07 มิ.ย. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“คงไม่มีภาพถ่ายใดในประวัติศาสตร์
ที่สั่นสะเทือนอารมณ์คนทั้งโลก
ได้เท่ากับภาพนี้อีกแล้ว”
— จอห์น เอฟ. เคนเนดี
แม้ในปัจจุบันนี้ การย้อนเวลาจะยังคงเป็นเทคโนโลยีของอนาคตไม่ก็โลกของนวนิยายไซไฟ แต่ก็มี ‘ภาพถ่าย’ มากมายที่ไม่เพียงฉายให้เห็นโลกใบเก่าที่ได้จบสิ้นผ่านกาลเวลามาแล้ว แต่ยังคงสะท้อนจิตวิญญาณความเป็นไปของโลกใบนั้นได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าคำบรรยายไหน ๆ หรือโดยเฉพาะกับย้ำเตือนบาดแผลในอดีตไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา
ไม่ว่าจะเป็นภาพ ‘Tank Man’ ที่ถ่ายโดย ‘เจฟ ไวด์เนอร์’ (Jeff Widener) จากปี 1989 ที่สามารถบันทุกเหตุการณ์ชายวัยทำงานธรรมดาคนหนึ่งที่หอบหิ้วสัมภาระของตนและประจันหน้ากับทิวแถวของรถถังของรัฐบาลจีนที่ช่วยสะท้อนภาพการยืนหยัดระหว่างประชาชนกับรัฐบาลได้อย่างกระจ่างชัดที่สุดภาพหนึ่ง
ภาพ ‘Napalm Girl’ จากปี 1972 ก็เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ย้ำเตือนความทรงจำว่าสงครามเวียดนาม — หรือแม้แต่สงครามครั้งไหน ๆ ก็ตามบนโลก — ไม่เพียงคร่าชีวิตของผู้คนบริสุทธิ์ไปมากเพียงไหน แต่ยังแผดเผาและบดขยี้เยาวชนที่ไร้เดียงสาได้อย่างโหดร้ายและปราศจากความปราณีเพียงใด
สำหรับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเอง ก็ไม่สามารถก้าวพ้นจากภาพ ‘เก้าอี้ฟาด’ จากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ปี 1976 ได้เลย การลั่นชัตเตอร์ของ ‘นีล อูเลวิช’ (Neal Ulevich) ได้จารึกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในโศกนาฏกรรมดังกล่าวได้อย่างแจ่มชัด อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความเหี้ยมโหดของเพื่อนมนุษย์ที่ถูกแบ่งแยกผ่านอุดมการณ์ จนความหฤโหดที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับใบหน้าที่ปกคลุมด้วยปากที่เบิกกว้างหัวเราะ
ภาพถ่ายเหล่านี้มีอยู่เพื่อบันทึกและย้ำเตือนบาดแผลในอดีตให้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา เป็นแผลเป็นที่คอยย้ำเตือนถึงก้าวที่พลาดพลั้ง
ท่ามกลางภาพถ่ายเหล่านี้ ยังมีอีกหนึ่งภาพที่เมื่อผ่านตาทีไรก็ชวนสะเทือนขวัญทุกครั้งไป อีกทั้งยังเป็นภาพแทนของการต่อสู้อย่างอหิงสาและการเสียสละได้อย่างประจักษ์ชัดที่สุดภาพหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นภาพแทนของหนึ่งในสายธารที่จะนำไปสู่สงครามเวียดนามและการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
ภาพถ่ายดังกล่าวคือ ‘The Burning Monk’ หรือ ‘พระผู้ถูกไฟคลอก’ ที่บันทึกเหตุการณ์ที่พระภิกษุรูปหนึ่งที่นั่งอยู่กลางกรุงไซง่อน รายละล้อมไปด้วยพระสงฆ์นับสิบนับร้อยรูป ชุ่มไปด้วยน้ำมัน ก่อนที่เปลวเพลิงจะปกคลุมตัวของพระภิษุองค์นั้นไปทั้งตัว โดยที่ตัวของเขานั้นนิ่งสงบไร้การดิ้นทุรนทุราย เพื่อประท้วงถึงพุทธศาสนาที่ถูกกดขี่ในเวียดนามใต้
.
