27 ก.ค. 2569 | 09:34 น.

KEY
POINTS
แม้จะเป็นช่วงหลังจากที่พม่ามีการรัฐประหารครั้งล่าสุด (1 กุมภาพันธ์ 2564) ซึ่งเป็นรัฐประหารที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นการยึดอำนาจจากกลุ่มการเมืองนำโดยนาง ‘อองซานซูจี’ ผู้นำการเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศเมียนมาร์ (ลำดับต่อไปถ้าจะกล่าวถึงประเทศ จะใช้คำว่า ‘เมียนมาร์’ แต่หากจะกล่าวถึงชนชาติที่กุมอำนาจหลักจะใช้คำว่า ‘พม่า’)
เป็นยุคที่สงครามการสู้รบกันระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ ได้หวนกลับคืนมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากสงบศึกกันไปนาน จนชายแดนกลายเป็น ‘ตลาดการค้า’ ไปหลายแห่งอย่างในปัจจุบัน
กระนั้นข่าวคราวเกี่ยวกับเพื่อนบ้านฝั่งทิศตะวันตกของสยามประเทศไทยนี้ก็ได้เงียบหายไปเป็นเวลานาน เราไม่ค่อยทราบเรื่องราวของเพื่อนบ้านทางฝั่งนี้เท่าไร เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอีกฝั่งตรงข้ามอย่างกัมพูชา เพราะเพิ่งมีสงครามชายแดนซัดกันไปหยก ๆ และหลายฝ่ายต่างมองว่า สงครามกับกัมพูชายังสามารถจะปะทุขึ้นได้อีก ตราบใดที่ปัญหาเขตแดนยังไม่ยุติ และการเมืองภายในของทั้งสองฝั่งยังไม่มีเสถียรภาพ
แต่แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ก็มีข่าวหนึ่งจากเมียนมาร์ เป็นข่าวเล็ก ๆ แต่ได้รับความสนใจมากพอสมควร ก็คือข่าวรัฐบาลพม่าภายใต้การนำของนายพล ‘มินห์ อ่องลาย’ ได้สั่งให้รื้อทำลายอนุสาวรีย์อดีตผู้นำอย่าง ‘นายพลอองซาน’
สำหรับคนเจนหลัง ๆ ในสังคมไทย ‘นายพลอองซาน’ หรือ ‘อู อองซาน’ (U Aung San) อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูหรือไม่เคยได้ยินได้รู้จักกันเท่าไรนัก แต่สำหรับคนรุ่น 40 ปีอัพ จะต้องเคยได้ยินชื่อนี้ไม่มากก็น้อย เพราะเป็นชื่อที่เมื่อจะกล่าวถึงเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านฝั่งเมียนมาร์แล้ว ไม่เอ่ยถึงชื่อนี้ไม่ได้เลย เพราะดูเหมือนความขัดแย้งอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศเมียนมาร์ทุกวันนี้ ยังคงเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากยุคนายพลอองซาน แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) หรือไม่เขาก็เป็นที่รู้จักแต่เพียงว่าเป็นบิดาของนางอองซานซูจี
แต่อย่างไรก็ตาม นายพลอองซานก็เคยมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์สังคมการเมืองพม่ามาก่อน อีกทั้งนางอองซานซูจีสำหรับสังคมพม่าแล้วก็ยังคงถูกเรียกขานว่าคือ ‘ลูกสาวนายพลอองซาน’ เมื่อรับรู้กันเช่นนั้น พอสื่อไทยเห็นข่าวอนุสาวรีย์นายพลท่านนี้โดนทุบทำลาย ก็เข้าใจกันไปว่าคือการพยายามลบภาพจำเกี่ยวกับนางอองซานซูจี
ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่านั้นเอง ต่างก็เคยยกย่องบทบาทนายพลอองซานและเป็นผู้สร้างอนุสาวรีย์ให้แก่นายพลอองซาน เรื่องราวก็เลยดูแปลกไปสักหน่อย ที่มาทุบทำลายเอาในตอนนี้ จะเป็นด้วยอิทธิพลหรือได้แบบอย่างจากเพื่อนบ้านอย่างสยามประเทศไทยที่ก็มีการทุบทำลายอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญร่วมยุคเดียวกัน อย่างอนุสาวรีย์ที่สื่อถึงบทบาทคณะราษฎรหรือไม่ ไม่อาจทราบได้
แต่ที่แน่ ๆ ชื่อของนายพลออกซานนั้นยังพ่วงติดมากับ ‘สนธิสัญญาปางโหลง’ (Panglong Agreement) ที่เมื่อมีความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบกันระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยขึ้นมา สนธิสัญญานี้ก็มักจะถูกรื้อฟื้นกลับมาพูดถึงกันเสมอ ก็เลยเกิดคำถามกันขึ้นมาว่า การทุบทำลายอนุสาวรีย์นายพลอองซานนี้จะเกี่ยวกับการลบภาพจำที่สืบเนื่องกับสนธิสัญญาดังกล่าวนี้หรือไม่?
