‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ อาจเป็นที่รู้จักในฐานะพระเกจิแห่งสังขละบุรี แต่บทบาทที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวมอญพลัดถิ่น ผู้สร้างชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และความหวังให้ผู้คนริมชายแดนไทย-พม่า บทความนี้ชวนมองชีวิตของ ‘เจดีย์องค์ที่สี่แห่งสังขละบุรี’ ผ่านปัญหาผู้ลี้ภัยและคนไร้สัญชาติ ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ค้างคาของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

KEY

POINTS

สังขละบุรี ดินแดนลี้ลับ ณ ชายแดนด้านตะวันตก 

ผู้เขียนเกิดนึกสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ ‘หลวงพ่ออุตตมะ’ ขึ้นมา เมื่อไปเยือนสังขละบุรี ทั้งที่แรกเริ่มเดิมที ความตั้งใจแรกอยู่ที่ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีถนนแยกตัดอ้อมไปอีกทาง ไม่ผ่านตัวอำเภอสังขละบุรี แต่ไหน ๆ ก็อุตส่าห์ดั้นด้นขับรถข้ามเขาที่แสนหฤโหด น้อง ๆ แม่ฮ่องสอนทางภาคเหนือ จนมาถึงสังขละบุรีแล้ว เมื่อย้อนกลับมาถึงทางแยกทองผาภูมิ-สังขละบุรี ก็อดที่จะเลี้ยวขวาไปทางสังขละบุรีไม่ได้ 

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

สถานที่แรกที่สะดุดตาและแวะก่อนจะไปถึงสะพานมอญก็คือ ‘วัดสมเด็จ’ ซึ่งมีเจดีย์มอญ โบสถ์ วิหารพระนอน อยู่ทางซ้ายมือ ขวามือมีเจดีย์สามองค์เรียงกันเหมือนที่ด่านเจดีย์สามองค์ แต่เป็นองค์ใหญ่กว่ามาก ข้างเจดีย์ทั้งสามนี้มีพระพุทธรูปเรียงรายกันอยู่ ๕ องค์ สร้างเป็นตัวแทนคติพระเจ้า ๕ พระองค์นั่นเอง 

เมื่อไปถึงบ้านวังกะ จอดรถแล้วก็ได้รับการต้อนรับโดยการแปะทานาคาที่แก้ม พวกเราชอบใจกันมาก ยังคิดจะหาซื้อไว้ใช้เมื่อกลับถึงบ้าน เมื่อเดินไปถึงสะพานมอญ ก็ได้รับการต้อนรับจากหนูน้อย นักเรียนชั้นประถม มานำชมและเล่าประวัติ 

‘สะพานมอญ’ ปัจจุบันเป็นสะพานไม้ที่สร้างแบบดั้งเดิมมีขนาดยาวที่สุดในประเทศไทย ช่างตระการตาและมหัศจรรย์ยิ่ง เพราะเป็นการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำซองกาเลียที่มีขนาดกว้างเกือบ ๆ จะเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยาในบางช่วง  

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า ‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

การสร้างสะพานนี้ก็เพื่อเชื่อมระหว่างหมู่บ้านที่อยู่ของชาวไทย กะเหรี่ยง และมอญ ได้เดินไปมาหาสู่กัน และที่สำคัญเหล่าผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาจะได้เดินทางไปทำบุญยังวัดวังก์วิเวการามได้สะดวก ผู้ริเริ่มให้สร้างสะพานนี้คือ ‘หลวงพ่ออุตตมะ’

สะพานนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ‘สะพานไม้อุตตมานุสรณ์’ (หมายถึงสะพานไม้อันเป็นอนุสรณ์ของหลวงพ่ออุตตมะ) เริ่มสร้าง พ.ศ.๒๕๒๙ แล้วเสร็จ พ.ศ.๒๕๓๐ 

เนื่องจากเป็นเวลาใกล้พลบค่ำ เรายังมีธุระจึงต้องรีบกลับเข้าตัวเมืองกาญจนบุรีก่อน แต่ก็หวังใจว่าจะต้องกลับมาเยือนอีกในไม่ช้านาน... 

ราวสองสัปดาห์ผ่านไป เราก็ได้โอกาสมาเยือนสังขละบุรีอีกครั้ง คราวนี้จุดหมายแรกของเราอยู่ที่เจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม และล่องเรือไปชมวัดจมน้ำ-เมืองบาดาล ที่อยู่ในพื้นที่เขื่อนเขาแหลม สถานที่แรกคือ ‘ประตูเมืองเก่าสังขละบุรี’ เห็นเพียงแนวเขา และความทรงจำของผู้คนว่าตรงจุดนั้นเคยเป็นที่ผ่านเข้าออกตัวเมืองเก่า 

สถานที่ต่อมาคือ ‘วัดนิเถะ’ (วัดศรีสุวรรณาราม) เหลือเพียงซากโบสถ์ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสายน้ำล้อม เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะเคยบูรณะ ต่อมาคนขับเรือนำทางพาเราไปยัง ‘วัดวังก์วิเวการาม (เก่า)’ เหลือซากโบสถ์ วิหาร กำแพง หอระฆัง กุฏิ สถูปที่หักพัง ฯลฯ ที่นี่เราได้รับข้อมูลบอกเล่าหลายอย่างจาก ‘ชัด’ เด็กชายตัวน้อยเรียนอยู่ชั้นป.๕ 

