04 ส.ค. 2569 | 13:00 น.

KEY
POINTS
ปัจจุบัน ‘ความสวย’ ในส่วนของ Beauty Privilege มักถูกมองว่าเป็นตั๋วเบิกทางชั้นดีที่ใคร ๆ ก็อยากได้ เพราะสังคมมักอ้าแขนรับคนหน้าตาดี จนทำให้หลายคนเชื่อว่ามันคือสิทธิพิเศษที่จะมอบทั้งโอกาส ชื่อเสียง และความเอ็นดูจากผู้คน ทว่าหากเราลองพลิกดูในหน้าประวัติศาสตร์ให้ดี จะพบความจริงที่ว่า ‘ความงาม’ ไม่ใช่พรวิเศษสำหรับผู้หญิงเสมอไป แต่มันกลับกลายเป็นคำสาปที่กรีดแทงพวกเธอให้แหลกลาญได้เช่นกัน
หากย้อนไปมองตัวละครอย่าง ‘นางสีดา’ หรือ ‘นางบุษบา’ ในวรรณคดีไทย ที่มีความงามระดับล่มเมืองก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขสำหรับพวกเธอ แต่มันกลับเป็นชนวนเหตุของสงครามและความเจ็บปวด และที่จะพูดถึงไม่ได้เลยคือ นางวันทองที่ในสภาขุนช้างได้เปรียบเธอเสมือนกับนางฟ้ามาจุติ จนทำให้ขุนช้างและขุนแผนต้องทะเลาะเพื่อแย่งชิง ทว่าในท้ายที่สุดนางวันทองก็ถูกประหารชีวิตในข้อหาเป็นหญิงสองใจ จะกล่าวโทษสิ่งใดได้นอกจากความงามและความมักมากของผู้ชาย นอกไปจากนั้นยังมีบทกวีมากมายที่มักเปรียบผู้หญิงเป็นดัง ‘ดอกไม้’ ที่ไร้ปากเสียง มีหน้าที่เพียงชูช่อรอให้ผึ้งภมร (ผู้ชาย) มาดอมดม และเมื่อเชยชมจนหนำใจ ก็ทิ้งกลีบดอกไม้ให้ช้ำชอกและไร้คุณค่า
ทว่าน่าแปลกที่ในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งในวรรณกรรม กวี หรือวรรณคดีเล่มใด ๆ ก็ไม่เคยเปรียบเทียบผู้ชายให้ดูไร้ค่าในลักษณะเดียวกันเลย ที่ต่อให้ผู้ชายจะทำตัวเลวร้าย นอกใจ หรือละเลยความรับผิดชอบเพียงใด พวกเขาก็มักจะรอดตัวไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะใช้ข้ออ้างว่า ‘เป็นผู้ชาย’ จนทำให้เกิดคำว่า ‘ชายแทร่’ ซึ่งเป็นคำสแลงที่ถูกสะกดให้สะท้อนเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า ‘ชายแท้’ เริ่มถูกนิยมใช้และกลายเป็นคำฮิตติดปากอย่างกว้างขวางบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะใน X และ TikTok ช่วง 2022 - 2023
โดยคำนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงกลุ่มผู้ชายที่มีพฤติกรรมหรือทัศนคติแบบ ‘Toxic Masculinity’ ที่ชอบเหยียดทางเพศทั้งเหล่า LGBTQ+ และผู้หญิง อันเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงปิตาธิปไตยในการที่ชายเป็นใหญ่ โดยพวกเขาจะมองว่าตัวเองถูกต้องและอยู่เหนือผู้อื่น ที่สามารถพบเห็นได้ในคอมเมนต์บนโซเชียลมีเดีย โดยมักแสดงออกผ่านตัวอักษรอย่างไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เหมือนยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลเสียอย่างนั้น
และบาดแผลของการถูกตัดสินบนรูปลักษณ์ของผู้หญิงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกวรรณคดีไทย เพราะในซีกโลกตะวันตกยังมีภาพจำของหญิงสาวผมบลอนด์ในชุดกระโปรงสีขาวกำลังปลิวไสว ที่เธอเป็นดัง Sex Symbol แห่งยุค 50s ที่เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘มาริลิน มอนโร’ (Marilyn Monroe) เธอเป็นไอคอนิก (Iconic) แห่งความงามที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากเป็นเธอมากที่สุดในยุคนั้น
แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้แสงสปอร์ตไลต์ที่ส่องให้เธอเจิดจรัสเหมือนดาวค้างฟ้านี้ ความสวยงามของเธอกลับเป็นเหตุดึงดูดเหล่าผู้ชายโปรไฟล์ดีในสังคมมากมาย ถ้ามองผิวเผินก็อาจดูเป็นที่น่าอิจฉา หากว่าผู้ชายเหล่านั้นรักเธอด้วยความจริงใจ แต่ในทางกลับกันพวกเขามองเธอเป็นเพียง ‘เครื่องประดับ’ หรือ ‘ถ้วยรางวัล’ ที่มีไว้เชิดชูเกียรติและเสริมบารมีของตัวเองเท่านั้น อีกทั้งยังหวังเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงที่เธอมีอีกด้วย
มาริลินเกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1926 ในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย มีชื่อเดิมว่า ‘นอร์มา จีน มอร์เทนสัน’ (Norma Jeane Mortenson) แม่ของเธอคือ ‘แกลดิส เพิร์ล เบเกอร์ง (Gladys Pearl Baker) มีอาชีพเป็นผู้ตัดต่อภาพยนตร์ที่สตูดิโอชื่อว่า RKO ในส่วนของพ่อไม่มีข้อมูลตัวตนที่แน่ชัด ทำให้ในเวลาต่อมาเธอจึงได้ใช้ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ แทน และหลายแหล่งข้อมูลก็ระบุชื่อเดิมเธอเพียง นอร์มา จีน
