08 ก.ย. 2569 | 12:30 น.

KEY
POINTS
ไม่นานมานี้มีข่าวหนึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณะไม่น้อย นานทีปีหนจะเป็นข่าวจากหัวเมืองในภาคอีสานอย่างขอนแก่น ก็กลับเป็นข่าวเรื่องที่มีชาวบ้านฟ้องร้องเรียกคืนที่ดินเอาจากวัด มีผู้แสดงตัวเป็นทายาทเจ้าของที่ดิน
ตอนแรกการนำเสนอข่าวดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางเห็นอกเห็นใจคุณป้าผู้ฟ้องร้อง เพราะเรื่องที่ว่าวัดโกงที่ดินชาวบ้าน ฟังแล้วก็ไม่สบอารมณ์ ผู้คนมีอารมณ์ร่วมเพราะมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นกับหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ไม่รู้วัดจะรวยไปทำไมนักหนา แต่ต่อมากระแสก็ตีกลับ สื่อและผู้คนเห็นใจเจ้าอาวาสและวัดมากกว่า อีกทั้งการออกมาให้สัมภาษณ์ปกป้องวัดโดยชาวชุมชนในละแวกวัด ก็จึงทำให้กระแสตีกลับดังกล่าว
ผู้เขียนเองก็เกิดสนใจติดตามข่าวนี้อยู่พักหนึ่ง แต่พอรู้ว่าเรื่องเป็นไง ไปไง มาไง ก็พักไป เหตุที่สนใจก็เพราะเป็นทายาทของผู้บริจาคที่ดินให้แก่วัดเช่นกัน คุยกับแม่ อย่างฮา เพราะว่าถ้าเราจะฟ้องวัดเอาที่ดินบ้าง ก็น่าจะฟ้องได้ แต่ก็ว่าอย่าดีกว่า เราในฐานะทายาทควรเคารพเจตนารมณ์ของ ‘พ่อไหย่’ (คุณตา) ที่ได้สร้างกุศลโดยการให้ที่ดินเพื่อสร้างสิ่งสำคัญสำหรับชุมชนบ้านเกิด ไม่เฉพาะที่ดินวัด ยังรวมถึงที่ดินสร้างโรงเรียน อนามัย ฯลฯ
คดีความจะเป็นยังไง ว่ากันไปตามกระบวนการ เราจะพักกรณีวัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไปพลางก่อน มาพิจารณาประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนในภูมิภาคอีสาน ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า ในระยะหลังมานี้วัดกับชุมชนในภาคอีสานมีเรื่องราวอะไรกันต่าง ๆ ไม่น้อย
ปกติคนอีสานก็อย่างที่รู้กันว่า มีวิถีชีวิตผูกพันกับวัดค่อนข้างมาก ประเพณีการยกที่ดินถวายให้แก่วัดก่อน ‘สู่ขิต’ นั้นก็เป็นประเพณีฮีตคองเก่าแก่ปฏิบัติกันมาช้านาน แม้แต่เจ้ามหาชีวิต-กษัตริย์ล้านซ้าง ก็มีธรรมเนียมการฟื้นฟูพุทธศาสนา ‘ลายจุ้ม’ (ศิลาจารึก) หลายหลักที่พบในอีสาน เป็นจารึกเพื่อการกัลปนาถวายที่ดินและทรัพย์สินสิ่งของแก่วัด อย่างเก่าก็มีตั้งแต่สมัยพระเจ้าวิซุนนะลาด พระเจ้าไซยะเสดถาทิลาด เจ้าสุลิยะวงสาทำมิกะลาด และจนถึงสมัยเจ้าอะนุวง ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายของราชอาณาจักรล้านซ้าง ก็ยังมีการปฏิบัติประเพณีการฟื้นฟูพุทธศาสนาที่ว่านี้
สำหรับคำถามที่ว่า เพราะเหตุใด ทำไม จึงมีการพบจารึกการกัลปนาของกษัตริย์ล้านซ้างในอีสานกันมาก?