ติดกับวัดนี้มีโคกที่ชาวมอญกลุ่มหนึ่งที่ยืนยันจะอยู่ที่นี่ แม้จะถูกน้ำเขื่อนล้อมรอบไว้หมดทุกด้าน พวกเขาเป็นชาวมอญพลัดถิ่นที่ลี้ภัยสงครามมาจากพม่า ไม่สามารถจะย้ายหนีไปไหนได้อีกแล้ว ระหว่างสงครามกับน้ำท่วม พวกเขาเลือกเผชิญอย่างหลัง ยืนหยัดอย่างกล้าหาญ 

‘วัดสมเด็จเก่า’ เป็นที่สุดท้ายที่คนเรือพาเราไปชม วัดนี้ต้องเดินขึ้นบกไปบนเนินเขา มีชาวบ้านขายของป่าและมีเด็กน้อยมาพานำชมเช่นเคย เมื่อเราให้เงินตอบแทนการนำชมและเล่าเรื่อง และถามเด็กน้อยว่า “ได้เงินแล้วจะเอาไปทำอะไร” หนูน้อยตอบเราว่า “จะเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน” เราได้แต่ถอนหายใจ และบอกกับหนูน้อยว่า “เรียนให้สูง ๆ จนถึงมหาวิทยาลัยนะ”       

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

นอกจากวัดเก่าจมน้ำกับสะพานไม้ยาวที่สุดในประเทศไทยแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ที่เราได้พบเห็นก็คือ หนูน้อยเหล่านี้นั่นเอง พวกเขาเป็นลูกหลานของคนมอญพลัดถิ่น ตามมติครม.เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ (สมัยรัฐบาลทักษิณ) ได้มีประกาศให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยได้รับสัญชาติไทย แต่ทุกวันนี้สังขละบุรีก็ยังเต็มไปด้วยคนไร้สัญชาติ 

ปลายปีเดียวกัน หลังจากมีประกาศดังกล่าวนี้ออกมา ลุถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ชาวมอญสังขละบุรีก็พบความเศร้าครั้งใหญ่เพราะการละสังขารจากไปของผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างหลวงพ่ออุตตมะ ผู้ซึ่งตลอดเวลาหลายสิบปีได้ทุ่มเทชีวิตกับการดูแลชาวมอญไร้สัญชาติอยู่ที่สังขละบุรีนี้ 

สมญา ‘เจดีย์องค์ที่สี่’ (แห่งสังขละบุรี) 

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ หรือ ‘พระราชอุดมมงคล’ หรือ ‘พระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ’ เกิดเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ประเทศสหภาพพม่า (สมัยนั้นยังไม่ใช้ชื่อ ‘เมียนมา’) เป็นบุตรของนายโง นางทองสุก อาชีพทำนา เดิมชื่อ ‘เอหม่อง’ (ต่อมาเปลี่ยนเป็น ‘อุตตมะ’ ตามพยางค์ต้นของฉายาสงฆ์) บวชเณรตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี บวชพระเมื่อพ.ศ.๒๔๗๖ 

พ.ศ.๒๔๗๔ สอบได้นักธรรมเอก ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง  

พ.ศ.๒๔๘๒ สอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า 

พ.ศ.๒๔๘๖ เริ่มเข้าสายธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์ มาเชียงใหม่ ได้พบกับพระธุดงค์สำคัญของไทย เช่น ‘หลวงปู่แหวน สุจิณโณ’ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่, ‘หลวงปู่ฝั้น อาจาโร’ วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร ฯลฯ 

พ.ศ.๒๔๙๒ ธุดงค์เข้ามาประเทศไทยทางด้านตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 

หลังจากนั้นก็มีอันให้ต้องพำนักจำพรรษาเป็นการถาวรอยู่ที่ประเทศไทย หลวงพ่ออุตตมะกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งอย่างที่ชาวสังขละบุรีให้ความเคารพนับถือ และเป็นผู้คนภายนอกรู้จักมักคุ้นกันดี เมื่อเอ่ยถึงสังขละบุรี กระทั่งได้รับสมญาว่า ‘เจดีย์องค์ที่สี่แห่งสังขละบุรี’ จากเดิมที่มีเจดีย์สามองค์เป็นโบราณสถานอยู่ที่ด่านชายแดน 

เรื่องของหลวงพ่ออุตตมะแยกไม่ออกจากเรื่องของชาวมอญพลัดถิ่นที่หมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง หมู่ ๒ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แต่สายมูไทยมองเห็นแค่เพียงพระเกจิธรรมดา ๆ องค์หนึ่ง 

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

ตำนานพระมอญสองแผ่นดิน

พ.ศ.๒๔๙๒ ชุมชนบ้านเกิดของหลวงพ่ออุตตมะประสบภัยพายุไต้ฝุ่น มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยคน และยังเกิดสถานการณ์สู้รบกันระหว่างกองกำลังกู้ชาติมอญกับรัฐบาลพม่า หลวงพ่อจึงตัดสินใจออกจากบ้านเกิดมุ่งสู่ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่เขาพระวิหาร ชาวบ้านรู้ข่าวต่างรู้สึกเสียใจ ไม่อยากให้ท่านจากไป พากันร้องไห้ด้วยความอาลัย แต่หลวงพ่อก็ยืนยันจะเดินทาง โดยได้ชี้แจงเหตุผลของการออกเดินทางครั้งนี้อย่างมีนัยยะสำคัญว่า 

“การจากไปของเราจะเป็นปรหิต เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น”  

พ.ศ.๒๔๙๔ ขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีชาวมอญจากบ้านเดิมของท่านที่โมกกะเนียง อพยพเข้ามาอยู่ที่กิ่งอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอันมาก หลวงพ่อจึงพาคนเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง จากนั้นชุมชนมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรีก็ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๙๔ (สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม) นั่นเอง  