นายพลออง ซาน หรือ ‘อู อองซาน’ เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1915 (พ.ศ.2458) ที่เมืองนัตเม่าก์ บิดาชื่อ ‘อู เผ่า’ มีอาชีพเป็นทนายความ มารดาชื่อ ‘ด่อซู’ มีปู่ชื่อ ‘โบมิงยอง’ เป็นนักต่อสู้แนวชาตินิยม เคยมีบทบาทอย่างมากในการเคลื่อนไหวต่อต้านเจ้าอาณานิคมอังกฤษและเรียกร้องเอกราช ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอองซานจะได้รับอิทธิพลความคิดชาตินิยมหรือได้แรงบันดาลใจมาจากปู่ของเขา
การสืบทอดบทบาทนี้จากปู่ ทำให้เขาหมกมุ่นกับกิจกรรมกอบกู้เอกราช และศึกษาแนวคิดทางการเมืองต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยร่างกุ้ง เขาได้รับเลือกเป็นกรรมการสภานักศึกษามหาวิทยาลัยร่างกุ้ง ตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่เข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยดังกล่าว และยังเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยร่างกุ้งอีกด้วย
ต่อมาได้ร่วมก่อตั้ง ‘พรรคสังคมนิยมพม่า’ เพราะเห็นด้วยกับขบวนการความคิดสังคมนิยมซึ่งได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ.1917 แต่ต่อมาเมื่อ ค.ศ.1938 ได้ย้ายไปก่อตั้งขบวนการชาตินิยมที่ชื่อ ‘สมาคมชาวเราพม่า’ หรือ ‘พรรคตะขิ่น’ (Thakin Party) ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งเน้นการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ตามแนวทางสันติวิธี สร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการสันติวิธีที่ก็กำลังเรียกร้องเอกราชอยู่ที่อินเดียเช่นกัน ที่อินเดียขบวนการนี้มีผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณคือ ‘มหาตมะ คานธี’
อีกแนวทางเพื่อเอกราชที่พรรคตะขิ่นเคยแสดงท่าทีสนใจก็คือแนวทางของญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘วงไพบูลย์แห่งเอเชีย’ หรือ ‘เอเชียเพื่อชาวเอเชีย’ (Asia for Asia) ซึ่งเป็นแนวทางสร้างแนวร่วมของกองทัพญี่ปุ่น จริง ๆ แล้ว อู อองซาน ใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะผู้นำนักศึกษามาตลอด แต่เหตุที่มามีคำนำหน้านามว่า ‘นายพล’ ก็เพราะเส้นทางการต่อสู้เพื่อเอกราชของเขา ทำให้เขาต้องเข้าสู่การเป็นทหารอยู่ช่วงหนึ่ง
โดยในปลายปี ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) อู อองซาน ได้เป็นแกนนำในการพา ‘กลุ่มสหายสามสิบคน’ (Thirty Comrades) ไปฝึกวิชาการทหารจากกองทัพญี่ปุ่นที่เกาะไหหลำ ต่อมาร่วมกันก่อตั้ง ‘กองทัพเอกราชพม่า’ (Burma Independence Army - BIA) ขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ.1941 นั้นเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อญี่ปุ่นรุกรานพม่า โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย แม้แต่ภายในพรรคตะขิ่นก็เกิดเสียงแตก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าญี่ปุ่นรุกรานไม่ต่างจากชาติตะวันตก ดังนั้นจึงควรต่อต้านญี่ปุ่นในฐานะผู้รุกรานใหม่นี้ด้วย แต่อีกฝ่ายเห็นเป็นโอกาสในการช่วยญี่ปุ่นขับไล่เจ้าอาณานิคมอังกฤษออกไปก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง อู อองซาน อยู่ในกลุ่มหลังนี้
สงครามมหาเอเชียบูรพาได้ส่งผลทำให้อำนาจของเจ้าอาณานิคมตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สั่นคลอนลง ชาติตะวันตกที่เคยยิ่งใหญ่แม้แต่อังกฤษที่ได้ชื่อเป็นประเทศที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล และแผ่ขยายอำนาจไปทั่ว ก็ยังพ่ายแพ้ต่อประเทศเล็ก ๆ ทางฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลให้แก่ผู้นำชาตินิยมทั้งหลายในเอเชีย
