15 ต.ค. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
สำหรับเมืองไทย พระพุทธศาสนาไม่เพียงเป็นเสมือนแสงธรรมที่ส่องนำทางชีวิตให้พ้นทุกข์ เพราะในบางครั้ง จากจุดเริ่มต้นแห่งความศรัทธา ก็นำพาชีวิตไปสู่เรื่องราวแห่งปาฏิหาริย์
ชีวิตของอุบาสิกา ‘คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม’ ก็คงเป็นเช่นนั้น เพราะจากหญิงสาวที่สู้ชีวิตในทางโลก ศรัทธาธรรมได้นำทางให้ค้นพบความสามารถพิเศษในการรักษาชีวิตผู้คนทั้งยากดีมีจน ด้วยวิชาการนวดและพลังแห่งการอธิษฐานธรรม
บางคนอาจบอกว่างมงาย แต่บางคนก็เชื่อว่านี่คืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธา
คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2437 ที่คลองสามวา อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร ในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ต่อมาจึงย้ายตามบิดามารดามาอยู่ที่ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี (ในสมัยนั้น) โดยประกอบอาชีพเป็นชาวสวน
ในวัยเยาว์ คุณแม่บุญเรือนได้รับการอบรมเลี้ยงดูตามค่านิยมและขนบธรรมเนียมไทยในการเป็นแม่บ้านแม่เรือน สามารถทำกับข้าว เย็บจักรตัดเสื้อผ้า และตัดผม ต่อมาเมื่ออายุราว 15 – 16 ปี ก็ได้ศึกษาวิชาการนวดในลักษณะแผนโบราณจากปู่ ซึ่งเป็นหมอนวดที่มีชื่อเสียง
ในด้านชีวิตครอบครัว คุณแม่บุญเรือน สมรสกับ ‘ส.ต.ท. จ้อย โตงบุญเติม’ นายตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลสัมพันธ์วงศ์ และได้ย้ายมาอยู่กินกับสามีที่บ้านพักตำรวจ สถานีตำรวจสัมพันธ์วงศ์ โดยไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน แต่ได้อุปการะเด็กคนหนึ่งในฐานะบุตรบุญธรรม
ในระหว่างการครองชีวิตคู่ คุณแม่บุญเรือนได้ประกอบอาชีพรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า และรับรักษาโรคด้วยวิชาการนวดที่ศึกษามาจากปู่ จนเริ่มกลายเป็นหมอนวดที่มีชื่อเสียงในการรักษาผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่เรียกรับเงินค่าตอบแทน
ขณะเดียวกันในทางธรรม ก็ยึดมั่นในการทำบุญ สวดมนต์ และถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างเป็นประจำที่วัดสัมพันธวงศ์ โดยเริ่มฝึกวิชาวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง
ภายหลังเมื่อสามีเสียชีวิตในปี 2479 คุณแม่บุญเรือนจึงย้ายมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของบุตรบุญธรรมที่โรงพักกลาง (สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ในปัจจุบัน) ซึ่งปรากฏว่านอกจากการนวดแล้ว คุณแม่บุญเรือนยังใช้วิชาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อธิษฐานธรรมและอธิษฐานสิ่งของต่าง ๆ เช่น น้ำ ปูน (ปูนกินหมาก) ไพล เม็ดพริกไทย ผลไม้ ศิลาน้ำ ควบคู่ไปกับการนวดสำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ผู้คน
ชื่อเสียงของคุณแม่บุญเรือนในด้านการปฏิบัติธรรมและรักษาโรคภัยให้แก่ผู้คน เป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก็คงเนื่องด้วยสภาวะการขาดที่พึ่งพาทางใจของผู้คน และปัญหาเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงหลังสงคราม ดังปรากฏว่า มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวคุณแม่บุญเรือนจนก่อตั้งเป็นคณะสานุศิษย์เพื่อร่วมกันปฏิบัติธรรม และเดินทางแสวงบุญร่วมกับคุณแม่บุญเรือนไปยังจังหวัดต่าง ๆ