เมื่อตัดสินใจว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศไทย ณ บริเวณชายแดนกาญจนบุรีนี้แล้ว เพราะกลับไปจะต้องเผชิญภัยสงคราม พวกเขานับถือพุทธศาสนา ปรารถนาความสงบเป็นที่สุด 

พ.ศ.๒๔๙๕ ชาวมอญพลัดถิ่นเหล่านี้จึงได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นที่บ้านวังกะล่าง พัฒนากลายเป็น ‘วัดวังก์วิเวการาม’ (อยู่กลางเขื่อน ปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า ‘วัดจมน้ำ’ หรือ ‘เมืองบาดาล’) เพื่อให้หลวงพ่ออุตตมะได้จำพรรษาอยู่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ  

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

ในการเป็นผู้นำผสานระหว่างทางโลกย์กับทางธรรม หลวงพ่ออุตตมะตั้งกฎ ๓ ข้อ ให้ทุกคนในหมู่บ้านวังกะปฏิบัติโดยเคร่งครัด คือ (๑) ห้ามดื่มสุรา (๒) ห้ามเล่นการพนัน (๓) ห้ามลักทรัพย์และห้ามผิดลูกเมียใคร 

เป็นกฎที่เกือบจะเท่ากับศีล ๕ ข้อ เพียงแต่ขาดข้อห้ามเรื่องการฆ่าสัตว์กับข้อมุสา (การพูดโกหก) ไปเท่านั้น แต่กระนั้นด้วยกฎ ๓ ข้อนี้ ทำให้หมู่บ้านวังกะกลายเป็น ‘ชุมชนในอุดมคติของพุทธศาสนา’   

บริเวณบ้านวังกะล่างนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘สามประสบ’ เพราะมีแม่น้ำ ๓ สาย ไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำแควน้อยที่จะไหลลงไปสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี ถือเป็นถิ่นทุรกันดารมาก สมัยนั้นติดต่อกับตัวเมืองกาญจนบุรีได้จากทางแม่น้ำล่องเรือมา ใช้เวลากว่า ๒๐ วันจึงจะถึงตัวเมืองกาญจนบุรี 

บทบาทต่อมาหลวงพ่ออุตตมะได้ฟื้นพุทธศาสนาในสังขละบุรี สร้างวัดในชุมชนกะเหรี่ยง เช่น วัดศรีสุวรรณาราม (วัดนิเถะ), วัดสมเด็จ, วัดบีคลี่, วัดปิล็อกคี่, วัดสะเนพ่อง, สร้างศาลาจตุทิศาที่ด่านเจดีย์สามองค์ ตามมาโดยการพัฒนาเช่น สร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควน้อย, ตัดถนน, สร้างโรงเรียน, สร้างโรงพยาบาล ฯลฯ  

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

พ.ศ.๒๕๒๗ กฟผ.สร้างเขื่อนเขาแหลม ทำให้ต้องอพยพโยกย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบัน (บ้านวังกะบน หรือบ้านวังกะใหม่) กฟผ.สร้างวัดให้ใหม่และยกที่ดินให้เป็นของกรมการศาสนา หลวงพ่ออุตตมะเจรจากับทางการ ขอให้ชาวบ้านมาอยู่บริเวณรอบ ๆ วัด และให้เป็นที่กรมการศาสนา โดยแบ่งพื้นที่เป็น ๗ ซอย มี ๒๗ คุ้ม แต่ละคุ้มจะมีหัวหน้าคุ้มและมีกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้านเลือกกันขึ้น แต่ต้องเป็นผู้ที่หลวงพ่ออุตตมะเห็นชอบด้วย 

ต่อมา พ.ศ.๒๕๓๐ หลวงพ่ออุตตมะได้เดินทางไปศรีลังกาเพื่อขอประทานพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระมหานายกะ พระสังฆราชของศรีลังกา ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกนิ้วมือขวามา ๒ องค์ หลวงพ่อนำไปประดิษฐานไว้บนยอดพระเจดีย์พุทธคยา ร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุอีก ๙ องค์ ที่ได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชของไทย เจดีย์พุทธคยานี้สร้างขึ้นที่บริเวณสามประสบ 

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

ถ้าถามว่าหลังจากหลวงพ่ออุตตมะละสังขารไปแล้ว ชาวมอญพลัดถิ่นสังขละบุรีจะมีสิ่งใดเป็นที่ยึดเหนี่ยวแทน คำตอบอาจจะอยู่ที่เจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนี้เอง แต่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยจะเพียงพอแก่การอนุญาตให้ชาวมอญเหล่านี้ได้อยู่ที่นี่อย่างวัฒนาถาวรหรือไม่ ยังไม่อาจตอบได้ 

สายสัมพันธ์ชนชั้นนำสยามกับพระมอญอพยพ 

บริเวณสังขละบุรีมีซากโบราณสถานสมัยทวารวดี ขุดพบที่ริมห้วยแก่งคะยือ หมู่ที่ ๖ บ้านวังปะโท่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันจมน้ำไปเพราะการสร้างเขื่อนเขาแหลม) แสดงถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่มีต่อภาคกลางของสยามมาอย่างยาวนาน แม้ว่าทวารวดีอาจไม่มีศูนย์กลางอยู่ที่ภาคกลางของสยามก็ตาม 