ช่วงชีวิตวัยเด็กของเธอส่วนใหญ่อยู่ในบ้านอุปถัมภ์และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะแม่ของเธอป่วยหนักด้วยโรคทางจิตเวช (Paranoid Schizophrenia) และได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชเกือบตลอดชีวิต จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถเลี้ยงดูเธอได้
จนกระทั่งปี 1937 มาริลินได้ย้ายไปอยู่กับ ‘เกรซ แมคกี ก็อดดาร์ด’ (Grace McKee Goddard) โดยเกรซคือเพื่อนสนิทของแกลดิส เธอจึงได้เป็นผู้ปกครองของมาริลินตามกฎหมาย (Legal Guardian) และตัวเกรซเป็นคนที่ชอบภาพยนตร์ฮอลลีวูดเป็นอย่างมาก เธอจึงกลายเป็นคนปลูกฝังความรักในภาพยนตร์และแฟชั่นให้กับมาริลินไปโดยปริยาย ทั้งชอบพาไปดูหนัง แต่งตัว และมักบอกกับมาริลินเสมอว่าสักวันเธอจะเติบโตขึ้นเป็นดาราดังในฮอลลีวูด
หากย้อนไปในปี 1935 เกรซได้แต่งงานกับ ‘เออร์วิน ด็อก ก็อดดาร์ด’ (Ervin ‘Doc’ Goddard) ทำให้ในเวลาต่อมาชีวิตของมาริลินก็พลิกผันอีกครั้งในปี 1942 ที่เมื่อสามีของเกรซได้ถูกย้ายไปทำงานยังชายฝั่งตะวันออก และไม่สามารถพาเธอที่ในขณะนั้นอายุ 16 ปีไปด้วยได้ เพราะทั้งคู่ไม่มีเงินมากพอ จึงมีสองทางให้มาริลินเลือกคือ กลับไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือแต่งงาน ทำให้ในเวลาต่อมาเธอได้แต่งงานในวันที่ 19 มิถุนายน 1942 กับเพื่อนบ้านที่ชื่อ ‘เจมส์ โดเฮอร์ตี’ (James Dougherty) โดยเขามีอายุ 21 ปี เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องถูกส่งกลับไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกครั้ง
Marilyn Monroe and James Dougherty
ก่อนแต่งงานทั้งคู่ก็ได้ลองคบหาดูใจกันเป็นเวลาหกเดือน โดยเจมส์กล่าวถึงเธอว่า “มาริลินเป็นเด็กสาวที่น่ารัก ใจกว้าง เคร่งศาสนา และชอบให้กอด” นั่นแสดงให้เห็นว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการรอดพ้นจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ตัวมาริลินก็รักเจมส์เช่นกัน อีกทั้งพวกเขาก็มีความสุขด้วยกันดีตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ความสุขนั่นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเจมส์ได้เข้าร่วมกองเรือพาณิชย์และถูกส่งไปยังแปซิฟิกใต้ในปี 1944 หลังจากเจมส์ไปแล้ว มาริลินก็ได้เข้าไปทำงานในสายการผลิตที่โรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์วิทยุเครื่องบิน ในเมืองเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
หลังจากนั้นหลายเดือนต่อมา ‘เดวิด คอนโอเวอร์’ (David Conover) ที่เป็นช่างภาพ ได้มาพบกับมาริลินในขณะถ่ายภาพผู้หญิงที่ช่วยเหลือในสงครามให้กับนิตยสาร Yank เดวิดแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย เพราะมาริลินสวยมาก เธอคือความฝันของช่างภาพ เดวิดจึงเรียกเธอมาถ่ายภาพ จากนั้นเขาก็ส่งงานนางแบบให้เธอเรื่อยมา และภายในเวลาสองปีเธอก็กลายเป็นนางแบบที่มีชื่อเสียง มีผลงานขึ้นปกนิตยสารยอดนิยมมากมาย จนมาริลินเริ่มศึกษาผลงานของนักแสดงระดับตำนานอย่าง จีน ฮาร์โลว์ และ ลานา เทอร์เนอร์ รวมถึงลงเรียนการแสดงด้วยความฝันที่จะเป็นดารา เพราะเธอรักในเส้นทางนี้และทุ่มเทกับมันมาก
แต่แล้วการกลับมาของเจมส์ในปี 1946 ก็ทำให้มาริลินต้องเลือกอีกครั้ง มันเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ เพราะเป็นการเลือกระหว่างคนรักกับอาชีพที่เธอรัก และแม้จะรักกันเพียงใดก็ตาม สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจหย่าขาดกันในวันที่ 13 กันยายน 1946 รวมระยะเวลาการใช้ชีวิตคู่ประมาณ 4 ปี ด้วยสาเหตุที่ว่าทัศนคติและเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกัน เพราะเจมส์ต้องการแม่บ้านที่อยู่ดูแลบ้าน และสร้างครอบครัวกันแบบคนธรรมดาเท่านั้น หลังจากหย่าไม่นานมาริลินก็ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสตูดิโอ 20th Century Fox ในวันที่ 26 สิงหาคม ปี 1946