ถึงแม้ว่าหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง เจ้าอาณานิคมตะวันตกจะกลับมา แต่ก็อยู่ในอำนาจได้ไม่นานหลังจากนั้น ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างมีขบวนการชาตินิยมที่เข้มแข็งและต่อสู้เรียกร้องเอกราชจนประสบความสำเร็จ พม่าก็เช่นกัน
จากบทบาทผู้นำชาตินิยมต่อสู้เรียกร้องเอกราชนี้ ทำให้นายพลอองซานได้รับการยกย่องและสมญาว่า ‘บิดาแห่งรัฐชาติพม่า’ (Father of Burmese Nation) หรือ ‘บิดาแห่งเอกราชพม่า’ (Father of the Burmese Independence) เช่นเดียวกับมหาตมะ คานธี ของอินเดีย, ดร.ซุน ยัดเซ็น ของจีน, โฮจิมินห์ของเวียดนาม, เจ้าเพ็ดซะราดของลาว, เจ้าสีหนุของกัมพูชา ฯลฯ
ในบางประเทศ ภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบเสรีไปสู่คอมมิวนิสต์ เช่น จีน และลาว ผู้นำคอมมิวนิสต์ยังคงยกย่อง ‘บิดาแห่งรัฐชาติ’ นี้ต่อมา แม้จะให้ความสำคัญแก่ผู้นำการปฏิวัติของตนเองมากกว่า เช่น จีนที่ยกย่อง ‘เหมา เจ๋อตุง’ สูงส่งกว่า ‘ดร.ซุน ยัดเซ็น’ หรืออย่างกรณีผู้นำการต่อต้านระบอบอาณานิคมฝรั่งเศสอย่าง ‘เจ้าเพ็ดซะราด’ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็ยังคงยกย่องความสำคัญ แม้ไม่เท่ากับ ‘เจ้าสุพานุวง’ กับ ‘ไกสอน พมวิหาน’ อดีตผู้นำพรรคของตน กรณีเวียดนามนั้นไม่เป็นปัญหาในเรื่องนี้ เพราะผู้นำต่อต้านเจ้าอาณานิคมกับผู้นำพรรคเป็นกลุ่มเดียวกัน
สำหรับสยามประเทศไทยที่ว่ากันว่าแม้จะไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก แต่ผู้ที่อาจยกย่องเทียบเคียงกันได้ในบทบาทนี้มีอยู่ 2 คน คือ ‘พระยาพหลพลพยุหเสนา’ (พจน์ พหลโยธิน) กับ ‘ปรีดี พนมยงค์’ แต่ท่านที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยคงไม่เห็นด้วย เพราะเหตุการณ์อย่างที่เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นยังเป็นปัญหาในแง่การตีความทางประวัติศาสตร์ ในขณะที่การปฏิวัติเพื่อปลดแอกชาติจากเจ้าอาณานิคมตะวันตกมาสู่ยุคเอกราชของประเทศอื่นนั้น ไม่เป็นปัญหาในส่วนนี้
แม้ว่าชะตากรรมของการปฏิวัติเพื่อสถาปนาชาติที่มีเอกราชและอธิปไตยของตนเองในแต่ละประเทศ จะมีเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่คล้ายคลึงกันในแง่ที่ภายหลังต่อมาได้เกิดอีกกลุ่มอำนาจใหม่ที่นำพาประเทศไปสู่เส้นทางการสถาปนาเจ้าอาณานิคมใหม่อย่างเผด็จการทหารอำนาจนิยมก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทเช่นนี้ผู้นำเผด็จการทหารของพม่าก็จึงต้องยกย่อง (ไม่ถึงกับเชิดชูอะไร) แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้นำเผด็จการทหารพม่าจะเห็นด้วยกับนายพลอองซานทุกสิ่งอย่าง
บางทีก็เรียก ‘ข้อตกลงปางโหลง’ (Panglong Agreement) สืบเนื่องจากเมียนมาร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และแต่ละแคว้นยังเคยเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อพม่ามาก่อนหน้าที่จะถูกผนวกรวมเข้าเป็นอาณานิคมอังกฤษ เมื่อเรียกร้องเอกราช จึงเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมาว่า จะดำเนินการอย่างไรให้เกิดความสมานฉันท์กันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้
