จากโหรหลวงถึงกรมอุตุฯ: ประวัติศาสตร์การพยากรณ์อากาศกับการเมืองไทย

จากโหรหลวงถึงกรมอุตุฯ: ประวัติศาสตร์การพยากรณ์อากาศกับการเมืองไทย

จากโหรหลวงในราชสำนักอยุธยา สู่การก่อตั้งกรมอุตุนิยมวิทยาในยุคสมัยใหม่ ความรู้เรื่องฟ้าฝนของไทยมีพัฒนาการที่สัมพันธ์กับอำนาจรัฐ การเมือง และความคาดหวังของผู้คนมาโดยตลอด กำพล จำปาพันธ์ ชวนย้อนประวัติศาสตร์การพยากรณ์อากาศ เพื่อสำรวจว่าเหตุใดวิทยาศาสตร์ที่ควรช่วยให้มนุษย์รับมือกับธรรมชาติได้ดีขึ้น จึงยังเผชิญคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความรับผิดชอบต่อประชาชน

KEY

POINTS

ตามความเข้าใจโดยทั่วไปนั้น ‘Meteorology’ หรือ ‘อุตุนิยมวิทยา’ คือ วิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งครอบรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างชั้นบรรยากาศกับพื้นผิวโลกและมหาสมุทร คือทั้งส่วนที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ  

ในภาษาไทย คำว่า ‘อุตุ’ หมายถึง ‘ฤดู’ หรือ ‘อากาศ’ (ที่จะแปรเปลี่ยนหรือแปรปรวนไปตามสภาพของแต่ละพื้นที่และแต่ละเวลา) + ‘นิยม’ หมายถึง ‘กฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ’ + ‘วิทยา’ หมายถึง ‘ความรู้’ ถ้าเป็นสมัยใหม่ก็หมายถึง ‘ศาสตร์’ ใช้ในความหมายที่เป็นวิชาหนึ่งในของวิทยาศาสตร์ รวมความแล้ว ‘วิชาอุตุนิยมวิทยา’ ก็คือว่าเป็น ‘วิชาว่าด้วยสภาพลมฟ้าอากาศ’  

‘วิชาอุตุนิยมวิทยา’ เป็นศาสตร์วิชาสมัยใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ตรงนี้สำคัญขนาดที่ว่าเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญทั้งในแง่การก่อกำเนิดหน่วยงานที่เรารู้จักกันดีคือ ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ กับทั้งความคาดหวังของผู้คน เพราะเมื่อเป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องพึงคาดหวังความแม่นยำและเชื่อถือได้ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

ก็ในเมื่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับธรรมชาติ และมีหลักพื้นฐานว่ามนุษย์สามารถเอาชนะหรือเข้าใจระบบกลไกต่าง ๆ ของธรรมชาติได้ จนนำไปสู่การสร้างคำทำนายถึงแนวโน้มที่แม่นยำได้ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกตั้งคำถามจากประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เป็นตรงกันข้าม 

ก็ดังที่เรามักจะเห็นกันในปัจจุบันนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่า กรมอุตุนิยมวิทยาไม่ค่อยเป็นที่พึ่งพาหรือคาดหวังได้ในการเตือนภัยพิบัติ กล่าวกันว่าเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานนี้ในประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ อย่างสหรัฐอเมริกาหรืออย่างกรณีญี่ปุ่น ซึ่งเขาให้ความสำคัญแก่หน่วยงานนี้กันมาก กรมอุตุนิยมวิทยาของเขาจะเป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการที่นอกจากจะเตือนภัยได้อย่างแม่นยำกันแล้ว ยังสามารถให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในการดูแลผู้ประสบภัยได้อีกด้วย 

จะบอกว่าเพราะอเมริกาอยู่ในทวีปที่ต้องเผชิญพายุเฮอริเคนเป็นประจำ หรืออย่างญี่ปุ่นที่ต้องเจอทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นยักษ์สึนามิ ฯลฯ เป็นประจำ เลยมีมาตรการหรือให้ความสำคัญกับตรงนี้มากเป็นพิเศษ ก็คงไม่ใช่แค่นั้น เพราะประเทศไทยเองในระยะหลังมานี้ที่ต้องเจอกับน้ำท่วมใหญ่ถี่ขึ้น และมีแนวโน้มจะเกิดเป็นประจำทุกปี ก็จะไม่อยู่ในเกณฑ์เดียวกับเขาที่ต้องให้ความสำคัญแก่ประสิทธิภาพของหน่วยงานเตือนภัยได้อย่างไร   