บ้างอาจจดจำภาพถ่ายดังกล่าวจากวิชาประวัติศาสตร์ในห้องเรียน หรือบ้างอาจเห็นภาพถ่ายนี้จากปกอัลบั้มของวงร็อกหัวขมถอเมริกันนาม ‘Rage Against the Machine’ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายนี้ให้ก็สะท้อนให้เราเห็นถึงพลังของการเสียสละ การปลดพันธนาการของตนเองจากการต้องทนอยู่ภายใต้การกดขี่ แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะต้องบรรลุผ่านการแผดเผาตนเองด้วยเปลวเพลิงก็ตาม
.
แต่โลกแบบไหนกันที่ขับเคลื่อนให้พระภิกษุรูปหนึ่งตัดสินใจเสียสละตัวเองด้วยวิธีที่ทรมานที่สุด เพื่อคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเขาเองไม่มีทางที่จะได้พบเห็น? การกดขี่แบบไหนกันที่ผลักให้พระภิกษุรูปหนึ่งขยับสู่การเป็นเป็น ‘มรณสักขี’ เพื่อปลดแอกพุทธศาสนาให้หลุดพ้น?
ในบทความนี้ The People จะกล่าวถึงเรื่องราวของ ‘ทิก กว๋าง ดึ๊ก’ (Thích Quảng Đức) พระภิกษุผู้เผาตัวเองกลางกรุงไซง่อนเพื่อทวงคืนสุ้มเสียงที่ถูกกดทัพของพุทธศาสนาแห่งเวียดนามใต้กลับมา
ในปี 1954 หลังกองทัพฝรั่งเศสพ่ายแพ้ยับเยินที่สมรภูมิเดียนเบียนฟู ม่านของยุคอาณานิคมในอินโดจีนก็ถูกรูดปิดลง และบนโต๊ะเจรจาที่นครเจนีวา เวียดนามก็ถูกขีดแบ่งออกเป็นสองด้วยเส้นบาง ๆ ที่ลากผ่านเส้นขนานที่ 17 ทางเหนืออยู่ใต้การนำของ ‘โฮจิมินห์’ (Ho Chi Minh) และอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ส่วนทางใต้ตกอยู่ในมือของระบอบต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ไม่นานนักก็มีชายผู้หนึ่งนาม ‘โง ดิ่ญ เสี่ยม’ (Ngô Đình Diệm) ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เส้นแบ่งดังกล่าวเดิมทีถูกตั้งใจให้เป็นเพียงรอยพักชั่วคราว ก่อนที่การเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 1956 จะรวมเวียดนามกลับเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง
ทว่าการเลือกตั้งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น เส้นที่ควรจะจางหายกลับแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นพรมแดนที่แบ่งประเทศเป็นสองอย่างแท้จริง ในห้วงเวลาที่สงครามเย็นกำลังแผ่เงาทะมึนคลุมทั้งภูมิภาค เวียดนามใต้กลายเป็นหมากตัวสำคัญที่สหรัฐอเมริกาเลือกจะค้ำจุนไว้ในฐานะปราการต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน (The Domino Theory) ผู้คนหลายแสนชีวิตอพยพลงใต้ในเวลานั้น จำนวนไม่น้อยเป็นชาวคาทอลิกที่หวาดกลัวการปกครองของฝ่ายเหนือ และคลื่นการอพยพนี้เองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมเวียดนามใต้ไป