ก็ต้องตอบว่า ก่อนอื่นให้ถอดรื้อภาพจำภูมิศาสตร์ประเทศไทยตามแบบแผนที่สมัยใหม่ที่เรายึดถือกันในปัจจุบันนี้ออกเสียก่อน เพราะเป็นแผนที่ที่เพิ่งทำในสมัยเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นผลจากการเข้ามาของเจ้าอาณานิคมตะวันตก
แต่ก่อนหน้านั้น ดินแดนแถบทั่วทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์นี้ ไม่ได้มีเส้นพรมแดนตามแบบที่เรายึดถือกันในปัจจุบัน เป็นพรมแดนอีกแบบหนึ่งตามขนบจารีต (ฮีตคอง) ที่เรียกว่า ‘เขตขัณฑสีมา’ อยู่กันในรูปแบบ ‘อาณาจักร’ ‘บ้านเมือง’ และหรือ ‘แว่นแคว้น’ ยังไม่มี ‘รัฐชาติ’ (รัฐชาติมาทีหลัง)
เขตแดนของแต่ละอาณาจักรจะยืดหด กว้างใหญ่ไพศาล หรือเล็กกระจ้อยร่อย ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละรัชกาล สิ่งนี้ไม่สามารถส่งผ่านจากรัชกาลหนึ่งไปสู่อีกรัชกาลได้ แม้จะรัชกาลต่อมาอาจจะเป็นทายาทสืบสายพระโลหิตก็ตาม เขาถึงมีสำนวนเปรียบเปรยว่า “แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งพายนั้น แข่งไม่ได้” คตินี้ไม่เว้นแม้แต่พระมหากษัตริย์ และยิ่งเข้มข้นมากสำหรับชนชั้นนำของบ้านเมือง
บางช่วงที่กษัตริย์ล้านซ้างมีอำนาจบารมีมาก เช่นรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม, พระเจ้าโพทิลาละลาด, พระเจ้าไซยะเสดถาทิลาด ก็แผ่อิทธิพลเข้ามาในเขตพื้นที่ภาคอีสานมาก รูปแบบการแผ่อิทธิพลนั้นก็โดยสร้างวัดและทำนุบำรุงพุทธศาสนา ต่อต้านการนับถือผีฟ้าพระยาแถนของคนพื้นเมือง เหตุนี้จึงเกิดวัด, ธาตุเจดีย์, พระพุทธรูป แบบล้านซ้างในอีสานหลงเหลือในพื้นที่มาก
นอกจากนี้ยังมีการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่จากล้านซ้างมาสร้างบ้านแปงเมืองในอีสาน เช่น ในสมัยพระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) มาตั้งสุวรรณภูมิ (อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด), เมืองร้อยเอ็ด, ขอนแก่น, จำปาศักดิ์ สมัยพระวอพระตา เข้ามาตั้งหนองบัวลุ่มภู (หนองบัวลำภู), สิงห์ท่า (ยโสธร) และดอนมดแดง (อุบลราชธานี) สมัยพระยาแลเข้ามาตั้งเมืองชัยภูมิ เป็นต้น
ความที่ในช่วงหลัง กลุ่มที่มีบทบาทในการสร้างบ้านแปงเมืองในอีสาน ไม่ใช่กษัตริย์ เป็นขุนนาง เช่น ‘พระวอพระตา’ เป็นพระภิกษุที่มีคนนับถือมาก (จนได้รับฉายา ‘ขี้หอม’) เช่น ‘พระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก’ (ภายหลังเป็น ‘เจ้าราชครูหลวง’ ของจำปาสัก) และผู้นำสามัญชน เช่น ‘นายแล’ (ภายหลังได้รับพระราชทานราชทินนามเป็น ‘พระยาชุมพลภักดี’ จึงได้ถูกเรียกอีกชื่อว่า ‘พระยาแล’) เลยทำให้ผู้คนในย่านอีสานมีวิถีชีวิตที่แนบแน่นกับฝ่ายศาสนามากกว่าฝ่ายบ้านเมือง
เนื่องจากฝ่ายบ้านเมืองไม่ใช่ผู้นำที่มีอำนาจวาสนาใหญ่โตเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สิ่งนี้เลยติดตรึงแน่นให้คนอีสานให้ความสำคัญแก่บทบาทสามัญชนมากกว่าชนชั้นนำ คือมีวัฒนธรรมแบบคนเท่ากัน มาตั้งแต่ก่อนสมัยอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว
การสร้างบ้านแปงเมืองในอีสานแต่ก่อน มีลักษณะเดียวกับการสร้างบ้านแปงเมืองในภูมิภาคอื่น ๆ ตรงที่จะมีการตั้งวัดสำหรับเป็นศูนย์กลางที่ยึดเหนี่ยวแก่ผู้คนขึ้นมาก่อน บางแห่งมีวัดอยู่แล้ว ก็บูรณะใหม่ เช่นที่พระครูโพนสะเม็กบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุพนม เป็นต้น
เมื่อตั้งวัดก็ต้องมีการกัลปนาที่ดิน คำว่า ‘กัลปนา’ หมายถึง การอุทิศให้, ยก, ถวายให้ หรือจำเพาะเจาะจงมอบให้เป็นกรณีพิเศษ ถ้าเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเช่นที่กษัตริย์อยุธยาทำในหัวเมืองปักษ์ใต้มากในสมัยอยุธยาตอนปลาย จะเรียกว่า ‘พระบรมราชูทิศกัลปนา’ หมายถึงการอุทิศให้โดยพระมหากษัตริย์
ประเพณีนี้ต่อมาสืบทอดโดยขุนนาง คหบดี หรือ ‘ไพร่มั่งมี’ พูดถึงไพร่ เราอาจมีภาพจำว่าเป็นพวกทุกข์ยากแสนเข็ญ แต่ที่จริงก็มีไพร่ที่มีฐานะมั่งคั่งเป็นเศรษฐี เพราะค้าขายรุ่งเรือง แต่ในอดีตเมื่อไพร่มั่งคั่งขึ้นจะไม่สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ทัดเทียมเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน มิเช่นนั้นจะถูกหาว่าแข่งบุญบารมี ถึงขั้นต้องโทษเป็นกบฏเลยทีเดียว แต่การอุทิศให้แด่ศาสนานั้นได้รับอนุญาตให้ไพร่ทำได้ ก็เลยมาแข่งกันสร้างวัดให้แก่คณะสงฆ์แทน
ในการกัลปนา นอกจากที่ดิน ยังมีการอุทิศสิ่งของและผู้คนให้ไว้เป็นทานแก่วัด สำหรับเป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่เป็นโยมอุปัฏฐากแก่พระภิกษุ หุงหาจังหัน และทำงานให้แก่วัด เรียกกันว่า ‘ข้ากัลปนา’ หรือ ‘ข้าพระ’ หรือ ‘ข้าวัด’ พวกนี้ต้องตั้งบ้านเรือนอยู่ไกลวัด วัดเลยเกิดเป็นหน่วยชุมชน ก่อนมีหมู่บ้าน เพราะพวกข้าหรือไพร่เหล่านี้เมื่อถูกยกให้เป็น ‘คนของวัด’ ก็มักจะกลายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมา
สถานภาพ ‘ข้าพระ’ นับว่าไม่เลวเลยเมื่อเทียบกับ ‘ไพร่ส่วย’ (ไพร่ในสังกัดหลวง) หรือ ‘ไพร่สม’ (ไพร่ในสังกัดขุนนาง) เจ้าเมืองไม่มีสิทธิอำนาจจะเรียกบังคับเกณฑ์แรงงานคนเหล่านี้ได้ ยกเว้นในช่วงเวลาศึกสงคราม ถ้าเจ้าเมืองใช้อำนาจไปบังคับเกณฑ์แรงงาน จะถือว่า ‘หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ หรือ ‘หยามพระเกียรติยศ’ แห่งองค์พระมหากษัตริย์ จะถูกลงโทษสถานหนัก
เหตุนี้พวกข้าพระจึงมีเวลาใช้ชีวิตเป็นของตนเอง กระทั่งสามารถทำการค้าจนมั่งคั่งรุ่งเรืองได้ อีกทั้งพระภิกษุยังเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับผู้คนในสังกัดของตนเองมากนัก ผู้คนแต่ก่อนจึงนิยมเป็นข้าพระกันมาก เพราะไม่เข้มงวดเหมือนสังกัดมูลนายที่เป็นคฤหัสถ์
