31 พ.ค. 2569 | 13:50 น.

KEY
POINTS
ผู้เขียนเกิดนึกสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับ ‘หลวงพ่ออุตตมะ’ ขึ้นมา เมื่อไปเยือนสังขละบุรี ทั้งที่แรกเริ่มเดิมที ความตั้งใจแรกอยู่ที่ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีถนนแยกตัดอ้อมไปอีกทาง ไม่ผ่านตัวอำเภอสังขละบุรี แต่ไหน ๆ ก็อุตส่าห์ดั้นด้นขับรถข้ามเขาที่แสนหฤโหด น้อง ๆ แม่ฮ่องสอนทางภาคเหนือ จนมาถึงสังขละบุรีแล้ว เมื่อย้อนกลับมาถึงทางแยกทองผาภูมิ-สังขละบุรี ก็อดที่จะเลี้ยวขวาไปทางสังขละบุรีไม่ได้
สถานที่แรกที่สะดุดตาและแวะก่อนจะไปถึงสะพานมอญก็คือ ‘วัดสมเด็จ’ ซึ่งมีเจดีย์มอญ โบสถ์ วิหารพระนอน อยู่ทางซ้ายมือ ขวามือมีเจดีย์สามองค์เรียงกันเหมือนที่ด่านเจดีย์สามองค์ แต่เป็นองค์ใหญ่กว่ามาก ข้างเจดีย์ทั้งสามนี้มีพระพุทธรูปเรียงรายกันอยู่ ๕ องค์ สร้างเป็นตัวแทนคติพระเจ้า ๕ พระองค์นั่นเอง
เมื่อไปถึงบ้านวังกะ จอดรถแล้วก็ได้รับการต้อนรับโดยการแปะทานาคาที่แก้ม พวกเราชอบใจกันมาก ยังคิดจะหาซื้อไว้ใช้เมื่อกลับถึงบ้าน เมื่อเดินไปถึงสะพานมอญ ก็ได้รับการต้อนรับจากหนูน้อย นักเรียนชั้นประถม มานำชมและเล่าประวัติ
‘สะพานมอญ’ ปัจจุบันเป็นสะพานไม้ที่สร้างแบบดั้งเดิมมีขนาดยาวที่สุดในประเทศไทย ช่างตระการตาและมหัศจรรย์ยิ่ง เพราะเป็นการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำซองกาเลียที่มีขนาดกว้างเกือบ ๆ จะเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยาในบางช่วง
การสร้างสะพานนี้ก็เพื่อเชื่อมระหว่างหมู่บ้านที่อยู่ของชาวไทย กะเหรี่ยง และมอญ ได้เดินไปมาหาสู่กัน และที่สำคัญเหล่าผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาจะได้เดินทางไปทำบุญยังวัดวังก์วิเวการามได้สะดวก ผู้ริเริ่มให้สร้างสะพานนี้คือ ‘หลวงพ่ออุตตมะ’
สะพานนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า ‘สะพานไม้อุตตมานุสรณ์’ (หมายถึงสะพานไม้อันเป็นอนุสรณ์ของหลวงพ่ออุตตมะ) เริ่มสร้าง พ.ศ.๒๕๒๙ แล้วเสร็จ พ.ศ.๒๕๓๐
เนื่องจากเป็นเวลาใกล้พลบค่ำ เรายังมีธุระจึงต้องรีบกลับเข้าตัวเมืองกาญจนบุรีก่อน แต่ก็หวังใจว่าจะต้องกลับมาเยือนอีกในไม่ช้านาน...
ราวสองสัปดาห์ผ่านไป เราก็ได้โอกาสมาเยือนสังขละบุรีอีกครั้ง คราวนี้จุดหมายแรกของเราอยู่ที่เจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม และล่องเรือไปชมวัดจมน้ำ-เมืองบาดาล ที่อยู่ในพื้นที่เขื่อนเขาแหลม สถานที่แรกคือ ‘ประตูเมืองเก่าสังขละบุรี’ เห็นเพียงแนวเขา และความทรงจำของผู้คนว่าตรงจุดนั้นเคยเป็นที่ผ่านเข้าออกตัวเมืองเก่า
สถานที่ต่อมาคือ ‘วัดนิเถะ’ (วัดศรีสุวรรณาราม) เหลือเพียงซากโบสถ์ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสายน้ำล้อม เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะเคยบูรณะ ต่อมาคนขับเรือนำทางพาเราไปยัง ‘วัดวังก์วิเวการาม (เก่า)’ เหลือซากโบสถ์ วิหาร กำแพง หอระฆัง กุฏิ สถูปที่หักพัง ฯลฯ ที่นี่เราได้รับข้อมูลบอกเล่าหลายอย่างจาก ‘ชัด’ เด็กชายตัวน้อยเรียนอยู่ชั้นป.๕
ติดกับวัดนี้มีโคกที่ชาวมอญกลุ่มหนึ่งที่ยืนยันจะอยู่ที่นี่ แม้จะถูกน้ำเขื่อนล้อมรอบไว้หมดทุกด้าน พวกเขาเป็นชาวมอญพลัดถิ่นที่ลี้ภัยสงครามมาจากพม่า ไม่สามารถจะย้ายหนีไปไหนได้อีกแล้ว ระหว่างสงครามกับน้ำท่วม พวกเขาเลือกเผชิญอย่างหลัง ยืนหยัดอย่างกล้าหาญ
‘วัดสมเด็จเก่า’ เป็นที่สุดท้ายที่คนเรือพาเราไปชม วัดนี้ต้องเดินขึ้นบกไปบนเนินเขา มีชาวบ้านขายของป่าและมีเด็กน้อยมาพานำชมเช่นเคย เมื่อเราให้เงินตอบแทนการนำชมและเล่าเรื่อง และถามเด็กน้อยว่า “ได้เงินแล้วจะเอาไปทำอะไร” หนูน้อยตอบเราว่า “จะเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน” เราได้แต่ถอนหายใจ และบอกกับหนูน้อยว่า “เรียนให้สูง ๆ จนถึงมหาวิทยาลัยนะ”
นอกจากวัดเก่าจมน้ำกับสะพานไม้ยาวที่สุดในประเทศไทยแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ที่เราได้พบเห็นก็คือ หนูน้อยเหล่านี้นั่นเอง พวกเขาเป็นลูกหลานของคนมอญพลัดถิ่น ตามมติครม.เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ (สมัยรัฐบาลทักษิณ) ได้มีประกาศให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยได้รับสัญชาติไทย แต่ทุกวันนี้สังขละบุรีก็ยังเต็มไปด้วยคนไร้สัญชาติ
