25 มิ.ย. 2569 | 14:40 น.

KEY
POINTS
‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี’ (ลำดับต่อไปขออนุญาตเรียกว่า ‘พระองค์เจ้าดิลกฯ’) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๒๐ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาทิพเกสร
พระนาม ‘ดิลกนพรัฐ’ นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลว่า “เป็นที่เชิดชูเฉลิมเมืองใหม่ คือเมืองเชียงใหม่” สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงขยายความต่อมาว่า หมายถึงเจ้านายผู้เป็น “ศรีเมืองเชียงใหม่”
เหตุที่ได้นาคนามเช่นนั้นก็เพราะทรงเป็นพระราชโอรสที่เกิดกับเจ้านายสตรีเชื้อสายจากเชียงใหม่ หลังเจ้าจอมมารดาทิพเกสร พระมารดา ถึงแก่กรรม พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐก็มาอยู่ในความอุปการะของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ด้วยเพราะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือด้วยกัน พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงเรียกพระราชชายาเจ้าดารารัศมีอย่างคุ้นเคยว่า ‘น้าดารา’
เมื่อเจริญพระชันษาก็ยังอภิเษกสมรสกับเจ้าสิริมา เจ้านายสตรีสายเชียงใหม่ พระญาติห่าง ๆ ของพระองค์เองอีก หากเป็นยุคสมัยอื่น ความเป็นเจ้านายเชื้อสายเชียงใหม่ อีกทั้งยังถูกสร้างนิยามตัวตนผูกโยงเป็นเกียรติเป็นศรีแก่เมืองเชียงใหม่เช่นนั้น อาจไม่เป็นปัญหาอย่างใด แต่เพราะว่าในยุคสมัยของพระองค์ เชียงใหม่กับหัวเมืองล้านนาต้องเผชิญการปฏิรูปเปลี่ยนผ่านจากระบบเจ้าประเทศราชมาสู่รัฐรวมศูนย์อำนาจที่ภายในเรียกว่า ‘มณฑลเทศาภิบาล’ หรือ ‘สมบูรณาญาสิทธิราช’ (Absolute monarchy) และภายนอกเรียกว่า ‘อาณานิคมภายใน’ (Internal colonialism)
ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งยังเป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งที่ได้ส่งไปศึกษาต่อยังประเทศยุโรป เพื่อให้ไปเรียนรู้วิทยาการความก้าวหน้าต่าง ๆ ของเจ้าอาณานิคมมาปรับใช้ในสยามช่วงปฏิรูป จึงน่าสนใจในประเด็นที่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ ในช่วงเวลานั้น ได้ส่งผลต่อเจ้านายพระองค์หนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายพระราชบิดา (กรุงเทพฯ/รัชกาลที่ ๕) กับ ฝ่ายพระราชมารดา (เชียงใหม่/เจ้าทิพเกสร)
พระองค์เจ้าดิลกฯ ทรงมีชื่อเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ทรงเรียนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาเอก โดยมีวิทยานิพนธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในยุโรปสมัยนั้นเป็นสิ่งการันตีถึงความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่เป็นเจ้านายที่มีดีแค่เพราะเกิดในพระราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น
พระองค์เจ้าดิลกฯ เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และโรงเรียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง เหตุที่ได้ทรงไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น ตอนแรกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งหมายจะให้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษเมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ.๒๔๔๐ ต่อมา พ.ศ.๒๔๔๔ ได้ย้ายไปศึกษาที่ประเทศเยอรมนี โดยเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิวนิคและมหาวิทยาลัยทือบิงเงน ตามลำดับ
