‘ปราจีนบุรี’ เมืองประวัติศาสตร์สำคัญที่ไม่ควรเป็นที่ทิ้งขยะและปล่อยสารพิษ

‘ปราจีนบุรี’ เมืองประวัติศาสตร์สำคัญที่ไม่ควรเป็นที่ทิ้งขยะและปล่อยสารพิษ

ปราจีนบุรี เมืองประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้บ้านเมืองและสถาปนาราชธานี วันนี้กลับเผชิญวิกฤตขยะอุตสาหกรรมและสารพิษ ท่ามกลางคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐและทุน ชวนย้อนประวัติศาสตร์เพื่อมองให้เห็นว่า เมื่อท้องถิ่นถูกสังเวยให้ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความเสียหายย่อมไม่หยุดอยู่แค่คนปราจีนบุรี

KEY

POINTS

‘วัฒนธรรมส่วนกลาง’ กับ ‘เมืองขยะ’ ในท้องถิ่น (อย่างไรและทำไม?) 

ลำพังน้ำท่วมก็หนักหนาพอแล้ว คนปราจีนฯ ยังซวยหนักเข้าไปอีก เพราะน้ำที่ท่วมนั้นได้พัดพาเอาสารพิษจากแหล่งกำจัดขยะของนายทุน ปนเปื้อนมากับน้ำด้วย ภาพข่าวน้ำท่วมสีรุ้งอาจดูสวยแปลกตา แต่สำหรับคนที่ได้รับรู้รับทราบว่านั่นคือสารพิษ นั่นเป็นภาพชวนให้สะพรึงมากกว่ารู้สึกอย่างอื่น ยิ่งคนในพื้นที่ยิ่งบ่นกันหนักเพราะน้ำเสียและขยะนั้นส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งชวนสะอิดสะเอียน 

ยิ่งเมื่อมีข่าวนายอำเภอบ้านสร้างที่มีบทบาทต่อต้านโรงงานขยะ ก็มาถูกย้ายออกนอกพื้นที่ไป แถมคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยังประกาศประณามด้วยเสียงแข็งกร้าวว่า “เป็นเรื่องน่าละอายที่มีคนเช่นนี้ในระบบราชการของเรา” อีก     

ก็ไม่รู้ว่า ใครกันแน่ที่ควรละอาย สำหรับการเป็นผู้นำประเทศในยุคที่ทำให้ปราจีนบุรีกลายสภาพเป็นเช่นปัจจุบันนี้ 

ใครที่อ่านประวัติศาสตร์มาบ้าง ต่างก็รู้ว่าปราจีนบุรีเป็นเมืองที่โคตรจะสำคัญ แต่แล้วถูกทำให้เป็น ‘เมืองอุตสาหกรรม’ (ล้วน ๆ) ยังไม่พอ ก็มากลายเป็น ‘เมืองขยะ’ ไปอีก นี่แค่ไม่กี่ปี ยังไม่ได้ถึงเข้าประกาศใช้แผน EEC เต็มขั้นเลยด้วยซ้ำ  ถ้าจัดหนักจัดเต็มแล้วจะขนาดไหน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่มีภาพข่าวโจ่งแจ้ง แต่คำถามเรื่องผู้รับผิดชอบก็ยังต้องการคำตอบ กลายเป็นอีกกรณีที่สะท้อน ‘วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด’ ในสังคมไทยปัจจุบัน อย่างว่าแหล่ะ ขนาดตึกถล่ม ชีวิตแรงงานที่ตายใต้ซากตึกนั้นเกือบ 90 คน ไหนจะข้อถกเถียงเรื่องราคาจัดซื้อเก้าอี้ห้องประชุม ตัวละ 9 หมื่นบาท ในขณะที่สังคมยังมีคำถามต่อการทำหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับหันมาตรวจสอบการทำงานของสื่อเสียด้วย จึงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจสอบนั้น

ชวนให้คิดถึงภาษิตจีนเกี่ยวกับบุคคลประเภทชอบเอาแต่ “เคร่งครัดผู้อื่น ผ่อนปรนตนเอง” 

ทั้งหมดนี้คือวัฒนธรรมจากส่วนกลางที่ไปมีผลต่อท้องถิ่นด้วยมาโดยตลอด คนปราจีนบุรีเช่นเดียวกับคนเขื่อนปากมูลที่ไม่ได้เลือก รัฐและทุนบังคับเลือกให้ แล้วยังมีหน้ามาถามว่า ชาวบ้านเหล่านี้เขารู้จักไหมว่า IMF คืออะไร EEC คืออะไร โธ่เอ้ย...   

