความสามารถในด้านจิตสัมผัสของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ได้รับการยอมรับนับถือทั้งในหมู่นักธุรกิจ ข้าราชการ ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ระดับชาติ 

เช่น ครั้งหนึ่งปรากฏว่ามีเจ้าของโรงงานทอกระสอบที่จังหวัดนครราชสีมา มาขอความช่วยเหลือเนื่องจากมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นในโรงงานบ่อยครั้ง เช่น รถยนต์คว่ำ คนงานผูกคอตาย คนงานทำปืนลั่นใส่กันจนเสียชีวิต พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์พิจารณาดูปรากฏว่า โรงงานแห่งนี้มีวิญญาณจำนวนมาสิงสู่ เนื่องจากสถานที่ตั้งโรงงานแต่เดิมเป็นป่าช้าเก่า อีกทั้งพระภูมิเจ้าที่ตั้งอยู่ในสถานที่อับด้านหลังโรงงาน มีความไม่เหมาะสม จึงแนะนำให้เจ้าของโรงงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งใหญ่ และตั้งศาลพระภูมิใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า เรื่องร้ายต่าง ๆ ก็สงบเงียบไป

หรือตามคำบอกเล่าของ ‘ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล’ (ราชบัณทิตในสำนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรก) เล่าว่า เพื่อนของท่านคนหนึ่ง (คุณเทียน กรรณสูต) ประสบปัญหาในทำนองว่าเหมือนมีผีขว้างก้อนอิฐขึ้นบนหลังคาบ้านทุกวัน จ้างตำรวจมาล้อมบ้านก็จับใครไม่ได้ รวมถึงยังมีเรื่องแปลก ๆ ภายในบ้าน เช่น มีจานข้าวบินจากหน้าต่างฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง หรือบางทีสิ่งของที่วางอยู่บนตู้ก็ตกลงมา จึงไปเชิญพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ มา ‘นั่งทางใน’ โดยพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ บอกว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องผีสาง เกิดจากศาลพระภูมิ เนื่องจากแต่เดิมที่ตรงนี้มีสองเจ้าของ ต่างคนต่างมีศาลพระภูมิ พอคุณเทียนซื้อที่รวมกันแล้วเอารั้วกันออก ย้ายศาลพระภูมิมาไว้ใกล้กัน ทีนี้ศาลพระภูมิทั้งสองไม่ถูกกัน จึงทะเลาะขว้างปาสิ่งของกันใหญ่ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์จึงแนะนำให้แยกศาลทั้งสองออกจากกัน ตั้งแต่นั้นมาเหตุการณ์ก็สงบ

 

แนะนำให้ตั้ง ‘ศาลท้าวมหาพรหม’

พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ มีชื่อเสียงในแวดวงโหราจารย์และผู้มีญาณสัมผัสของเมืองไทย จากการเป็นผู้แนะนำให้ตั้ง ‘ศาลท้าวมหาพรหม’ โดยมีเรื่องราวมาจากในช่วงราว พ.ศ. 2494 บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ใจกลางพระนคร แต่เล่าลือกันว่า การก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้าและมีปัญหาหลายอย่าง เช่น วัตถุและอุปกรณ์ที่สั่งซื้อผิดขนาดความต้องการ คนงานมักทำงานผิดแบบ ผิดวัตถุประสงค์ ทำให้ต้องมีการแก้งานอยู่บ่อยครั้ง ไปจนถึงกระทั่งลือกันว่า คนงานมักประสบอุบัติเหตุต่าง ๆ บ่อยครั้ง จนขวัญเสียกันเป็นแถบ

พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และในฐานะประธานกรรมการบริหารของโรงแรมเอราวัณ เกรงว่าการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จตามกำหนดการ จึงให้ พลตำรวจเอก ม.ล. จเร สุทัศน์ ไปติดต่อหารือขอคำปรึกษากับ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าอุปสรรคทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นมีมูลเหตุมาจากอะไร เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรือไม่ และจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร

พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ใช้ญาณสัมผัสพบว่า สาเหตุของปัญหาต่าง ๆ นั้นเกิดมาจากการตั้งชื่อโรงแรมว่า ‘เอราวัณ’ ซึ่งเป็นชื่อช้างทรงของพระอินทร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะต้องทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตท้าวมหาพรหม มหาเทพผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง ซึ่งเมื่อทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตท้าวมหาพรหมแล้ว ก็ปรากฏว่าการดำเนินงานก่อสร้างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามกำหนดการที่วางไว้ พลตำรวจเอกเผ่า จึงบังเกิดความเชื่อความศรัทธา และปรึกษากับพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ในการสร้างศาลไว้สำหรับประดิษฐานท้าวมหาพรหม สำหรับเป็นที่สักการะบูชา 

ในการสร้างศาลท้าวมหาพรหม มีข้อมูลบันทึกว่า พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ได้เป็นผู้ติดต่อทางจิตกับท้าวมหาพรหมในการเลือกจุดสถานที่ตั้งของศาลไว้ตรงมุมโรงแรมเอราวัณด้านสี่แยกราชประสงค์ โดยมีคุณเจือระวี ชมเสวี และหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นผู้ออกแบบศาล มีนายจิตร พิมพโกวิท นายช่างโท ประจำกองหัตถศิลป์ (แผนกหัตถศิลป์เดิม) กรมศิลปากร เป็นผู้ปั้นองค์ท้าวมหาพรหม ตามรูปแบบของกรมศิลปากร โดยการค้นคว้าของพระยาอนุมานราชธน