แต่ปมที่ผูกแน่นที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องของเส้นเขตแดน หากเป็นเรื่องของ ‘ศรัทธา’ เพราะเสี่ยม ประธานาธิบดีเวียดนามใต้ ณ ขณะนั้น เป็นชาวคาทอลิกผู้เคร่งครัด ที่ขึ้นมาปกครองดินแดนซึ่งประชากรส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นนับถือพุทธศาสนา อำนาจถูกกระชับไว้ในมือของตระกูล ‘โง’ อย่างแน่นหนา อาทิเช่นการที่น้องชายคนหนึ่งคุมตำรวจลับ พี่ชายอีกคนเป็นถึงอาร์ชบิชอปและนักบวชคาทอลิกที่อาวุโสที่สุดในประเทศ ส่วนน้องชายอีกคนกุมอำนาจเด็ดขาดอยู่ในเมืองเว้ ชนชั้นนำคาทอลิกกลุ่มเล็ก ๆ จึงนั่งอยู่บนยอดของสังคมที่มีชาวพุทธเป็นคนหมู่มาก
อีกทั้งชาวคาทอลิกในเวียดนามใต้ก็ยังมีแนวโน้มที่ได้เปรียบในการเข้ารับราชการ การเลื่อนยศในกองทัพ การจัดสรรที่ดิน ไปจนถึงการแจกจ่ายอาวุธและความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ขณะที่พุทธศาสนายังคงแบกสถานะ ‘สมาคมเอกชน’ ที่ตกทอดมาจากยุคอาณานิคม ซึ่งบังคับให้ต้องขออนุญาตทางการเสียก่อนจึงจะจัดกิจกรรมสาธารณะได้ ในปี 1959 เสี่ยมถึงขั้นถวายทั้งประเทศไว้แด่พระแม่มารี และธงของวาติกันก็โบกสะบัดอยู่ในงานสำคัญของรัฐอยู่เนือง ๆ การเป็นชาวพุทธในเวียดนามใต้ยุคนั้น จึงเป็นการเป็นคนหมู่มากที่ต้องใช้ชีวิตราวกับเป็นชนกลุ่มน้อยในแผ่นดินของตัวเอง
จนกระทั่งวันวิสาขบูชาปี 1963 มาถึง ที่เมืองเว้ ธงพุทธศาสนาถูกสั่งห้ามชักขึ้นโดยอ้างกฎหมายเก่าที่แทบไม่เคยถูกหยิบมาใช้ ทั้งที่เพียงไม่กี่วันก่อนหน้า ธงวาติกันยังโบกไสวได้อย่างเสรีในงานฉลองให้แก่อาร์ชบิชอปผู้เป็นพี่ชายของเสี่ยมเอง ชาวพุทธจึงลุกขึ้นประท้วง และในวันที่ 8 พฤษภาคม กระสุนกับระเบิดของเจ้าหน้าที่รัฐก็สาดเข้าใส่ฝูงชน พรากเก้าชีวิตไปกลางท้องถนน ซึ่งสองชีวิตจากทั้งหมดนั้นคือเยาวชน เสี่ยมปฏิเสธความรับผิดชอบ โยนความผิดให้เวียดกง และปล่อยให้ข้อเรียกร้องเพื่อความเสมอภาคทางศาสนาเงียบหายไปในความว่างเปล่า
ความเงียบที่กดทับพุทธศาสนาที่หนักขึ้นก็ผลักให้ความอดทันเหล่านั้นปริล้นออกมา
‘ลำ วัน ตุ๊ก’ (Lâm Văn Túc) ลืมตาดูโลกราวปี 1897 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อหอยคั้ญ จังหวัดคั้ญฮหว่า ทางตอนกลางของเวียดนาม เป็นหนึ่งในบุตรเจ็ดคนของครอบครัวสามัญชน เรื่องราวในวัยเยาว์ของเขาหลงเหลือมาถึงปัจจุบันเพียงเลือนราง และถูกเก็บรักษาไว้ในบันทึกของชาวพุทธเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่ออายุได้เพียงเจ็ดขวบ ลำ วัน ตุ๊กก็ละทิ้งบ้านเกิดเพื่อออกไปศึกษาพุทธธรรมกับผู้เป็นลุงฝ่ายแม่และอาจารย์ทางจิตวิญญาณ ผู้เลี้ยงดูเขาราวกับลูกในไส้
เส้นทางสมณเพศของเขาดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเคร่งครัด เขาบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุสิบห้า และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเต็มตัวในวัยยี่สิบ พร้อมกับนามใหม่ในบทบาทของพระภิกษุ ‘ทิก กว๋าง ดึ๊ก’ ภายหลังจากนั้นเขาเลือกที่จะปลีกวิเวกขึ้นไปใช้ชีวิตเป็นฤๅษีอยู่บนภูเขาใกล้เมืองนิญฮหว่านานถึงสามปี ก่อนจะลงจากเขามาเผยแผ่ธรรมไปทั่วเวียดนามตอนกลาง
ตลอดชีวิตเขาเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาสายเถรวาทในกัมพูชาอยู่สองปี ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการคณะสงฆ์ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างวัดมากถึงสามสิบเอ็ดแห่งทั่วเวียดนาม ในบั้นปลายเขาได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพิธีกรรมของคณะสงฆ์เวียดนาม เขาไม่ใช่นักปลุกระดมหรือนักเคลื่อนไหวหัวรุนแรงแต่อย่างใด หากเป็นพระเถระชราผู้เปี่ยมด้วยบารมีและความนิ่งสงบก็เท่านั้น
เมื่อวิกฤตชาวพุทธปะทุขึ้นในปี 1963 และความเงียบงันจากภาครัฐกลับยิ่งกดทับหนักหน่วงขึ้นทุกวัน ข้อเรียกร้องทั้งห้าถูกเมินเฉย การประท้วงโดยสันติดำเนินไปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่อาจสั่นคลอนกำแพงแห่งความเงียบนั้นได้เลย จนคำถามหนึ่งค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในหมู่คณะสงฆ์ว่า
ต้องแลกด้วยสิ่งใด
เสียงของพวกเขาจึงจะดังพอให้โลกได้ยิน?
คำตอบนั้นก็หยั่งรากอยู่ในธรรมเนียมที่พระเวียดนามพลีกายด้วยเปลวเพลิงเพื่อถวายเป็นพุทธบูชามานับศตวรรษ จนกลายเป็นความคิดที่ว่า หากจะต่อกรกับการกดขี่อย่างเสมอหน้า พุทธศาสนาก็จำเป็นต้องมี ‘มรณสักขี’ ของตนเอง และจากบรรดาพระสงฆ์ทั้งหมด พระเถระในวัยหกสิบเศษผู้นี้กลับเป็นฝ่ายอาสาด้วยตนเอง
ทิก กว๋าง ดึ๊ก เตรียมพร้อมสำหรับวาระสุดท้ายด้วยการเข้าสมาธิภาวนาอยู่หลายสัปดาห์ ว่ากันว่าในวันนั้นมีพระอีกรูปหนึ่งเสนอตัวจะรับหน้าที่นี้แทน ทว่าด้วยความอาวุโสของท่านกว๋าง ดึ๊ก สิทธิ์นั้นจึงตกเป็นของเขา แม้กำลังจะก้าวเดินไปเพื่อเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานและความตาย แต่ก็ไม่มีร่องรอยของความลังเลหรือความหวาดกลัวปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย มีเพียงความสงบนิ่งของผู้ที่ได้ใคร่ครวญจนถึงที่สุดแล้วเท่านั้น
“ก่อนจะหลับตาลงและก้าวสู่ภาพแห่งพระพุทธองค์
ข้าพเจ้าขอวิงวอนด้วยความเคารพ ให้ท่านประธานาธิบดี
มีจิตเมตตาต่อประชาชน และสถาปนาความเสมอภาคทางศาสนา”
— ทิก กว๋าง ดึ๊ก, จากจดหมายลา
เย็นวันที่ 10 มิถุนายน 1963 ผู้สื่อข่าวต่างชาติในไซง่อนได้ข้อมูลว่าจะมี ‘เหตุการณ์สำคัญ’ เกิดขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น บนถนนใกล้สถานทูตกัมพูชา ทว่าวิกฤตชาวพุทธยืดเยื้อมากว่าเดือนแล้ว นักข่าวส่วนใหญ่จึงไม่ใส่ใจ มีเพียงไม่กี่คนที่ไปปรากฏตัว และในจำนวนนั้นคือ ‘เดวิด ฮัลเบอร์สแตม’ (David Halberstam) แห่ง The New York Times และ ‘มัลคอล์ม บราวน์’ (Malcolm Browne) หัวหน้าสำนักข่าว Associated Press ประจำไซง่อน
