20 พ.ค. 2569 | 18:00 น.

“ไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กสิ”
วันนี้คุณเจอ Fake News และเผลอตกเป็นเหยื่อ IO แล้วหรือยัง?
ในวันที่วางโลกโซเชียลลงและหันมารดน้ำต้นไม้ หวังพักใจท่ามกลางความชุ่มฉ่ำของละอองน้ำ ที่ฟุ้งเป็นฝอยในเช้าตรู่อันเงียบสงบ แต่กลับถูกเบรกด้วยเสียงตะโกนดังข้ามรั้วที่ฟังดูมั่นอกมั่นใจว่า....
“รู้หรือยังล่ะเธอ... พรุ่งนี้เขามีคนละครึ่งเฟสใหม่นะ!” ป้าคนแรกเปิดประเด็นด้วยความตื่นเต้น พร้อมทำตาลุกวาวราวกับกุมข่าววงในที่คนทั้งประเทศยังไม่รู้
“ไปเอาข่าวมาจากไหนอีก?” ป้าอีกคนสวนกลับทันควันด้วยความสงสัย พร้อมกับสีหน้าเลิ่กลั่ก
“โถ่... นี่เธอเล่นเฟซบุ๊กบ้างไหมเนี่ย เขาแชร์กันให้ว่อนเต็มหน้าฟีด!” ป้าคนเดิมตอบพร้อมอาการกระหยิ่มยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ พลางวางมาดยืนกอดอกในฐานะ ‘คนทันโลก’
แต่เพียงไม่ถึงอึดใจ ป้าคนที่สองก็คว้ามือถือมากดยิกๆ ทำสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมาแล้วสวนกลับด้วยสีหน้าเยาะเย้ยว่า... “เฟกนิวส์ย่ะสาว! เอไอเขาก็บอกอยู่ว่าไม่มี ข้อมูลเธอนี่มันเก่ากะโหลกกะลาจริง ๆ”
และแล้วบทสนทนาหลังจากนั้นก็กลายเป็นการประชัน ‘ความสดใหม่’ ของข้อมูลที่มี โดยไม่มีใครยอมใคร แถมยังลามไปถกเถียงกันถึงเรื่องดารายุคเก่าที่ ‘ตายแล้วตายอีก’ ในโลกโซเชียล โดยต่างฝ่ายต่างงัดข้อมูลมากระแทกกัน จนในที่สุดทั้งสองก็งอนตุ๊บป่องก่อนจะแยกย้ายเข้าบ้าน ทิ้งไว้แค่ความจริงที่ถูกบิดเบือนไปตามอารมณ์ และความฉงนสงสัยแก่ผู้บังเอิญมาได้ยิน
เหตุการณ์ริมรั้วในครั้งนี้ฟังดูขบขันและช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี แต่ถ้าหากลองมองย้อนกลับไปกว่าสองร้อยปีที่ผ่านมาในฝรั่งเศส ‘การปั่นข่าว’ ในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ลงเอยแค่การงอนแล้วแยกย้าย แต่มันหมายถึงชีวิตของใครบางคนที่ต้องจบลงบนกิโยติน
อีกทั้งผู้เขียนมั่นใจว่าไม่มีใครอยากเจอโศกนาฏกรรมแบบเดียวกับ ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ (Marie Antoinette) อย่างแน่นอน เพราะแม้ว่าเธอจะมีฐานะสูงศักดิ์และเป็นถึงพระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI) แห่งฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ แต่เธอก็หนีไม่พ้นข่าวลือสุดอื้อฉาวที่ไม่ต่างจากที่คนทั่วไปในยุคนี้ที่ต้องพบเจอจากเหล่านักซุบซิบ
อีกทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระสวามีของเธอเอง ก็ไม่อาจหนีพ้นชะตากรรมเช่นเดียวกับเธอ ที่สุดท้ายก็ได้ทิ้งไว้แค่ประวัติศาสตร์ที่ผู้คนมักกล่าวถึงว่า เขาคือกษัตริย์องค์สุดท้ายของฝรั่งเศสก่อนที่จะสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะเขาได้ถูกนำตัวขึ้นสู่เครื่องกิโยตินในปี ค.ศ.1793 จากการถูกพิจารณาคดีในข้อหาทรยศต่อชาติ และการประหารครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่สั่นสะเทือนทั่วทั้งยุโรปเป็นอย่างมาก
นอกเหนือจากภาพจำที่ว่า มารี อ็องตัวแน็ต เป็นพระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แล้วนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนไม่สามารถสลัดออกจากหัวได้ คือภาพลักษณ์ความหรูหราฟุ่มเฟือยของเธอ และวลีอมตะที่ผู้คนคุ้นเคยอย่าง “ไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กสิ” (Let them eat cake) ที่ตามสื่อต่างๆและบุคคลทั่วไปชอบอ้างถึง และประโยคนี้เองในศตวรรษที่ 18 ได้นำพาเธอไปสู่กระแสความเกลียดชังอย่างรุนแรง และถูกประหารชีวิตหลังจากพระสวามีเพียงไม่กี่เดือน ท่ามกลางเสียงสาบแช่งจากสาธารณชนมหาศาลในขณะนั้น