ความคาดหวังของคนไทยที่มีต่อกรมอุตุนิยมวิทยาในไทยเอง ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการได้รู้เห็นประสิทธิภาพของหน่วยงานเดียวกันนี้ในต่างประเทศ ระบบราชการไทยมีปัญหาอย่างไรจนเกิดอุปสรรคแก่หน่วยงานทางวิทยาศาสตร์นั้น เรื่องนี้ยาว เขียนได้ไม่รู้จบ 

อย่างเรื่องที่ผู้คนกังขากันว่า กรมนี้อาจเป็นอีกหน่วยงานที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน แต่กลับกลายเป็นระบบป้องกันที่ไม่ทำงาน หรือทำแต่ไม่ได้ทำอย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องที่เขียนได้ไม่รู้จบเช่นกัน ไม่ใช่เพราะเขียนเก่ง เขียนได้สารพัดเรื่อง แต่เพราะมันมีข้อมูลหลักฐานเป็นอันมาก มากพอแก่การนำเอามาเรียบเรียงเป็นผลงานวิชาการ โดยไม่ต้องพึ่งพา Ai     

‘อุตุนิยมวิทยา’ เป็นวิชาใหม่ที่มาแทนที่ ‘วิชาโหร’ ในสังคมไทย  

ในโลกตะวันตก วิชาอุตุนิยมวิทยาถือกำเนิดเกิดมีขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยอ้างอิงย้อนกลับไปถึงตำราชื่อ ‘Meteorology’ ผลงานชื่อเดียวกับวิชานี้ แต่งโดย ‘อริสโตเติล’ ปราชญ์กรีก ผู้ได้ชื่อเป็น ‘บิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์’ 

การที่บิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์อย่างอริสโตเติล เป็นผู้ให้กำเนิดสาขาวิชานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะตั้งแต่โบราณนานมาแล้วที่ผู้คนต่างเห็นว่า ธรรมดาคนจะเป็นผู้นำหรือผู้ปกครองบ้านเมืองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่บ้านเมืองจะเกิดภัยพิบัติอยู่รอมร่ออยู่แล้ว ยังส่งกองทัพออกไปรุกรานเพื่อนบ้าน หรือประชาชนกำลังเผชิญภัยพิบัติอยู่ ผู้นำกลับไปร่วมงานรื่นเริงอย่างงานฉลองวันเกิดของใครอย่างไม่รู้กาลเทศะ หรือมีผู้นำระดับท้องถิ่นที่เขาดูแลชาวบ้านในระหว่างประสบภัยอยู่ดี ๆ ก็ไปสั่งย้ายเขาออกนอกพื้นที่ 

หรืออย่างในจีน, ยุคสามก๊ก ‘ขงเบ้ง’ ได้สมญาว่า ‘ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า’ ก็เพราะอาศัยความรู้เรื่องลมพายุมาเป็นแต้มต่อในการทำศึก แต่เป็นคนนอนน้อย เลยเผชิญภัยจากโรคร้าย และแพ้พ่ายให้แก่คนสุขุมนุ่มลึกอย่าง ‘สุมาอี้’ แบบนั้นก็ไม่ไหว คือรู้แต่เรื่องดินฟ้าอากาศ ไม่รู้หรือไม่ดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง อาจจะรบร้อยครั้งชนะพันครั้ง แต่ก็แพ้สังขารตัวเองอีกหมื่นครั้งไป 

ในไทย, อยุธยามี ‘โหรหลวง’ หรือ ‘พระโหราธิบดี’ ที่มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องนี้ อย่างในสมัยรัชกาล ‘สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง’ มีพระโหราธิบดีที่ได้ชื่อทายแม่นเป็นที่สุด ถึงกับเคยเตือนสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าพระมหาปราสาทที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ หมาด ๆ นั้น กำลังจะโดนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ แรกสมเด็จพระเจ้าปราสาททองไม่ทรงเชื่อ แต่เมื่อเป็นโหรที่ทายแม่นมาตลอด ก็เลยว่าหลบออกจากปราสาทชั่วคราวดีกว่า ทำนองว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” แล้วก็ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาทำยอดพระมหาปราสาทพังทลายลงทันที 

