จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ : เพชฌฆาตในคราบหัวหน้าคณะปฏิวัติ

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ : เพชฌฆาตในคราบหัวหน้าคณะปฏิวัติ

เรื่องราวของ ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ หัวหน้าคณะปฏิวัติในคราบหัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่สั่ง ‘ยิงเป้า’ ประหารชีวิตผู้ต้องหา ณ ใจกลางเมือง

KEY

POINTS

หลายครั้งด้วยกันที่คนในสังคมไทยบังเกิดอารมณ์เดือดดาลเพราะปัญหาอาชญกรรมร้ายแรงที่พรากชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์จากไปอย่างไม่มีวันหวนคืน หลายคนมีเสนอข้อเรียกร้องทางออกของความเดือดดาลว่า ให้นำตัวผู้ก่อเหตุอาชญกรรมไป ‘ประหาร’ เสียให้สิ้นซาก

แม้ข้อเรียกร้องการประหารอาชญกรอย่างเด็ดขาดจะมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ที่เห็นต่างในสังคมไทย แต่สำหรับผู้ที่เห็นด้วยนั้น น่าสนใจว่าความรู้สึกและข้อเรียกร้องดังกล่าวน่าจะมาจากพื้นฐานทางประวัติศาสตร์อารมณ์และความทรงจำร่วมของคนในสังคมไทย เพราะในยุคหนึ่งเมืองไทยเคยมีผู้นำทางการเมืองที่เด็ดขาด เฉียบขาด ออกคำสั่ง ‘ยิงเป้า’ ประหารชีวิตผู้ต้องหารกลางเมือง ด้วยเหตุผลเพื่อความผาสุกของประชาชน

ผู้นำท่านดังกล่าว คือเจ้าของประโยคคลาสสิกทางการเมืองไทย 

 

ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
— จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

 

จอมพลสฤษดิ์สั่ง ‘ยิงเป้า’
ประหารชีวิตผู้ต้องหากลางเมือง

หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองในฐานะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารจากการยึดอำนาจล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี 2500 ราวหนึ่งปีต่อมา วันที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ก็ปฏิวัติยึดอำนาจตัวเองเพื่อผ่าตัดรูปโฉมระบบการเมืองไทย แม้หลายคนจะนิยามการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ว่าเป็นเผด็จการ แต่จอมพลสฤษดิ์นิยามเรียกระบบการเมืองของตัวเองว่า ‘ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ’

ภาพลักษณ์ของจอมพลสฤษดิ์ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็นไปด้วยความเด็ดขาดจนบางคนก็ยากที่จะจินตนาการ เพราะจอมสฤษดิ์ออกคำสั่งภายใต้กฎอัยการศึกลงโทษผู้ต้องหากระทำความผิดในข้อหาวางเพลิง ด้วยการสั่ง ‘ยิงเป้า’ กลางเมืองแบบทันทีทันใดและทันใจ โดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีของศาลตามหลักกฎหมายทั่วไป

การใช้อำนาจของจอมพลสฤษดิ์ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งการ ‘ยิงเป้า’ ประหารชีวิตผู้ต้องหาเกิดขึ้นจำนวน 4 ครั้ง มีผู้ถูกประหารทั้งหมดจำนวน 5 ราย โดยเป็นเหตุเกี่ยวกับเพลิงไหม้ทั้งหมด เนื่องมาจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อยครั้ง ซึ่งคณะปฏิวัติให้เหตุผลว่าเกิดจากสาเหตุสำคัญสองประการ คือ หนึ่งเป็นการลอบวางเพลิงเพื่อเอาเงินประกันภัย และสอง เป็นการสร้างสถานการณ์ของคอมมิวนิสต์

 

ยิง! ครั้งที่ 1

การสั่ง ‘ยิงเป้า’ ประหารชีวิตผู้ต้องหากลางเมืองครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2501 มูลเหตุมาจากเกิดเพลิงไหม้ห้องแถวที่ตลาดพลู ธนบุรี ในช่วงเช้ามืด มูลค่าความเสียหายราว 2,694,310 บาท ซึ่งทันทีที่ทราบข่าว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ก็เดินทางไปจุดเกิดเหตุและทำการสอบสวนด้วยตัวเอง 