โรงแรมเอราวัณทำพิธีเปิดกิจการ และประกอบพิธีอัญเชิญท้าวมหาพรหมมาประดิษฐานที่หน้าโรงแรมเอราวัณ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 โดยพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ มอบหมายให้ นายประยูร วงศ์ผดุง 
เป็นผู้อัญเชิญและประกอบพิธีการ โดใช้วิธีการติดต่อทางจิตสัมผัสผ่านพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ซึ่งในพิธีนี้ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ได้มาเป็นประธานพิธี พร้อมด้วยคุณสัญญา ยมสมิต และคุณจุลินทร์ ล่ำซำ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ และคณะศิษย์ของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ เข้าร่วมพิธี

 

เปิดเทคนิค (ลับ) การบูชาและแก้บน ‘ท้าวมหาพรหม’
โดย พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์

สำหรับใครที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็จะพบว่าในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่นิยมบูชาและแก้บน ณ ศาลท้าวมหาพรหม ด้วยการถวายพวงมาลัยดอกดาวเรือง การรำแก้บน หรือเครื่องสังเวยอื่น ๆ ที่เหมาะสม แต่จากบันทึกตามคำอธิบายของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ท่านอธิบายว่า เมื่อครั้งทำพิธีประดิษฐานพระรูปท้าวมหาพรหม ท่านได้อัญเชิญวิญญาณของท่านท้าวมหาพรหม ให้มาสถิตอยู่ ณ พระรูปด้วย เพื่อจะได้ช่วยปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนผู้มาสักการบูชา 

โดยพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ อธิบายเทคนิคการบูชาและแก้บนไว้ว่า โดยปกติวิญญาณของท้าวมหาพรหมจะเสด็จมาประทับยังศาลในตอนค่ำของทุกวัน ยกเว้นวันพระ เพราะท่านจะเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ สำหรับการไปขอความช่วยเหลือจากท้าวมหาพรหม ณ ศาลท้าวมหาพรหม นั้น ถ้าเป็นการกราบไหว้บูชาธรรมดาให้ใช้ดอกไม้ธูปเทียนหรือพวงมาลัยดอกไม้สด หากเป็นการแก้บน ควรใช้พวงมาลัยดอกไม้สดด้วยดอกไม้ต่าง ๆ เจ็ดสีเจ็ดดอก หรือเรียกว่า พวงมาลัย 7 สี 7 ดอก

 

ช่วยให้จอมพลถนอม กิตติขจร หายป่วย

อีกหนึ่งเรื่องเล่าที่สืบขานกันมาถึงวิชาญาณสัมผัสของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ก็คือการช่วยให้ จอมพลถนอม กิตติขจร (ขณะนั้นมียศเป็นพลเอก ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี) หายป่วย โดยเชื่อว่าสาเหตุมาจากการก่อสร้างโรงละครแห่งชาติ

โรงละครแห่งชาติ เริ่มก่อสร้างขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ หลวงวิจิตรวาทการ ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการจัดสร้าง ปรากฏว่า การก่อสร้างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ หลวงวิจิตรวาทการได้ถึงแก่อนิจกรรม ทำให้ต่อมา พลเอกถนอม กิตติขจร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการจัดสร้าง

ทว่า เมื่อพลเอกถนอม รับตำแหน่งเป็นประธานกรรมการฯ เพียงไม่นานก็เกิดล้มป่วยลง จึงมีผู้มาเชิญให้ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ไปตรวจดูสถานที่ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ให้คำแนะนำว่า  สถานที่ก่อสร้างโรงละครแห่งชาติแต่เดิมนั้นเป็นพระราชวังของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และการก่อสร้างไม่ได้ทำการขออนุญาตก่อนเลยทำให้มีเหตุบัลดาลให้เป็นไป จึงควรทำพิธีบวงสรวงขอขมาลาโทษ และควรจะสร้างพระบรมรูปถวายเมื่อโรงละครแห่งชาติแล้วเสร็จ

ผลปรากฏว่า หลังจัดพิธีบวงสรวงขอขมาลาโทษ อาการป่วยของจอมพลถนอม ก็หายวันหายคืน และต่อมาในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2508 จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดโรงละครแห่งชาติ และเจิมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงละครแห่งชาติ (ใกล้เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า).

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ
พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์?

เมื่อสำรวจอ่านประวัติและการช่วยเหลือผู้คนด้วยวิธีญาณสัมผัสของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ พบว่า ในปัจจุบันอาจมีเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางอย่าง กล่าวคือ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ไม่น่าจะถูกจัดอยู่ในประเภทโหราจารย์ทางการเมืองโดยตรง เช่นเดียวกับ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร, ร.อ. ทองคำ ยิ้มกำภู และ พ.อ.(พิเศษ) ประจวบ วัชรปาณ 

ประการแรก ศาสตร์วิชาของท่านไม่ใช้ตัวเลขวัน เดือน ปีเกิด ราศี หรือลัคนาในการคำนวณ แม้จะปรากฏข้อมูลว่าท่านสามารถดูฤกษ์ยามได้ แต่ยังคงต้องการหลักฐานยืนยันว่าท่านใช้วิธีการคำนวนตามหลักโหราศาสตร์หรือไม่

ประการสอง การใช้วิธีญาณสัมผัสของพลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือผู้คน ซึ่งก็มีทั้งนายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นการรับใช้ผู้ใดเป็นการเฉพาะส่วนตัว ดังนั้น ท่านจึงไม่น่าใช่โหรการเมือง หรือโหรประจำตัวนักการเมืองคนหนึ่งคนใด รวมทั้งน่าสังเกตด้วยว่า ท่านจะใช้วิธีญาณสัมผัสก็ต่อเมื่อมีคนมาขอความช่วยเหลือเท่านั้น

กล่าวโดยสรุปคือ ในโลกวัฒนธรรมแบบไทย ๆ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ น่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีญาณสัมผัส (Psychic/Intuition) มากกว่าการเป็นโหราจารย์ (Astrologer) ตามที่บางคนอาจเข้าใจ