ด้วยแรงศรัทธา คณะสานุศิษย์จึงได้ร่วมกันสร้างบ้านอาคารเรือนไม้บริเวณหลังโรงพิมพ์วิบูลย์กิจ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ สำหรับให้คุณแม่บุญเรือนพักอยู่อาศัย ตลอดจนเป็นพื้นที่สำหรับปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมบำเพ็ญบุญ และสวดมนต์ร่วมกัน
ณ บ้านที่วิสุทธิกษัตริย์ ชื่อเสียงของคุณแม่บุญเรือนในด้านการปฏิบัติธรรม และการรักษาโรคด้วยการนวดและอธิษฐานธรรมแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง จนมีผู้คนมากมายหลากหลายอาชีพทั้งข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ นายห้าง และประชาชนทั่วไปเกิดความศรัทธา มาขอเป็นสานุศิษย์และเป็นลูกหลานทางธรรม ก่อตั้งเป็นคณะสานุศิษย์นาม ‘สามัคคีวิสุทธิ’ ในราวปี 2492
สำหรับสาเหตุที่สานุศิษย์นิยมเรียก ‘คุณแม่บุญเรือน’ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณแม่บุญเรือนไม่ประสงค์ถือตนเองว่าเป็นอาจารย์ เพราะเห็นว่าทุกคนเป็นลูกหลานที่มาร่วมทำบุญ ทุกคนจึงเรียก คุณแม่ หรือ คุณแม่บุญเรือน ขณะที่ผู้ที่มารักษาโรคภัยไข้เจ็บบางคนก็นิยมเรียก ‘คุณหมอบุญเรือน’
นอกเหนือจากการรักษาผู้คน และการปฏิบัติธรรม คุณแม่บุญเรือนยังได้อธิษฐานธรรมและร่วมสร้างพระพุทธรูปและพระเครื่องสำคัญ เช่น
พระพุทโธใหญ่ ซึ่งได้ทำพิธีหล่อสร้างที่วัดสัมพันธวงศ์ และอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ ณ วัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2499
พระพุทโธน้อย ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม บางพลัดนอก ธนบุรี ซึ่งคุณแม่บุญเรือนได้ร่วมสร้างและทำพิธีอธิษฐานในปี 2494 รวมจำนวน 100,000 องค์ โดยปรากฏความนิยมศรัทธาและความเชื่อกันว่าพุทธคุณของพระพุทโธทั้งสองมีทั้งด้านเมตตามหานิยม ป้องกันภัย แคล้วคลาด เจริญโภคทรัพย์ และกำจัดโรคภัย
ในเวลาต่อมา เมื่อคณะสานุศิษย์มีจำนวนมากขึ้น หลวงแจ่มวิชาสอน (แจ่ม นิยมเหตุ) เจ้าของบริษัทยาสีฟันวิเศษนิยม สานุศิษย์ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาคุณแม่บุญเรือน จึงได้สร้างบ้านไม้หลังใหญ่ขึ้นใหม่ที่ย่านพระโขนง เพื่อมอบเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของคุณแม่บุญเรือนและคณะสานุศิษย์ในปี 2499
คุณแม่บุญเรือนจึงได้ย้ายมาอาศัยอยู่บ้านหลังใหม่ที่พระโขนงและตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านสันติธรรมพิทักษ์’ อย่างไรก็ตาม คณะสานุศิษย์ยังคงนิยมเรียกบ้านแห่งนี้ว่า ‘บ้านสามัคคีวิสุทธิ’ ตามชื่อคณะ
ณ บ้านสามัคคีวิสุทธิ พระโขนง คุณแม่บุญเรือนและคณะสานุศิษย์ยังคงปฏิบัติธรรมอย่างเป็นประจำ
มีการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน และชุมนุมสวดมนต์ร่วมกันในทุกวันอาทิตย์ โดยคุณแม่บุญเรือนยังคงรับรักษาโรคให้แก่ผู้คนโดยไม่คิดค่าตอบแทน รวมทั้งทำกิจกรรมพิธีต่าง ๆ เช่น อธิษฐานศิลาน้ำศักดิ์สิทธิ์ ชักธงชัยชนะ ทำพิธีนางกวัก (จากทัพพีทองเหลือง) แจกเทียนชัย และทำหนังสือใบโพธิ์อธิษฐานแจกในงาน 25 พุทธศตวรรษ ที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี 2500
ในช่วงปลายชีวิต คุณแม่บุญเรือนเริ่มมีอาการเจ็บป่วยราวปี 2506 และล้มป่วยถึงแก่กรรม (ละสังขาร) ในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2507 เวลา 11.20 นาฬิกา ณ บ้านสามัคคีวิสุทธิ พระโขนง รวมอายุ 70 ปี