คำถามที่ควรถามจริง ๆ ก็คือ เราจะอยู่กันแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?    

‘จีนบุรี’ เมื่อ ‘จีนนอก’ ทำร้าย ‘จีนใน’ (ใครได้? ใครเสีย?) 

ที่พีคในพีคก็คือ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาขยะอุตสาหกรรมกับกลุ่มทุนจีนบางส่วน ทั้งที่ปราจีนบุรีนั้นได้ชื่อเป็นเมืองของชาวจีนแต้จิ๋วอพยพในภาคตะวันออกอีกแห่งหนึ่ง ชาวจีนแต้จิ๋วที่นี่มีบทบาทคู่เคียงมากับชาวจีนด้วยกันที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด 

ไม่ใช่กลุ่มคนต้นแผนโครงการ EEC ที่เห็นความเชื่อมโยงตรงนี้ ตรงข้ามกลุ่มผู้สนับสนุน EEC ต่างหากที่นำพยายามฉวยประโยชน์จากการที่ปราจีนบุรีโดยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์แล้วเชื่อมโยงกับชายฝั่งทะเลตะวันออกอย่างใกล้ชิด แต่ก่อนเมืองนี้สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางแม่น้ำบางปะกง ปัจจุบันถนนหลวงหมายเลข 302 ขับตรงยาวแป๊บเดียวก็ถึงกันไปหมด 

คำว่า ‘บางคาง’ ซึ่งเป็นชื่อเก่าของปราจีนบุรีนั้น ก็ว่าเป็นคำเพี้ยนเสียงของชาวจีนแต้จิ๋ว คำเดียวกับคำไทยว่า ‘มั่งคั่ง’ เพราะเป็นย่านที่มีคนจีนเข้ามาตั้งรกรากทำมาค้าขายมาช้านาน จนเกิดเป็นศูนย์กลางเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของลุ่มแม่น้ำบางปะกง (ช่วงไหลผ่านเมืองปราจีนบุรีมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า ‘แม่น้ำปราจีนบุรี’)    

 

การเป็นถิ่นคนจีนมาแต่ดั้งเดิมนี้เองทำให้เกิดคำเพี้ยนขึ้นมาอีก คือคำว่า ‘ปราจีน’ ที่เพี้ยนมาจาก ‘ประจิณ’ หรือ ‘ประจิม’ 

‘ประจิม’ นั้นหมายถึงทิศตะวันตก เป็นคำเดิมที่คนฝั่งพระตะบองจนถึงเสียมเรียบเคยเรียกเมืองนี้ ส่วน ‘ประจิณ’ เป็นคำที่คนภาคกลางเรียก 

ทั้งนี้ก็เพราะเป็นย่านบริเวณที่เป็นรอยต่อแดนระหว่างสยามกับกัมพูชา เมื่อสยามเป็นใหญ่ในย่าน อำนาจของกัมพูชาถอยร่นไปพระตะบอง ประกอบกับเป็นย่านคนจีนเข้ามาตั้งร้านค้าขายกันมาก คำว่า ‘ประจิณ’ ก็เพี้ยนมาเป็น ‘ปราจีน’ ในความหมายที่เป็น ‘จีนบุรี’ ในท้ายที่สุด   

ชาวไทยแท้ตั้งแต่ระดับรัฐบาลจนถึงท้องถิ่นที่มีส่วนในการทำร้ายปราจีนบุรีเช่นนี้ คิดเห็นยังไง หรือผลประโยชน์มันมากมหาศาลเสียจนลืมสิ่งสำคัญว่า พวกท่านอยากให้คนรุ่นหลังต่อไปได้จดจำจารึกว่า พวกท่านที่ปากบอกรักชาติ แต่กลับทำร้ายประเทศจนถึงกลับทำเป็นประเทศเป็นถังขยะของนายทุนต่างชาติ อย่างนั้นหรือ?    