ครั้งนั้น ยังมีเรื่องว่า ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองกำลังกระเตงพระราชโอรสออกจากพระมหาปราสาท ทำนองว่าทรงอุ้มพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ด้วยพระองค์เอง (ช่างเป็นพระราชบิดาที่น่ารักอะไรขนาดนั้น) แล้วเหล่าข้าราชบริพารหลายคนเกิดแลเห็นพระราชโอรสมีสี่กร เป็นที่น่าอัศจรรย์ เมื่อไปถามพระโหราธิบดีคนเดิม พระโหราธิบดีก็แนะนำให้ทรงแก้เคล็ดโดยการเฉลิมพระนามใหม่แก่พระราชโอรสพระองค์นั้น 

และนั่นเอง เป็นที่มาของพระนามพระราชโอรสพระองค์นั้นคือ ‘เจ้าฟ้านารายณ์’ (คือ ‘สมเด็จพระนารายณ์มหาราช’ ในเวลาต่อมา) เดิมพระองค์ทรงพระนามว่า ‘เจ้าฟ้านรินทร์’ จากวิกฤติก็พลิกเปลี่ยนเป็นโอกาสไป เพราะการที่ฟ้าผ่าพระมหาปราสาทกลางวันแสก ๆ นั้นสำหรับสมัยก่อนอย่างกรุงศรีอยุธยาถือเป็นนิมิตร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหา ยิ่งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้นเดิมเป็นแต่เพียงขุนนาง มายึดอำนาจตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้นภายหลังด้วย 

ทีนี้จากที่จะต้องสิ้นบุญบารมี เพราะฟ้าพิโรธ ก็กลับกลายเป็น ‘ผู้มีบุญญาธิการ’ เพราะทรงเป็นพระราชบิดาของผู้อวตาร (พระนารายณ์)  

เมื่อบาทหลวงฝรั่งเศสเข้ามามากในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ พวกเขาก็มีบันทึกว่า อยุธยาไม่มีอุตุนิยมวิทยามีแต่วิชาโหร ที่คนไทยเชื่อมั่นในความแม่นยำเที่ยงตรงในการให้คำทำนาย 

มีคนบอกกันมานักต่อนักว่า วิชาโหรแท้ที่จริงแล้วเป็นวิชาสถิติ แต่พี่สุพจน์ แจ้งเร็ว อดีตบก.ศิลปวัฒนธรรม เคยพูดในเชิงล้อขำขันในระหว่างสนทนากันเป็นประจำว่า “ไอ้พวกที่บอกวิชาโหรเป็นวิชาสถิตินี่สงสัยมันจะไม่เคยอ่านตำราโหรกันจริง”  

ที่บอกโหรหลวงสมัยพระเจ้าปราสาททองแม่นยำนั้นแม่นยำบนฐานของอะไร นั่นไม่ใช่ความรู้ในวิชาโหร หากแต่เป็นวิชาช่าง เพราะการที่พระเจ้าปราสาททองทรงให้ช่างเสริมยอดปราสาทด้วยแก้วผลึกมีแสงแวววับนั้น ก็ง่ายที่เกิดเพลิงลุกไหม้หรือฟ้าผ่าในเวลากลางวันแสก ๆ 

ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 พระราชพงศาวดารก็มีบันทึกเล่าว่า เคยมีเหตุการณ์ดาวตก ผู้คนมองเห็นกันทั่วทั้งเมือง สำหรับคนกรุงศรีฯแล้ว นั่นหมายถึงผู้ปกครองคนเดิมจะสิ้นบุญ และกำลังจะมีผู้มีบุญองค์ใหม่มาจุติ 

เมื่อเหตุการณ์อย่างเดียวกันเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ก็ทรงมีพระราชหัตถเลขาประกาศให้ทราบทั่วกันเรื่อง ‘ดาวหางขึ้นอย่าให้วิตก’ เมื่อ พ.ศ.2401 (ปัจจุบันรวมอยู่ในเล่ม ‘ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4’) มีเนื้อความที่พยายามอธิบายว่า ดาวตกนั่นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่เกี่ยวว่าพระเจ้าแผ่นดินกำลังสิ้นบุญ ใครที่เป็นต้นตอพากันเล่าลือไปแบบนั้นจะให้จับมาลงโทษฐานกบฏ  

