16 ก.ค. 2569 | 17:04 น.

KEY
POINTS
ลองจินตนาการถึงหญิงชราคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะในอพาร์ตเมนต์ซอมซ่อ แต่อันที่จริงเธอกลับมีขุมทรัพย์หุ้นซ่อนอยู่เงียบ ๆ คิดเป็นเงินไทยเกือบ 740 ล้านบาท
นี่คือเรื่องราวของ ‘แอน ไชเบอร์’ (Anne Scheiber) อดีตข้าราชการสรรพากรผู้ล่วงลับในวัย 101 ปี เมื่อเดือนมกราคม ปี 1995 การจากไปของเธอได้สร้างความตกตะลึงให้แก่คนทั้งโลก เมื่อเธอได้ทิ้งพอร์ตหุ้นมูลค่ากว่า 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐไว้เบื้องหลัง ทั้งที่ตลอดชีวิตก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้เลยว่าเธอคือมหาเศรษฐี
ชีวิตของแอนไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสวยงามเลย เธอเกิดในบรูกลิน นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1893 ในครอบครัวชาวยิวที่ค่อนข้างยากจนและมีพี่น้องถึง 9 คน ความยากลำบากยิ่งซ้ำเติมเมื่อพ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก หลังจากครอบครัวต้องสูญเสียเงินทองอย่างหนักจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แม่ของเธอจึงต้องกลายมาเป็นเสาหลัก ดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำงานเป็นผู้จัดการดูแลอสังหาริมทรัพย์
เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและส่งเสียตัวเอง แอนเริ่มทำงานหาเงินตั้งแต่อายุเพียง 15 ปีในตำแหน่งเสมียนบัญชี แม้ว่าในยุคนั้นครอบครัวส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการส่งเสียลูกชายให้ได้รับการศึกษาสูง ๆ ก่อน แต่แอนไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เธอส่งตัวเองเรียนกฎหมายภาคค่ำที่โรงเรียนกฎหมายมหาวิทยาลัยแห่งชาติ (National University Law School) จนสำเร็จการศึกษา และสอบผ่านเนติบัณฑิตได้สำเร็จในปี 1926 ขณะอายุ 32 ปี
หลังเรียนจบ แอนเข้าทำงานเป็นผู้ตรวจสอบภาษีมรดกที่หน่วยงานสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) นานถึง 23 ปี แต่แม้เธอจะเป็นพนักงานที่ทำงานได้อย่างดีเยี่ยมและมีประวัติการทำงานที่โดดเด่นเพียงใด เธอกลับไม่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งเลยตลอดอายุงาน เงินเดือนสูงสุดของเธอไม่เคยเกิน 4,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งความอยุติธรรมนี้เกิดจากอคติและการเลือกปฏิบัติทางเพศ รวมถึงความเกลียดชังชาวยิวที่แฝงอยู่ในหน่วยงานยุคนั้น
ครั้งหนึ่ง ‘เบน คลาร์ก’ ทนายความส่วนตัวของเธอเล่าว่า แอนซึ่งมีส่วนสูงเพียง 5 ฟุตและหนักแค่ 100 ปอนด์ มักจะเดินเข้าไปตรวจบัญชีอย่างน่าเกรงขามแล้วพูดว่า “เห็นได้ชัดเลยว่าสมุดบัญชีพวกนี้มันไม่ใช่เล่มที่ถูกต้อง พรุ่งนี้ถ้าฉันกลับมา ช่วยเอาสมุดบัญชีเล่มจริงมาให้ฉันดูด้วยนะ” แล้วเธอก็เดินจากไป
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ 23 ปีในฐานะผู้ตรวจสอบภาษีได้มอบสิ่งสำคัญที่สุดให้แก่เธอ นั่นคือ ‘ความลับในการสร้างความมั่งคั่ง’ การได้เพ่งมองและตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีของบรรดาคนรวยชาวอเมริกันวันแล้ววันเล่า ทำให้เธอสังเกตเห็นว่า คนรวยเหล่านั้นแทบทุกคนล้วนเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ นี่คือจุดประกายความคิดที่ทำให้เธอตระหนักว่า เส้นทางที่มั่นคงที่สุดในการสร้างความร่ำรวยในอเมริกาคือการเป็นเจ้าของหุ้นของบริษัทชั้นดี
ทว่าเส้นทางการลงทุนของแอนไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่แรก ในช่วงทศวรรษ 1930 เธอเคยนำเงินเก็บทั้งหมดไปลงทุนผ่านบริษัทโบรกเกอร์ที่น้องชายคนเล็กของเธอทำงานอยู่ แต่ฝันร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อบริษัทนายหน้าแห่งนั้นล้มละลายไปในปี 1934 ทำให้เงินเก็บเกือบทั้งหมดของเธอสูญสิ้นไปในพริบตา แม้เหตุการณ์นั้นจะทำให้เธอเจ็บปวดและขมขื่นใจไปนานหลายปี แต่เอนก็เลือกที่จะไม่ล้มเลิกและพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