นัยหนึ่งก็คือทำอย่างไรให้เอกราชจากอังกฤษเป็นเอกราชสำหรับเพื่อชาวชาติพันธุ์ต่าง ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะสำหรับพม่า หรือจะกลายเป็นว่าปลดแอกจากอังกฤษได้แล้ว พม่าก็มาเป็นเจ้าอาณานิคมใหม่แทนที่อังกฤษไปเท่านั้น ไม่ใช่ว่าได้รับเอกราชอย่างแท้จริงสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้พวกเขาต้องมาเป็นปรปักษ์และต่อสู้เรียกร้องเอกราชเอาจากพม่าต่อ
นายพลอองซานกับพรรคตะขิ่นในฐานะผู้นำพม่า จึงได้จัดการประชุมขึ้นที่ปางหลวงในรัฐฉาน เมื่อวันที่ 20-28 มีนาคม พ.ศ.2489 และอีกครั้งเมื่อวันที่ 3-12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2490 มีผู้นำพม่า ไทใหญ่ และคะฉิ่น เข้าร่วมลงนาม สาระสำคัญของความตกลงฯ มีดังนี้
(1) ตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นที่ปรึกษาข้าหลวงเกี่ยวกับพื้นที่ของรัฐชายแดน
(2) สมาชิกสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวชาติพันธุ์ ต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารเฉพาะด้าน ที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศและกิจการต่างประเทศ
(3) ที่ปรึกษาข้าหลวงและผู้ช่วยที่ปรึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบดินแดนของตนเอง
(4) กำหนดรายละเอียดในการตั้งรัฐคะฉิ่น
(5) ประชากรในรัฐชายแดนมีสิทธิเท่ากับประชากรในประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ
(6) การดำเนินงานตามสนธิสัญญาต้องไม่ละเมิดสิทธิทางการคลังของรัฐฉาน รัฐชีน และรัฐคะฉิ่น
นอกจากนี้ ที่ประชุมปางโหลงยังมีการตกลงกันเกี่ยวกับ ‘การร่างรัฐธรรมนูญและสิทธิถอนตัว’ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เริ่มประชุมกันที่ร่างกุ้ง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ถึง 24 กันยายน พ.ศ.2490 ตัวแทนจากรัฐต่าง ๆ แสดงความต้องการให้จัดตั้ง ‘สหพันธรัฐ’ อย่างแท้จริง
ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ชาวพม่าที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วย ได้ก่อกระแสสร้างความเกลียดชัง เนื่องจากการเรียกร้องเอกราชของพม่ามีหลายแนวทาง บางกลุ่มเห็นว่าควรต่อสู้ด้วยการใช้กำลังอาวุธ อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยที่จะให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้สิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญเท่าเทียมกับพม่า จนกระทั่งได้จัดตั้งกลุ่มมือปืนเพื่อปฏิบัติการลอบสังหารนักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อเอกราชที่มีแนวทางต่างจากตนเอง
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ในระหว่างการประชุมเพื่อร่างรัฐธรรมนูญสหภาพพม่า ได้มีกลุ่มบุคคลที่ถูกจัดตั้งมานี้ได้ขนอาวุธไปสังหารหมู่นายพลอองซานกับคณะที่ปรึกษาคนอื่น ๆ ทำให้นายพลอองซานกับพวกเสียชีวิต การร่างรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนทิศทางไป
เมื่ออองซานเสียชีวิต นายพลอูนุได้ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน สิทธิในการถอนตัวได้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญตามสนธิสัญญาเพื่อลดแรงกดดันจากกลุ่มรัฐชายแดน โดยระบุเงื่อนไขดังนี้
(1) ต้องผ่านไป 10 ปีจึงถอนตัวได้
(2) ต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสภาแห่งรัฐ
(3) ผู้นำของรัฐต้องแจ้งให้ผู้นำของสหภาพทราบเพื่อดำเนินการลงประชามติ
ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงรัฐฉานกับรัฐคะยาเท่านั้นที่มีสิทธิถอนตัว รัฐคะฉิ่นกับรัฐกะเหรี่ยงปฏิเสธการเข้าร่วมแต่แรก ส่วนรัฐชีนถูกกำหนดให้เป็นเขตปกครองพิเศษจึงไม่มีสถานะเป็นรัฐตามรัฐธรรมนูญนี้
อนึ่ง คำว่า ‘รัฐ’ (State) สำหรับเมียนมาร์ สื่อนัยแตกต่างจากไทย เพราะไทยยึดถือความเป็น ‘รัฐเดี่ยว’ แบ่งแยกมิได้ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาทุกฉบับ ขณะที่เมียนมาร์ประกอบด้วยหลายรัฐ หรือ ‘พหุรัฐ’ รวมตัวกันภายใต้ ‘สหภาพ’ ความขัดแย้งระหว่างกองทัพฝ่ายรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อย ส่วนสำคัญเลยเกิดจากความแตกต่างในมุมมองต่อความเป็นรัฐ ฝ่ายกองทัพพม่ามีแนวคิดอยากเห็นเมียนมาร์เป็น ‘รัฐเดี่ยว’ ภายใต้อำนาจปกครองของพม่า ขณะที่ฝ่ายชนกลุ่มน้อยต่างเห็นว่า ‘พหุรัฐ’ เป็นคำตอบ
เมื่อนายพลอองซานเสียชีวิตและผู้นำพม่าคนต่อมามีท่าทีเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาปางโหลง รัฐฉานก็ได้ขอใช้สิทธิถอนตัวตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2501 นายพลอูนุ ผู้นำคนใหม่ของพม่าตอบโต้โดยการส่งกำลังทหารเข้ามาแทรกแซงทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่ผู้นำรัฐฉาน จนไม่อาจรวมตัวกันได้ ต่อมาได้ลอบสังหารและอุ้มฆ่าผู้นำไทใหญ่ที่เห็นต่างและไม่ยอมเข้ากับพม่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเข้ายึดครองของพม่า
แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 ฝ่ายรัฐฉานยังคงยืนกรานเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคระหว่างไทใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์กับพม่าภายใต้สหภาพ พร้อมกับเสนอให้แก้ไขบางบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ได้รับความสนับสนุนจากขบวนการประชาธิปไตยในเมียนมาร์อย่างกว้างขวาง
แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ลดละความพยายามเช่นกัน เมื่อเห็นว่าไม่อาจโน้มน้าวประชาชนให้เห็นพ้องด้วย และนายพลอูนุเริ่มเสื่อมถอย พวกเขาก็ใช้วิธีหันไปสนับสนุนผู้นำเผด็จการคนใหม่อย่าง ‘นายพลเนวิน’ ให้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2508 นายพลเนวินได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ แล้วดำเนินการกวาดล้างจับผู้นำชนกลุ่มน้อยและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเข้าห้องขัง สิทธิในการถอนตัวของรัฐฉานจึงถูกระงับไปโดยปริยาย
ในช่วงที่นางอองซานซูจีได้กลับมามีบทบาท บางส่วนก็ได้มีการเรียกร้องให้รื้อฟื้นสนธิสัญญาปางโหลงนี้กลับมา หรือให้ทำข้อตกลงร่วมกันใหม่โดยยึดถือแนวทางตามที่นายพลอองซานได้นำเสนอไว้ แต่นางซูจีที่ก็รู้ว่าเรื่องนี้จะสร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายเผด็จการพม่าอีก จึงได้เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องนี้ไปเช่นกัน แต่นางก็ไม่รอดพ้นจากการถูกรัฐประหารอยู่ดี
เรื่องนี้ทำให้เมื่ออองซานซูจีเจอรัฐประหารในรอบล่าสุดนี้ นางไม่ได้รับการปกป้องจากประชาชนมากเท่าครั้งก่อน ๆ และไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจเป็นจุดจบของอองซานซูจีในฐานะผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาร์ จนกว่าพวกเขาจะมีผู้นำคนใหม่