จากนั้นเธอก็เปลี่ยนชื่อจากนอร์มา จีน มาเป็น มาริลีน มอนโร อย่างที่เรารู้จักกัน โดยนามสกุลมอนโรเป็นของยายเธอ พร้อมทั้งย้อมผมจากสีน้ำตาลเป็นสีบลอนด์ และนี่คือตัวตนใหม่ของเธอที่ใช้เพื่อตอบสนองความใคร่ของตลาดยุคนั้น มันช่วยลบรอยเปื้อนของเด็กสาวชื่อ นอร์มา จีน มอร์เทนสัน ผมสีน้ำตาลที่เติบโตจากครอบครัวแตกสลาย ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมฮอลลีวูด อันถูกควบคุมโดยผู้บริหารชายสูงวัยทั้งหมดในยุคนั้น
ในตอนนั้น เธอได้รับค่าจ้างเพียงสัปดาห์ละ 125 ดอลลาร์ ทั้งที่เธอสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับค่ายหนัง 20th Century Fox และในภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของเธอก็ทำเงินถล่มทลาย แต่เธอกลับได้รับค่าจ้างที่น้อยกว่านักแสดงชายร่วมจออย่างน่าเกลียด นี่ถือเป็นการทำสัญญาที่กดขี่อย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงปี 1949 ช่วงที่เธอยังเป็นเพียงนางแบบและนักแสดงตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก และในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน เธอตกงานไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านและยังต้องหาเงินไถ่รถยนต์คืน จึงจำใจรับงานถ่ายภาพนู้ดกับช่างภาพชื่อ ทอม เคลลีย์ (Tom Kelley) โดยได้ค่าจ้างเพียง 50 ดอลลาร์ มาริลินได้ใช้นามแฝงในการถ่ายว่า ‘Mona Monroe’ จนปี 1952 หลังจากที่เธอเริ่มมีชื่อเสียง ภาพชุดดังกล่าวก็ถูกนำไปทำเป็นปฏิทินขายสร้างกำไรมหาศาล แต่มาริลินกลับไม่เคยได้รับส่วนแบ่งแม้แต่ดอลลาร์เดียวเลย แถมยังถูกสื่อบีบให้รับสารภาพเรื่องดังกล่าว ซึ่งเธอก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอถ่ายจริงเพราะไม่มีเงินแม้แต่จะกินข้าว จึงทำให้ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้คน
จากนั้นในเดือนธันวาคม 1953 ‘ฮิวจ์ เฮฟเนอร์’ (Hugh Hefner) ได้ซื้อลิขสิทธิ์รูปชุดนี้มาในราคาเพียง 500 ดอลลาร์ แล้วนำไปขึ้นปกและเป็นโปสเตอร์แผ่นพับกลางเล่ม (Centerfold) ในนิตยสาร Playboy เล่มแรก โดยที่มาริลินไม่เคยได้รับการติดต่อเพื่อขออนุญาต หรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์แม้แต่เซนต์เดียวเช่นเดิม และนิตยสารก็ขายได้กว่า 50,000 เล่มอย่างรวดเร็วที่ทำเงินมหาศาล
เมื่อมาริลินอายุได้ 27 ปี ในวันที่ 14 มกราคม 1954 เธอได้แต่งงานครั้งที่สองกับ โจ ดิแม็กจิโอ (Joe DiMaggio) ซูเปอร์สตาร์เบสบอล ที่ศาลาว่าการเมืองซานฟรานซิสโก ทั้งคู่ได้คบหากันถึงสองปี ภายหลังจากที่ทั้งคู่ได้นัดทานมื้อค่ำ ทำให้มาริลินกล่าวออกมาว่า “ฉันไม่รู้ว่าฉันรักเขาหรือยัง” โดยเธอได้พูดกับสื่อถึงความสัมพันธ์ครั้งนี้ และเธอยังพูดต่ออีกว่า “แต่ฉันรู้ว่าฉันชอบเขามากกว่าผู้ชายคนไหน ๆ ที่ฉันเคยเจอมา” หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน ทั้งคู่ได้ไปฮันนีมูนที่โตเกียว
Marilyn Monroe and Joe DiMaggio
เธอใช้เวลาช่วงนั้นทำการแสดงให้ทหารที่ประจำการอยู่ในเกาหลีชม เพราะได้รับการติดต่อจาก ‘พลเอก จอห์น อี. ฮัลล์’ (Gen. John E. Hull) ผู้บังคับบัญชาของกองกำลังสหประชาชาติในขณะนั้น ที่ได้ขอให้เธอแวะไปเยี่ยมและแสดงคอนเสิร์ตปลอบขวัญทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นช่วงสงครามเกาหลีมาไม่นาน การปรากฏตัวของเธอทำให้เกิดความวุ่นวายเกือบจะถึงขั้นจลาจลในหมู่ทหาร และโจเองก็ดูไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัดที่ทหารหลายพันคนจ้องมองภรรยาสาวของเขาแบบนั้น
ถึงกระนั้นก็เป็นที่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางเพศของมาริลินกลายเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอนชีวิตสมรสของพวกเขาทั้งคู่ ทำให้เก้าเดือนต่อมา ในวันที่ 27 ตุลาคม 1954 มาริลินและโจก็ได้หย่าร้างกัน โดยพวกเขาได้บอกสาเหตุของการแยกทางกันว่าเป็นเพราะ “ความขัดแย้งด้านอาชีพ” แต่ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