ปลายปีเดียวกัน หลังจากมีประกาศดังกล่าวนี้ออกมา ลุถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ชาวมอญสังขละบุรีก็พบความเศร้าครั้งใหญ่เพราะการละสังขารจากไปของผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างหลวงพ่ออุตตมะ ผู้ซึ่งตลอดเวลาหลายสิบปีได้ทุ่มเทชีวิตกับการดูแลชาวมอญไร้สัญชาติอยู่ที่สังขละบุรีนี้
‘หลวงพ่ออุตตมะ’ หรือ ‘พระราชอุดมมงคล’ หรือ ‘พระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ’ เกิดเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ประเทศสหภาพพม่า (สมัยนั้นยังไม่ใช้ชื่อ ‘เมียนมา’) เป็นบุตรของนายโง นางทองสุก อาชีพทำนา เดิมชื่อ ‘เอหม่อง’ (ต่อมาเปลี่ยนเป็น ‘อุตตมะ’ ตามพยางค์ต้นของฉายาสงฆ์) บวชเณรตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี บวชพระเมื่อพ.ศ.๒๔๗๖
พ.ศ.๒๔๗๔ สอบได้นักธรรมเอก ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง
พ.ศ.๒๔๘๒ สอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า
พ.ศ.๒๔๘๖ เริ่มเข้าสายธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์ มาเชียงใหม่ ได้พบกับพระธุดงค์สำคัญของไทย เช่น ‘หลวงปู่แหวน สุจิณโณ’ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่, ‘หลวงปู่ฝั้น อาจาโร’ วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร ฯลฯ
พ.ศ.๒๔๙๒ ธุดงค์เข้ามาประเทศไทยทางด้านตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
หลังจากนั้นก็มีอันให้ต้องพำนักจำพรรษาเป็นการถาวรอยู่ที่ประเทศไทย หลวงพ่ออุตตมะกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งอย่างที่ชาวสังขละบุรีให้ความเคารพนับถือ และเป็นผู้คนภายนอกรู้จักมักคุ้นกันดี เมื่อเอ่ยถึงสังขละบุรี กระทั่งได้รับสมญาว่า ‘เจดีย์องค์ที่สี่แห่งสังขละบุรี’ จากเดิมที่มีเจดีย์สามองค์เป็นโบราณสถานอยู่ที่ด่านชายแดน
เรื่องของหลวงพ่ออุตตมะแยกไม่ออกจากเรื่องของชาวมอญพลัดถิ่นที่หมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง หมู่ ๒ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แต่สายมูไทยมองเห็นแค่เพียงพระเกจิธรรมดา ๆ องค์หนึ่ง
พ.ศ.๒๔๙๒ ชุมชนบ้านเกิดของหลวงพ่ออุตตมะประสบภัยพายุไต้ฝุ่น มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยคน และยังเกิดสถานการณ์สู้รบกันระหว่างกองกำลังกู้ชาติมอญกับรัฐบาลพม่า หลวงพ่อจึงตัดสินใจออกจากบ้านเกิดมุ่งสู่ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่เขาพระวิหาร ชาวบ้านรู้ข่าวต่างรู้สึกเสียใจ ไม่อยากให้ท่านจากไป พากันร้องไห้ด้วยความอาลัย แต่หลวงพ่อก็ยืนยันจะเดินทาง โดยได้ชี้แจงเหตุผลของการออกเดินทางครั้งนี้อย่างมีนัยยะสำคัญว่า
“การจากไปของเราจะเป็นปรหิต เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น”
พ.ศ.๒๔๙๔ ขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีชาวมอญจากบ้านเดิมของท่านที่โมกกะเนียง อพยพเข้ามาอยู่ที่กิ่งอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอันมาก หลวงพ่อจึงพาคนเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง จากนั้นชุมชนมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรีก็ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๙๔ (สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม) นั่นเอง
เมื่อตัดสินใจว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศไทย ณ บริเวณชายแดนกาญจนบุรีนี้แล้ว เพราะกลับไปจะต้องเผชิญภัยสงคราม พวกเขานับถือพุทธศาสนา ปรารถนาความสงบเป็นที่สุด