แล้วเรื่องนี้ก็อย่าได้เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องเฉพาะของปราจีนบุรีนะครับ เพราะน้ำที่ไหลท่วมปราจีนบุรีนั้นก็มีเส้นทางคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างตอนนี้มีข่าวปลาตายเกลื่อนในคลองรังสิต ท่านคิดว่าสารเคมีที่ทำร้ายปลาในคลองรังสิตมาจากไหนกันล่ะ? 

ก็คลองรังสิตเป็นคลองขุดเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปทุมธานีไปออกสู่แม่น้ำนครนายกที่องครักษ์ แล้วแม่น้ำนครนายกหรือคลองบ้านนาเนี่ย ก็ไหลเชื่อมกับแม่น้ำบางปะกงที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ภูมิศาสตร์พื้น ๆ เพราะงั้น นี่คือวิกฤติที่กระทบถึงกรุงเทพฯ และจะกระทบทั่วถึงกันหมด ความเห็นแก่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของกลุ่มที่กุมอำนาจรัฐและทุน ไม่ได้กำลังจะทำให้ความเดือดร้อนเกิดขึ้นแต่กับเฉพาะชาวปราจีนบุรี 

ที่มันน่ากลัวก็ตรงนี้นี่แหล่ะ!

‘จีนบุรี’ ที่ภาคตะวันออก กับความสำคัญที่ไม่ค่อยรู้กัน

แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์เกิดที่ปราจีนบุรี แล้วมีผลต่อกรุงเทพฯ และต่อสังคมประเทศนี้ในภาพรวม 

ที่เป็นเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่ปราจีนบุรีเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ทว่าประวัติศาสตร์ที่ว่ากลับรับรู้กันเพียงว่าเป็น ‘ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น’ ที่ไม่ได้มีผลอันใดต่อกรุงเทพฯ และต่อประเทศชาติบ้านเมืองโดยรวม 

เป็นประวัติศาสตร์ที่มองกันอย่างผิวเผินว่า ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับชนชั้นนำและราชธานีไทย ไม่เหมือนอย่างสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ทั้งที่จริงประวัติศาสตร์ของส่วนกลางเหล่านี้ไม่มีเลยที่จะเป็นประวัติศาสตร์เอกเทศ เมืองหลวงใด ๆ ในโลกก็ล้วนแต่ต้องอาศัยเมืองขึ้นหรือหัวเมืองอื่นคอยสนับสนุนช่วยเหลือ 

พอเวลามีปัญหา เมืองหลวงที่มีผู้ปกครองจิตใจเป็นธรรม ก็ต้องไม่ละทิ้ง ก็ต้องให้ความช่วยเหลือแก่หัวเมืองกลับคืนเป็นปกติธรรมดา คนเราอยู่ได้ด้วยอาศัยความมีมิตรแก่จิตมิตรแก่ใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พอถึงเวลาน้ำจะท่วม ปล่อยน้ำท่วมขังชาวบ้านต่างจังหวัด หรือผันน้ำไปออกทางจังหวัดของเขา เสร็จก็ยังมีหน้าพากันดูถูกคนต่างจังหวัดเป็นพวกบ้านนอกคอกนา สิ่งนี้นับวันจะทำให้คนต่างจังหวัดซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความรู้สึกเกลียดชังคนเมืองหลวงเมืองกรุงมากขึ้นทุกวันเท่านั้น ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยดีแต่อย่างใดเลย   

เวลาพูดถึงย่านเก่า-เมืองเก่า ที่ปราจีนบุรี คนจะนึกถึงแต่เมืองโบราณศรีมโหสถ ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยทวารวดี และมามีเรื่องราวอีกครั้งก็ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีเรื่องศึกเจ้าอะนุวง เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง สิงหเสนี) เข้ามารวบรวมไพร่พลก่อนยกข้ามเขาใหญ่ไปช่วยทัพกรมพระราชวังมหาศักดิพลเสพที่นครราชสีมา 