จากนั้นไม่ถึง 2 ปีต่อมา ในวันที่ 29 มิถุนายน 1956 มาริลินได้เลือกที่จะแต่งงานครั้งที่สามกับนักเขียนบทละครชื่อ ‘อาร์เธอร์ มิลเลอร์’ (Arthur Miller) โดยเพื่อน ๆ เล่าว่ามาริลินทำให้เขา ‘เคลิบเคลิ้ม’ หลังจากแต่งงานกัน อาร์เธอร์จึงได้เขียนบทของรอสลิน ทาเบอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง The Misfits ปี 1961 ขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับมาริลินโดยเฉพาะ เพราะเขาใช้มาริลินเป็นแรงบันดาลใจ และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ร่วมแสดงโดย ‘คลาร์ก เกลเบิล’ (Clark Gable) และ ‘มอนต์โกเมอรี คลิฟต์’ (Montgomery Clift) แต่ก็น่าเศร้าที่ชีวิตสมรสระหว่างมาริลินและอาร์เธอร์ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 20 มกราคม 1961 ด้วยความสัมพันธ์เวลาเกือบ 5 ปีของทั้งคู่ก็จบลงพร้อมกับภาพยนตร์ The Misfits ที่เป็นเรื่องสุดท้ายของมาริลินที่มีโอกาสแสดงกับคลาร์ก เกเบิล เพราะเขาได้หัวใจวายเสียชีวิตหลังถ่ายทำเสร็จเพียงไม่กี่วัน อีกทั้งเขาเป็นไอดอลในดวงใจของมาริลินตั้งแต่เด็ก ๆ จนเธอเคยเผลอจินตนาการว่าเขาเป็นพ่อแท้ ๆ ของเธอด้วยซ้ำ และมาริลินเองก็เสียชีวิตในอีก 1 ปีครึ่งต่อมา สาเหตุที่พวกเขาหย่าร้างกันเกิดมาจากบาดแผลที่ถูกทรยศจากความรู้สึก
Marilyn Monroe and Arthur Miller
จุดเริ่มต้นของรอยร้าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของการแต่งงานในปี 1956 ขณะถ่ายทำภาพยนตร์ที่อังกฤษ โดยมาริลินไปบังเอิญอ่านสมุดบันทึกของอาร์เธอร์ที่เขาเขียนถึงเธอในเชิงว่ารู้สึกผิดหวังในตัวเธอ เพราะอับอายภาพลักษณ์ของเธอ และกังวลว่าการแต่งงานครั้งนี้จะทำให้ประสิทธิภาพในการเขียนงานของเขาลดลง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มาริลินสะเทือนใจมาก เพราะเธอทั้งรักและเคารพเขา อีกทั้งมองว่าเขาเป็นเสมือนที่พึ่งทางใจ การได้รู้ว่าคนที่เธอรักมองเธอเป็นตัวภาระ จึงกลายเป็นดั่งแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย
ปัญหาต่อมาคือความเจ็บปวดจากการแท้งลูก เพราะมาริลินปรารถนาที่จะมีลูกและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นกับอาร์เธอร์เป็นอย่างมาก แต่ด้วยเธอต้องประสบภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก และการแท้งถึง 3 ครั้ง เนื่องจากเธอป่วยเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ทำให้ตลอดชีวิตในการทำงานมันสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายให้เธอเป็นอย่างมาก ทั้งโรคนี้ยังเป็นสาเหตุหลักให้เธอแท้ง อีกทั้งการทำงานหนักและความกดดันจากสตูดิโอยุคทองในฮอลลีวูด ที่มีการควบคุมชีวิตส่วนตัวและตารางงานของนักแสดงอย่างเข้มงวด เธอจึงถูกบีบให้ทำงานติดต่อกันยาวนาน ภายใต้ภาวะความเครียดสูง ทั้งยังต้องกินยาในกลุ่มแอมเฟตามีนในการกดความอยากอาหาร เพื่อรักษารูปร่างและเพื่อช่วยลดอาการความเหนื่อยล้า จากภาวะความกดดันนี้ จึงส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจของเธอมาก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามันส่งผลต่อการอุ้มท้องของเธออย่างแน่นอน จนเกิดความสะเทือนใจและซึมเศร้าให้แก่เธออย่างมหาศาล และนี่ก็ทำให้บรรยากาศในชีวิตคู่ตรึงเครียดและแย่ลงเช่นกัน
เรื่องราวดั่งที่เล่ามามันส่งผลให้เธอเผชิญกับปัญหาสภาพจิตใจ ด้วยความวิตกกังวลและอาการนอนไม่หลับอย่างหนัก ทำให้ต้องพึ่งยาคลายเครียด ยานอนหลับ และแอลกอฮอล์มากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งตัวอาร์เธอร์ที่คาดหวังว่าภรรยาของเขาต้องมีความพรั่งพร้อมเป็นดังที่พักใจ ที่จะช่วยสนับสนุนในการเขียนงานของเขา จึงเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการต้องคอยดูแลและรับมือกับอารมณ์ที่แปรปรวนของเธอเป็นอย่างมาก