เช้าวันที่ 11 มิถุนายน ขบวนพระและภิกษุณีราวสามร้อยห้าสิบรูปเคลื่อนขบวนออกจากวัด เดินเรียงเป็นสองแถว นำหน้าด้วยรถเก๋งคันหนึ่ง พร้อมป้ายข้อความทั้งภาษาเวียดนามและอังกฤษ มุ่งหน้าสู่สี่แยกถนนใจกลางกรุงไซง่อน
แล้วชายชราในจีวรก็ก้าวลงจากรถพร้อมพระอีกสองรูป รูปหนึ่งวางหมอนลงบนพื้นถนน อีกรูปเปิดท้ายรถหยิบถังน้ำมันขนาดห้าแกลลอนออกมา เมื่อผู้คนล้อมเป็นวงกลม ทิก กว๋าง ดึ๊ก ก็นั่งลงในท่าขัดสมาธิ พระภิกษุที่ก้าวเดินมาพร้อมกันค่อย ๆ รินน้ำมันราดลงทั่วร่างของเขา เขาหมุนลูกประคำไม้ในมือ เปล่งคำว่า “นัม โม อา ซี ดา เฟิต” ที่แปลว่า “นมัสการพระอมิตาภพุทธเจ้า” ก่อนจุดไม้ขีดไฟขึ้นหนึ่งก้าน แล้วปล่อยมันลงบนตัวเอง
เปลวเพลิงโถมกลืนจีวรและเนื้อหนังในพริบตา ควันดำลอยคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่าร่างนั้นกลับนิ่งสนิท ไม่ดิ้นรน ไม่แม้แต่จะขยับ ไม่มีแม้เสียงครวญครางแม้เพียงน้อยนิด
สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าทำให้ผู้คนตะลึงงันจนบรรยากาศปกคลุมไปด้วยความเงียบ บ้างร่ำไห้ บ้างทรุดลงกราบ แม้แต่ตำรวจบางนายก็ยังหมอบราบลงกับพื้น
ขณะที่เสียงของพระอีกรูปดังขึ้นผ่านเครื่องขยายเสียงทั้งสองภาษาว่า พระภิกษุรูปหนึ่งกำลังเผาตัวเอง และกำลังจะกลายเป็นมรณสักขี ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง มัลคอล์ม บราวน์ ก็กดชัตเตอร์บันทึกภาพเป็นจังหวะห่างกันไม่กี่วินาที ภาพชุดนั้นเดินทางผ่านสายข่าวไปขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกประเทศในโลก และทำให้เขาได้รับทั้งรางวัลพูลิตเซอร์และ World Press Photo แห่งปี อีกทั้งภาพดังกล่าวยังไปอยู่บนปกอัลบั้มแรกของ Rage Against the Machine ในปี 1992 เกือบสามสิบปีหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้
ฝั่งทำเนียบขาว ว่ากันว่าประธานาธิบดีเคนเนดีถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนั้นบนหน้าหนังสือพิมพ์ และนับเป็นครั้งแรก ๆ ที่คำว่า ‘เวียดนาม’ ก้องอยู่ในความรับรู้ของผู้คนทั่วโลก แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่รัฐบาลเดียมจนต้องยอมลงนามในข้อตกลงร่วมกับฝ่ายพุทธ
ทว่าคำสัญญานั้นกลับไม่เคยถูกทำให้เป็นจริง ซ้ำร้าย มาดามญู สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ยังกล่าวอย่างเย็นชาว่าเธอยินดีจะปรบมือหากได้เห็น ‘การย่างพระ’ อีกสักครั้ง ความโกรธแค้นยิ่งลุกลาม พระอีกหลายรูปเดินตามรอยเปลวไฟของท่านกว๋าง ดึ๊ก