ต่อมาก็เป็นคราวศึกอานาม-สยามยุทธ์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ปราจีนบุรีมีบทบาทอย่างสูงในการเป็นหัวเมืองส่งเสบียงอาหาร อาวุธ และกำลังคน ให้แก่ทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่กำลังรบกับเวียดนามอยู่ในแดนเขมร แต่เมื่อปราจีนบุรีเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ นาข้าวเสียหาย ปราจีนบุรีไม่สามารถส่งเสบียงอาหารให้แก่ทัพสยาม กรุงเทพฯต้องส่งเอง ซึ่งล่าช้าและไม่เพียงพอ ทัพสยามถึงกับต้องพากันกัดก้อนเกลือกินระหว่างรบ ทำให้ไม่มีกำลังวังชา สุดท้ายต้องยอมแพ้ ถอยทัพออกจากกัมพูชาในที่สุด 

ปราจีนบุรีมามีชื่อปรากฏตามสื่อทั้งในสยามและฝรั่งเศส ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้อพยพพาผู้คนจากเมืองพระตะบองเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้อยู่ปราจีนบุรีและตั้งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ให้เป็นเจ้าเมืองปราจีนบุรี เป็นเหตุให้ตระกูลอภัยวงศ์เป็นใหญ่ในเมืองปราจีนบุรีมาตั้งแต่นั้น  

เพราะงั้นแหล่ะ เมื่อสระแก้วแยกตัวออกไป คนสระแก้วที่มีทั้งสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง สิงหเสนี) ฯลฯ จึงรู้สึกเป็นปลื้มกัน เพราะไม่อยากเป็นเมืองขึ้นพวกที่มาจากเขมร ผิดกับคนบัวใหญ่ที่นครราชสีมา ที่ไม่อยากแยกจากจังหวัดนครราชสีมา เพราะกลัวจะหลุดออกจากความเป็นลูกหลานย่าโม หรืออย่างกรณีทุ่งสงที่คนส่วนหนึ่งไม่อยากให้แยกเป็นอิสระจากนครศรีธรรมราช เพราะกลัวจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองพระธาตุ (นคร)    

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องที่เรารู้กันโดยมากแล้วเหล่านั้น ยังมีอีก 2 เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้ ก็คือเรื่องที่ปราจีนบุรีมีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯรัชกาลที่ 1 

นั่นคือปราจีนบุรีมีส่วนสำคัญต่อการสถาปนากรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ ในฐานะเสมืองหลวงของราชอาณาจักรสยาม อันเป็นพื้นฐานของสยามประเทศไทยในเวลาต่อมา 

ปราจีนบุรีในเส้นทางเดินทัพไปจันทบุรีของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ 

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เมื่อครั้งเสด็จออกจากอยุธยาจะไปจันทบุรีในเหตุการณ์กรณีเสียกรุง 2310 ก่อนที่พระองค์จะเดินทัพทางไกลไปถึงจันทบุรี พระองค์ไปที่ปราจีนบุรีเป็นหมุดหมายแรกก่อน จากนั้นจึงข้ามแม่น้ำปราจีนบุรีที่ด่านกบแจะ (บริเวณวัดกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี) ไปดงศรีมหาโพธิ์และโคกปีบหรือศรีมโหสถ (ในอำเภอศรีมหาโพธิ์ และอำเภอศรีมโหสถ) 

เหตุที่เมื่อออกจากอยุธยาแล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มุ่งตรงมาทางนครนายกกับปราจีนบุรี แล้วถึงค่อยวกไปทางเส้นที่จะออกไปหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ก็เพราะต้องการไปรวบรวมกำลังคน เสบียงอาหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ มิเช่นนั้น หากมุ่งตรงไปที่จันทบุรีเลย ไม่มีทางที่พระองค์จะสามารถตีเมืองจันทบุรีได้ หรือเมื่อชายฝั่งทะเลตะวันออก เจอกับนายโจรสลัดอย่างนายทองอยู่นกเล็กที่บางปลาสร้อย (ชลบุรี) หรืออย่างขุนรามหมื่นส้องที่ระยองและปากน้ำประแส ก็มีหวัง “ตุยหมด” ทั้งกองทัพก่อนจะไปถึงจันทบุรีเท่านั้น 