ประเด็นสำคัญก็คือ ‘ทวารวดี’ เป็นวัฒนธรรมที่มี ‘มอญเก่า’ เป็นผู้นำ มอญอยู่ในดินแดนสยามมายาวนานก่อนวัฒนธรรมเขมรและวัฒนธรรมอื่น (รวมทั้งไท-ลาว) แต่ในยุครัฐชาติไทย เรื่องนั้นห่างไกลจนไม่อาจสร้างความชอบธรรมใด ๆ ให้แก่การอพยพเข้ามาตั้งรกรากของ ‘มอญใหม่’ 

บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ เดิมชื่อ ‘บ้านหินสามกอง’ เป็นชุมชนด่านท่าเก่าสมัยอยุธยา กรมศิลปากรเคยขุดพบซากฐานอิฐโบราณสถานเก่าสมัยอยุธยาอยู่ใต้ฐานเจดีย์สามองค์ ยังมีเจดีย์ที่สร้างสามองค์เรียงกันอยู่ที่ฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี เดิมเป็นเจดีย์ที่สร้างสมัยสงครามเก้าทัพ (รัชกาลที่ ๑) บูรณะขึ้นใหม่โดยหลวงพ่ออุตตมะ 

กรณีพระมหาเถรคันฉ่อง ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามา แถมยังมีสถานภาพเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวร ส่งผลทำให้ชนชั้นนำสยามยอมรับพระมอญอยู่บ้าง เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าราชวงศ์จักรีสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญอพยพเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรนั้น 

หลวงพ่ออุตตมะเองก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ยืนยันแก่จังหวัดกาญจนบุรีว่า ‘ดอนเจดีย์’ สถานที่กระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรนั้นน่าจะตั้งอยู่ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ใช่ที่สุพรรณบุรีตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีพระมติเอาไว้  

พ.ศ.๒๕๑๔ พล.ต.ท.จำรัส มังคลารัตน์ ได้สนทนากับหลวงพ่ออุตตมะเรื่องดอนเจดีย์ หลวงพ่อมีความเห็นว่า ตามพงศาวดารมอญซึ่งมีอยู่ในใบลานเก่าของหลายวัดในประเทศพม่า (สมัยนั้นยังไม่เรียก ‘เมียนมา’) เช่น วัดโมกกะเนียง วัดเกลาสะ ระบุว่า ครั้งนั้นพระมหาอุปราชามังสามเกียดประทับอยู่ใต้ต้นข่อยกลางนา พระนเรศวรประทับอยู่ใต้ต้นประดู่แดงใหญ่ สถานที่นั้นอยู่ระหว่างนครปฐมกับแควใหญ่ หมู่บ้านที่ทัพพม่าพักทัพอยู่นั้นมอญเรียกว่า ‘กวานมะแลงศิลา’ (แปลว่าบ้านกรวด) พอออกจากทุ่งลาดหญ้าก็มองเห็นกัน พวกทหารมอญได้ขุดสระขังน้ำไว้ลับมีด เรียกว่า ‘สระเหล็กไหล’ 

ด้วยเหตุดังนั้น หลวงพ่ออุตตมะจึงมีความเห็นว่า ดอนเจดีย์น่าจะเป็นบริเวณตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เพราะยังมีสระอยู่ ตามประวัติของมอญว่าพระนเรศวรทรงสร้างชัยเจดีย์ขึ้น ซึ่งยังมีซากเจดีย์เก่าอยู่ ต้นประดู่ใหญ่ก็ยังเหลือตอ ส่วนที่สุพรรณบุรีนั้น ในสมุดข่อยมอญว่า เป็นที่บวชพระภิกษุนับพันรูป พระนเรศวรชนะศึกแล้วให้มีการบวชพระที่สุพรรณบุรี เพราะที่สุพรรณบุรีมีน้ำบริบูรณ์ดี    

รัฐไทยกับ ‘ผู้ไร้สัญชาติ’ ณ ชายแดนด้านตะวันตก

ในงานศึกษาของอรวรรณ ทับสกุล (ปรับมาจากวิทยานิพนธ์สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อพ.ศ.๒๕๔๖) ได้ชี้ให้เห็นว่า รัฐไทยจัดการปกครองท้องถิ่นในเขตสังขละบุรี โดยวิธีจำแนกบุคคลตามบัตรดังนี้:

(๑) “บัตรสีชมพู” หรือ “บัตรประจำตัวผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” ตามมติครม.เมื่อพ.ศ.๒๕๓๕ “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากประเทศพม่า มาอยู่ประเทศไทยก่อนวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ทางการไทยได้ทำบัตรและประวัติไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ มีประมาณ ๕,๕๙๔ คน ส่วนใหญ่อยู่อาศัยที่บ้านวังกะ หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองลู 

(๒) “บัตรสีฟ้า” หรือ “บัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่ราบสูง” ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่ยังไม่ได้สัญชาติ โดยได้มีการจัดทำบัตรนี้และจัดทำทะเบียนประวัติไว้เมื่อพ.ศ.๒๕๓๙ มีประมาณ ๘,๕๕๗ คน 

(๓) “บัตรสีส้ม” หรือ “บัตรประจำตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า” ส่วนใหญ่เป็นชาวมอญ มีมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นคนเชื้อสายพม่า แขกมุสลิม กะเหรี่ยง ลาว ที่เข้ามาอยู่หลังวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ทางการไทยได้ทำบัตรและจัดทำทะเบียนประวัติไว้เมื่อพ.ศ.๒๕๓๙ ประมาณ ๑๐,๗๓๗ คน มีถิ่นฐานตั้งรกรากอาศัยอยู่กระจายทั่วไปในเขตอำเภอสังขละบุรี 

(๔) “บัตรสีเขียวขอบแดง” หรือ “บัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูง” ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาชาติพันธุ์กะหร่าง (กะเหรี่ยง) และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มีการสำรวจและจัดทำบัตรนี้เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ตามความเห็นชอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีทั้งหมด ๖,๗๓๔ คน 