พ.ศ.๒๔๙๕ ชาวมอญพลัดถิ่นเหล่านี้จึงได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นที่บ้านวังกะล่าง พัฒนากลายเป็น ‘วัดวังก์วิเวการาม’ (อยู่กลางเขื่อน ปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า ‘วัดจมน้ำ’ หรือ ‘เมืองบาดาล’) เพื่อให้หลวงพ่ออุตตมะได้จำพรรษาอยู่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ในการเป็นผู้นำผสานระหว่างทางโลกย์กับทางธรรม หลวงพ่ออุตตมะตั้งกฎ ๓ ข้อ ให้ทุกคนในหมู่บ้านวังกะปฏิบัติโดยเคร่งครัด คือ (๑) ห้ามดื่มสุรา (๒) ห้ามเล่นการพนัน (๓) ห้ามลักทรัพย์และห้ามผิดลูกเมียใคร
เป็นกฎที่เกือบจะเท่ากับศีล ๕ ข้อ เพียงแต่ขาดข้อห้ามเรื่องการฆ่าสัตว์กับข้อมุสา (การพูดโกหก) ไปเท่านั้น แต่กระนั้นด้วยกฎ ๓ ข้อนี้ ทำให้หมู่บ้านวังกะกลายเป็น ‘ชุมชนในอุดมคติของพุทธศาสนา’
บริเวณบ้านวังกะล่างนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘สามประสบ’ เพราะมีแม่น้ำ ๓ สาย ไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำแควน้อยที่จะไหลลงไปสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี ถือเป็นถิ่นทุรกันดารมาก สมัยนั้นติดต่อกับตัวเมืองกาญจนบุรีได้จากทางแม่น้ำล่องเรือมา ใช้เวลากว่า ๒๐ วันจึงจะถึงตัวเมืองกาญจนบุรี
บทบาทต่อมาหลวงพ่ออุตตมะได้ฟื้นพุทธศาสนาในสังขละบุรี สร้างวัดในชุมชนกะเหรี่ยง เช่น วัดศรีสุวรรณาราม (วัดนิเถะ), วัดสมเด็จ, วัดบีคลี่, วัดปิล็อกคี่, วัดสะเนพ่อง, สร้างศาลาจตุทิศาที่ด่านเจดีย์สามองค์ ตามมาโดยการพัฒนาเช่น สร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควน้อย, ตัดถนน, สร้างโรงเรียน, สร้างโรงพยาบาล ฯลฯ
พ.ศ.๒๕๒๗ กฟผ.สร้างเขื่อนเขาแหลม ทำให้ต้องอพยพโยกย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบัน (บ้านวังกะบน หรือบ้านวังกะใหม่) กฟผ.สร้างวัดให้ใหม่และยกที่ดินให้เป็นของกรมการศาสนา หลวงพ่ออุตตมะเจรจากับทางการ ขอให้ชาวบ้านมาอยู่บริเวณรอบ ๆ วัด และให้เป็นที่กรมการศาสนา โดยแบ่งพื้นที่เป็น ๗ ซอย มี ๒๗ คุ้ม แต่ละคุ้มจะมีหัวหน้าคุ้มและมีกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้านเลือกกันขึ้น แต่ต้องเป็นผู้ที่หลวงพ่ออุตตมะเห็นชอบด้วย
ต่อมา พ.ศ.๒๕๓๐ หลวงพ่ออุตตมะได้เดินทางไปศรีลังกาเพื่อขอประทานพระบรมสารีริกธาตุจากสมเด็จพระมหานายกะ พระสังฆราชของศรีลังกา ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกนิ้วมือขวามา ๒ องค์ หลวงพ่อนำไปประดิษฐานไว้บนยอดพระเจดีย์พุทธคยา ร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุอีก ๙ องค์ ที่ได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชของไทย เจดีย์พุทธคยานี้สร้างขึ้นที่บริเวณสามประสบ
ถ้าถามว่าหลังจากหลวงพ่ออุตตมะละสังขารไปแล้ว ชาวมอญพลัดถิ่นสังขละบุรีจะมีสิ่งใดเป็นที่ยึดเหนี่ยวแทน คำตอบอาจจะอยู่ที่เจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนี้เอง แต่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยจะเพียงพอแก่การอนุญาตให้ชาวมอญเหล่านี้ได้อยู่ที่นี่อย่างวัฒนาถาวรหรือไม่ ยังไม่อาจตอบได้
บริเวณสังขละบุรีมีซากโบราณสถานสมัยทวารวดี ขุดพบที่ริมห้วยแก่งคะยือ หมู่ที่ ๖ บ้านวังปะโท่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันจมน้ำไปเพราะการสร้างเขื่อนเขาแหลม) แสดงถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่มีต่อภาคกลางของสยามมาอย่างยาวนาน แม้ว่าทวารวดีอาจไม่มีศูนย์กลางอยู่ที่ภาคกลางของสยามก็ตาม
ประเด็นสำคัญก็คือ ‘ทวารวดี’ เป็นวัฒนธรรมที่มี ‘มอญเก่า’ เป็นผู้นำ มอญอยู่ในดินแดนสยามมายาวนานก่อนวัฒนธรรมเขมรและวัฒนธรรมอื่น (รวมทั้งไท-ลาว) แต่ในยุครัฐชาติไทย เรื่องนั้นห่างไกลจนไม่อาจสร้างความชอบธรรมใด ๆ ให้แก่การอพยพเข้ามาตั้งรกรากของ ‘มอญใหม่’
บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ เดิมชื่อ ‘บ้านหินสามกอง’ เป็นชุมชนด่านท่าเก่าสมัยอยุธยา กรมศิลปากรเคยขุดพบซากฐานอิฐโบราณสถานเก่าสมัยอยุธยาอยู่ใต้ฐานเจดีย์สามองค์ ยังมีเจดีย์ที่สร้างสามองค์เรียงกันอยู่ที่ฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี เดิมเป็นเจดีย์ที่สร้างสมัยสงครามเก้าทัพ (รัชกาลที่ ๑) บูรณะขึ้นใหม่โดยหลวงพ่ออุตตมะ