แต่ที่ปราจีนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงได้สิ่งจำเป็นที่ต้องการจากชุมชนจีนที่นั่นเป็นอันมาก เพราะบริเวณนี้ในสมัยนั้นยังเป็นถิ่นที่ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ผู้คนไม่ได้เจอพิษภัยสงครามกับพม่า ยกเว้นบริเวณปากน้ำโยทกา ที่กรมหมื่นเทพพิพิธนำกำลังไปรบกับพม่า แต่พ่ายแพ้ ก่อนจะหลบหนีไปนครราชสีมาตั้งชุมนุมเจ้าพิมายขึ้นในภายหลังต่อมา  

เมื่อทัพพม่าที่ชนะกรมหมื่นเทพพิพิธถอยกลับจะไปล้อมอยุธยาที่บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสักต่อ ก็ต้องปร่ะเข้ากับทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่ออกจากกรุงตรงมา ผลการปะทะกับพม่าที่บ้านพรานนก ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้รับชัยชนะ เป็นที่อัศจรรย์ เพราะใช้พลม้าเพียง 5 ตัว เอาชนะทัพพม่าที่ยกมาหลายร้อยคนได้ 

ส่งผลทำให้เรื่องราวตรงนี้กองทหารม้านำเอาไปสร้างเป็นแรงบันดาลใจมากเท่าทุกวันนี้ และยังกำหนดให้วันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ นำพลม้าเข้าปะทะกับพม่าที่บ้านพรานนกนั้นเป็น ‘วันทหารม้า’ อีกด้วย มีพิธีกรรมรำลึกในวันที่ 4 มกราคม ที่บ้านพรานนก อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประจำทุกปี     

เมื่อฝ่ากองทัพพม่าจนเสด็จมาถึงปราจีนบุรี ทรงได้รับการต้อนรับจากชาวเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วเช่นเดียวกับพระองค์ ‘เจิ้งหย่ง’ พระราชบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มีชื่อเป็นพ่อค้าจีนหัวเมืองตะวันออก คาดว่าเคยเดินทางไปมาระหว่างอยุธยาที่วัดเกาะแก้วกับปราจีนบุรีที่วัดบางคางเป็นประจำ เพราะฉะนั้นการมีพื้นฐานสายสัมพันธ์กับชุมชนจีนที่หัวเมืองตะวันออกมาแต่เดิม เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของพม่า ทำให้พระองค์เห็นโอกาสจากการเดินทัพไปทางหัวเมืองตะวันออก   

ร่องรอยหลักฐานตรงนี้เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กับเมืองปราจีนบุรี นอกจากหลักฐานลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังมีวัดบางคางกับวัดกระแจะ ที่เป็นแหล่งโบราณสถานสำคัญเกี่ยวข้อง คำว่า ‘ดงศรีมหาโพธิ์’ เป็นชื่อที่ปรากฏในเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อย่างเด่นชัด 

ประมาณการตัวเลขจากหลักฐานได้ว่าเมื่อแรกออกจากอยุธยามานั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มีกำลังคนเพียงราว 500 คนเท่านั้น เมื่อมาถึงบ้านดง แขวงนครนายก ก็เพิ่มขึ้นเป็นพันกว่าคน และเมื่อออกจากปราจีนบุรี พระองค์ก็มีกำลังทัพราว 3,000 คน เมื่อต้องปะทะกับทัพพม่าที่ยกออกมาจากปากน้ำเจ้าโล้ พระองค์ก็สามารถนำทัพเข้าตีพม่าจนแตกพ่ายได้อีกครั้ง ส่งผลทำให้กิติศัพท์เลื่องลือในฐานะผู้นำคนเดียวในยุคนั้นที่สามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ หลังจากนั้นเมืองจันทบุรีก็ไม่ไกลเกินเอื้อม 