ในเหตุการณ์กรณีศึกเจ้าอะนุวง เจ้าลาดซะวงจึงได้รับมอบหมายหน้าที่พิเศษให้ไปจับกุมเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เพราะเคยมีเรื่องเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ยกกำลังไปเกณฑ์เอาข้าพระที่วัดพระธาตุพนม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เจ้าอะนุวงเคยกัลปนาถวายให้แก่วัดพระธาตุพนมแล้วนั้น มาขุดคลองให้แก่ตนเอง ถือว่าเป็นการกระทำที่หยามพระเกียรติของเจ้าอะนุวงมาก เมื่อจับกุมตัวมาได้ เจ้าอะนุวงจึงให้ประหารชีวิตเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ผู้นั้นเสีย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
อย่างไรก็ตาม นอกจากวัดกับที่ดินแล้ว การสร้างบ้านแปงเมืองในอีสาน ยังคำนึงถึงแหล่งน้ำเป็นปัจจัยหลักสำคัญอีกด้วย จึงปรากฏแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ในย่านตัวเมืองมาเท่าทุกวันนี้ อย่างเช่น บึงตาหลั่ว เมืองนครราชสีมา, บึงหนองบัว เมืองหนองบัวลำภู, หนองประจักษ์ เมืองอุดรธานี, หนองหานหลวง เมืองสกลนคร (เดิมชื่อเมืองหนองหานหลวง), บึงพลาญชัย เมืองร้อยเอ็ด, บึงแก่นนคร เมืองขอนแก่น, แก่งเลิงจาน เมืองมหาสารคาม เป็นต้น
บางเมืองก็ตั้งศูนย์กลางอยู่ชิดติดกับลำน้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำของ (โขง) ในแถบหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร, แม่น้ำชี เมืองยโสธร, ลำปะทาว เมืองชัยภูมิ, ห้วยสำราญ เมืองศรีสะเกษ, แม่น้ำมูนในอุบลราชธานี
มีคติอีสานว่าด้วยย่านบริเวณที่ ‘ดินดำ-น้ำซุ่ม’ หมายถึงบริเวณพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ที่ดินเพาะปลูกอะไรก็ขึ้นงอกงาม และมีน้ำท่าบริบูรณ์สำหรับใช้ได้ตลอดปี บริเวณนั้นเป็นที่มงคล เหมาะแก่การสร้างบ้านแปงเมือง สร้างวัด หรือตั้งชุมชน บางเมืองก็เคราะห์ร้าย เพราะอยู่นานไปประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เช่น กาฬสินธุ์ ได้ชื่อ ‘เมืองน้ำดำ’ (ตามชื่อ/กาฬ-ดำ, สินธุ์-น้ำ) หรืออย่างบุรีรัมย์ ที่มีตำนาน ‘เมืองตำน้ำกิน’ เป็นต้น
บางท้องที่ชุมชนก่อตั้งอยู่กับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นผลมาจากการขุดขึ้นโดยมนุษย์ในอดีต เช่นที่เรียกว่า ‘บาราย’ ซึ่งแต่เดิมเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำศาสนสถาน ใช้ในการประกอบพิธีตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นเหตุให้ปราสาทหรือศาสนสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์ในอีสานพลอยได้รับการดูแลไปด้วย เห็นได้จากหลายกรณีด้วยกัน เช่น ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ในอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสระเกษ, ปราสาทระแงงหรือศรีขรภูมิ อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์, ปราสาทพระธาตุเชิงชุมกับปราสาทธาตุนารายณ์เจงเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นต้น