นั่นคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ก็ทรงเป็นนักอุตุนิยมวิทยาด้วยผู้หนึ่ง แล้วก็ไม่ใช่ว่าวิชานี้จะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ มีการเมืองแทรกอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น ดังจะเห็นได้จากกรณีอริสโตเติล หรือไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมาจนรัชกาลที่ 4  

นอกจากนี้ในยุคเดียวกันนั้น วิชาอุตุนิยมวิทยายังปรากฏในงานอย่างเล่ม ‘หนังสือแสดงกิจจานุกิจ’ ประพันธ์โดย ‘เจ้าพระยาทิพากรวงศ์’ (ขำ บุนนาค) ซึ่งที่จริงเจ้าพระยาผู้นี้เริ่มแต่งตำรานี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อถกเถียงความรู้กับบาทหลวงมิชชันนารี เป็นการแสดงตัวของชนชั้นนำสยามว่าเป็นผู้มีความรู้วิชาการสมัยใหม่ไม่แพ้ชาติตะวันตก เป็นการสู้กับเจ้าอาณานิคมตะวันตก แต่ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ (จริง ๆ) หากแต่เพื่อให้เขายอมรับว่าตนก็ ‘ชาวศิวิไลซ์’ เช่นเดียวกัน   

ความพยายามในการแสดงออกเรื่องนี้ยังพัฒนาไปสู่ความสนใจในวิชาดาราศาสตร์อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการเสด็จประพาสหว้ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์ (สมัยนั้นยังไม่มี ‘จังหวัด’) เมื่อพ.ศ.2411 วิชาดาราศาสตร์กับวิชาอุตุนิยมวิทยา ต่างก็เป็นวิชาในทางทำนายทายทักบนพื้นฐานหลักการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนประเด็นที่มีผู้โต้แย้งกันว่า ที่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้ในการทำนายสุริยุปราคานั้นยังเป็น ‘โหราศาสตร์แบบเก่า’ ไม่ใช่ ‘ดาราศาสตร์’ หรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำหรับในที่นี้ 

นอกจากโหรแล้ว พระภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะในท้องถิ่น ต่างมีบทบาทในการทำนายทายทักแบบนี้ แม้วิชาโหรไม่อยู่ในพระธรรมวินัยให้พระต้องเรียนแต่อย่างใด ตรงข้ามคติพุทธศาสนามีคำว่า “อวดอุตริ” ซึ่งเอาจริงก็รวมตั้งแต่ทำนายน้ำท่วม ฟ้าผ่า ภัยแล้ว ไปจนถึงให้หวย แต่เมื่อไม่ถือเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรงเหมือนอย่างล่อสีกา การที่พระจะรู้หรือชำนาญเรื่องพวกนั้นบ้าง ก็ถือว่าเป็นเครื่องส่งเสริมประโยชน์สุขแก่อุบาสกอุบาสิกาตามสมควร 

แม้ว่าอุตุนิยมวิทยาจะเริ่มแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3-4 แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ ดังจะเห็นได้จากเมื่อภาคอีสานสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดปัญหาภัยแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาลติดต่อกันนานหลายปีเข้า ราษฎรทำนาไม่ได้ ประกอบกับช่วงนั้นสยามมีการปฏิรูปการปกครอง ยกเลิกอำนาจเจ้าเมืองเดิม แต่งตั้งข้าหลวงมณฑลเทศาภิบาลจากส่วนกลางมาปกครองแทน 

สองเหตุการณ์สำคัญนี้ที่มาประจวบเหมาะปร่ะเข้าด้วยกัน ก็ทำให้กลุ่มผู้เผยแพร่แนวคิดเรื่องผู้มีบุญเก่ากำลังสูญสิ้นบุญบารมีกับกำลังจะเกิดมีผู้มีบุญองค์ใหม่มาจุติ ได้รับความเชื่อถือจากราษฎร กระทั่งเกิดขบถต่อต้านอำนาจรัฐส่วนกลางครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ‘กบฏผู้มีบุญอีสาน’ ขึ้น เป็นต้น 

กล่าวโดยสรุปก็คือ ประวัติศาสตร์การกำเนิดของ ‘อุตุนิยมวิทยา’ ในสังคมประเทศไทยนั้น มีที่มาจากการนำเข้าจากตะวันตกมาแทนที่ ‘วิชาโหร’ เมื่อชนชั้นนำสยามรับวิทยาการจากตะวันตก แต่ขณะเดียวกันวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยก็เผชิญปัญหาสำคัญอันเกิดจากอุปสรรคนานัปการของระบบราชการไทย                     