กรณีพระมหาเถรคันฉ่อง ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามา แถมยังมีสถานภาพเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวร ส่งผลทำให้ชนชั้นนำสยามยอมรับพระมอญอยู่บ้าง เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าราชวงศ์จักรีสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญอพยพเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรนั้น
หลวงพ่ออุตตมะเองก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ยืนยันแก่จังหวัดกาญจนบุรีว่า ‘ดอนเจดีย์’ สถานที่กระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรนั้นน่าจะตั้งอยู่ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ใช่ที่สุพรรณบุรีตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีพระมติเอาไว้
พ.ศ.๒๕๑๔ พล.ต.ท.จำรัส มังคลารัตน์ ได้สนทนากับหลวงพ่ออุตตมะเรื่องดอนเจดีย์ หลวงพ่อมีความเห็นว่า ตามพงศาวดารมอญซึ่งมีอยู่ในใบลานเก่าของหลายวัดในประเทศพม่า (สมัยนั้นยังไม่เรียก ‘เมียนมา’) เช่น วัดโมกกะเนียง วัดเกลาสะ ระบุว่า ครั้งนั้นพระมหาอุปราชามังสามเกียดประทับอยู่ใต้ต้นข่อยกลางนา พระนเรศวรประทับอยู่ใต้ต้นประดู่แดงใหญ่ สถานที่นั้นอยู่ระหว่างนครปฐมกับแควใหญ่ หมู่บ้านที่ทัพพม่าพักทัพอยู่นั้นมอญเรียกว่า ‘กวานมะแลงศิลา’ (แปลว่าบ้านกรวด) พอออกจากทุ่งลาดหญ้าก็มองเห็นกัน พวกทหารมอญได้ขุดสระขังน้ำไว้ลับมีด เรียกว่า ‘สระเหล็กไหล’
ด้วยเหตุดังนั้น หลวงพ่ออุตตมะจึงมีความเห็นว่า ดอนเจดีย์น่าจะเป็นบริเวณตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เพราะยังมีสระอยู่ ตามประวัติของมอญว่าพระนเรศวรทรงสร้างชัยเจดีย์ขึ้น ซึ่งยังมีซากเจดีย์เก่าอยู่ ต้นประดู่ใหญ่ก็ยังเหลือตอ ส่วนที่สุพรรณบุรีนั้น ในสมุดข่อยมอญว่า เป็นที่บวชพระภิกษุนับพันรูป พระนเรศวรชนะศึกแล้วให้มีการบวชพระที่สุพรรณบุรี เพราะที่สุพรรณบุรีมีน้ำบริบูรณ์ดี
ในงานศึกษาของอรวรรณ ทับสกุล (ปรับมาจากวิทยานิพนธ์สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อพ.ศ.๒๕๔๖) ได้ชี้ให้เห็นว่า รัฐไทยจัดการปกครองท้องถิ่นในเขตสังขละบุรี โดยวิธีจำแนกบุคคลตามบัตรดังนี้:
(๑) “บัตรสีชมพู” หรือ “บัตรประจำตัวผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” ตามมติครม.เมื่อพ.ศ.๒๕๓๕ “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากประเทศพม่า มาอยู่ประเทศไทยก่อนวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ทางการไทยได้ทำบัตรและประวัติไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ มีประมาณ ๕,๕๙๔ คน ส่วนใหญ่อยู่อาศัยที่บ้านวังกะ หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองลู
(๒) “บัตรสีฟ้า” หรือ “บัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่ราบสูง” ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่ยังไม่ได้สัญชาติ โดยได้มีการจัดทำบัตรนี้และจัดทำทะเบียนประวัติไว้เมื่อพ.ศ.๒๕๓๙ มีประมาณ ๘,๕๕๗ คน
(๓) “บัตรสีส้ม” หรือ “บัตรประจำตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า” ส่วนใหญ่เป็นชาวมอญ มีมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นคนเชื้อสายพม่า แขกมุสลิม กะเหรี่ยง ลาว ที่เข้ามาอยู่หลังวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ทางการไทยได้ทำบัตรและจัดทำทะเบียนประวัติไว้เมื่อพ.ศ.๒๕๓๙ ประมาณ ๑๐,๗๓๗ คน มีถิ่นฐานตั้งรกรากอาศัยอยู่กระจายทั่วไปในเขตอำเภอสังขละบุรี
(๔) “บัตรสีเขียวขอบแดง” หรือ “บัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูง” ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาชาติพันธุ์กะหร่าง (กะเหรี่ยง) และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มีการสำรวจและจัดทำบัตรนี้เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ตามความเห็นชอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีทั้งหมด ๖,๗๓๔ คน