และเมื่อพิจารณาว่า กำลังไพร่พลของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เมื่อคราวเข้าตีทัพสุกี้พระนายกองที่ค่ายโพธิ์สามต้น อยุธยา นั้นมีคนอยู่ราว 5,000 คน นั่นหมายความว่า ได้เพิ่มอีก 2,000 คนที่จันทบุรี กำลังคนส่วนใหญ่มาจากการเกลี้ยกล่อมให้เข้าร่วมได้ในระหว่างเดินทัพนั่นเอง     

ปราจีนบุรีในเส้นทางกลับจากกัมพูชา

ไปปราบดาภิเษกของพระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1 

ปราจีนบุรีแต่ก่อนนั้นมีอาณาเขตพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตมาก ใหญ่โตกระทั่งมีชายแดนประชิดติดกับพระตะบองที่ด่านคลองลึก (อรัญประเทศ) จนกระทั่งเมื่อพ.ศ.2536 สระแก้วแยกตัวออกไปเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ทำให้ปราจีนบุรีมีขนาดดังปัจจุบัน และไม่ได้มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านอีกต่อไป 

แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ ก็ต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ที่เป็นจังหวัดสระแก้วนั้นอดีตก็คือหัวเมืองปราจีนบุรีด้วย บริเวณสำคัญอย่าง ‘ด่านพระจารึก’ ‘ปทายเขษม’ หรืออย่าง ‘สระแก้วสระขวัญ’ หรืออย่างกว้างก็คือโซนลุ่มน้ำคลองพระสะทึง-เขาสามสิบ ที่ปรากฏชื่ออยู่ในเรื่องราวการเสด็จกลับกรุงธนบุรีของเจ้าพระยาจักรี (รัชกาลที่ 1) เมื่อพ.ศ.2325 ก็คือยังเป็นเขตปราจีนบุรีอยู่ในสมัยนั้น  

เมื่อเจรจาตกลงกับข้าศึกคือฝ่ายราชวงศ์เหงียนของเวียดนาม จะต่างฝ่ายถอยทัพกลับไปจัดการปัญหาภายในบ้านเมืองของตนเอง และเมื่อฝ่ายใดทำสำเร็จแล้ว ก็จะสนับสนุนอีกฝ่ายให้สำเร็จด้วยเช่นกัน เสร็จจากนั้นเจ้าพระยาจักรีกับน้องชายคือเจ้าพระยาสุรสีห์ ก็สั่งถอนกำลังจากกัมพูชา เข้ามาตั้งอยู่ที่ปราจีนบุรี รวบรวมเสบียงอาหารและสัมภาระสิ่งของต่าง ๆ ก่อนจะออกเดินทัพมุ่งสู่กรุงธนบุรีตามแผนการที่เตรียมไว้  

ครั้งนั้น เจ้าพระยาจักรีได้รับความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกจากชาวปราจีนบุรี เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เมื่อพ.ศ.2309 (สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กับพรรคพวกเดินทัพออกจากอยุธยามาก่อนที่กรุงจะแตก เมื่อไปถึงระยองแล้ว จึงเกิดเหตุการณ์กรุงแตก 2310) แต่คราวนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือให้ไปยึดเมืองจันทบุรีหรือไปสู้รบกับพม่าที่มารุกราน เป็นการช่วยเหลือให้เสด็จกลับไปปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ได้อย่างสงบเรียบร้อย   

แถบบ้านสร้างเอง แม้หลักฐานจะไม่ได้ระบุคำนี้โดยตรง แต่ในคำว่า “เดินลัดตัดทุ่งแสนแสบ” ที่เปรียบเสมือนทางด่วนที่เจ้าพระยาจักรีเสด็จกลับมาปราบดาภิเษกนั้น ก็คือปราจีนบุรีอีกเช่นกัน คำว่า ‘ทุ่งแสนแสบ’ ในหลักฐานช่วงนี้ยังเป็นสิ่งยืนยันว่าคำนี้มีมาก่อนจะขุดคลองแสนแสบ  

ระหว่างที่เจ้าพระยาจักรีเดินทัพกลับจากกัมพูชาอย่างปัจจุบันทันด่วนเมื่อพ.ศ.2325 นั้น ลูกน้องในบังคับบัญชา ตลอดจนผู้คนบางส่วนในเส้นทางเดินทัพกลับครั้งนั้น ต่างก็รู้แล้วว่า ผู้นำการเดินทัพในครั้งนั้นคือผู้มีบุญบารมีอย่างไร เพราะขณะนั้นเหตุการณ์ความวุ่นวายที่กรุงธนบุรี กำลังรอให้เจ้าพระยาจักรีกลับไปรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่    