ขณะที่ร่างของทิก กว๋าง ดึ๊กถูกนำไปฌาปนกิจซ้ำ ทว่าหัวใจกลับไม่ยอมมอดไหม้ จนกลายเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ภายหลังถูกหน่วยรบพิเศษบุกยึดไปในการกวาดล้างวัดทั่วประเทศ และในที่สุด เพียงไม่กี่เดือนถัดมา กองทัพเวียดนามใต้ก็ก่อรัฐประหารโค่นล้มเดียม ผู้ซึ่งถูกสังหารในวันที่ 2 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน
ถ้อยคำที่ท่านกว๋าง ดึ๊ก ทิ้งไว้ก่อนวาระสุดท้าย ถูกบันทึกไว้ในจดหมายที่ภายหลังรู้จักกันในชื่อ ‘คำอธิษฐานจากดวงใจ’ (Lời nguyện tâm huyết) ซึ่งมิใช่จดหมายลาตายที่เต็มไปด้วยความขมขื่นหรือสิ้นหวังแต่อย่างใด หากเป็นการไล่เรียงปณิธานทีละข้ออย่างสงบนิ่ง เขาภาวนาขอให้ประธานาธิบดีเดียมมีปัญญาเห็นชอบยอมรับข้อเรียกร้องทั้งห้าของชาวพุทธ ขอให้พุทธศาสนาเวียดนามดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ขอให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนรอดพ้นจากการคุกคามและจับกุม และขอให้แผ่นดินกลับคืนสู่ความสงบสุข ไม่ปรากฏแม้เงาของความเกลียดชังหรือการแก้แค้น มีเพียงความเมตตาและความหวังที่ส่งผ่านไปถึงแม้กระทั่งผู้ที่กดขี่เขาเอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยถ้อยคำที่กลายเป็นเสียงสุดท้ายอันดังก้องที่สุดของเขา
“ก่อนจะหลับตาลงและก้าวสู่ภาพแห่งพระพุทธองค์ ข้าพเจ้าขอวิงวอนด้วยความเคารพ ให้ประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม มีจิตเมตตากรุณาต่อประชาชน และดำเนินนโยบายความเสมอภาคทางศาสนา เพื่อรักษาแผ่นดินให้มั่นคงชั่วนิรันดร์ ข้าพเจ้าขอวิงวอนอย่างสุดหัวใจ ให้พระเถระ พระภิกษุ ภิกษุณี และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จงสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว เพื่อปกป้องรักษาพระธรรมคำสอน”
— ทิก กว๋าง ดึ๊ก, จากจดหมาย ‘คำอธิษฐานจากดวงใจ’
แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเกินหกทศวรรษ แต่ภาพถ่ายภาพนั้นยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังและความกล้าหาญของการเสียสละ อีกทั้งยังสะท้อนวิธีการต่อสู้เพื่อดำรงอยู่ของพุทธศาสนาได้อย่างแจ่มชัดที่สุดครั้งหนึ่ง
แต่การเสียสละชีวิตของ ทิก กว๋าง ดึ๊ก ก็ได้มอบคืนพลังและความเชื่อมั่นให้กับศรัทธาของพุทธศาสนาแก่ประชาชนในตอนนั้น อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าเปลวเพลิงที่แผดเผานั้น บ่อนทำลายได้เพียงกาย แต่ไม่อาจเผาจิตใจที่ตั้งมั่นด้วยศรัทธาได้
ภาพ : Getty Image
อ้างอิง
Council on Foreign Relations. (2012, June 11). TWE remembers: Thich Quang Duc's self-immolation.
Encyclopædia Britannica. (n.d.). Geneva Accords.
Thích Quảng Đức. (n.d.). In Wikipedia.
Witty, P. (2012, August 28). Malcolm Browne: The story behind the burning monk. TIME.
Rare Historical Photos. (n.d.). The burning monk: The story behind the 1963 iconic photo.