จากนั้นฟางเส้นสุดท้ายของทั้งคู่ได้เกิดขึ้นในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง The Misfits ซึ่งบทในภาพยนตร์ที่อาร์เธอร์เขียนขึ้นเพื่อเป็นบทของมาริลิน ที่ระหว่างการถ่ายทำดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แย่ลงถึงขั้นสุด เพราะเธอรู้สึกว่าบทบาทที่เขาเขียนให้นั้น มันสะท้อนและตั้งใจจะแฉชีวิตจริงของเธอออกสู่สายตาชาวโลก และในขณะนั้นอาร์เธอร์ก็เริ่มสานสัมพันธ์กับ ‘อิงเก มอราท’ (Inge Morath) สาวคนใหม่ ที่เป็นช่างภาพประจำกองถ่าย ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นภรรยาคนที่สามของเขา ทำให้บรรยากาศในกองถ่ายตึงเครียดมากขึ้น จนทั้งคู่แทบไม่คุยกัน และเมื่อการถ่ายทำภาพยนตร์จบลง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็จบลงอย่างเป็นทางการเช่นกัน อย่างที่เคยได้กล่าวไปก่อนหน้าแล้ว
หากมองให้ลึกลงไปจุดเริ่มต้นความรักของทั้งคู่ มันเกิดจากความคาดหวังที่ต่างคนต่างสร้างไว้ โดยมาริลินมองอาร์เธอร์เป็น ‘ผู้ปกป้องที่จะช่วยให้สังคมยอมรับตัวตนของเธอ’ ในขณะที่อาร์เธอร์เองก็มองมาริลินเป็น ‘เทพีมิวส์ (The Muses) ที่สร้างแรงบันดาลใจอันงดงามให้เขา’ แต่เมื่อมนตร์เสน่ห์คลายลง ทั้งคู่กลับไม่สามารถเติมเต็มความต้องการทางอารมณ์และตัวตนที่แท้จริงของกันและกันได้ เพราะมันได้เริ่มต้นด้วยความลุ่มหลงที่ไม่ใช่ความรักในตัวตนของกันและกันอย่างแท้จริง
ดูเหมือนว่าการแต่งงานสองครั้งให้หลังของมาริลิน จะเป็นมากกว่าการแต่งงานด้วยความรัก แต่มันคือการแต่งงานกับ ‘สัญลักษณ์แห่งความเป็นชาย’ (Trophy Wife) ที่ในความสัมพันธ์ของมาริลินกับผู้ชายเหล่านั้น มักจะสะท้อนถึงสิ่งที่ผู้ชายใช้เธอเป็นดั่ง ‘เครื่องเชิดชูเกียรติยศ’ เพื่อแสดงถึงอำนาจของตัวเอง
ถึงแม้ในแต่ละช่วงชีวิตของมาริลินจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ตัวเธอก็ยังคงเป็นยอดนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเธอเลย ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวเองออกมาจากการต้องอยู่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า ด้วยการแต่งงานกับสามีคนแรกของเธอในวัยเพียง 16 ปี แต่นั้นก็บ่งบอกถึงการตัดสินใจที่เธอจะกำหนดชีวิตตัวเอง และการแต่งงานครั้งนี้เธอก็ได้คบหากันถึงหกเดือน จนได้เกิดจากความรักของวัยหนุ่มสาว และแม้สุดท้ายเธอจะเลือกหย่าเพื่อตามความฝันของเธอก็ตาม โดยผลลัพธ์ของเธอก็ได้แสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จกับสิ่งที่รักและใฝ่ฝัน
อย่างในภาพยนตร์เรื่องแรก ๆ ของมาริลิน แม้เธอจะได้รับบทเป็นตัวละครที่ไม่สำคัญหลายตัว แต่เธอก็พยายามเต็มที่และทำมันออกมาให้ดี จนกระทั่งปี 1950 เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง The Asphalt Jungle ของจอห์น ฮัสตัน ทำให้เธอได้รับบทเล็ก ๆ แต่ทรงอิทธิพลมาก
ต่อมาในปีเดียวกันนั้นการแสดงของมาริลินในบทคลอเดีย แคสเวลล์ ในภาพยนตร์เรื่อง All About Eve ที่นำแสดงโดยเบ็ตต์ เดวิส ทำให้เธอได้รับการยกย่องมากขึ้น หลังจากนั้นมาริลินก็ทำงานอย่างต่อเนื่องในภาพยนตร์ต่าง ๆ เช่น Let's Make It Legal, As Young As You Feel, Monkey Business และ Don't Bother to Knock อย่างไรก็ตามการแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Niagara ปี 1953 นั่นเอง ที่ทำให้เธอโด่งดังเป็นพลุแตก ที่มาริลินรับบทเป็นโรส ลูมิส หญิงสาวสวยที่วางแผนฆ่าสามีที่แก่กว่าและขี้หึงของเธอ
ความสำเร็จของมาริลินในภาพยนตร์เรื่อง Niagara ก็ตามมาด้วยบทบาทนำในภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Gentlemen Prefer Blondes ที่ร่วมแสดงกับเจน รัสเซลล์ และเรื่อง How to Marry a Millionaire ที่ร่วมแสดงกับลอเรน บาคอลและเบ็ตตี เกรเบิล และนิตยสารโฟโต้เพลย์ก็โหวตให้มาริลินเป็นนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี 1953 และเมื่อเธออายุ 27 ปี ก็ได้เป็นสาวผมบลอนด์สุดเซ็กซี่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฮอลลีวูดอย่างไม่ต้องสงสัย