พระองค์เจ้าดิลกฯ เป็นที่เข้าใจผิดว่า เป็นคนไทยคนแรกที่เรียนจบปริญญาเอกหรือได้เป็น ‘ดอกเตอร์’ มีคำว่า ‘ดร.’ นำหน้าชื่อเป็นคนแรก แต่ที่จริงพระองค์เจ้าดิลกฯ เป็นคนไทยคนที่สองที่เรียนจบปริญญาเอก คนแรกคือ ‘นายชู เปรียญ’ จบสาขาศึกษาศาสตร์ จากประเทศเยอรมนีเช่นกัน นายชูเรียนจบตั้งแต่พ.ศ.๒๔๔๐ (ก่อนพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ เป็นเวลา ๑๐ ปี)
แต่เพราะสังคมไทยนิยมยกย่องเจ้า อีกทั้งนายชู เปรียญ ตอนหลังเมื่อกลับมาทำงานราชการอยู่กรมศึกษาธิการแล้ว ไม่มีความสุข ย้ายไปทำงานกรมพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้มีชื่อเสียงโดดเด่นอันใด แม้ว่าจะได้สร้างคุณูปการหรือวางรากฐานบางอย่างไว้ด้วยเหมือนกัน เรื่องนี้ไว้ผู้เขียนจะเล่าภายหลังเมื่อต้องเขียนเรื่องนายชู เปรียญ
อีกความเข้าใจผิด ก็คือความเข้าใจที่ว่าพระองค์เจ้าดิลกฯ ทรงเรียนจบในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ที่จริงสาขาวิชาที่พระองค์ศึกษาจนจบเมื่อพ.ศ.๒๔๕๐ นั้น เรียกว่า ‘ศาสตร์แห่งรัฐ’ ตรงกับ ‘รัฐศาสตร์’ (Political science) ในระบบการเรียนแบบอังกฤษ-อเมริกัน ดังนั้นจึงทรงเป็น ‘รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต’ (Doktor der Staatswissenschaften)
แต่เพราะเยอรมนีสมัยนั้นวิชาเศรษฐศาสตร์ยังเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์แห่งรัฐ (รัฐศาสตร์) อีกทั้งยังทรงทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเรื่อง ‘เกษตรกรรมในสยาม’ ซึ่งอยู่ในฟิลด์เศรษฐศาสตร์ จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมาว่าทรงเป็น ‘เศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต’ ไป
แต่แน่นอนอย่างที่บอกไว้แล้วในแง่ที่ว่า การศึกษาของเยอรมนีในยุคที่พระองค์เจ้าดิลกฯ ไปเรียนจนจบกลับมานั้น เขาไม่ได้แยกเศรษฐศาสตร์ออกจากรัฐศาสตร์ เพราะเขาถือว่าคนจะเป็นผู้นำทางการเมืองการปกครองได้ดีจะต้องมีความรู้ความชำนาญเรื่องเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของความรู้แบบนี้ ไม่ใช่ใครอื่น คือ ‘นายคาร์ล มาร์กซ์’ (Karl Marx) ต้นตำรับมาร์กซิสต์ เจ้าของผลงาน ‘ว่าด้วยทุน’ (Das Kapital)
ในไทย หลายมหาวิทยาลัยเรียกความรู้แขนงนี้แบบกลางๆ ว่า ‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ (Political Economy) ความรู้แขนงวิชานี้สร้างความสั่นสะเทือนโลกแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องบอก
ก็ตาม ช่วงปีที่พระองค์เจ้าดิลกฯ ไปศึกษาอยู่ที่เยอรมนีนั้น มาร์กซ์ได้ “สู่ขิต” ไปแล้วตั้งแต่พ.ศ.๒๔๒๖ (ค.ศ.1883) และแนวคิดของมาร์กซ์ก็ยังไม่ได้มีอิทธิพลต่อนักคิดปัญญาชนในเยอรมนี แต่กลับไปมีอิทธิพลต่อนักคิดปัญญาชนชาวรัสเซียจนก่อเกิดการปฏิวัติ ค.ศ.1917 หลังจากนั้นแนวคิดมาร์กซิสต์ถึงได้ย้อนกลับมาลงมีอิทธิพลต่อกลางภาคพื้นยุโรป
ราชสำนักสยามยุคโน้นไม่ใช่ไม่ล่วงรู้ความเป็นไปในยุโรป เนื่องจากมีการเกาะติดและสัมพันธ์ใกล้ชิด เพราะชนชั้นนำกำลังพยายามลอกเลียนแบบระบบบริหารราชการมาใช้ในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความศิวิไลซ์อยู่ด้วย แม้เป็นเจ้านายชั้นพระราชโอรส แต่เนื่องจากเชื้อสายทางฝ่ายพระราชมารดา ประกอบกับเยอรมนีในช่วงนั้นก็ครุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศการปฏิวัติสังคม ก็ทำให้เจ้านายและขุนนางสยามไม่ไว้วางใจต่อพระองค์เจ้าดิลกฯ อย่างเห็นได้ชัด