เมื่อพระองค์ “เดินลัดตัดทุ่งแสนแสบ” ไปจนถึงวัดสะแก (ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดสระเกศ’ ดังที่รู้จักกันดีเพราะเป็นวัดที่ตั้งของเจดีย์ภูเขาทอง กรุงเทพฯ) และเสด็จข้ามฟากไปพระราชวังกรุงธนบุรีแล้ว ก็จัดการปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ดังที่ทราบกัน 

การที่ทรงมีประสบการณ์เดินทัพจากปราจีนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของพระนคร มีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้ทรงเล็งเห็นชัยภูมิของฝั่งตะวันออกที่จะสามารถพัฒนาได้ต่อไป จึงทรงย้ายพระราชวังมาตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันออก นั่นเท่ากับย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงเทพฯ ด้วย  

ความสำคัญของฝั่งตะวันออก ทั้งในแง่เส้นทางเดินทัพและการคมนาคมขนส่งสินค้า ยังปรากฏต่อมาจนกระทั่งต้องมี ‘เมกะโปรเจกต์’ การสร้างเส้นทางคมนาคมอย่างการขุดคลองแสนแสบในสมัยรัชกาลที่ 3 เชื่อมระหว่างคูเมืองที่หน้าป้อมมหากาฬไปยังออกแม่น้ำบางปะกงที่ย่านบางขนาก (ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน)   

จริงอยู่ว่า ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา เมื่อเสร็จศึกเจ้าอะนุวงแล้ว สยามได้ทำการกวาดต้อนคนลาวเข้ามา โดยที่บ้านเมืองหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้คนลาวมาตั้งถิ่นฐานก็คือปราจีนบุรี นั่นไม่ได้ทำให้ความเป็นเมืองแบบ ‘จีนบุรี’ ของที่นี่เสื่อมถอย ตรงข้ามคนจีนกับคนลาวต่างก็อยู่ผสมปนเปกันมา จนกระทั่งคนปราจีนฯ ได้ชื่อว่า ‘จปล.’ (จีนปนลาว) อีกแห่งหนึ่ง 

โดยที่คำว่า “ปรา ‘จีนบุรี’” ยังคงติดฝังแน่นกับย่านบริเวณนี้มาเท่าทุกวันนี้ กลายเป็นว่าลูกหลานชาวจีนด้วยกันมาทำร้ายลูกหลานชาวจีนด้วยกัน แต่อยู่คนละประเทศกันในปัจจุบัน กระบวนการนี้เป็นอะไรที่มากกว่าเรื่องการเกิดรัฐชาติ    

คำถามทิ้งท้าย

ภาพยนตร์เรื่อง ‘จดหมายรักจากอาหม่า’ (Dear You หรือ 给阿嬷的情书) ได้บอกอะไรแก่คนจีนบ้าง 

ประเด็นหนึ่งเลยที่ถือเป็นแก่นหลักใจความสำคัญที่สุดของเรื่องเลยก็ว่าได้ เมื่อลูกจีนจากเมืองจีนท่านหนึ่งมาตามหาบิดาที่มาทำมาหากินอยู่เมืองไทย แต่กลับพบว่าแท้ที่จริงบิดาตนเองได้เสียชีวิตไปนานแล้ว และผู้ที่ส่งเงินให้ครอบครัวที่เมืองจีนมาโดยตลอด คือหญิงสาวลูกจีนในเมืองไทยคนหนึ่ง 

ประโยคกินใจหนึ่งที่อาหม่าบอกกับลูกชายตนในตอนท้ายที่ว่า “ถ้าลื้อเป็นคนดี ลื้อจะได้รับความช่วยเหลือ” ไม่แน่ใจว่า คนจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายบ้านเมืองชาวจีนในไทยแห่งหนึ่งอย่างปราจีนบุรี คิดเห็นยังไง ทำไมถึงกล้าทำเช่นนั้นได้ลงคอ จิตใจทำด้วยอะไร เป็นอะไรกันไปหมดแล้วไม่รู้? 