แต่กว่าจะถึงวันนั้น คนรุ่นใหม่ชาวพม่า ไทใหญ่ กะเหรี่ยง มอญ ฯลฯ ได้กลายเป็น ‘คลื่นผู้อพยพ’ ออกนอกประเทศกันอย่างมหาศาล ส่วนใหญ่มาทำงานอยู่ในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่คนเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่าลืมว่าชาวจีนในอดีตก็เคยเป็นผู้อพยพเช่นเดียวกับคนประเทศเมียนมาร์ทุกวันนี้
ปกติรัฐประหารในประเทศอื่น ก่อให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยกภายในประเทศมากอยู่แล้ว สำหรับประเทศเมียนมาร์ การรัฐประหารยิ่งหมายถึงชนวนเหตุแห่งสงครามกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะเป็นการรัฐประหารยึดอำนาจโดยกลุ่มชนชั้นนำที่มีหัวอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมแบบส่วนกลางนิยมอย่างสุดขั้ว พวกเขามองพม่าในลักษณะเชื้อชาตินิยม (Racism) เห็นว่าพม่าควรมีอำนาจเหนือกว่าและสมควรจะปกครองกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ทั้งหมด อีกทั้งพวกเขายังเชื่อมั่นในแนวทางแบบ ‘รัฐเดี่ยว’ ไม่เอาแนว ‘พหุรัฐ’
เมื่อเป็นเช่นนั้น การได้เอกราชจากอังกฤษ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์เลยเป็นเพียงการได้เอกราชจากอังกฤษ แต่ไม่ได้จากพม่าด้วย และพม่าก็กลับกลายมาเป็น ‘ชนชั้นปกครองใหม่’ ภายใต้ระบอบรัฐชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาร์จึงต้องเรียกร้องเอกราชและสิทธิความเสมอภาคภายในดินแดนตนเองต่อไป และเนื่องจากปัญหาการกดขี่ทางชาติพันธุ์ที่เผด็จการพม่ากระทำมาโดยตลอด ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธสำหรับสู้รบปกป้องคนของเขาจากกองทัพพม่าตามมาด้วย
วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1947 ที่มีการลอบสังหารนายพลอองซานนั้น เขามีอายุเพียง 32 ปีเท่านั้น การตายในขณะประชุมร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเปิดกว้างต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้นามของนายพลอองซานยังคงเป็นที่พูดถึง และอนุสาวรีย์นายพลอองซานก็สื่อความหมายเช่นนั้น
นามและอนุสาวรีย์อองซานกลายเป็น ‘หนามยอกอก’ ของผู้นำยุคมินห์ อ่องลาย เช่นเดียวกับที่เคยเป็นในยุคอูนุและเนวิน เพราะทำให้ผู้คนระลึกถึงอดีตและอุดมการณ์บางอย่างที่ตรงกันข้ามกับที่เป็นอยู่ในเมียนมาร์ปัจจุบัน
งานศึกษาอนุสาวรีย์เป็นอันมาก ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอนุสาวรีย์กับอุดมการณ์รัฐและชนชั้นนำ อนุสาวรีย์ที่ผู้นำเผด็จการทหารพม่านิยมยกย่องอย่างไม่มีทีท่าและดูเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะคิดอ่านไปทำลาย ก็คืออนุสาวรีย์ของอดีตพระมหากษัตริย์แบบนักรบ เช่น พระเจ้าบุเรงนอง, พระเจ้าอลองพญา, พระเจ้าปดุง เป็นต้น
นั่นคือผู้นำทหารพม่า มีจินตภาพถึงสังคมแบบพม่าเป็นใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับในยุคอดีตพระมหากษัตริย์สามพระองค์ข้างต้น แม้ว่าออกจะดูย้อนแย้งกันอยู่บ้าง เพราะอดีตพระมหากษัตริย์พม่าทั้งสามพระองค์นั้น ถือเป็นอริราชศัตรูสำคัญของประวัติศาสตร์สงครามไทย-พม่า ขณะที่มินห์ อ่องลาย ก็เช่นเดียวกับอูนุ คือมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้นำไทย
ขณะเดียวกันอนุสาวรีย์นายพลอองซานที่เสนอภาพความเท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสหภาพ (ระบบพหุรัฐ) เป็นสิ่งที่ไปกันไม่ได้สำหรับจินตภาพสังคมเมียนมาร์ในแบบดังกล่าว (แบบที่พม่าเป็นใหญ่เบ็ดเสร็จเหนือกลุ่มชาติพันธุ์)