การสอบสวนหาผู้กระทำความผิดเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านกระบวนการหรือขั้นตอนตามกฎหมายดังที่เคยเป็น ยังไม่ข้ามพ้นวัน ณ เวลาสามทุ่มเศษของวันที่เกิดเหตุ จอมพลสฤษดิ์ก็ออกคำสั่งในนามหัวหน้าคณะปฏิวัติโดยอาศัยอำนาจกฎอัยการศึก สั่งยิงเป้าประหารชีวิต นายซ้ง หรือ ซงซิว แซ่ลิ้ม เจ้าของร้านรองเท้าชาวจีน เพราะเชื่อว่าเป็นผู้วางแผนว่าจ้างลูกน้องเผาห้องแถวเพื่อหวังเงินค่าประกันเพลิงไหม้ 

การสั่งยิงเป้าครั้งแรกเป็นไปอย่างเฉียบพลันทันด่วน ณ ใจกลางพระนคร บริเวณริมกำแพงหอสมุดแห่งชาติ (แห่งเก่า) ข้างสนามหลวง บริเวณด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้ถูกแปรสภาพจัดเป็นลานประหารชั่วคราวอย่างเร่งด่วน ตามรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ ในครั้งแรกประชาชนทั่วไปไม่ทราบข่าวและไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการ ‘ยิงเป้า’ ประหารชีวิตใจกลางเมืองเกิดขึ้น แต่หลังสิ้นเสียงปืนกลรัว 2 ชุดจากนายทหารประชาชนบริเวณดังกล่าวก็ต่างแตกตื่นตกใจกันทั่ว และเมื่อศพของนายซ้งถูกนำขึ้นรถออกไป ประชาชนก็ต่างพากันไปมุงดูจุดประหารกลางเมืองกันอย่างแน่นขนัด พบรอยกระสุนสังหารเจาะกำแพงหลายสิบรูท่ามกลางบรรยากาศแห่งความมืด

 

ยิง!! ครั้งที่ 2

ผ่านไปไม่พ้นสองวัน ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ตลาดพลูอีกครั้งในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2501 และทันทีที่ทราบข่าว จอมพลสฤษดิ์ก็รุดไปที่เกิดเหตุเพื่อบัญชาการดับเพลิง พร้อมทั้งสอบสวนเจ้าของบ้านต้นเพลิงและบ้านข้างเคียงด้วยตนเอง การสอบสวนดำเนินผ่านไปเพียงแค่สองวัน จอมพลสฤษดิ์ก็ออกคำสั่งลงโทษประหารชีวิตยิงเป้า นายจำนงค์ แซ่ฉิ่น และ นายซิวหยิ่น แซ่ฉิ่น สองพี่น้องผู้ต้องสงสัยกระทำความผิด ในคืนวันที่ 9 พฤศจิกายน 2501 โดยคณะปฏิวัติให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของการเอาเงินประกันภัย และภัยคอมมิวนิสต์

การยิงเป้าครั้งที่สอง เกิดขึ้นบริเวณวัดอินทาราม เขตธนบุรี โดยผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ถูกนำตัวไปตรึงไว้กับไม้กางเขนที่ถูกจัดเตรียมไว้บริเวณข้างกำแพงวัดอินทาราม ซึ่งได้ถูกแปรสภาพจากเขตศาสนสถานให้กลายเป็นลานประหารชั่วคราว หนังสือพิมพ์รายงานข่าวว่า เมื่อประชาชนได้ทราบข่าวว่าจะมีการยิงเป้าก็ต่างโบกไม้โบกมือส่งเสียงแสดงความดีใจตั้งแต่ที่สถานีตำรวจ และต่างพากันรับไปชมพิธีการประหาร ‘ยิงเป้า’ กันอย่างเนืองแน่นที่วัดอินทาราม โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารยืนล้อมเขตพื้นลานประหารไว้อย่างแน่นหนากันประชาชนภายนอกเข้าไป และเมื่อจอมพลสฤษดิ์เดินทางมาถึง ก็สั่งการให้เพชฌฆาตทหารเรือ 1 หมู่ ส่งวิญญาณผู้ต้องหาทั้งสองคนออกจากร่างด้วยปืนกลแบล็คมันด์จำนวนหกกระบอก