บางแห่งแม้ไม่ตั้งอยู่ชิดติดกับแหล่งน้ำ แต่ก็สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตั้งบ้านแปงเมืองโดยยึดโยงกับแหล่งน้ำนั้น เช่น กรณีเมืองโบราณที่ดอนขุมเงิน อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีโบราณสถานมีการต่อท่อสร้างลำรางเป็นทางยาว เพื่อให้น้ำจากลึงค์ในแหล่งโบราณสถานไหลไปลงยัง ‘ลำเสียว’ (แม่น้ำเสียว) บ่งบอกถึงการพยายาม ‘เคลม’ ให้ลำเสียวเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวชุมชนที่อาศัยน้ำในลำน้ำสายนั้น
อนึ่ง คำว่า ‘ฮี’ หมายถึง รีหรือเรียว รวมความคำว่า ‘หนองฮี’ ก็หมายถึงหนองน้ำที่มีลักษณะยาวรีหรือเรียวนั่นเอง ส่วนคำว่า ‘เสียว’ ในที่นั้นหมายถึงพืชไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง เป็นพืชที่มักจะขึ้นตามคันแทนา หรือริมห้วยหนองคลองบึง ใช้ประโยชน์ในการเผาเป็นถ่านฟืน ‘แม่น้ำเสียว’ เดิมมีไม้ชนิดนี้ขึ้นปกคลุมที่ริมน้ำมาก คำพวกนี้ไม่ได้สื่อถึงเรื่องเพศหรือลามกจกเปรตแต่อย่างใดเลย
ขอนแก่นเป็นเมืองที่ก่อตั้งมาโดยยึดชัยภูมิวัดกับแหล่งน้ำเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากเรื่องที่ท้าวเพียเมืองแพน ผู้นำพาคนอพยพมาจากร้อยเอ็ดนั้น มาตั้งชุมชนอยู่ที่บริเวณ ‘บึงแก่น’ หรือ ‘บึงแก่นนคร’ คล้ายคลึงกับชัยภูมิของร้อยเอ็ด ที่มีบึงพลาญชัย อยู่ตรงกึ่งกลางเมือง และที่พิเศษกว่านั้นก็คือว่ากันว่าการตั้งเมืองโดยกลุ่มท้าวเพียเมืองแพนที่ว่านี้ยังตั้งขึ้นตรงบริเวณที่มีวัดร้างเก่าอยู่ 2 วัด คือ วัดหนองแวง กับ วัดธาตุ
ถึงแม้ว่าข้อมูลบางแหล่งจะยืนยันว่า วัดทั้งสองนี้ตั้งขึ้นทีหลัง แต่ก็ไม่นานหลังจากท้าวเพียเมืองแพนได้อพยพคนเข้ามาอยู่อาศัยแล้ว พูดง่าย ๆ ตรงนี้ก็สะท้อนว่า การตั้งเมืองขอนแก่นสัมพันธ์กับวัดมาตั้งแต่ต้น
อย่างรก็ตาม นอกจากวัดพุทธแล้ว เมืองในอีสานยังจำเป็นต้องเป็น ‘เมืองผี’ อยู่ด้วย จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นอย่างการสร้างเสาหลักเมือง ภายหลังสร้างอาคารครอบเสาเรียกว่า ‘ศาลหลักเมือง’ สำหรับเป็นที่สิงสถิตของ ‘ผีอารักข์’ หรือ ‘เสื้อเมือง’ แค่นั้นไม่พอ มีผียังต้องมีเทวดานางฟ้า คือเป็น ‘เมืองเทพ’ มีเทพมาสิงสถิตด้วย จึงมีการสร้างศาลมเหสักข์ สำหรับเป็นที่อยู่ของเทวดานางฟ้าไปด้วย
กล่าวได้ว่า ขอนแก่นเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาให้มีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนบริบูรณ์ คือเป็นทั้งเมืองพระ เมืองผี เมืองเทพ และเมืองสำหรับมนุษย์อยู่อาศัยได้ (มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่)
แต่ลำพังเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของผี เทพ พระ นั้น ยังไม่พอ ท้าวเพียเมืองแพนในฐานะผู้นำการก่อตั้งชุมชนเมืองแห่งนี้ รู้ดีว่าอำนาจทางการเมืองที่ตนเองมีอยู่นั้นก็เพียงอำนาจเล็กกระจ้อยร่อยในระดับท้องถิ่น จำเป็นต้องมีการสนับสนุนจากแหล่งอำนาจส่วนกลางที่ใหญ่จริง แต่ในยุคท้าวเพียเมืองแพนตั้งเมืองขอนแก่นนั้นล้านซ้างเสื่อมอำนาจไปมากแล้ว เวียดนามก็อยู่ไกล จึงเหลือเพียงสยาม