ในยุคก่อนหน้ามินห์ อ่องลาย นายพลอองซานที่ได้ชื่อ ‘บิดาแห่งเอกราชพม่า’ แม้ว่าเขาจะตายก่อนพม่าเป็นเอกราชเป็นเวลา 5 เดือนกว่าก็ตาม แต่เมื่อการได้เอกราชจากอังกฤษเป็นที่รับรู้และยอมรับกันว่าเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวรณรงค์และต่อสู้มาของนายพลอองซานกับพวก นายพลอองซานจึงยังมีพื้นที่อยู่บ้างในยุคนายพลอูนุและเนวิน
แต่ในยุคมินห์ อ่องลาย เป็นเวลาห่างจากยุคได้รับเอกราชใหม่ ๆ หมาด ๆ มาพอสมควรแล้ว อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบดุเดือดกับกองกำลังชาติพันธุ์ก็กลับมาเป็นปัญหาให้กับรัฐบาลเผด็จการพม่าอีก
การทำลายอนุสาวรีย์นายพลอองซานจึงเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ว่าชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมของพม่าไม่ได้ต้องการประนีประนอม ต้องการควบคุมและปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ และสิ่งที่รัฐบาลเผด็จการพม่าต้องการทำให้สูญหายไปพร้อมกับอนุสาวรีย์นี้ก็คือ แนวคิดแบบที่เคยปรากฏใน ‘สนธิสัญญาปางโหลง’ นั่นเอง
แต่ของแบบนี้ ยิ่งพยายามทำลาย คนจะยิ่งจดจำ จดจำว่าไม่ใช่ชาวพม่าทุกผู้นามจะเห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลเผด็จการ และยังมีคนชาวพม่าอีกเป็นอันมากที่เห็นว่าพวกเขาควรจะอยู่อย่างเสมอภาคกับพี่น้องชาวชาติพันธุ์ เมื่อนั้นแหล่ะ ประเทศถึงจะสงบสุขปราศจากการจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับผู้นำรัฐบาลของตนเอง
เรื่องนี้ แม้เป็นเรื่องภายในของประเทศเมียนมาร์ แต่ก็กระทบไทยอย่างมาก เพราะสงครามตามแนวชายแดนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน แทนที่จะได้ทำมาค้าขายกันปกติ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราเรียนรู้จากเขาได้ เพราะปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในประเทศไทย ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่เกิดในเมียนมาร์ไม่น้อย
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
อ้างอิง
Acharya, Amitav. Tragic Nation Burma: Why and how Democracy Failed. Singapore: Penguin Random House SEA, 2022.
Harding, Andrew. Constitutionalism and Legal Change in Myanmar. Oxford: Hart Publishing, 2017.
Heppner, Kevin. Sovereignty, Survival and Resistance: Contending Perspectives on Karen Internal Displacement in Burma. Tak: Karen Human Rights Group, 2005.
Naw, Angelene. Aung San and the Struggle for Burmese Independence. Chiangmai: Silkworm Books, 2001.
Thant, Myint-U. The Hidden History of Burma: Race, Capitalism, and the Crisis of Democracy in the 21st Century. London: Atlantic Books, 2020.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. พม่า: ประวัติศาสตร์และการเมือง. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2552.
ดุลยภาค ปรีชารัช. ผ่าการเมืองพม่า: ความขัดแย้งและความมั่นคงในโลกไร้พรมแดน. กรุงเทพฯ: สนพ.โอเดียนสโตร์, 2551.
ทินอ่อง, หม่อง. ประวัติศาสตร์พม่า. แปลโดย เพ็ชรี สุมิตร, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2556.
พรพิมล ตรีโชติ. ปัญหาชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.
วิรัช นิยมธรรม. คิดแบบพม่า: ว่าด้วยชาติและวีรบุรุษในตำราเรียน. มหาสารคาม: สนพ.มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2551.