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกพระองค์เจ้าดิลกฯ ว่า ‘ชายดิลก’ แต่เมื่อเรียนจบแล้วทรงเรียกว่า ‘ดอกเตอร์ติลเก’ ทั้งนี้พระองค์เจ้าดิลกฯ ก็โปรดลงพระนามท้ายหนังสือกราบบังคมทูลว่า ‘Dr. Dilok’ ไม่ลงพระนามว่า ‘Prince Dilok’ พระองค์เจ้าดิลกฯ ทรงโปรดสถานภาพที่ได้จากการคุณวุฒิทางการศึกษาของพระองค์มากกว่าพระชาติกำเนิดอย่างเห็นได้ชัด นี่เองอาจเป็นเหตุให้เจ้านายและขุนนางในราชสำนักสยามต่างรู้สึก ‘หมั่นไส้’ และไม่ไว้วางใจอยู่ในที
อย่างไรก็ตามพระองค์เจ้าดิลกฯ ในบั้นปลายพระชนม์ทรงเป็นเจ้านายที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดปรานมาก ตำแหน่งสุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงได้รับแต่งตั้งเป็น ‘องคมนตรี’ ร่วมกับเจ้านายชั้นสูงอีก ๔ พระองค์ ในขณะนั้น (ขณะที่ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีหลวง) ทรงมีพระชันษาเพียง ๒๘ ปีเท่านั้น
ในการศึกษาต่อต่างประเทศของพระราชโอรส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงติดตามความก้าวหน้าในการเรียนของแต่ละพระองค์ ครั้งหนึ่งทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เอกอัครราชทูตพิเศษประจำอังกฤษและยุโรป ซึ่งทำหน้าที่คอยกำกับดูแลพระราชโอรสในระหว่างศึกษาอยู่ยุโรป มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระองค์เจ้าดิลกฯ ว่า
“ยังมีอีกคนหนึ่ง ชายดิลกเป็นคนตาสั้นข้างหนึ่ง ตามตำราเขาก็จะไม่เอาเปนทหารกันอยู่ ควรจะจัดให้เล่าเรียนฝ่ายพลเรือน ดิลกนั้นเปนคนขยันในการเล่าเรียน มีไอเดียเป็นลาว ๆ อยู่บ้าง ถ้าไม่มีความรู้อาจจะฟุ้งซ่านได้เล็กน้อย แต่เปนคนไม่สู้กล้า ยังจะเอาเป็นแน่ไม่ได้ ด้วยอยู่ในเวลากำลังที่จะเปลี่ยนแปลง นี่แลเปนการที่สังเกตได้ในอัธยาศัยทั้งเก่า ทั้งใหม่ดังนี้ แต่ต้องสังเกตเมื่อเวลาเจริญขึ้นต่อไป เมื่อตรวจเห็นถูกผิดประการใด ขอให้บอกมาให้ทราบ แลคอยสังเกตตาไว้ จัดการป้องกันแลแก้ไขเข้าหา ให้ทางที่จะเสียหย่อนไป ให้สิ่งที่หย่อนอยู่เจริญขึ้น”
“ไอเดียเป็นลาว ๆ” ที่ว่าพระองค์เจ้าดิลกฯ ทรงมี “อยู่บ้าง” นี้คือไอเดียยังไง ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ คำว่า ‘ลาว’ สำหรับราชสำนักสยามสมัยนั้นใช้เป็นคำเรียกชาวล้านนาด้วย ไม่ได้เรียกเพียงชาวล้านซ้าง อย่างในชั้นหลัง ทั้งนี้ราชสำนักสยามนิยมเรียกชาวล้านนาว่า ‘ลาวพุงดำ’ เพราะมีการสักลายตั้งแต่พุงลงจนถึงโคนขา และเรียกชาวล้านซ้าง (ทั้งในแถบภาคอีสานและสปป.ลาวปัจจุบัน) ว่า ‘ลาวพุงขาว’ เพราะชาวล้านซ้างไม่นิยมสักลายเต็มตัวเหมือนอย่างชาวล้านนา
เนื่องจากพระเนตรมีปัญหา เลยไม่เข้าเกณฑ์จะเป็นทหารได้ จึงถูกส่งให้ไปเรียนสาขาวิชาที่จะกลับมารับราชการฝ่ายพลเรือน เพราะการเรียนต่อต่างประเทศสมัยนั้นเป็นการเรียนโดยมุ่งเป้าเพื่อกลับมารับราชการ ต่อมาพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรายงานเกี่ยวกับการศึกษาของพระองค์เจ้าดิลกฯ ว่า
“ถวายทางให้ทรงเรียน Administration การ Local Government สำหรับการรู้วิธีการปกครองหมวดหมู่ผู้คนและโปลิศ อำเภอ กำนัน รักษาความสุขและความสงบราบคาบของราษฎร ปราบความร้าย ให้ความรู้ อุ้มชูคนยากจนพิการเข็ญใจ ได้แก่ การนครบาล หรือการเทศาภิบาลที่ตรงกัน แต่การนี้จะกราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นแน่ยังไม่ได้”