ปัจจุบันนี้ คุณแม่บุญเรือนได้รับความนิยมศรัทธาจากประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง มีผู้เดินทางไปกราบไหว้สักการะและขอพรรูปเหมือน (รูปปั้น) คุณแม่บุญเรือนกันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่วัดอาวุธวิกสิตาราม และพิพิธภัณฑ์คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ที่วัดสัมพันธวงศ์ เช่นเดียวกับพระเครื่องและวัตถุมงคลของคุณแม่บุญเรือน ก็ได้รับความนิยมศรัทธาและมีมูลค่าในวงการพระเครื่องอยู่ในระดับสูงถึงหลักล้านบาท
ตามคำบอกเล่าแห่งความศรัทธาของสานุศิษย์หลายคน นอกจากการประพฤติถือศีลและปฏิบัติธรรม คุณแม่บุญเรือนยังเป็นผู้มีวาทศิลป์ในการให้คำปรึกษาชีวิต สนทนาธรรมและบรรยายธรรมแก่คณะสานุศิษย์ให้เข้าใจกันได้โดยง่าย รวมทั้งยังชื่นชอบและสามารถอธิษฐานธรรมได้ด้วยวิธีการร้องเป็นเพลงฉ่อย
เช่นเดียวกับการอธิษฐาน ‘ยาทิพย์’ ด้วยน้ำ ปูน ไพล พริกไทย สาคู และสิ่งอื่น ๆ เพื่อใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้คน ดังปรากฏว่า ผู้ที่ศรัทธาหลายคนล้วนเคยมีประสบการณ์เจ็บป่วยจนไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน บางคนก็กำลังใกล้จะเสียชีวิต เมื่อหมดกำลังใจและที่พึ่งจึงตัดสินใจมารักษากับคุณแม่บุญเรือนตามคำบอกเล่าและร่ำลือ
สำหรับคนที่รักษาหายจึงบังเกิดเป็นความศรัทธาขึ้นในหัวใจ และเชื่อว่านี่คืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ศรัทธาและความเชื่อในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่สานุศิษย์มีต่อคุณแม่บุญเรือน สะท้อนผ่านเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ เช่น ฝนตกแล้วตัวไม่เปียก เดินเร็วกว่ารถ หรือสามารถระลึกชาติได้
ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้คนขาดที่พึ่งทางใจและประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น การให้คำปรึกษาชีวิต การรับรักษาโรคโดยไม่คิดค่าตอบแทน
นอกจากนี้ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ในคำอธิษฐานธรรมเพลงฉ่อยและคำสอนบางบทของคุณแม่บุญเรือนในช่วงปี 2499 – 2500 ก็สะท้อนโลกทัศน์ทางการเมือง มีกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทย กล่าวถึงแนวคิดรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 ตลอดจนกล่าวถึงสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ และการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เช่นเดียวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ‘ตาทิพย์’ ในการให้คำแนะนำเรื่องการซื้อขายที่ดิน ก็ดูจะสัมพันธ์กับยุคแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายใต้บริบทอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมูลค่าที่ดิน การสร้างถนนหนทาง และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กำลังเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู
ศรัทธาและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของคุณแม่บุญเรือน จึงเป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์อยู่กับสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยไม่มากก็น้อย
จากชีวิตสู่ศรัทธา คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้กล่าวคติบอกแก่สานุศิษย์อยู่เสมอว่า
“จงมาเป็นผู้รับ
และท่านจะเป็นผู้ให้”