ในเรื่องนี้ ท้าวเพียเมืองแพนได้ส่งเครื่องส่วยบรรณาการไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1 ขอเป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เวลานั้นทรงเพิ่งจะโค่นล้มสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ สถาปนาราชวงศ์ใหม่ และตั้งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ ๆ หมาด ๆ เมื่อมีเจ้าเมืองต่างถิ่นแดนไกลขอมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
นอกจากรับเครื่องราชบรรณาการแล้ว ยังทรงแต่งตั้งท้าวเพียเมืองแพนเป็น ‘ขุนนางสยาม’ มีราชทินนามเป็น ‘พระนครศรีบริรักษ์’ การณ์นี้ท้าวเพียเมืองแพนยังได้ส่งธิดาคือ ‘นางคำแว่น’ ไปถวายเป็นบาทบริจาริกา รัชกาลที่ 1 ทรงรับไว้เป็นเจ้าจอม ดังนั้น พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวเพียเมืองแพน) เจ้าเมืองขอนแก่น ก็กลายเป็นผู้ทรงอำนาจในท้องถิ่นอีสานหลังจากตั้งเมืองขอนแก่นได้ไม่นาน เพราะไม่ใช่เพียงเจ้าเมืองบ้านนอกธรรมดา หากแต่มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์จักรีในฐานะ ‘พ่อตา’ ของรัชกาลที่ 1 เลยทีเดียว
ถึงจะผูกพันกับวัดมาก แต่น่าสังเกตว่า เมืองส่วนใหญ่ในอีสาน ศูนย์กลางไม่มีวัดมหาธาตุ ตรงนี้นับว่าผิดไปกว่าภาคกลางและภาคอื่น ๆ แต่ไม่ผิดในแง่ขนบประเพณี (ฮีตคอง) ของอีสาน เมืองในอีสาน ยกเว้นบางเมือง เช่น นครพนม, ยโสธร, อุดรธานี ที่มี ‘วัดมหาธาตุ’ เพราะเมืองใหม่ภายหลังตามธรรมเนียมของภาคกลาง นอกนั้นมี ‘วัดกลาง’ เป็นศูนย์กลางทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในเขตจังหวัดขอนแก่นมีวัดพระธาตุ อยู่ที่อำเภอน้ำพอง คือ วัดพระธาตุขามแก่น ก็เป็นเหตุให้มีการอธิบายว่า ‘ขอนแก่น’ มาจาก ‘ขามแก่น’ และวัดพระธาตุขามแก่นก็ว่าเป็นวัดมหาธาตุเดิมของขอนแก่น แต่ที่จริง อีสานไม่จำเป็นต้องมีวัดมหาธาตุ คนละคติ คนละแนวทางการสร้างบ้านแปงเมือง และก็เป็นไปไม่ได้ที่ ‘ขามแก่น’ จะเพี้ยนเป็น ‘ขอนแก่น’ มีหลักฐานทางเอกสารลายลักษณ์เป็นอันมากที่จะพบมีคำว่า ‘ขอนแก่น’ หรือ ‘ขรแก่น’ อยู่มาช้านานแล้ว ก่อนวัดพระธาตุขามแก่นที่อำเภอน้ำพองจะก่อตั้งขึ้นเสียอีก
จะเห็นได้ว่า สายสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนในอีสาน แนบแน่นกันมาตั้งแต่แรกสร้างเมืองแล้ว ปัญหาก็คือในระยะหลังมานี้กระแสพุทธพาณิชย์ทำให้วัดหันไปพึ่งพาคนภายนอกที่แวะเวียนมาวัดในฐานะ ‘นักท่องเที่ยว’ และหรือ ‘ผู้แสวงบุญ’ ทำให้บางวัดอาจจะห่างเหินไปจากชาวบ้านในชุมชนละแวกย่านอยู่บ้าง แม้จะไม่มากเท่าหลายวัดในภาคกลางก็ตาม
ในสภาพที่อีสานเริ่มมีความเป็นชุมชนเมือง ไม่ใช่สังคมชนบทอีกต่อไป สายสัมพันธ์นี้เริ่มสั่นคลอนตามมาด้วย ประกอบกับความนิยมในการสร้างถาวรสถานและวัตถุใหญ่โตใช้ทุนทรัพย์มหาศาล ในขณะที่ชาวบ้านในชุมชนยังมีฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ ลูกหลานไม่มีทุนศึกษาเล่าเรียน หรือขาดแคลนปัจจัยต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต แต่วัดกลับสร้างอย่างใหญ่โตโอ่อ่าหลายแห่งราวกับปราสาทราชวัง ก็ทำให้วัดกลายเป็นตัวแทนที่สะท้อนให้เห็นสภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไปโดยปริยาย
ยิ่งพระภิกษุมีข่าวประพฤติผิดศีลต้องปราชิกร้ายแรง (เช่น ล่อสีกา หรือแอบมีลูกเมียโดยที่ยังไม่ละผ้าเหลือง) ไม่เว้นแต่ละวัน ชวนให้สาธุชนเกิดความรู้สึกเสื่อมศรัทธา
กรณีวัดป่าอดุลยาราม จริงเป็นตัวอย่างที่ดีที่เมื่อวัดเกิดเรื่อง ชาวบ้านในชุมชนช่วยกันปกป้อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ายังไง วัดก็ต้องอยู่ร่วมกับญาติโยมที่ตั้งบ้านเรือนอยู่รายรอบวัดนั่นแหล่ะ เพราะฉะนั้นอย่าหลงลืมพวกเขา
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตครองผ้าเหลืองอยู่ช่วงหนึ่ง หลวงตามักสอนเสมอว่า “เป็นพระไม่ใช่แค่ครองผ้าเหลือง จะทำอะไรก็ให้ระลึกถึงบุญคุณลุงป้าน้าอาญาติโยมที่เขาใส่บาตรให้ข้าวมากินทุกวัน อย่าทำให้พวกเขาผิดหวัง”
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
อ้างอิง
กรมการศาสนา. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2526.
กำพล จำปาพันธ์. ““ขอนแก่น” ไม่ได้มาจาก “ขามแก่น” แต่ “พระธาตุขามแก่น” จะเป็นธาตุเจดีย์ประจำเมืองขอนแก่น ก็เป็นได้” https://theisaanrecord.co/2026/01/08/where-does-the-name-khon-kaen-come-from/ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569).
กำพล จำปาพันธ์. “การค้นพบ ‘กวนเกษียรสมุทร’ ที่ขอนแก่น จุดเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อีสานในอนาคตอันใกล้” https://www.thepeople.co/history/nostalgia/51960 (เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2566).
คณะกรรมการประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดขอนแก่น. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากรและกระทรวงศึกษาธิการ, 2542.
จารุบุตร เรืองสุวรรณ. “ของดีขอนแก่น” ใน ของดีอีสาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักคณะรัฐมนตรี, 2519.
เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542.
นิทรา สมสวัสดิ์ และคณะ. ขอนแก่น 200 ปี สุดยอดเมืองหลักภาคอีสาน. ขอนแก่น: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, 2540.
ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดขอนแก่น. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย, 2529.
สมชาย ณ นครพนม และคณะ. ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, 2562.
สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะอีสาน. กรุงเทพฯ: สนพ.เมืองโบราณ, 2567.
สุวิทย์ ธีรศาศวัต. ประวัติศาสตร์อีสาน 2322-2488. ขอนแก่น: ภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2557.
อ. บุญไทย (อ่ำ บุญไทย). หนังสือกฤดาการบนที่ราบสูง อ่านได้รสทางการเมืองดีนัก. กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย, 2543.