ปัจจุบันนี้คาดว่าตัวเลขประชากรคนพลัดถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ตามพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ คงมีมากกว่าที่เคยสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้ เพราะพวกเขาต่างมีลูกหลานสืบทายาทกันมา    

ชาวมอญที่บ้านวังกะถือบัตรประจำตัวอยู่ ๒ ชนิด คือ ‘บัตรสีชมพู’ (ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า) กับ ‘บัตรสีส้ม’ (ผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า) ทั้งที่คนเหล่านี้หลบลี้หนีภัยพม่า แต่เมื่อมาอยู่ในแผ่นดินไทยกลับต้องอาศัยบัตรที่ระบุสัญชาติพวกเขาเป็นพม่า    

การไม่มีบัตรประชาชนสัญชาติไทยหมายถึงโอกาสทางการศึกษาและการทำงานได้น้อยกว่าคนทั่วไป เพราะเด็กไร้สัญชาติ-ไม่มีบัตรประชาชน ไม่ว่าจะเรียนจบสูงแค่ไหน ด้านหลังใบคุณวุฒิจะมีตราประทับว่า “ไม่มีหลักฐาน ทร.๑๓ (บัตรประชาชน) และ ทร.๑๔ (ทะเบียนบ้าน)” 

สิ่งเหล่านี้จะยกเลิกได้หรือไม่? 

ปัญหาผู้ไร้สัญชาติ ไม่ใช่ปัญหาของคนไร้สัญชาติโดยตัวพวกเขาเอง หากแต่เป็นปัญหาว่ารัฐไทยจะยอมโอบรับพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้เมื่อไหร่ ยังไง ในส่วนนี้คนไทยต้องปรับวิธีคิดและมุมมอง ละเว้นอคติทางชาติพันธุ์ 

ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์คืออะไร ไม่มีใครรู้ก็จริง แต่ที่แน่ ๆ ต้องมองคนเท่ากันก่อนเป็นลำดับแรก และจะมองคนเท่ากันได้จริง ๆ ก็ต้องมองคนทุกคนเป็นมนุษย์มีเกียรติมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเองเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเกิดเป็นชนเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ใด นับถือศาสนาใด 

จากปัญหาเรื่องผู้ไร้สัญชาติในตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ชวนให้คิดว่า เพราะเหตุใด ทำไมคนมอญที่อพยพเข้ามาในระลอกล่าสุดนี้จึงได้รับการยอมรับน้อยกว่าคนมอญที่เข้ามาในอดีต?   

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ ในทัศนะคณะสงฆ์ไทย 

ในหนังสือ ‘๘๔ ปีหลวงพ่ออุตตมะ’ โดย วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฉลองวัดเกิดของหลวงพ่ออุตตมะ เมื่ออายุครบ ๘๔ ปี พิมพ์แจกกว่า ๑๐,๐๐๐ เล่ม สำหรับผู้ที่ไปร่วมงานฉลองวันเกิดของหลวงพ่อที่วัดวังก์วิเวการาม ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๗ 

นอกจากเป็นเล่มที่ให้ข้อมูลประวัติของหลวงพ่ออุตตมะฉบับที่เชื่อถือได้แล้ว ยังเป็นหนังสือที่รวบรวมทัศนะและข้อคิดเห็นของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ ตั้งแต่ในคณะสงฆ์ (ทั้งในกาญจนบุรีและที่กรุงเทพฯ) รวมถึงทัศนะของฝ่ายความมั่นคงไทย  

พระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดไชยชนะชุมพลชนะสงคราม เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เห็นว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ฟื้นฟูพุทธศาสนาในสังขละบุรี ดังความต่อไปนี้:  

“ตอนแรก ๆ ที่หลวงพ่อมาอยู่สังขละบุรีนั้น ทั้งอำเภอไม่มีวัดซึ่งมีอุโบสถเลยสักวัดเดียว เวลาจะทำสังฆกรรมสักครั้ง ก็ต้องทำในแม่น้ำ โดยสมมติเป็นอุทกุกเขปสีมาเอาแต่ละครั้ง แต่เดี๋ยวนี้มีอุโบสถแล้วหลายวัด การทำสังฆกรรมจึงสะดวกสบายดี ทั้งนี้ก็เพราะอาศัยหลวงพ่ออุตตมะได้ดำเนินการให้เป็นไป จึงนับว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นพระเถระที่ทำให้คณะสงฆ์สังขละบุรีเจริญรุ่งเรืองขึ้น เปรียบประดุจพระจันทร์ส่องแสงสว่างให้ความมืดหายไป ทำความร่มเย็นใจและสบายใจแก่ปวงชนฉะนั้น” 

พระวิสุทธิกาญจนวิบูลย์ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร จังหวัดกาญจนบุรี พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของกาญจนบุรี ก็มีข้อคิดเห็นไปในทางเดียวกับพระธรรมคุณาภรณ์ ดังความต่อไปนี้: 