 ‘อุตุนิยมวิทยา’ มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว แต่ไม่ก้าวหน้าซักที 

มีความเชื่อที่เผยแพร่กันในหมู่นักวิชาการด้านอุตุนิยมวิทยาในไทยว่า ผู้ที่มีบทบาทในการก่อกำเนิดวิชาอุตุนิยมวิทยาในประเทศไทยคือ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์’ ที่ได้ทรงนำวิชานี้เข้ามาถ่ายทอดภายในโรงเรียนนายเรือ โดยทรงสอนวิชานี้ด้วยพระองค์เอง 

แต่ปัญหาของความเชื่อนี้ก็คือ การไม่ลงรอยกับข้อมูลประวัติศาสตร์เป็นอันมากที่ชี้เป้าว่า วิชานี้เป็นที่รับรู้และมีมาในหมู่ชนชั้นนำสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมาแล้ว โดยมีตำราเล่มสำคัญคือ ‘หนังสือแสดงกิจจานุกิจ’ ของ ‘เจ้าพระยาทิพากรวงศ์’ (ขำ บุนนาค) เป็นตำราเล่มสำคัญ ใช้เรียนและถ่ายทอดกันมาในโรงเรียนหลวงอยู่ก่อนหน้า ‘กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์’ จะทรงนำมาถ่ายทอดแก่นักเรียนนายเรือของพระองค์  

ดังนั้น ผู้ที่ควรจัดอันดับเป็น ‘นักอุตุนิยมวิทยา’ คนแรกของไทย ที่ถูกควรจะเป็นเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) และหนังสือแสดงกิจจานุกิจ ก็ควรเป็นตำราอุตุนิยมวิทยาเล่มแรกของไทยเช่นกัน แต่นักอุตุนิยมวิทยาของไทยในปัจจุบันอาจเห็นต่าง ก็ไม่เป็นไร เพราะแม้แต่ปัจจุบันนี้ในวงการไทยศึกษา ก็ยังไม่ค่อยมีงานประวัติศาสตร์อุตุนิยมวิทยาตามที่ควรแต่อย่างใด ให้นักอุตุนิยมวิทยามาเขียนประวัติศาสตร์อุตุนิยมวิทยา ก็เหมือนให้คนขายส้มตำมาเขียนประวัติศาสตร์ส้มตำ ก็จะให้รู้ประวัติความเป็นมาที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างไร ขนาดประวัติศาสตร์การแพทย์ยังต้องให้ผู้เรียนมาทางประวัติศาสตร์โดยตรงเป็นผู้เขียน ไม่ใช่ว่าพอเป็นหมอแล้วจะรู้ประวัติศาสตร์หมอด้วย ฉันใด ก็ฉันนั้น แลขอรับ...   

อย่างไรก็ตาม กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ก็ทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของวิชาอุตุนิยมวิทยาในไทย เพราะพื้นที่ที่ทรงถ่ายทอดวิชานี้นั้นคือกองทัพเรือ แสดงให้เห็นความสำคัญของวิชานี้และวิชั่นของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เองที่ทรงเล็งเห็นว่า ลำพัง ‘วิชาการเดินเรือ’ ที่มีอยู่ในการเรียนการสอนของกองทัพเรือมาแต่เดิมนั้นไม่เพียงพอ ทหารเรือยังจำเป็นจะต้องรู้วิชาอุตุนิยมวิทยาเพิ่มด้วย เพื่อเสริมประสิทธิภาพความแม่นยำในการเดินเรือ     

‘อุตุนิยมวิทยา’ ในฐานะหน่วยงานราชการ 

พ.ศ.2466 (สมัยรัชกาลที่ 6) ได้มีการก่อตั้ง ‘แผนกอุตุนิยมศาสตร์และสถิติกองรักษาน้ำ’ ถือเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบและบุกเบิกงานด้านการอุตุนิยมวิทยาเป็นครั้งแรก โดยให้สังกัดอยู่ใน ‘กรมทดน้ำ’ ของกระทรวงเกษตราธิการ 