ด้วยเหตุดังนั้น พระองค์เจ้าดิลกฯ จึงได้เข้าเรียนในสาขาวิชารัฐศาสตร์ เพื่อให้กลับมารับราชการฝ่ายพลเรือน แต่เป็นเพราะสาขาวิชานี้ที่เยอรมนี มีการเรียนการสอนโดยควบรวมเอาวิชาเศรษฐศาสตร์มาไว้ในสาขาวิชาด้วย จึงทำให้ทรงได้เรียนเศรษฐศาสตร์เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจระบบการเมืองการปกครอง ตลอดจนแบบแผนวิธีการบริหารรัฐกิจ
แต่แม้จะเป็นการเรียนตามที่ราชสำนักกำหนดให้เรียน ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ เพราะเป็นการเรียนในช่วงเวลาหลังจากที่เยอรมนีเกิดมีนักคิดผู้ยิ่งใหญ่อย่างคาร์ล มาร์กซ์ ได้จุติและสร้างผลงานคลาสสิคออกมาแล้ว แม้จะยังไม่ได้มีอิทธิพลต่อประเทศแผ่นดินเกิดมากนัก แนวคิดของเขาถูกนำไปปฏิบัติเป็นจริงที่รัสเซีย ประเทศซึ่งล้าหลังด้านการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมมากที่สุดในยุโรปแทน
วิทยานิพนธ์ขนาด ๒๑๕ หน้า เรื่อง ‘Die Landwirtschaft in Siam’ ของพระองค์เจ้าดิลกฯ นี้ เพียง ๑ ปีหลังทำเสร็จและจบการศึกษาได้ปริญญาเอกแล้ว ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อค.ศ.1908 (พ.ศ.๒๔๕๑) โดยสำนักพิมพ์ Hirschfeld เมือง Leipzing (ปัจจุบันท่านที่อ่านภาษาเยอรมันออก ก็สามารถหาอ่านได้จากช่องทางออนไลน์ตามลิงก์นี้ https://archive.org/details/dielandwirtscha01dilogoog/page/n9/mode/2up)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ทำให้นาม ‘Prinz Dilok von Siam’ หรือ ‘Dilok (Prince of Sayam)’ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์สยาม ที่เยอรมนี หลายปีต่อมาก็มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ
ในไทย แม้จะรู้ถึงการมีอยู่ของวิทยานิพนธ์นี้ แต่ก็เพิ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยเมื่อไม่นานมานี้ มี ๒ ฉบับสำนวนด้วยกัน ดังนี้
สำนวนแรก, เป็นของวิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพ็ชร แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า ‘เศรษฐกิจแห่งสยาม (๒๔๕๐): บทวิเคราะห์ในพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี ดุษฎีบัณฑิตทางเศรษฐศาสตร์จากเยอรมนีองค์แรกของสยาม’ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เมื่อพ.ศ.๒๕๔๔
สำนวนที่สอง, ไพรวัลย์ โลโท แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน ใช้ชื่อเล่มว่า ‘เกษตรกรรมในสยาม (Landwirtschaft in Siam) บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม’ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.๒๕๖๕ ถือเป็นฉบับที่ดีที่สุดในภาษาไทยขณะนี้แล้ว
ทั้งที่เป็นเจ้านายชั้นสูง แต่พระองค์เจ้าดิลกฯ กลับสนพระทัยหัวข้อเรื่องเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของไพร่ราษฎรชาวสยามในสมัยนั้น เนื่องจากเป็นสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง นอกจากการทำไร่ ทำสวน ทำนา ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ สิ่งที่พระองค์เจ้าดิลกฯ วิเคราะห์ไว้ยังมีเรื่อง ‘ชนชั้นชาวสยาม’ ‘ระบบศักดินาในสยาม’ ‘กฎหมายสมรสและกฎหมายมรดก’ พระองค์เจ้าดิลกฯ อภิปรายถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนที่อีกร้อยกว่าปีต่อมา สังคมไทยจะมีนักคิดอย่าง ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ กับผลงานชื่อ ‘โฉมหน้าศักดินาไทยในยุคปัจจุบัน’ ออกมาเสียอีก