“ส่วนราษฎรในหมู่บ้านที่ขึ้นกับวัด มีความเคารพเลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์โดยทั่วไป หากว่าพระภิกษุสงฆ์จะเดินผ่านตนไปทางไหน ผู้คนทั้งหญิงชายจะคุกเข่าหรือพับเพียบบนพื้นดินแสดงความเคารพจนกว่าพระจะเดินผ่านเลยไป นี่เป็นวัฒนธรรมโบราณที่ได้รับการอบรมสั่งสอนรักษาและสืบทอดกันมาจากบรรพชนอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งมาในยุคหลวงพ่อได้ตอกย้ำในปัจจุบัน ท่านจึงเป็นหลักใจควรแก่การศรัทธาเชื่อฟังโดยสิ้นเชิง มีญาติโยมละแวกนั้นมาคุยให้ฟังว่า ชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่ในอาณัติของวัดนี้มีความเคารพยำเกรงหลวงพ่อดังเทพเจ้า พากันงดเว้นอบายมุขทั้งปวงตามที่หลวงพ่อสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเหล้า ยา กัญชา ฝิ่น การพนัน ตลอดถึงการลักขโมย หากผู้ใดไม่เชื่อฟังละเลยคำสั่งหรือไม่อยู่ในศีลธรรมแล้ว จะถูกเรียกมาพิจารณาไต่สวนคดี เมื่อมีเหตุอันควรจะถูกเนรเทศไปอยู่เมืองนอก (พม่า) ทันที

กรณีนี้จึงเป็นคุณประโยชน์กับข้าราชการฝ่ายบ้านเมืองของเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแบ่งเบาภาระในด้านการปกครองทั้งด้านการบริหารและตุลาการไปในตัว ถึงอย่างนี้ข้าราชการระดับผู้น้อยผู้ใหญ่ ที่ถูกสั่งย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สมัยนั้นในท้องที่อำเภอสังขละบุรี มักไม่มีผู้ใดไปอยู่ด้วยความสมัครใจ อาจจะขยาดเกี่ยวกับการคมนาคมที่ลำบากทุรกันดาร มีไข้ป่าชุกชุม เป็นอยู่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก” 

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ ในทัศนะฝ่ายความมั่นคงไทย

นอกจากทัศนะของคณะสงฆ์ หนังสือ ‘๘๔ ปีหลวงพ่ออุตตมะ’ ยังนำเอาบทสัมภาษณ์นายทหารและชนชั้นนำไทย ได้กล่าวถึงบทบาทของหลวงพ่ออุตตมะในด้านการสร้างความสงบเรียบร้อยให้แก่ชายแดนไทย-พม่าด้านกาญจนบุรี 

พลเอกศัลย์ ศรีเพ็ญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ซึ่งเคยได้เหรียญพระเครื่องบุเรงนองออกศึก ที่หลวงพ่ออุตตมะปลุกเสก เป็นผู้หนึ่งที่นับถือหลวงพ่ออุตตมะ เคยเข้าพบและไปมาหาสู่กับวัดวังก์วิเวการามอยู่ตลอด แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องข้องเกี่ยวกับสังขละบุรีแล้ว แม้ว่าในเล่มนี้พลเอกสัลย์จะกล่าวถึงหลวงพ่อสั้น ๆ แต่ก็ได้ใจความโดยสรุปดังนี้: 

“หลวงพ่ออุตตมะเป็นที่เคารพนับถือของชนกลุ่มน้อย (มอญ) มาก หากไม่มีท่าน ชายแดนด้านจังหวัดกาญจนบุรีที่ติดกับสหภาพพม่าคงไม่สงบเรียบร้อยเช่นนี้” 

พล.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้จักมักคุ้นและเคารพนับถือศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ ก็กล่าวถึงบทบาทของหลวงพ่ออุตตมะในการสร้างความสงบเรียบร้อยที่ชายแดนไทย-พม่า ดังความต่อไปนี้: 

“คนที่อยู่ชายแดนไม่ว่าจะเป็นไทย พม่า มอญ กะเหรี่ยง มีความเคารพนับถือหลวงพ่ออุตตมะมาก คราวหนึ่งกระผมไปในงานสงกรานต์ เวลาจะสรงน้ำ ชาวบ้านพากันนอนราบเป็น ‘สะพานคน’ หรือ ‘ถนนหลังมนุษย์’ ให้หลวงพ่อท่านเดินยาวเหยียด อัศจรรย์จริง ๆ กระผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาเลยที่มีผู้คนศรัทธาขนาดทอดกายถวายชีวิตเช่นนี้ หลวงพ่ออุตตมะจะบอกกล่าวสั่งสอนอย่างไร เป็นที่เชื่อฟังกันหมด ท่านช่วยราชการมากในเรื่องความสงบเรียบร้อย และที่กระผมเห็นว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์มหาศาลก็คือ หลวงพ่ออุตตมะเป็น ‘หลักเขตแดน’ ที่ปกป้องมิให้มีการรุกล้ำแผ่นดินไทย” 

แต่อย่างไรก็ตาม ในจำนวนข้อคิดเห็นเหล่านี้ มีเพียง ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เท่านั้นที่หยิบยกประเด็นปัญหาเรื่องที่ทางทำมาหาเลี้ยงชีพของคนพลัดถิ่นและผู้ไร้สัญชาติที่หลวงพ่ออุตตมะห่วงใยและเป็นกังวลมาชั่วชีวิตของท่าน   

“การที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไทยด้วย ก็ย่อมมีการเข้าใจผิดโกรธเคืองกัน นับครั้งไม่ถ้วนที่หลวงพ่อต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย บางครั้งต้องใช้ศาลาใหญ่เป็นที่ประชุม มีผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ มาเจรจาปรับความเข้าใจกันบ้าง มาหาข้อตกลงกันบ้าง โดยมีหลวงพ่อช่วยแปลบ้าง ไกล่เกลี่ยบ้าง ทำให้เหตุร้ายสงบลงไป ตำรวจตระเวนชายแดนและทหารทางเมืองกาญจน์คงจำกันได้ดี ทั้งนี้เพราะทุกฝ่ายเคารพเชื่อฟังหลวงพ่อ ชายแดนไทยทางด้านนั้นเมื่อ ๒๐ ปีก่อน จึงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