‘กรมทดน้ำ’ ดังกล่าวนี้ปัจจุบันก็คือ ‘กรมชลประทาน’ ทำหน้าที่เพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนแต่ละปี ทั้งนี้เหตุผลหลักของกรมนี้ก็เพื่อบำรุงการเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบเศรษฐกิจสังคมของประเทศสยามในช่วงเวลานั้น   

ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 รัฐบาล ‘พระยาพหลพลพยุหเสนา’ (พจน์ พหลโยธิน) ได้รับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะจาก ‘หลวงสินธุ์กมลนาวิน’ กับ ‘หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์’ คณะราษฎรสายทหารเรือ เกี่ยวกับความสำคัญของการอุตุนิยมวิทยา 

พ.ศ.2479 รัฐบาลพระยาพหลฯ จึงได้อนุมัติเห็นชอบให้โอนย้าย ‘แผนกอุตุนิยมศาสตร์และสถิติกองรักษาน้ำ’ ไปสังกัดกองอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เพื่อรองรับกิจการด้านการบินและการเดินเรือ ถือเป็นหน่วยงานทางการทหารแยกไปต่างหากจากงานพลเรือน  

หลังจากนั้น การอุตุนิยมวิทยาเป็นแผนกหนึ่งในสังกัดของกองทัพเรือเรื่อยมาอีกเป็นเวลา 6 ปี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2485 ก่อนงานวันชาติ 24 มิถุนายน ในปีนั้น รัฐบาล ‘จอมพล ป. พิบูลสงคราม’ ก็ได้ย้าย ‘แผนกอุตุนิยมศาสตร์และสถิติกองรักษาน้ำ’ มาจัดตั้งเป็น ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ขึ้นเป็นการเฉพาะ       

โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ให้เหตุผลว่า เป็นไปเพื่อให้งานอุตุนิยมวิทยาไทยได้มีลักษณะเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสภาพอากาศ พยากรณ์อากาศ และเตือนภัยธรรมชาติอย่างเป็นระบบและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ เมื่อมีหน่วยงานราชการรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรงแล้ว ก็เหมือนมีผู้ที่จะต้องโดนด่าแทนรัฐบาล และหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมขึ้นมาอีก ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำรัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบโดยตรงอีกต่อไป 

แต่อย่างไรก็ตาม จอมพล ป. ก็ไม่ได้โอนย้ายให้กรมนี้ไปสังกัดหรือมีอำนาจอย่างใดเกี่ยวแก่งานชลประทาน จึงทำให้กรมอุตุนิยมวิทยาปฏิบัติงานแยกขาดจากหน่วยงานด้านการจัดการน้ำสำคัญอย่างกรมชลประทาน บางทีเมื่อดูทิศทางความเร็วลมพายุแล้วได้ข้อสรุปแบบหนึ่ง กะปริมาณน้ำฝนได้เท่านี้เท่านั้นแล้ว แต่เมื่อเขื่อนกักเก็บน้ำไว้ไม่ได้มากเกินพิกัด จำเป็นต้องปล่อยน้ำออก ก็กลายเป็นว่าเกิดภัยพิบัติโดยที่กรมอุตุนิยมวิทยาไม่ได้แจ้งเตือน ผู้ที่ต้องแจ้งเตือนกลับเป็นกรมชลประทาน เมื่ออำนาจในการปิดเปิดเขื่อนเป็นบทบาทของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ยิ่งทำให้อำนาจปล่อยน้ำของเขื่อนเป็นอำนาจที่ไม่ถูกตรวจสอบ ทั้งที่มีผลก่อภัยพิบัติร้ายแรงแก่ประชาชนคนหมู่มาก 

อุตุนิยมวิทยากับน้ำท่วม 

ในปีเดียวกับที่มีการก่อตั้งกรมอุตุนิยมวิทยาขึ้นภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้นเอง เป็นปีเดียวกับที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงเห็นความสำคัญและจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานเตือนภัยพิบัติที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นสากลและเป็นหน่วยงานของฝ่ายพลเรือน แยกออกมาจากกิจการทหาร  

น้ำท่วมใหญ่เมื่อพ.ศ.2485 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากเป็นตัวเร่งให้เกิดการสถาปนากรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว ยังเปลี่ยนนัยความหมายของน้ำท่วม จาก ‘ฤดูน้ำหลาก’ ในแง่ที่เป็นกระบวนการตามธรรมชาติของสภาพพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