ปัจจุบันนี้คาดว่าตัวเลขประชากรคนพลัดถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ตามพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ คงมีมากกว่าที่เคยสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้ เพราะพวกเขาต่างมีลูกหลานสืบทายาทกันมา
ชาวมอญที่บ้านวังกะถือบัตรประจำตัวอยู่ ๒ ชนิด คือ ‘บัตรสีชมพู’ (ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า) กับ ‘บัตรสีส้ม’ (ผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า) ทั้งที่คนเหล่านี้หลบลี้หนีภัยพม่า แต่เมื่อมาอยู่ในแผ่นดินไทยกลับต้องอาศัยบัตรที่ระบุสัญชาติพวกเขาเป็นพม่า
การไม่มีบัตรประชาชนสัญชาติไทยหมายถึงโอกาสทางการศึกษาและการทำงานได้น้อยกว่าคนทั่วไป เพราะเด็กไร้สัญชาติ-ไม่มีบัตรประชาชน ไม่ว่าจะเรียนจบสูงแค่ไหน ด้านหลังใบคุณวุฒิจะมีตราประทับว่า “ไม่มีหลักฐาน ทร.๑๓ (บัตรประชาชน) และ ทร.๑๔ (ทะเบียนบ้าน)”
ปัญหาผู้ไร้สัญชาติ ไม่ใช่ปัญหาของคนไร้สัญชาติโดยตัวพวกเขาเอง หากแต่เป็นปัญหาว่ารัฐไทยจะยอมโอบรับพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้เมื่อไหร่ ยังไง ในส่วนนี้คนไทยต้องปรับวิธีคิดและมุมมอง ละเว้นอคติทางชาติพันธุ์
ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์คืออะไร ไม่มีใครรู้ก็จริง แต่ที่แน่ ๆ ต้องมองคนเท่ากันก่อนเป็นลำดับแรก และจะมองคนเท่ากันได้จริง ๆ ก็ต้องมองคนทุกคนเป็นมนุษย์มีเกียรติมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตัวเองเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเกิดเป็นชนเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ใด นับถือศาสนาใด
จากปัญหาเรื่องผู้ไร้สัญชาติในตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ชวนให้คิดว่า เพราะเหตุใด ทำไมคนมอญที่อพยพเข้ามาในระลอกล่าสุดนี้จึงได้รับการยอมรับน้อยกว่าคนมอญที่เข้ามาในอดีต?
ในหนังสือ ‘๘๔ ปีหลวงพ่ออุตตมะ’ โดย วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฉลองวัดเกิดของหลวงพ่ออุตตมะ เมื่ออายุครบ ๘๔ ปี พิมพ์แจกกว่า ๑๐,๐๐๐ เล่ม สำหรับผู้ที่ไปร่วมงานฉลองวันเกิดของหลวงพ่อที่วัดวังก์วิเวการาม ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๗
นอกจากเป็นเล่มที่ให้ข้อมูลประวัติของหลวงพ่ออุตตมะฉบับที่เชื่อถือได้แล้ว ยังเป็นหนังสือที่รวบรวมทัศนะและข้อคิดเห็นของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ ตั้งแต่ในคณะสงฆ์ (ทั้งในกาญจนบุรีและที่กรุงเทพฯ) รวมถึงทัศนะของฝ่ายความมั่นคงไทย
พระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดไชยชนะชุมพลชนะสงคราม เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เห็นว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ฟื้นฟูพุทธศาสนาในสังขละบุรี ดังความต่อไปนี้:
“ตอนแรก ๆ ที่หลวงพ่อมาอยู่สังขละบุรีนั้น ทั้งอำเภอไม่มีวัดซึ่งมีอุโบสถเลยสักวัดเดียว เวลาจะทำสังฆกรรมสักครั้ง ก็ต้องทำในแม่น้ำ โดยสมมติเป็นอุทกุกเขปสีมาเอาแต่ละครั้ง แต่เดี๋ยวนี้มีอุโบสถแล้วหลายวัด การทำสังฆกรรมจึงสะดวกสบายดี ทั้งนี้ก็เพราะอาศัยหลวงพ่ออุตตมะได้ดำเนินการให้เป็นไป จึงนับว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นพระเถระที่ทำให้คณะสงฆ์สังขละบุรีเจริญรุ่งเรืองขึ้น เปรียบประดุจพระจันทร์ส่องแสงสว่างให้ความมืดหายไป ทำความร่มเย็นใจและสบายใจแก่ปวงชนฉะนั้น”
พระวิสุทธิกาญจนวิบูลย์ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร จังหวัดกาญจนบุรี พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของกาญจนบุรี ก็มีข้อคิดเห็นไปในทางเดียวกับพระธรรมคุณาภรณ์ ดังความต่อไปนี้:
“ส่วนราษฎรในหมู่บ้านที่ขึ้นกับวัด มีความเคารพเลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์โดยทั่วไป หากว่าพระภิกษุสงฆ์จะเดินผ่านตนไปทางไหน ผู้คนทั้งหญิงชายจะคุกเข่าหรือพับเพียบบนพื้นดินแสดงความเคารพจนกว่าพระจะเดินผ่านเลยไป นี่เป็นวัฒนธรรมโบราณที่ได้รับการอบรมสั่งสอนรักษาและสืบทอดกันมาจากบรรพชนอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งมาในยุคหลวงพ่อได้ตอกย้ำในปัจจุบัน ท่านจึงเป็นหลักใจควรแก่การศรัทธาเชื่อฟังโดยสิ้นเชิง มีญาติโยมละแวกนั้นมาคุยให้ฟังว่า ชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่ในอาณัติของวัดนี้มีความเคารพยำเกรงหลวงพ่อดังเทพเจ้า พากันงดเว้นอบายมุขทั้งปวงตามที่หลวงพ่อสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเหล้า ยา กัญชา ฝิ่น การพนัน ตลอดถึงการลักขโมย หากผู้ใดไม่เชื่อฟังละเลยคำสั่งหรือไม่อยู่ในศีลธรรมแล้ว จะถูกเรียกมาพิจารณาไต่สวนคดี เมื่อมีเหตุอันควรจะถูกเนรเทศไปอยู่เมืองนอก (พม่า) ทันที
กรณีนี้จึงเป็นคุณประโยชน์กับข้าราชการฝ่ายบ้านเมืองของเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแบ่งเบาภาระในด้านการปกครองทั้งด้านการบริหารและตุลาการไปในตัว ถึงอย่างนี้ข้าราชการระดับผู้น้อยผู้ใหญ่ ที่ถูกสั่งย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สมัยนั้นในท้องที่อำเภอสังขละบุรี มักไม่มีผู้ใดไปอยู่ด้วยความสมัครใจ อาจจะขยาดเกี่ยวกับการคมนาคมที่ลำบากทุรกันดาร มีไข้ป่าชุกชุม เป็นอยู่เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก”
นอกจากทัศนะของคณะสงฆ์ หนังสือ ‘๘๔ ปีหลวงพ่ออุตตมะ’ ยังนำเอาบทสัมภาษณ์นายทหารและชนชั้นนำไทย ได้กล่าวถึงบทบาทของหลวงพ่ออุตตมะในด้านการสร้างความสงบเรียบร้อยให้แก่ชายแดนไทย-พม่าด้านกาญจนบุรี
พลเอกศัลย์ ศรีเพ็ญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ซึ่งเคยได้เหรียญพระเครื่องบุเรงนองออกศึก ที่หลวงพ่ออุตตมะปลุกเสก เป็นผู้หนึ่งที่นับถือหลวงพ่ออุตตมะ เคยเข้าพบและไปมาหาสู่กับวัดวังก์วิเวการามอยู่ตลอด แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องข้องเกี่ยวกับสังขละบุรีแล้ว แม้ว่าในเล่มนี้พลเอกสัลย์จะกล่าวถึงหลวงพ่อสั้น ๆ แต่ก็ได้ใจความโดยสรุปดังนี้:
“หลวงพ่ออุตตมะเป็นที่เคารพนับถือของชนกลุ่มน้อย (มอญ) มาก หากไม่มีท่าน ชายแดนด้านจังหวัดกาญจนบุรีที่ติดกับสหภาพพม่าคงไม่สงบเรียบร้อยเช่นนี้”
พล.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้จักมักคุ้นและเคารพนับถือศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ ก็กล่าวถึงบทบาทของหลวงพ่ออุตตมะในการสร้างความสงบเรียบร้อยที่ชายแดนไทย-พม่า ดังความต่อไปนี้:
“คนที่อยู่ชายแดนไม่ว่าจะเป็นไทย พม่า มอญ กะเหรี่ยง มีความเคารพนับถือหลวงพ่ออุตตมะมาก คราวหนึ่งกระผมไปในงานสงกรานต์ เวลาจะสรงน้ำ ชาวบ้านพากันนอนราบเป็น ‘สะพานคน’ หรือ ‘ถนนหลังมนุษย์’ ให้หลวงพ่อท่านเดินยาวเหยียด อัศจรรย์จริง ๆ กระผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาเลยที่มีผู้คนศรัทธาขนาดทอดกายถวายชีวิตเช่นนี้ หลวงพ่ออุตตมะจะบอกกล่าวสั่งสอนอย่างไร เป็นที่เชื่อฟังกันหมด ท่านช่วยราชการมากในเรื่องความสงบเรียบร้อย และที่กระผมเห็นว่าหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์มหาศาลก็คือ หลวงพ่ออุตตมะเป็น ‘หลักเขตแดน’ ที่ปกป้องมิให้มีการรุกล้ำแผ่นดินไทย”
แต่อย่างไรก็ตาม ในจำนวนข้อคิดเห็นเหล่านี้ มีเพียง ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เท่านั้นที่หยิบยกประเด็นปัญหาเรื่องที่ทางทำมาหาเลี้ยงชีพของคนพลัดถิ่นและผู้ไร้สัญชาติที่หลวงพ่ออุตตมะห่วงใยและเป็นกังวลมาชั่วชีวิตของท่าน
“การที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไทยด้วย ก็ย่อมมีการเข้าใจผิดโกรธเคืองกัน นับครั้งไม่ถ้วนที่หลวงพ่อต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย บางครั้งต้องใช้ศาลาใหญ่เป็นที่ประชุม มีผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ มาเจรจาปรับความเข้าใจกันบ้าง มาหาข้อตกลงกันบ้าง โดยมีหลวงพ่อช่วยแปลบ้าง ไกล่เกลี่ยบ้าง ทำให้เหตุร้ายสงบลงไป ตำรวจตระเวนชายแดนและทหารทางเมืองกาญจน์คงจำกันได้ดี ทั้งนี้เพราะทุกฝ่ายเคารพเชื่อฟังหลวงพ่อ ชายแดนไทยทางด้านนั้นเมื่อ ๒๐ ปีก่อน จึงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