 

ยิง!!! ครั้งที่ 3

การสั่งยิงเป้าครั้งที่สามเกิดขึ้นในพระนคร โดยมีมูลเหตุมาจากเหตุเพลิงไหม้โรงเลื่อยไม้ตรงข้ามสถานีตำรวจวัดพระยาไกร เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2501 มูลค่าความเสียหายมากถึง 14 ล้านบาท ซึ่งทันทีที่ทราบข่าว จอมพลสฤษดิ์ ก็รุดเดินทางไปที่เกิดเหตุในชุดทหารเข้มแข็งและยืนบัญชาการดับเพลิงด้วยตนเอง

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่เชื่อว่า นายฮ่อนซิน แซ่ฉิ่น เป็นผู้ลอบวางเพลิงโรงเลื่อยไม้ เนื่องมาจากความแค้นที่ถูกไล่ออกจากงาน และด้วยการตัดสินแบบไม่ต้องรอคำพิพากษาของศาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ก็สั่งการประหารชีวิตยิงเป้านายฮ่อนซินทันทีในช่วงค่ำของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2501 ณ บริเวณป่าช้าวัดดอน อำเภอ (แขวง) ยานนาวา 

หนังสือพิมพ์รายงานว่า จอมพลสฤษดิ์เดินทางมาถึงป่าช้าวัดดอนซึ่งได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจัดสถานที่ให้เป็นลานประหารชั่วคราวในช่วงค่ำราวสามทุ่ม ไม่นานเกินรอจอมพลสฤษดิ์ก็สั่งทหารยิงเป้าประหารชีวิตมือเพลิงผู้ต้องหา และเมื่อเสร็จพิธีจอมพลสฤษดิ์ก็เดินทางกลับ ปรากฏว่าประชาชนก็ต่างเฮโลวิ่งไปดูลานประหารชีวิตกันจนฝุ่นตลบถึงขนาดว่าถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ยังมีประชาชนมาดูอย่างไม่ขาดสาย

ในคืนวันเดียวกันนั้น จอมพลสฤษดิ์ได้ออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า“...บุคคลชนิดนี้เป็นภัยแก่ความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนอย่างยิ่ง ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป...” และปิดท้ายด้วยประโยคประจำตัวว่า “...การสั่งประหารชีวิตในครั้งนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว”

 

ยิง!!!! ครั้งที่ 4

การสั่งยิงเป้าครั้งที่สี่ เกิดขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นครั้งสุดท้ายที่จอมพลสฤษดิ์สั่งยิงเป้าโดยใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิวัติ และเป็นครั้งสุดท้ายที่จอมพลสฤษดิ์สั่งยิงเป้าแบบใช้ลานประหารใจกลางเมือง

การประหารครั้งนี้มีมูลเหตุมาจากเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ ‘ตลาดท่าช้าง’ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่ในช่วงเที่ยงถึงบ่ายของวันที่ 20 ธันวาคม 2501 ทะเลเพลิงที่โหมราว 3 ชั่วโมงกว่า สร้างความเสียหายแก่ร้านค้าและอาคารบ้านเรือนมากถึง 400 หลัง ประชาชนมากกว่า 3,000 คนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งทันทีที่ทราบข่าว จอมพลสฤษดิ์ก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินด่วนจากพระนครสู่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อทำการสอบสวนหาต้นเหตุเพลิงไหม้ด้วยตัวเอง

เจ้าหน้าที่รายงานให้จอมพลสฤษดิ์ทราบว่า ต้นเพลิงครั้งนี้มาจากร้านถ่ายรูปของนายอึ้ง แซ่เตียว ซึ่งเป็นเจ้าของร้านถ่ายรูปศิลปงาม จอมพลสฤษดิ์จึงสั่งการให้นำตัวนายอึ้งมาสอบสวน ซึ่งจากการสืบสวนอย่างหนัก ปรากฏว่านายอึ้งไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเอาเงินค่าประกันเหตุไฟไหม้ ปัญหาเดียวที่พบคือ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าต้นเพลิงมาจากร้านถ่ายรูปของนายอึ้ง 