หรือมีเหตุแค่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า ‘จีนบุรี’ ที่นี่มีความเกี่ยวพันกับจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยเหมือนกัน นั่นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะปราจีนบุรีก็เป็นเมืองที่เคยมีพ่อค้าและแรงงานอพยพชาวจีนเป็นอันมาก เดินทางเข้ามาหางานทำและหรือเปิดร้านค้าขาย และก็มี ‘โพยก๊วน’ เป็นอันมากอีกเหมือนกันที่ส่งไปเมืองจีนจากเมืองนี้ 

เพราะอะไร ทำไม จีนปัจจุบัน (แม้จะ ‘จีนเทา’ หรือ ‘จีนดำ’ ก็เถอะ) ถึงสามารถทำร้ายบ้านเมืองที่เคยมีบุญคุณต่อตนเองได้ถึงเพียงนี้ อัตรากำไรมันหอมหวานนักใช่ไหม? พอเข้าสู่ระบบทุนนิยมบ้าง ก็กอบโกยอัตรากำไรสูงสุดกันอย่างบ้าคลั่ง โนสน โนแคร์ ผลกระทบต่อใคร ใด ๆ สังคมนิยมจีนก็เป็นแค่เพียงฉลากงั้นสินะ คงเปล่าประโยชน์ที่จะหยิบยกเอาเรื่องนี้มาสื่อสารกับจีนปัจจุบัน    

สุดท้ายแล้ว ‘ลูกพระยานาหมื่น’ เช่นพวกท่าน จะปล่อยให้ประชาชนต้องรับผลจากการกระทำเห็นแก่ตัวเช่นนี้กันไปอีกนานแค่ไหน? อย่าลืมว่าพวก ‘ลูกพระยานาปรัง’ ทั้งหลาย ที่ถูกท่านทำร้ายจากนโยบายและโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ก็เคยมีตัวอย่างในการที่ทำให้คนอย่างพวกท่าน (ทั้งไทยและจีน) ต้องไปกิน ‘โอเลี้ยง’ ที่ ‘นารวม’ กันมาแล้ว  

 

กำพล จำปาพันธ์

 

อ้างอิง

     ก.ศ.ร.กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานนท์). อานามสยามยุทธ: ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับลาว เขมร และญวน. นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, 2564.   

     กำพล จำปาพันธ์ และประยุทธ สายต่อเนื่อง. “ร่องรอยของชุมชนโบราณของฉะเชิงเทรา บนเส้นทางการค้าย่านคลองท่าลาด-แม่น้ำบางปะกง” วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2561). 

     กำพล จำปาพันธ์. “‘กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก’ มาจากไหน? จากคลอง ถนน หมู่บ้านจัดสรร สู่เมืองที่กำลังจมน้ำ” https://www.thepeople.co/history/nostalgia/57496 (เผยแพร่วันที่ 30 กันยายน 2569). 

     กำพล จำปาพันธ์. “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมของ “เมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก” พุทธศตวรรษที่ 22-24” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2563. 

     กำพล จำปาพันธ์. “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนเมืองปราจีนบุรี : ศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีและมุขปาฐะในท้องถิ่น” วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2559).   

     กำพล จำปาพันธ์. พระเจ้าตาก กษัตริย์นักการค้า และธนบุรีศรีมหาสมุทร. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2561. 

     ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2531.   

     พงศาวดารญวน (เวียดนามสือกี้) ฉบับนายหยอง แปล เทียนวรรณ วรรณโภ เรียบเรียง. นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, 2560.     

     พงศาวดารญวนและเขมรในพงศาวดารรัตนโกสินทร์. นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, 2557. 

     พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, 2551.  

     ศานติ ภักดีคำ. ยุทธมรรคา: เส้นทางเดินทัพไทย-เขมร. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2557.  

     สุจิตต์ วงษ์เทศ. เจ๊กปนลาว. กรุงเทพฯ: สนพ.ศิลปวัฒนธรรม, 2530.  

     อภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2545.