บัดนี้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ก็ขยับขยายฐานไปทางอื่น เหลือแต่ชนชาวมอญที่ยังอาศัยอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างเขื่อน ต้องย้ายวัดมาตั้งที่ใหม่ พื้นที่ทำกินก็น้อยลง เป็นภาระของหลวงพ่อที่ต้องดูแลชาวมอญเหล่านี้ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น

ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อมีศรัทธารวบรวมทุนทรัพย์มาสร้างวัดใหม่ หลวงพ่อได้จ้างชาวมอญเหล่านี้ก่อสร้างโบสถ์ ศาลา เจดีย์ จ้างชาวบ้านเก็บเศษไม้ลอยน้ำ รวบรวมมาจนสร้างศาลาได้ ๑ หลัง การก่อสร้างดำเนินมานานและยังคงทำต่อเนื่องไป เพราะถ้าหมดการก่อสร้างแล้ว ชาวมอญเหล่านี้จะเอาอะไรมากิน พื้นที่ทำกินก็มีจำกัด พื้นที่เพาะปลูกก็มีเพียงบริเวณแคบ ๆ ริมน้ำ ปลูกพอกินพอขายกันในหมู่บ้าน จะลงทุนทำอะไร ก็ไม่มีทุน ไม่มีตลาด หลวงพ่อต้องแยกภาระหนัก รับผิดชอบชีวิตชนพลัดถิ่นเหล่านี้ ทางออกเฉพาะหน้ามีเพียงการจ้างแรงงานใช้ในวัดเท่านั้น ท่านเคยปรารภว่าได้คุยกับหลายคนแล้วแต่ยังไม่มีผลออกมา 

บทบาทของหลวงพ่อด้านความสงบทางชายแดนดูลดลง แต่ภาระรับผิดชอบต่อชนชาติของท่าน มีแต่จะเพิ่มขึ้น การแก้ไขปัญหานี้คงต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่ายที่เคารพนับถือหลวงพ่อ เข้ามาช่วยกันคิดร่วมมือกันทำเพื่อปลดเปลื้องภาระนี้ และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ชายแดนของประเทศไทย” 

๒๐ ปีหลังการจากไปของหลวงพ่ออุตตมะ

สำหรับสายมูไทย อาจจะมองหลวงพ่ออุตตมะเป็นพระเกจิธรรมดาองค์หนึ่ง มีเรื่องเล่าในเชิงอิทธิปาฏิหาริย์ไสยเวทวิทยาคุณ แต่แท้ที่จริงบรรดาเหรียญปลุกเสกเหล่านั้นยังมองในแง่เศรษฐกิจที่ไปใช้สนับสนุนกลุ่มผู้พลัดถิ่นจากพม่าได้ด้วย  

การมีบทบาทเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณควบคู่บทบาททางโลกย์ให้แก่กลุ่มผู้ลี้ภัย ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไทยในอดีตมองเป็นการซ่องสุมกำลัง แต่ที่จริงผู้ลี้ภัยที่มาอยู่กับหลวงพ่ออุตตมะค่อนข้างจะรักความสงบและมีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ตรงนี้ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนในแนวคิดและมุมมองของฝ่ายความมั่นคงไทย เพราะเท่ากับหลวงพ่อทำให้ชายแดนสงบเรียบร้อยไปด้วย 

แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาที่ดินทำกินที่เหลือน้อยหลังการสร้างเขื่อน มีเพียงอาชีพประมง การเพาะปลูกเล็ก ๆ น้อย ๆ ริมแม่น้ำ แต่ก็ไม่เพียงพอ เมื่อกลายเป็นผู้อพยพไร้สัญชาติ ก็จำต้องหาที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใหม่ ชาวมอญเห็นหลวงพ่ออุตตมะและพุทธศาสนาเป็นคำตอบ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงมองบทบาทของหลวงพ่ออุตตมะและพุทธศาสนาไปในทางสร้างความสงบให้แก่ชายแดน

การท่องเที่ยวที่เคยเป็นความหวังในการฟื้นสังขละบุรี แต่ก็ได้เพียงบางช่วงเวลา เพราะการท่องเที่ยวก็ขึ้นลงกับระบบเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อน้ำมันแพง ค่าแรงถูก คนในเมืองก็ไม่มีกำลังจะเดินทางไกลไปเที่ยวถึงชายแดน แถมชายแดนในประเทศไทยไม่ใช่ที่ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้ไปเยือน ถึงแม้ชายแดนด้านกาญจนบุรีจะค่อนข้างสงบเรียบร้อย 

เมื่อหลวงพ่ออุตตมะละสังขารไม่อยู่แล้ว ความสงบเรียบร้อยแบบที่คณะสงฆ์และฝ่ายความมั่นคงไทยเคยเห็นนั้น การณ์ต่อไปก็หมายถึงการที่ต้องให้สัญชาติไทยแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย คำว่า ‘ไทย’ ไม่ควรจะหมายถึงเชื้อชาติ หากแต่หมายถึงดินแดนที่ผู้คนหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้   

หลวงพ่ออุตตมะจากไปจะครบ ๒๐ ปีในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นี้ แต่ลูกหลานมอญสังขละบุรีจำนวนมากก็ยังคงไม่ได้รับสัญชาติ ทั้งที่ตามมติครม.เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ ระบุว่า เด็กที่เกิดในดินแดนประเทศไทยจะต้องได้รับสัญชาติไทย 