ในการทำวิทยานิพนธ์นี้ กระทรวงต่างประเทศมีรายงานว่าได้ส่งเอกสารของกระทรวงเกษตราธิการไปให้ใช้อ้างอิงสำหรับการเขียนวิทยานิพนธ์ แต่จากเนื้อหาจริง จะพบว่าพระองค์เจ้าดิลกฯ ไม่ได้ใช้เอกสารดังกล่าวเลย ไม่เฉพาะเอกสารของกระทรวงเกษตราธิการ หากแต่คือเอกสารของไทยในส่วนอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีการนำไปใช้อ้างอิง เอกสารที่พระองค์ใช้อ้างอิงนอกจากพระราชพงศาวดารกับจดหมายเหตุบางฉบับแล้ว นอกนั้นเป็นงานบันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาสยามตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ ๕
ในพ.ศ.๒๔๕๐ ปีเดียวกับที่พระองค์เจ้าดิลกฯ เพิ่งจบการศึกษาและได้เดินทางกลับมารับราชการสยามแล้วนั้นเอง พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) ก็ได้แต่งหนังสือ ‘ทรัพยศาสตร์’ ถือเป็นตำราคลาสสิคสำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทย แต่ก็ตีพิมพ์ พ.ศ.๒๔๕๔ หลังวิทยานิพนธ์ของพระองค์เจ้าดิลกฯ ๓ ปี แต่ไม่นานหลังจากตีพิมพ์ครั้งแรก ‘ทรัพยศาสตร์’ ได้ถูกทางการสั่งระงับการเผยแพร่
ในไทย เนื่องจากวิทยานิพนธ์ของพระองค์เจ้าดิลกฯ ไม่เป็นที่รับรู้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งทรงเป็นเจ้านายสยามที่ถูกลืม ขณะเดียวกัน ‘ทรัพยศาสตร์’ กลับเป็นที่รู้จักจากการช่วยโปรโมทของทางการ โดยการไป ‘แบน’ เล่มนี้เข้า ทำให้เมื่อมีการค้นพบ ‘ทรัพยศาสตร์’ ก็ถูกเข้าใจไปว่า ‘ทรัพยศาสตร์’ เป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทยไป
แต่อย่างไรก็ตาม หากลำดับไทม์ไลน์ใหม่ โดยนำเอาเล่ม ‘เกษตรกรรมในสยาม’ ของพระองค์เจ้าดิลกฯ เข้าไปพิจารณาด้วย ก็จะเห็นได้ว่า จริง ๆ แล้วต้องถือว่าเรื่อง ‘เกษตรกรรมในสยามฯ’ ของพระองค์เจ้าดิลกฯ ต่างหากที่ถือได้ว่าเป็นตำราวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเล่มแรกของไทย
แต่ทั้งนี้ ก็เป็นที่รู้กันดีว่า พระองค์เจ้าดิลกฯ ทรงเป็นที่เล่าลือในหมู่เจ้านายและขุนนางสยามว่าทรงมีพระอุปนิสัยแปลกประหลาด ไม่มีผู้ใดคบหาสมาคมด้วย เพราะตรัสไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกัน อาจเป็นเจ้านายและขุนนางเหล่านั้นเองที่ไม่มีพื้นความรู้พอที่จะสนทนาแลกเปลี่ยนกับปัญญาชนที่ทรงภูมิรู้อย่างพระองค์เจ้าดิลกฯ
มีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่รู้จักมักคุ้นและมักจะมาเข้าเฝ้าสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับพระองค์อยู่เป็นประจำ คนนั้นก็คือพระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) นั่นเอง แต่ไม่ใช่ว่าพระองค์เจ้าดิลกฯ จะเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลัง ‘ทรัพยศาสตร์’ เพราะพระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) ก็เป็นนักวิชาการผู้รู้วิชาเศรษฐศาสตร์ในสมัยนั้นเช่นกัน
เมื่อแรกเสด็จกลับประเทศสยามเมื่อพ.ศ.๒๔๕๐ ได้ทรงรับราชการในกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งปลัดกรมพิเศษ แผนกอัยการต่างประเทศ ดูเผิน ๆ แม้จะตรงกับสาขาวิชาที่เรียนจบมาอยู่ แต่ไม่ตรงกับความสนใจ (Passion) ทางวิชาการของพระองค์
พ.ศ.๒๔๕๓ ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้ากรมสำรวจ หรือกรมเลขานุการ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็คือตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยนั่นเอง
ในปีเดียวกันนั้น (พ.ศ.๒๔๕๓) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ พระราชบิดา ทรงเสด็จสวรรคต พระองค์เจ้าดิลกฯ จึงต้องเปลี่ยนพระนามขึ้นต้นจาก ‘พระเจ้าลูกยาเธอ’ เป็น ‘พระเจ้าน้องยาเธอ’ เพราะทรงเป็นพระราชอนุชาต่างมารดาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖
ปีแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๔๕๔) ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย แทนพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยศิริ) ผู้เปรียบเสมือน ‘มือขวา’ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสมัยรัชกาลที่ ๕
อีก ๑ ปีต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ‘องคมนตรี’ พร้อมกับพระราชวงศ์ชั้นสูงอีก ๔ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา, สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์, พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยูรพันธุ์, พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ เป็นต้น ‘องคมนตรี’ เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์
นอกจากงานราชการกับเศรษฐศาสตร์แล้ว พระองค์เจ้าดิลกฯ ยังสนใจงานวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาระดับอนุบาล (Kindergarten) ซึ่งริเริ่มในประเทศเยอรมนี แต่ยังไม่ได้ทรงศึกษาจริงจัง หรืออาจเพราะราชสำนักไม่เห็นความจำเป็นที่เจ้านายชั้นพระราชโอรสจะทรงเสียเวลาไปศึกษาวิชาการที่ดูไม่มีประโยชน์ ไม่เกี่ยวแก่งานราชการบ้านเมืองอย่างการศึกษาระดับชั้นอนุบาล
อย่างไรก็ตาม ทรงศึกษาศาสตร์วิชาแขนงนี้ด้วยพระองค์เอง ผ่านการสั่งซื้อตำราและหนังสือวิชาการที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นบรรณาธิการก่อตั้งวารสารชื่อ ‘กุมารใหม่’ สำหรับเป็นเวทีถ่ายทอดความรู้แขนงนี้ตลอดจนเป็นพื้นที่เปิดสำหรับผู้สนใจได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับพระองค์ แต่วารสารกุมารใหม่ ตีพิมพ์ออกมาได้ไม่กี่ฉบับก็มีอันต้องเลิกไป เพราะไม่มีผู้อ่าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก
ด้วยความที่เป็นพระญาติกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี จึงได้รับพระอนุญาตให้เสด็จขึ้นไปเยี่ยมพระองค์ที่เชียงใหม่ ในการเสด็จเชียงใหม่นี้ครั้งหนึ่งทรงพบกับเจ้าสิริมา ธิดาเจ้าน้อยธรรมวงษา ซึ่งก็เป็นพระญาติของพระองค์ ก็ได้ทรงหมั้นหมายกับเจ้าสิริมาไว้ตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาก็ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกันได้
แต่ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อพ.ศ.๒๔๕๕ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เจ้าสิริมา พระชายา ขณะเสด็จไปพระราชวังสวนดุสิต ข้าหลวงชาวเมืองเหนือที่ตามเสด็จไปด้วยเกิดพลัดตกน้ำ แต่ว่ายน้ำไม่เป็น เจ้าสิริมาจึงลงไปช่วย แต่เป็นตะคริว ทำให้จมน้ำเสียชีวิตไปทั้งสองคน
จากนั้นไม่นาน ในวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๕ ก็มีเสียงปืนดังขึ้น บ่าวไพร่แตกตื่นโกลาหล แล้วพวกเขาก็พบว่า พระองค์เจ้าดิลกฯ ทรงยิงพระองค์ด้วยพระแสงปืนสิ้นพระชนม์ รวมพระชนมายุได้เพียง ๒๘ ชันษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเศร้าพระราชหฤทัยอย่างมาก ทรงให้จัดงานพิธีไว้ทุกข์เป็นเวลากว่า ๔๐ วัน
สาเหตุการปลงพระชนม์พระองค์เองของพระองค์เจ้าดิลกฯ ยังคงเป็นปริศนา บ้างว่าเพราะทรงประชวรด้วยโรคเส้นประสาทพิการ แม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังมีพระอาการกำเริบเป็นระยะ แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเพราะทรงเศร้าพระทัยกับการจากไปของนางผู้เป็นที่รักคือเจ้าสิริมานั่นเอง
หากทรงมีพระชนมายุมาจนถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ด้วยความเป็นเจ้านายปัญญาชนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ พระองค์อาจเป็นเจ้านายหัวก้าวหน้าพระองค์หนึ่งที่สนับสนุนคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่นเดียวกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร), พระองค์เจ้าอาทิตทิพยอาภา, หม่อมราชวงศ์สมัยเฉลิม กฤดากร, หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ, หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ ก็เป็นได้
พระองค์จากไปก่อนหน้าที่จะได้รู้ว่า สาขาวิชาที่พระองค์ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงเยอรมนีมาทั้งรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์นั้น ปัจจุบันมีเรียนทุกมหาวิทยาลัยและแทรกอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาเลยด้วยซ้ำ ยิ่งวิชาการศึกษาระดับชั้นอนุบาลก็เป็นศาสตร์วิชาแขนงหนึ่งที่เป็นที่นิยมในสาขาวิชาครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน
บางทีการเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าสำหรับสังคมประเทศนี้ ก็แค่ต้องมีชีวิตอยู่ยืนนานหน่อย จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ก็นั่นแหล่ะ เราไม่ได้เผชิญความทุกข์ความเจ็บปวดเหมือนอย่างคนรุ่นโน้นเผชิญกัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแสดงความฉลาดหลังเหตุการณ์สิ้นสุดไปนานแล้ว
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
ภาพ: หนังสือ เกษตรกรรมในสยาม (Landwirtschaft in Siam) บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม
อ้างอิง
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) นักเศรษฐศาสตร์คนแรกของไทย. กรุงเทพฯ: สนพ.สร้างสรรค์, ๒๕๒๓.
ดิลกนพรัฐ, พระองค์เจ้า. เกษตรกรรมในสยาม (Landwirtschaft in Siam) บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม. แปลโดย ไพรวัลย์ โลโท, เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๖๕.
นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ และคณะ (บก.). อ่านพระนิพนธ์พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ จากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒.
ละออทอง อัมรินทร์รัตน์. “การส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๗๕” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต (อ.ม.) ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๒.
วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพ็ชร. เศรษฐกิจแห่งสยาม (๒๔๕๐) : บทวิเคราะห์ในพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี ดุษฎีบัณฑิตทางเศรษฐศาสตร์จากเยอรมนีองค์แรกของสยาม. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, ๒๕๔๔.
สุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค), พระยา. ทรัพยศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๖๕.
Dilock (Prince of Siam). Die Landwirtschaft in Siam: Ein beitrag zur Wirtschaftsgesehichte des königreichs Siam. C.L. Hirschfeld, 1908 (ฉบับออนไลน์ https://archive.org/details/dielandwirtscha01dilogoog/page/n9/mode/2up).