แม้หนังสือพิมพ์จะพยายามบอกว่านายอึ้งให้การสารภาพ แต่ก็ไม่ปรากฏข้อมูลหรือหลักฐานใด ๆ อธิบายเพิ่มเติม ความผิดเดียวของนายอึ๊งคือการที่เจ้าหน้าที่และพยานแวดล้อมจากการสอบสวนให้ข้อมูลว่า ต้นเพลิงมาจากร้านถ่ายรูปศิลปงาม ซึ่งก็ปรากฏว่า จอมพลสฤษดิ์ได้สั่งการให้ยิงเป้าประหารชีวิตนายอึ้ง ณ ตลาดท่าช้าง ที่เกิดเหตุทันที จนกลายความเข้าใจและความตระหนักกันในหมู่ประชาชนทั่วไปในเวลานั้นว่า บ้านไหนเป็นต้นเพลิงไฟไหม้ เจ้าของบ้านจะโดนยิงเป้า


จากกฎอัยการศึก สู่มาตรา 17 

คนไทยส่วนใหญ่มักจดจำอำนาจการสั่งยิงเป้าประหารชีวิตในยุคจอมพลสฤษดิ์คู่ขนานกับอำนาจมาตรา 17 ตามธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 แต่ในเชิงข้อเท็จจริงจอมพลสฤษดิ์ได้ดำเนินการสั่งยิงเป้าประหารชีวิตผู้ต้องหามาตั้งแต่หลังปฏิวัติวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยอ้างอิงอำนาจของหัวหน้าคณะปฏิวัติตามกฎอัยการศึก

ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง 2502 ทีมกฎหมายของคณะปฏิวัติจึงได้ทำการบัญญัติมาตรา 17 ไว้ในกฎหมายเพื่อรองรับอำนาจอันเด็ดขาดของจอมพลสฤษดิ์ซึ่งได้เปลี่ยนสถานะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี

การใช้อำนาจมาตรา 17 ในยุคของจอมพลสฤษดิ์เกิดขึ้นจำนวน 5 ครั้ง และทุกครั้งคือการสั่งประหารชีวิตยิงเป้าทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตรวม 6 คน โดยมีมูลเหตุของการกระทำความผิดใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ซ่องสุมผู้คนและบ่อนทำลายความมั่นคง (นายศิลา วงศ์สิน), มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (นายศุภชัย ศรีสติ, นายครอง จันดาวงศ์ , นายทองพันธ์ สุทธิมาศ และนายรวม วงพันธ์) และ ยาเสพติด (นายเลี่ยงฮ้อ แซ่เล้า) 

ทั้งนี้ พิธีการยิงเป้าด้วยอำนาจมาตรา 17 ส่วนใหญ่กระทำขึ้น ณ เรือนจำบางขวาง โดยมี 2 ครั้งที่กระทำพิธีกลางทุ่งนาต่างจังหวัด ได้แก่ การประหารชีวิตนายศิลา วงศ์สิน หรือ “ผีบุญศิลา” ที่จังหวัดนครราชสีมา และการประหารชีวิตนายครอง จันดาวงศ์ กับ นายทองพันธ์ สุธิมาศ ที่จังหวัดสกลนคร ไม่ปรากฏการยิงเป้าประหารชีวิตผู้ต้องหากลางเมืองเหมือนในช่วงกฎอัยการศึก

อย่างไรก็ตาม หัวใจของการยิงเป้าประหารชีวิตผู้ต้องหาในยุคจอมพลสฤษดิ์ทั้งในนามกฎอัยการศึกและอำนาจมาตรา 17 ก็คือการย้ำเน้นถึงวิธีการลงโทษอันเด็ดขาดรุนแรงนี้ว่า “เพื่อมิให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” 

กระนั้น ในท้ายที่สุดเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2506 ก็กลับกลายเป็นว่า จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและทายาทการเมืองผู้สืบต่อระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ของจอมพลสฤษดิ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 ออกคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินในกองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมเป็นเงินกว่า 604 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่าขณะยังมีชีวิตอยู่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในราชการมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์สินของรัฐไปหลายครั้งหลายหน