เป็นสภาพดังที่เป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่ผู้คนลุ่มเจ้าพระยาต่างมีชีวิตอยู่กับน้ำท่วม ไม่ได้เห็นเป็นภัยพิบัติอย่างใด อยุธยาใช้น้ำท่วมเป็นอาวุธจัดการกับข้าศึกศัตรูที่มารุกรานด้วยซ้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่คติความเชื่อ จิตรกรรมฝาผนังเก่าจำนวนมากเป็นภาพเล่าเรื่องปางมารวิชัย มีพระแม่ธรณีบีบมวยผม เสกน้ำท่วมใส่ฝ่ายพระยามารที่กำลังยกทัพมารบกวนพระพุทธเจ้าเพื่อไม่ให้ได้ตรัสรู้   

แต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.2485 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนมุมมองของผู้คนลุ่มเจ้าพระยาที่มีต่อน้ำท่วม เพราะเกิดเหตุการณ์ประหลาดรับมือไม่ทันหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคม เกิดเหตุการณ์เรือชนกับรถ กับเรื่องเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง การขาดแคลนอาหารการกินในช่วงน้ำท่วม ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาพร้อมกับเหตุการณ์น้ำท่วมมาก่อน 

แม้ว่ารัฐบาลจอมพล ป. จะพยายามแก้ไขปัญหาโดยการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้คนหันมากินก๋วยเตี๋ยวกันมากขึ้นแล้วก็ไม่พอ แต่งเพลงที่มีเนื้อร้องว่า “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” แล้วผู้คนก็ยังไม่หายทุกข์ไม่หายโศก จึงนำมาสู่การก่อตั้งกรมอุตุนิยมวิทยา แยกงานอุตุนิยมวิทยาออกมาจากกองทัพ มาสู่การเป็นหน่วยงานพลเรือน เพื่อสร้างหลักประกันว่า แม้ว่าน้ำท่วมใหญ่อย่างเมื่อปี พ.ศ.2485 อาจจะเกิดขึ้นอีก (และก็เกิดขึ้นอีกหลายครั้งจริง ๆ) กรมนี้จะช่วยบรรเทาเบาบางโดยการเตือนภัยล่วงหน้าได้นั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานที่มีพัฒนาการกำเนิดที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มาตั้งแต่ต้น แต่กลับดูเหมือนไม่มีประสบการณ์รับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เท่าที่ควร อย่างน้อยก็ไม่ได้แมทช์กับระดับความคาดหวังของประชาชนแต่อย่างใดเลย 

ก็ไม่รู้ว่ารู้สึกอับอายกันกี่มากน้อย ในเมื่อในกรมเองก็มีนักวิชาการที่ร่ำเรียนเขียนอ่านมาทางอุตุนิยมวิทยากันมาก ‘ยอดฝีมือ’ ในสาขานี้หายไปไหนกันหมด หรือเพราะเมื่อต้องทำงานภายใต้สังกัดกรมอยู่กับระบบราชการเสียแล้ว ก็ต้องเอาตัวรอดไปกับระบบเช้าชามเย็นชาม?      

ภาษาแบบกรมอุตุฯ 

อีกประเด็นที่เป็นที่พูดถึงกันเกี่ยวกับกรมอุตุนิยมวิทยา ก็คือการสื่อสารกับสังคม มักจะใช้คำหรือภาษาที่กำกวม จนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของการใช้ภาษาที่เหล่าบรรดาครูอาจารย์ในสาขาภาษาไทย ต่างนำเอาไปเป็นตัวอย่างในฐานะผู้ใช้ภาษาไทยได้ไม่ตรงชัด เป็นภาษาที่ต้อง “แปลไทยเป็นไทย” อยู่ตลอด 

ภาษาที่ดีคือภาษาที่ไม่ต้องแปล ฟังครั้งเดียวแล้วชัดรู้เรื่อง ได้ความหมายตรงกันทั่วทุกคน ตกลงจะท่วมหรือไม่ท่วม ตกลงฝนจะตกไม่ตก จะมาบอกว่า “ฝนฟ้าคะนองกระจาย” หรือ “เมฆหนาเป็นหย่อม ๆ” แบบเดิมไม่ได้แล้ว บางอย่างจะมาบอกมาพูดกำกวมให้คนคิดไปเอง เหมือนอย่างข้อความทักแชตอย่างนั้น ก็ไม่ไหวน่ะสิ 