แอนตัดสินใจเกษียณตัวเองจากงานที่ IRS ในปี 1944 ขณะอายุ 51 ปี เรื่องเล่าทั่วไปมักบอกว่าเธอเริ่มต้นใหม่ด้วยเงินเก็บที่เหลืออยู่เพียง 5,000 ดอลลาร์ ควบคู่กับเงินบำนาญปีละประมาณ 3,100 ดอลลาร์ แต่ข้อมูลบัญชีภาษีของเธอในปี 1936 บ่งชี้ว่าจริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ล้างพอร์ตไปเสียทั้งหมด เพราะเธอมีรายได้จากเงินปันผลอยู่แล้วถึง 900 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าเธออาจมีพอร์ตหุ้นสะสมเดิมมูลค่าราว 21,000 ดอลลาร์ก่อนเกษียณ แต่ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยเงินเท่าไหร่ สิ่งสำคัญคือเธอเริ่มบริหารพอร์ตด้วยตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่วันนั้น
ปรัชญาการลงทุนที่แอนยึดถืออย่างเคร่งครัดคือ ‘ซื้อแล้วถือยาว’ (Buy and Hold) โดยเธอจะเลือกซื้อหุ้นของธุรกิจที่ดีแล้วถือครองมันไว้นานหลายทศวรรษโดยไม่ยอมขาย การทำเช่นนี้ช่วยให้เธอไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่โบรกเกอร์ และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gains Tax) ให้แก่รัฐบาลซึ่งเป็นอดีตนายจ้างของเธอ เธอมักจะบอกกับเบน คลาร์ก ทนายความของเธอเสมอว่า “ทำไมฉันต้องทำให้พวกโบรกเกอร์อ้วนพีด้วยล่ะ? ฉันแค่จะซื้อแล้วก็ถือมันไว้เท่านั้นเอง”
ในการเลือกหุ้น แอนให้ความสำคัญกับบริษัทที่เป็นเจ้าของแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมที่จับต้องได้และเข้าใจง่าย เช่น กลุ่มเครื่องดื่ม ยารักษาโรค และความบันเทิง เธอชื่นชอบแบรนด์ที่มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งนี้หมายถึงเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หุ้นหลักในพอร์ตของเธอจึงเต็มไปด้วยชื่อที่ทุกคนคุ้นเคย เช่น Coca-Cola, PepsiCo, Bristol-Myers Squibb และกลุ่มภาพยนตร์อย่าง Paramount และ Columbia
แอนไม่ได้ทุ่มเงินทั้งหมดไปกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่ใช้วิธีนำเงินปันผลที่ได้รับไปทยอยซื้อสะสมทีละเล็กทีละน้อยในหุ้นชั้นดีกว่า 100 บริษัทเพื่อกระจายความเสี่ยง และปล่อยให้ ‘หุ้นผู้ชนะ’ ทำงานทบต้นไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ในปี 1950 เธอนำเงิน 10,000 ดอลลาร์ไปซื้อหุ้น Schering-Plough จำนวน 1,000 หุ้น และปล่อยมันทิ้งไว้หลายทศวรรษ จนในวันที่เธอเสียชีวิต หุ้นก้อนนั้นได้แตกยอดเป็น 64,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเวลาผ่านไป ความมั่งคั่งของเธอก็เพิ่มพูนจนเงินปันผลรายเดือนสูงถึงเกือบ 40,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ที่สูงลิ่ว โบรกเกอร์จึงแนะนำให้แอนนำเงินปันผลเหล่านั้นไปซื้อพันธบัตรเทศบาลปลอดภาษีที่ให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 8% ในยุคนั้น แอนทำตามคำแนะนำโดยไม่ยอมขายหุ้นเดิมออกไปเลย จนทำให้พอร์ตพันธบัตรของเธอเติบโตสู่ 8.1 ล้านดอลลาร์ ช่วยปกป้องกระแสเงินสดของเธอจากภาษีได้อย่างชาญฉลาด
แต่เบื้องหลังพอร์ตหุ้นมูลค่า 22 ล้านดอลลาร์นี้ กลับซ่อนวิถีชีวิตที่ประหยัดมัธยัสถ์จนถึงขั้นสุด แอนยังคงอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เช่ารูหนูเก่า ๆ ในแมนแฮตตันที่มีสีหลุดร่อนและเฟอร์นิเจอร์ผุพัง เธอยอมเดินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่ารถโดยสาร และสวมใส่เสื้อโค้ตกับหมวกสีดำตัวเดิมที่เธอใช้มาตั้งแต่ปี 1944 แม้กระทั่งตอนที่เธอมีเงินหลายล้าน เธอก็ยังมักจะพกถุงใบเล็ก ๆ ไปร่วมงานประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อคอยเก็บอาหารฟรีกลับมากินต่ออีกหลายวัน