ในปี 1955 มาริลินได้ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเองชื่อ Marilyn Monroe Productions บริษัทนี้ได้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง Bus Stop และ The Prince and the Showgirl ที่ร่วมแสดงกับเซอร์ ลอเรนซ์ โอลิวิเยร์ ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องทำให้เธอแสดงถึงพรสวรรค์ และความสามารถรอบด้านในฐานะนักแสดงผู้มากความสามารถ จนเธอได้รับการยอมรับมากขึ้นจากภาพยนตร์เรื่อง Some Like It Hot ในปี 1959 โดยได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในประเภทภาพยนตร์ตลก ที่มันช่วยสลัดภาพสาว Dumb Blonde ออกไป
ที่ภาพลักษณ์ของมาริลินไม่ดีมาตลอดมันเกิดจากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมอเมริกันที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคบริโภคนิยมและความมั่งคั่ง ได้วางภาพลักษณ์ให้เธอเป็นตัวแทนของความสุข ความเย้ายวนใจ และความงามอันสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นฉากกระโปรงเปิดในเรื่อง The Seven Year Itch (1955) หรือชุดสีชมพูรัดรูปใน Gentlemen Prefer Blondes (1953) ภาพลักษณ์ของเธอถูกออกแบบให้ปล่อยแรงดึงดูดทางเพศออกมาอย่างเปี่ยมเสน่ห์แต่ทว่าก็ดูไม่มีพิษมีภัย (Dumb Blonde archetype) และด้วยเธอได้ขึ้นปกนิตยสาร Playboy ฉบับแรกในปี 1953 ยิ่งตอกย้ำตำแหน่งการเป็นสัญลักษณ์ทางเพศของเธอในระดับมหาชน
ถึงแม้สื่อและฮอลลีวูดจะตีตราว่าเธอเป็นเพียง ‘สาวผมบลอนด์สุดเซ็กซี่ที่ไร้เดียงสา’ หากแต่ในความเป็นจริง มาริลินมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะเธอได้ต่อสู้เพื่อสิทธิและตัวตนของเธอ ด้วยสาเหตุจากการไม่พอใจที่สตูดิโอภาพยนตร์มักมอบบทบาทแบบมิติเดียวให้เธอเล่นบทสาวสวยโง่ ๆ เธอจึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเอง (Marilyn Monroe Productions) ซึ่งถือเป็นก้าวที่กล้าหาญมากสำหรับผู้หญิงในยุคนั้น ทั้งเธอยังเป็นคนที่รักการอ่านหนังสือจำพวกวรรณกรรมหนัก ๆ และมักเรียนรู้เรื่องการแสดงอย่างจริงจังที่ Actors Studio ในนิวยอร์ก เพราะเธอตระหนักดีว่าภาพลักษณ์ Sex Symbol คือ ‘เครื่องมือการทำงาน’ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเธอ
ในส่วนของชีวิตมาริลินมีความทรงอิทธิพลต่อสังคมอย่างมาก ในแง่การเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมบันเทิงที่ตักตวงผลประโยชน์จากเรือนร่างผู้หญิง จนกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและสุขภาพจิตของเธออย่างมหาศาล ทั้งเรื่องแบบนี้ยังสามารถพบเห็นได้อยู่เสมอกับยุคปัจจุบัน และดูเหมือนจะเลวร้ายลงไปทุกทีอย่างเช่น การที่ผู้หญิงในยุคนี้จะต้องเจอกับกรณีภาพหลุดคลิปหลุด ที่เป็นปัญหาสื่อลามกอันไม่สมยอม (Revenge Porn) โดยเหล่าผู้ไม่หวังดีปล่อยออกมา หลังจากเกิดการเลิกราเพื่อลดทอนคุณค่าของฝ่ายหญิง ให้ดูเป็นเหมือนสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มากกว่าการเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก มันชี้ให้เห็นว่ามาริลินคือเหยื่อยุคบุกเบิกของโครงสร้างสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ที่ยังคงส่งต่อการมองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ จากแนวคิดชายแทร่มาถึงปัจจุบัน ที่จะคอยย้ำเตือนผู้หญิงเสมอว่า เราสามารถที่จะรักได้ แต่ต้องรักอย่างมีสติ โดยใช้เหตุผลมากกว่าหัวใจ เพื่อรักตัวเอง
และเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะในเย็นวันที่ 4 สิงหาคม 1962 มาริลินที่อยู่ในวัย 36 ปี ได้เสียชีวิตที่บ้านของเธอในเบรนท์วูด รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั่วโลกต่างตกตะลึงโดยยากจะเชื่อว่าเธอได้จากไปแล้ว ในเวลาต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 1962 ร่างของเธอก็ถูกฝังไว้ในช่องบรรจุศพ (Crypt) หมายเลข 24 ณ สุสานเวสต์วูด เมโมเรียล พาร์ค ในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