แล้วก็ต้องกล้าพูดความจริงตามหลักวิชา เมื่อจะท่วมก็ต้องแจ้งแก่ประชาชนตามจริง ไม่ใช่มัวเลี่ยงบาลีอยู่บอกเป็นไปไม่ได้ที่ฝนจะตกติดต่อกันหลายวัน หรือเมื่อบอกผิดไปแล้ว ถ้ายอมขอโทษแต่โดยดี ไม่แถเหมือนนักการเมืองฝั่งรัฐบาล ประชาชนก็ยังพอรู้สึกอยากจะให้อภัยได้บ้าง หรือเตือนก็ต้องเตือนในจังหวะที่มันใช่ ไม่ใช่มาเตือนกันเอาตอนตี 1 ใครจะไปรับรู้และเก็บข้าวของได้ทัน จนมีคนตั้งคำถามกันว่า “เราจะมีกรมนี้ไว้ทำไม?”      

เมื่ออุตุนิยมวิทยาเป็นงานสำคัญที่ต้องสื่อสารกับสังคม เป็นงานวิทยาศาสตร์ที่ต้องแม่นยำเที่ยงตรง แต่กลับต้องอาศัยความกำกวมของภาษาในการสื่อสารกับสังคม ก็ทำให้งานอุตุนิยมวิทยาในไทยมีความบกพร่องเรื่อยมา แม้จะมีการปรับเปลี่ยนกันไปบ้างแล้วในปัจจุบัน แต่ยังคงสื่อสารด้วยความกำกวมเช่นเคย 

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่า ความแม่นไม่แม่นในการทำนายทายทักที่ผู้คนมีความคาดหวังต่อกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงแม้จะเป็นภาษาและท่วงทำนองแบบเดียวกับที่คนคาดหวังกับหมอดู แต่ก็ในระดับที่มากกว่าหมอดูหลายร้อยเท่า เพราะหมอดูนั้นคู่หมอเดา แต่กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ ความแม่นยำจึงเป็นสิ่งที่พึงคาดหวังได้ 

ยิ่งเมื่อเป็นยุคสมัยที่มีภูมิอากาศของโลกมีความวิปริตแปรปรวน อันเนื่องมาจากภาวะเรือนกระจกหรือโลกเดือด การทำลายทรัพยากรธรรมชาติจนทำให้เกิดภาวะธรรมชาติเอาคืนอยู่บ่อยครั้งมากขึ้น ไหนจะภาวะปนเปื้อนจากการที่รัฐยอมให้ทุนจีนใช้ประเทศไทยเป็นถังขยะ นำเอาสารพิษมาทิ้งจนเกิดการปนเปื้อน ฯลฯ 

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งบ่งบอกว่า ประเทศไทยกำลังต้องการระบบราชการที่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์และเตือนภัยให้แก่ประชาชน ไม่ใช่ระบบที่ไม่ทำงานและเป็นภาระด้านภาษีอย่างที่เป็นอยู่ 

แล้วแบบนี้จะไม่ให้คนรุ่นใหม่พูดถึงการปฏิรูปทั้งระบบลดหน่วยงานราชการที่ไม่จำเป็นได้ยังไงไหว?     

 

กำพล จำปาพันธ์

 

อ้างอิง

     กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. ““วิชาอุตุนิยมวิทยา” พัฒนาสู่ “กรมอุตุฯ” เกิดครั้งแรกในไทยเมื่อใด?” https://www.silpa-mag.com/history/article_139548 (เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567). 

     จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547. 

     ทรงกต ทศานนท์. หลักอุตุนิยมวิทยา. นครราชสีมา: สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, 2547. 

      ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. หนังสือแสดงกิจจานุกิจ. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2514.   

     รังสรรค์ อาภาคัพภะกุล. อุตุนิยมวิทยาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547. 

      สิกขา สองคำชุม (บก.). พระจอมเกล้าฯ พยากรณ์ : ความย้อนแย้งของ “ดาราศาสตร์” กับ “โหราศาสตร์” ในสังคมไทยสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: Illustrations Editions, 2562. 

     สุวพันธ์ นิลายน. อุตุนิยมวิทยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. 

     Ahrens, Donald and Henson, Robert. Meteorology Today: an introduction to weather, climate, and the environment. Boston: Cengage, 2019. 

     Ackerman, Steven A. and Knox, John A. Meteorology: understanding the atmosphere. Belmontm: Thomson Brooks, 2007.