แม้วิถีชีวิตเช่นนี้จะทำให้เธอมีเงินออมสูงถึง 80% ของรายได้เพื่อนำมาลงทุน แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็นำพาความโดดเดี่ยวและอ้างว้างมาสู่ชีวิตของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แอนไม่มีสามี ไม่มีลูก และไม่มีเพื่อนสนิท ทนายความของเธอบอกว่าเธอเป็นคนที่ระแวงและไม่เคยไว้ใจใครเลย ความสุขหรือความตื่นเต้นเดียวในชีวิตของเธอคือการได้เดินไปยังห้องนิรภัยของบริษัทโบรกเกอร์ใกล้ ๆ วอลล์สตรีท เพื่อชื่นชมใบหุ้นที่จับต้องได้ของเธอเอง
แอน ไชเบอร์ จากไปอย่างสงบในอพาร์ตเมนต์ห้องเดิมของเธอเมื่อวันที่ 9 มกราคม ปี 1995 ในวัย 101 ปี พินัยกรรมของเธอยิ่งสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้คนรอบข้าง เมื่อเธอเลือกบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมด 22 ล้านดอลลาร์ ให้แก่มหาวิทยาลัยเยชิวา (Yeshiva University) เพื่อตั้งทุนการศึกษาสำหรับสตรีชาวยิวในวิทยาลัยสเติร์นเพื่อสตรี (Stern College for Women) และวิทยาลัยแพทยศาสตร์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ทนายคู่ใจเล่าว่า เธอมักจะย้ำความตั้งใจของเธออยู่เสมอว่า “วันหนึ่งเมื่อฉันตายไปแล้ว จะต้องมีผู้หญิงที่ไม่ต้องทนดิ้นรนต่อสู้เพียงลำพังเหมือนอย่างที่ฉันเคยเผชิญ” และเธอยังเคยบอกกับ ‘วิลเลียม เฟย์’ โบรกเกอร์ของเธอไว้ด้วยความจริงใจและแน่วแน่ว่า “อย่าบอกคนในครอบครัวของฉันเด็ดขาดว่าฉันมีเงินเท่าไหร่ ฉันจะยกเงินทั้งหมดนี้ให้กับการศึกษา” ซึ่งเธอก็ทำตามสัญญานั้นจริง ๆ
เรื่องราวของป้าแอน ไชเบอร์ ทิ้งบทเรียนล้ำค่าสองด้านให้เราได้ขบคิด ในแง่ของการสร้างตัว เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การประหยัดมัธยัสถ์ เวลา และอานุภาพของดอกเบี้ยทบต้นนั้นสร้างปาฏิหาริย์ได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทางลัดใด ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตที่ปราศจากความสัมพันธ์และความสุขในการใช้ชีวิตของเธอก็เป็นกระจกบานใหญ่ที่เตือนใจเราทุกคนว่า เงินทองเป็นเพียงเครื่องมือที่มีค่าที่สุดเมื่อเราสามารถจัดสรรรักษามันไปพร้อม ๆ กับการดูแลจิตใจ คนรอบข้าง และหาจุดสมดุลที่ดีในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
อ้างอิง:
"Anne Scheiber Scholarship." Yeshiva University, www.yu.edu/admissions/apply/scheiber. Accessed 16 Jul. 2026.
Dahl, William. "A Tax Auditor's Secret to Building a $22 Million Fortune." The Motley Fool, 24 Dec. 2025, www.fool.com/investing/2025/12/24/the-tax-auditors-secret-to-building-a-22-million-f/.
"Frugal IRS Worker Bequeaths $22 Million." The Spokesman-Review, 4 Dec. 1995, www.spokesman.com/stories/1995/dec/04/frugal-irs-worker-bequeaths-22-million/.
"How Anne Scheiber Made $22 Million Investing in Dividend Growth Stocks." Dividend Growth Investor, 17 Sept. 2025, www.dividendgrowthinvestor.com/2020/08/how-anne-scheiber-made-22-million.html.
Kolli, Prakash. "Dividend Millionaire – Anne Scheiber." Dividend Power, 18 Sept. 2024, www.dividendpower.org/dividend-millionaire-anne-scheiber/.
Lalli, Frank. "How She Turned $5,000 into $22 Million." Money, Jan. 1996, pp. 66–67.
"The Untold Story of A Self-Made Investing Millionaire." Safal Niveshak, 21 Jan. 2019, www.safalniveshak.com/story-of-self-made-investing-millionaire/.