หลังจากนั้นเวลาได้ล่วงเลยมา 30 ปี จนในปี 1992 ‘ฮิวจ์ เฮฟเนอร์’ (Hugh Hefner) ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Playboy เขาได้จ่ายเงิน 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อช่องบรรจุศพติดกับเธอ และเขาให้เหตุผลว่า แม้เขาทั้งสองคนจะไม่เคยพบกันตัวเป็น ๆ แต่รูปของมาริลินก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Playboy เล่มแรกโด่งดัง ทั้งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า
“การได้ใช้ชีวิตนิรันดร์อยู่ข้าง ๆ มาริลีน
ป็นเรื่องหวานซึ้งเกินกว่าจะมองข้ามไปได้"
เมื่อฮิวจ์ เฮฟเนอร์เสียชีวิตใน 2017 ร่างของเขาก็ถูกนำมาบรรจุไว้ในช่องข้าง ๆ เธอตามที่เขาตั้งใจไว้จริง ๆ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและสาธารณชนจำนวนมากที่มองว่าพฤติกรรมนี้ ‘น่าขนลุก’ (Creepy) มันคือการคุกคามแม้กระทั่งหลังความตาย ที่หลายคนมองว่าการที่เขาตามไปนอนอยู่ข้าง ๆ เธอตลอดกาล เป็นเหมือนการฉวยโอกาสและละเมิดความเป็นส่วนตัวของมาริลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ตอนมีชีวิตจนกระทั่งเสียชีวิต เพียงเพื่อสนองความหลงใหลและความต้องการส่วนตัวของตัวเขาเอง และถ้าหากเธอลุกขึ้นมาพูดได้ คงไม่ต้องการแบบนี้แน่นอน
นอกจากหลุมด้านข้าง ๆ แล้ว ช่องบรรจุศพที่อยู่ ‘ข้างบน’ ตัวมาริลิน ที่เป็นของนักธุรกิจชื่อ ‘ริชาร์ด พอนเชอร์’ (Richard Poncher) ซึ่งเขาได้สั่งภรรยาไว้ก่อนตายว่าให้บรรจุศพเขาในท่าคว่ำหน้าลงหามาริลินด้วย โดยก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1986 ในวัย 81 ปี เขาได้เอ่ยปากสั่งเสียผู้เป็นภรรยาไว้อย่างจริงจังและแกมขู่ว่า “ถ้าคุณไม่จับผมให้นอนคว่ำหน้าหันเข้าหามาริลิน ผมจะหลอกหลอนคุณไปตลอดชีวิต!”
เมื่อเขาเสียชีวิตลง ภรรยาของเขาจึงทำตามคำสั่งเสียนั้นจริง ๆ โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่บรรจุศพเขาในลักษณะ ‘นอนคว่ำหน้า’ ลงไปหาช่องศพของมาริลินที่อยู่ด้านล่าง ต่อมาใน 2009 ภรรยาของเขาได้นำช่องศพนี้ออกประมูลทาง eBay เพื่อหาเงินไปชำระหนี้บ้าน และล่าสุดเมื่อมีนาคม ปี 2024 ช่องบรรจุศพบริเวณใกล้เคียงนี้ ก็ได้ถูกนักลงทุนประมูลไปในราคาถึง 195,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ตลอดการทำงานของมาริลิน แม้เธอได้แสดงภาพยนตร์ถึง 30 เรื่อง ที่แสดงถึงการมีฝีมือที่เก่งกาจและโด่งดังแค่ไหน แต่ผู้คนส่วนมากโดยเฉพาะผู้ชายก็ต่างตีค่าความเป็นผู้หญิงของเธอ เพียงแค่ความสวยงามที่เป็น Sex Symbol เท่านั้น ถึงเธอจะสร้างความสุขให้แก่ผู้คน จนโด่งดังไปทั่วโลกในยุคของเธอก็ตาม และความนิยมของมาริลินได้ขยายไปไกลกว่าสถานะดารา อันนำไปสู่สถานะไอคอนิกจนทุกวันนี้ ทำให้ชื่อ ‘มาริลิน มอนโร’ มีความหมายเหมือนกันกับความงาม ความเย้ายวน และความสดใส ที่เธอยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคส่วนตัว เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และความงามอันเย้ายวนนี้ หาใช่การตระหนักรู้และรักในตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่ เพราะสุดท้ายเธอก็กลายเป็นอีกหนึ่งเหยื่อของโลกที่ลุ่มหลงเพียงเปลือกนอก ที่เหล่าชายแทร่ไม่เคยให้เกียรติเลย แม้กระทั่งในตอนที่เธออยู่ในหลุมฝังศพที่ควรจะเป็นที่ที่ให้ความสงบอันเป็นนิรันดร์ก็ตาม
มันจึงคอยย้ำเตือนเราเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นนางในวรรณคดีไทยที่ถูกตีค่าด้วยเสน่ห์รัญจวนใจ หรือดาราสาวสวยระดับโลกที่ต้องจบชีวิตลงท่ามกลางความอ้างว้าง ล้วนเล่าว่าความงามของสตรีเพศมักถูกฉาบทาด้วยคราบน้ำตาและการเอารัดเอาเปรียบที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเรื่องราวเหล่านี้จะคอยบอกเล่าความจริงอันบิดเบี้ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดไป
แม้กระทั่งเรื่อง Blonde (บลอนด์) ในปี 2022 จาก Netflix ที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของมาริลิน มอนโร อันได้นำแสดงโดย อนา เดอ อาร์มัส (Ana de Armas) ก็ยังสะท้อนถึงประเด็น Sex Symbol ของเธอ ที่มีฉากแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างมาริลิน มอนโร กับประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย ซึ่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และพูดถึงมากที่สุดของเรื่องที่เกี่ยวกับมาริลิน ในรอบ 60 ปีในการจากไปของเธอ
ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งที่แม้เธอไร้ลมหายใจ ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเธอก็ยังคงถูกตีราคาเป็นสินทรัพย์ที่ผู้มีเงินสามารถครอบครองได้ตามใจชอบ
อ้างอิง
1. กนกพิชญ์ อุ่นคง. (2567, 8 มกราคม). ‘ชายแทร่’ Toxic masculinity เริ่มต้นที่บ้าน โรงเรียน หรืออื่นใด?: คุยกับ ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน. The Potential.
2. คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2566, 18 พฤษภาคม). ถอดความ PSY Talk เรื่อง Beauty Privileges: รูปร่างหน้าตามีอิทธิพลต่อชีวิตจริงหรือไม่.
3. ณัฐทราวดี ตรีสอน. (2567). ภาพสะท้อนบทบาทสตรีไทยจากละครโทรทัศน์เรื่อง “หนึ่งในร้อย” [การค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]. TU e-Thesis.
4. รัฐฐกรณ์ ศิริฤกษ์. (2565, 4 ตุลาคม). มาริลิน มอนโร และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี: บาดแผลของไอคอนฮอลลีวูดและความลับระดับประเทศ [โพสต์ Facebook]. Facebook.
5. รื่นฤทัย สัจจพันธุ์. (2564). เมื่อ “เสภาขุนช้างขุนแผน” ถูกรื้อสร้างใหม่เป็น “วันทอง”. วารสารมนุษยศาสตร์ ฉบับบัณฑิตศึกษา, 10(2), 136–152.
6. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). [ใส่ชื่อบทความ]. ฐานข้อมูลเอกสารตัวเขียนในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569
7. โสภิณ โตวิธิรากุล. (2553). [ใส่ชื่อรายงานการวิจัย] [รายงานการวิจัย]. สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
8. ใบบุญ วจนอักษร. (2561, 15 พฤศจิกายน). สุภาษิตสอนสตรี ความร่วมสมัยในคำสอนโบราณคร่ำครึ. common.
9. BBC News. (2017, September 29). Marilyn Monroe crypt for sale on eBay.
10. Child, B. (2009, August 25). Burial plot above Marilyn Monroe sold to anonymous bidder. The Guardian.
11. Fortner, S. (n.d.). Marilyn Monroe biography. The Marilyn Monroe Collection. Retrieved July 24, 2026
12. Kaplan, R. (2026, June 1). The endometriosis that Hollywood erased from Marilyn Monroe's story. Endometriosis Foundation of America.
13. Mailer, N. (1973). Marilyn: A biography. Grosset & Dunlap.
14. Mulvey, L. (1975). Visual pleasure and narrative cinema. Screen, 16(3), 6–18.
15. Nolasco, S. (2023, August 6). Los Angeles burial crypt near Marilyn Monroe, Hugh Hefner on sale for $2 million. Fox Business.
16. Page Six Staff. (2026, June 3). New doc recasts Marilyn Monroe through her endo battle. Page Six.
17. Pappas, S. (2019, January). CE corner: Test your ethical IQ. Monitor on Psychology, 50(1), 34.
18. PEOPLE Staff. (2026, May 6). Inside Marilyn Monroe's private endometriosis battle and painful pregnancy losses. PEOPLE.
19. Ramati-Ziber, L., Shnabel, N., & Glick, P. (2019). The beauty myth: Prescriptive beauty norms for women reflect hierarchy-enhancing motivations leading to discriminatory employment practices. Journal of Personality and Social Psychology, 119(5), 1088–1110.
20. Sampson, R. (2015, October 27). Film theory 101 — Laura Mulvey: The male gaze theory. Film Inquiry.
21. Villines, Z. (2021, September 21). How beauty standards impact mental health. Medical News Today.