บัดนี้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ก็ขยับขยายฐานไปทางอื่น เหลือแต่ชนชาวมอญที่ยังอาศัยอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างเขื่อน ต้องย้ายวัดมาตั้งที่ใหม่ พื้นที่ทำกินก็น้อยลง เป็นภาระของหลวงพ่อที่ต้องดูแลชาวมอญเหล่านี้ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น
ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อมีศรัทธารวบรวมทุนทรัพย์มาสร้างวัดใหม่ หลวงพ่อได้จ้างชาวมอญเหล่านี้ก่อสร้างโบสถ์ ศาลา เจดีย์ จ้างชาวบ้านเก็บเศษไม้ลอยน้ำ รวบรวมมาจนสร้างศาลาได้ ๑ หลัง การก่อสร้างดำเนินมานานและยังคงทำต่อเนื่องไป เพราะถ้าหมดการก่อสร้างแล้ว ชาวมอญเหล่านี้จะเอาอะไรมากิน พื้นที่ทำกินก็มีจำกัด พื้นที่เพาะปลูกก็มีเพียงบริเวณแคบ ๆ ริมน้ำ ปลูกพอกินพอขายกันในหมู่บ้าน จะลงทุนทำอะไร ก็ไม่มีทุน ไม่มีตลาด หลวงพ่อต้องแยกภาระหนัก รับผิดชอบชีวิตชนพลัดถิ่นเหล่านี้ ทางออกเฉพาะหน้ามีเพียงการจ้างแรงงานใช้ในวัดเท่านั้น ท่านเคยปรารภว่าได้คุยกับหลายคนแล้วแต่ยังไม่มีผลออกมา
บทบาทของหลวงพ่อด้านความสงบทางชายแดนดูลดลง แต่ภาระรับผิดชอบต่อชนชาติของท่าน มีแต่จะเพิ่มขึ้น การแก้ไขปัญหานี้คงต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่ายที่เคารพนับถือหลวงพ่อ เข้ามาช่วยกันคิดร่วมมือกันทำเพื่อปลดเปลื้องภาระนี้ และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ชายแดนของประเทศไทย”
สำหรับสายมูไทย อาจจะมองหลวงพ่ออุตตมะเป็นพระเกจิธรรมดาองค์หนึ่ง มีเรื่องเล่าในเชิงอิทธิปาฏิหาริย์ไสยเวทวิทยาคุณ แต่แท้ที่จริงบรรดาเหรียญปลุกเสกเหล่านั้นยังมองในแง่เศรษฐกิจที่ไปใช้สนับสนุนกลุ่มผู้พลัดถิ่นจากพม่าได้ด้วย
การมีบทบาทเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณควบคู่บทบาททางโลกย์ให้แก่กลุ่มผู้ลี้ภัย ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไทยในอดีตมองเป็นการซ่องสุมกำลัง แต่ที่จริงผู้ลี้ภัยที่มาอยู่กับหลวงพ่ออุตตมะค่อนข้างจะรักความสงบและมีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ตรงนี้ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนในแนวคิดและมุมมองของฝ่ายความมั่นคงไทย เพราะเท่ากับหลวงพ่อทำให้ชายแดนสงบเรียบร้อยไปด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาที่ดินทำกินที่เหลือน้อยหลังการสร้างเขื่อน มีเพียงอาชีพประมง การเพาะปลูกเล็ก ๆ น้อย ๆ ริมแม่น้ำ แต่ก็ไม่เพียงพอ เมื่อกลายเป็นผู้อพยพไร้สัญชาติ ก็จำต้องหาที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใหม่ ชาวมอญเห็นหลวงพ่ออุตตมะและพุทธศาสนาเป็นคำตอบ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงมองบทบาทของหลวงพ่ออุตตมะและพุทธศาสนาไปในทางสร้างความสงบให้แก่ชายแดน
การท่องเที่ยวที่เคยเป็นความหวังในการฟื้นสังขละบุรี แต่ก็ได้เพียงบางช่วงเวลา เพราะการท่องเที่ยวก็ขึ้นลงกับระบบเศรษฐกิจในภาพรวม เมื่อน้ำมันแพง ค่าแรงถูก คนในเมืองก็ไม่มีกำลังจะเดินทางไกลไปเที่ยวถึงชายแดน แถมชายแดนในประเทศไทยไม่ใช่ที่ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้ไปเยือน ถึงแม้ชายแดนด้านกาญจนบุรีจะค่อนข้างสงบเรียบร้อย
เมื่อหลวงพ่ออุตตมะละสังขารไม่อยู่แล้ว ความสงบเรียบร้อยแบบที่คณะสงฆ์และฝ่ายความมั่นคงไทยเคยเห็นนั้น การณ์ต่อไปก็หมายถึงการที่ต้องให้สัญชาติไทยแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย คำว่า ‘ไทย’ ไม่ควรจะหมายถึงเชื้อชาติ หากแต่หมายถึงดินแดนที่ผู้คนหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้
หลวงพ่ออุตตมะจากไปจะครบ ๒๐ ปีในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๙ นี้ แต่ลูกหลานมอญสังขละบุรีจำนวนมากก็ยังคงไม่ได้รับสัญชาติ ทั้งที่ตามมติครม.เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ ระบุว่า เด็กที่เกิดในดินแดนประเทศไทยจะต้องได้รับสัญชาติไทย
ที่ผ่านมา รัฐไทยมักมองมอญพลัดถิ่นตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า เป็น ‘กันชน’ (Buffer) นี่เป็นแนวคิดการมองที่ล้าสมัยไปมากแล้ว อันที่จริงเป็นแนวคิดและวิถีปฏิบัติที่ใช้กันมาสืบเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาด้วยซ้ำ
การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย-พม่า ส่งผลกระทบต่อมอญพลัดถิ่นโดยตรง เพราะยังคงใช้วิถีทางแบบโบราณ มองมอญ กะเหรี่ยง และชนกลุ่มน้อย เป็นกันชนกับพม่า สถานะของมอญและชนเหล่านี้จึงขึ้นกับว่าความสัมพันธ์ไทย-พม่าเป็นอย่างไร เมื่อขัดแย้งทะเลาะกับพม่า ก็เป็นมิตรกับมอญ แต่เมื่อคืนดีและค้าขายเป็นปกติกับพม่าก็มักจะละเลยพวกเขา
มรดกหลวงพ่ออุตตมะมีหลายอย่าง พบเห็นได้แทบจะทุกสิ่งอย่างในอำเภอสังขละบุรี ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านวังกะ, วัดวังก์วิเวการาม, เจดีย์พุทธคยา, สะพานไม้อุตตมานุสรณ์, โรงเรียนวัดวังก์วิเวการาม, โรงพยาบาลสังขละบุรี, ถนนสังขละบุรี-แยกทองผาภูมิ ฯลฯ (รวมทั้งร่างไร้วิญญาณที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดวังก์วิเวการาม) มรดกเหล่านี้ปัจจุบันถูกแปรรูปมาสู่การท่องเที่ยว
มรดกเหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันว่าคนมอญพลัดถิ่นเหล่านี้ไม่ได้ต้องการจะกลับไปเป็นพลเมืองของพม่าอีกต่อไปแล้ว หากแต่สมัครใจจะอยู่ประเทศไทย ในบ้านของชาวมอญวังกะ มักจะมีรูป ๒ รูป ติดผนังคู่กัน คือพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ กับรูปหลวงพ่ออุตตมะ
มอญที่บ้านวังกะมักจะพูดเสมอว่า พวกเขามีพ่อ ๓ คน พ่อคนแรกคือพ่อผู้ให้กำเนิด พ่อคนที่สองคือ ‘พ่อหลวง’ หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และพ่อคนที่สามก็คือ ‘หลวงพ่ออุตตมะ’
ก่อนหน้าที่จะเกิดการสร้างเขื่อนเขาแหลมเสียอีก ที่หลวงพ่ออุตตมะได้สร้างสิ่งสำคัญอันจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งคนมอญและคนภายนอก นั่นคือหลวงพ่อได้สร้างเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นหลักคู่บ้านเมือง
ทุกวันนี้รัฐบาลและชนชั้นนำเผด็จการทหารพม่าจะได้คิดแล้วหรือไม่ว่าการกดขี่ปราบปรามคนมอญและชนกลุ่มน้อย ทำให้ประเทศของตนต้องสูญเสียทรัพยากรมีค่าอย่างหลวงพ่ออุตตมะและชาวมอญ แทนที่จะเป็นคนของบ้านเกิดเมืองนอน กลับกลายมาเป็นพระภิกษุและประชากรกลุ่มสำคัญที่เป็นอนาคตให้แก่ประเทศไทย
ในทางกลับกันเรื่องราวของหลวงพ่ออุตตมะกับคนมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี ก็ให้แบบอย่างหรือบทเรียนอย่างดีแก่รัฐไทยในการรับมือกับปัญหากลุ่มชาติพันธุ์อพยพ นิยามชาติไทยและความมั่นคงตามแนวชายแดนถึงเวลาปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังแล้วหรือไม่?
เรื่องและภาพ: กำพล จำปาพันธ์
อ้างอิง
นามกาย (นามปากก). หลวงพ่ออุตตมะ มหาวัชระแห่งรามัญ. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๓๔.
ฟ้อน เปรมพันธุ์ (บก.). ภูมิบ้าน ภูมิเมือง กาญจนบุรี. กาญจนบุรี: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี, ๒๕๖๖.
มนธิรา ราโท และคณะ. มอญในแผ่นดินสยาม. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒.
วรวุธ สุวรรณฤทธิ์. ประวัติศาสตร์เมืองกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓.
วัชรกิติ วัชโรทัย และคณะ. ๘๔ ปีหลวงพ่ออุตตมะ. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๓๗.
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากรและกระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๒.
สุธน ศรีหิรัญ และปริญญา เอื้อชูวรนนท์. หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม ประวัติอภินิหารและวัตถุมงคล. กรุงเทพฯ: บางกอกสาส์น, ๒๕๕๘.
แสงเพชร (นามปากกา). หลวงพ่ออุตตมะ แม่ทัพธรรมผู้ยึดหลักอหิงสา. นนทบุรี: อรัญญา, ๒๕๔๙.
องค์ บรรจุน. “หลวงพ่ออุตตมะ กองทัพมอญ และกองกำลังกะเหรี่ยง” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๕ (มีนาคม ๒๕๖๐).
อรวรรณ ทับสกุล. “หลวงพ่ออุตตมะ: ผู้นำทางวัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของหมู่บ้านมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
อรวรรณ ทับสกุล. หลวงพ่ออุตตมะ หลวงพ่อใหญ่ของชาวมอญ. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๗.