ที่ผ่านมา รัฐไทยมักมองมอญพลัดถิ่นตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า เป็น ‘กันชน’ (Buffer) นี่เป็นแนวคิดการมองที่ล้าสมัยไปมากแล้ว อันที่จริงเป็นแนวคิดและวิถีปฏิบัติที่ใช้กันมาสืบเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาด้วยซ้ำ  

การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย-พม่า ส่งผลกระทบต่อมอญพลัดถิ่นโดยตรง เพราะยังคงใช้วิถีทางแบบโบราณ มองมอญ กะเหรี่ยง และชนกลุ่มน้อย เป็นกันชนกับพม่า สถานะของมอญและชนเหล่านี้จึงขึ้นกับว่าความสัมพันธ์ไทย-พม่าเป็นอย่างไร เมื่อขัดแย้งทะเลาะกับพม่า ก็เป็นมิตรกับมอญ แต่เมื่อคืนดีและค้าขายเป็นปกติกับพม่าก็มักจะละเลยพวกเขา  

มรดกหลวงพ่ออุตตมะมีหลายอย่าง พบเห็นได้แทบจะทุกสิ่งอย่างในอำเภอสังขละบุรี ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านวังกะ, วัดวังก์วิเวการาม, เจดีย์พุทธคยา, สะพานไม้อุตตมานุสรณ์, โรงเรียนวัดวังก์วิเวการาม, โรงพยาบาลสังขละบุรี, ถนนสังขละบุรี-แยกทองผาภูมิ ฯลฯ (รวมทั้งร่างไร้วิญญาณที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดวังก์วิเวการาม) มรดกเหล่านี้ปัจจุบันถูกแปรรูปมาสู่การท่องเที่ยว 

มรดกเหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันว่าคนมอญพลัดถิ่นเหล่านี้ไม่ได้ต้องการจะกลับไปเป็นพลเมืองของพม่าอีกต่อไปแล้ว หากแต่สมัครใจจะอยู่ประเทศไทย ในบ้านของชาวมอญวังกะ มักจะมีรูป ๒ รูป ติดผนังคู่กัน คือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ กับรูปหลวงพ่ออุตตมะ 

มอญที่บ้านวังกะมักจะพูดเสมอว่า พวกเขามีพ่อ ๓ คน พ่อคนแรกคือพ่อผู้ให้กำเนิด พ่อคนที่สองคือ ‘พ่อหลวง’ หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และพ่อคนที่สามก็คือ ‘หลวงพ่ออุตตมะ’  

‘หลวงพ่ออุตตมะ’ กับปัญหาผู้อพยพ-ไร้สัญชาติ ณ ชายแดนไทย-พม่า

ก่อนหน้าที่จะเกิดการสร้างเขื่อนเขาแหลมเสียอีก ที่หลวงพ่ออุตตมะได้สร้างสิ่งสำคัญอันจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งคนมอญและคนภายนอก นั่นคือหลวงพ่อได้สร้างเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นหลักคู่บ้านเมือง   

ทุกวันนี้รัฐบาลและชนชั้นนำเผด็จการทหารพม่าจะได้คิดแล้วหรือไม่ว่าการกดขี่ปราบปรามคนมอญและชนกลุ่มน้อย ทำให้ประเทศของตนต้องสูญเสียทรัพยากรมีค่าอย่างหลวงพ่ออุตตมะและชาวมอญ แทนที่จะเป็นคนของบ้านเกิดเมืองนอน กลับกลายมาเป็นพระภิกษุและประชากรกลุ่มสำคัญที่เป็นอนาคตให้แก่ประเทศไทย 

ในทางกลับกันเรื่องราวของหลวงพ่ออุตตมะกับคนมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี ก็ให้แบบอย่างหรือบทเรียนอย่างดีแก่รัฐไทยในการรับมือกับปัญหากลุ่มชาติพันธุ์อพยพ นิยามชาติไทยและความมั่นคงตามแนวชายแดนถึงเวลาปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังแล้วหรือไม่?  

 

เรื่องและภาพ: กำพล จำปาพันธ์

อ้างอิง

     นามกาย (นามปากก). หลวงพ่ออุตตมะ มหาวัชระแห่งรามัญ. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๓๔.  

     ฟ้อน เปรมพันธุ์ (บก.). ภูมิบ้าน ภูมิเมือง กาญจนบุรี. กาญจนบุรี: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี, ๒๕๖๖. 

     มนธิรา ราโท และคณะ. มอญในแผ่นดินสยาม. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒.  

     วรวุธ สุวรรณฤทธิ์. ประวัติศาสตร์เมืองกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓.

     วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ. ๘๔ ปีหลวงพ่ออุตตมะ. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๓๗. 

     วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากรและกระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๒.

     สุธน ศรีหิรัญ และปริญญา เอื้อชูวรนนท์. หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม ประวัติอภินิหารและวัตถุมงคล. กรุงเทพฯ: บางกอกสาส์น, ๒๕๕๘. 

     แสงเพชร (นามปากกา). หลวงพ่ออุตตมะ แม่ทัพธรรมผู้ยึดหลักอหิงสา. นนทบุรี: อรัญญา, ๒๕๔๙. 

     องค์ บรรจุน. “หลวงพ่ออุตตมะ กองทัพมอญ และกองกำลังกะเหรี่ยง” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๕ (มีนาคม ๒๕๖๐). 

     อรวรรณ ทับสกุล. “หลวงพ่ออุตตมะ: ผู้นำทางวัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของหมู่บ้านมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. 

     อรวรรณ ทับสกุล. หลวงพ่ออุตตมะ หลวงพ่อใหญ่ของชาวมอญ. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๗.