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่ลานประหารแบบที่เราเข้าใจ แต่มันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ มารี อ็องตัวแน็ต ย่างเท้าก้าวแรกเข้าสู่ฝรั่งเศสในฐานะ ‘คนนอก’ (Austrian Outsider) และแน่นอนว่าเธอต้องตกที่นั่งลำบากจากการเป็นเป้าหมายของคนบางกลุ่ม ที่คิดใช้เธอเป็นเครื่องมือปลุกปั่นให้กลายเป็นตัวร้าย เพื่อหาผลประโยชน์จากความวุ่นวายนี้ ในการเบี่ยงเบนประเด็นจากโครงสร้างสังคม ที่กำลังเน่าเฟะของฝรั่งเศสในยุคนั้น
หากมองเพียงผิวเผิน สาเหตุของการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งนี้ดูจะเป็นเรื่องตรงที่ไปตรงมา เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ประชาชนฝรั่งเศสมากมายต้องทนทุกข์กับความเหลื่อมล้ำและการถูกเอารัดเอาเปรียบมานานหลายศตวรรษ เพราะโครงสร้างทางสังคมในขณะนั้น บีบให้สามัญชนต้องทำงานหนักและเสียภาษีมากขึ้นเพื่ออุ้มรัฐ ในขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังประทับอย่างสุขสบายและสันโดษ ณ พระราชวังแวร์ซาย
แม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในทางทฤษฎีของตอนนั้นจะดูแข็งแกร่ง แต่ในเบื้องลึกความเป็นจริงกลับไร้ประสิทธิภาพ คลังหลวงเกือบว่างเปล่าเนื่องจากการบริหารการเงินที่ผิดพลาด มีการทุจริต และการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย อีกทั้งฟางเส้นสุดท้ายก็คือการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามในต่างแดน
อย่างไรก็ตาม วาทกรรมต้นเรื่องที่แท้จริงไม่ใช่ “Let them eat cake” แต่เป็น “Qu'ils mangent de la brioche” (อ่านออกเสียงใกล้เคียงว่า กีล ม็องฌ์ เดอ ลา บรี-ออช) ซึ่งแปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า “ให้พวกเขากินบริยอชสิ”
แท้จริงแล้วประโยคเด็ดที่ถูกกล่าวถึง ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกโดยนักปรัชญา ‘ฌ็อง-ฌัก รูโซ’ (Jean-Jacques Rousseau) ในหนังสือชื่อ Confessions (คำสารภาพ) ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายภาค
โดยส่วนแรก (มีเล่มที่ 1-6) ในเล่มที่ 1 ถูกเขียนขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1765 และเล่มที่ 6 เขียนเสร็จประมาณปี ค.ศ. 1769 ซึ่งในตอนนั้น มาเรีย อันโทเนีย (ชื่อเดิมของ มารี อ็องตัวแน็ต) ยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัย 10-14 ปีเท่านั้น เนื่องจากเธอเกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 และยังคงอยู่ในพระราชวังฮอฟบวร์กแห่งกรุงเวียนนา ในฐานะพระราชธิดาลำดับที่ 15 ของจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก และจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ต่อมาในปี ค.ศ. 1770 เธอจึงได้อภิเษกสมรสกับ หลุยส์ โอกุสต์ รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลทางการเมือง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เธอถูกเรียกขานว่า มารี อ็องตัวแน็ต มาจนถึงปัจจุบัน โดยเธอได้พบกับว่าที่พระสวามีเป็นครั้งแรกเพียงสองวันก่อนเข้าพิธีแต่งงานเท่านั้น
ในตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 14 ปี ส่วนพระสวามีก็มีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น อีกทั้งเขายังมีนิสัยขี้อาย จึงไม่น่าแปลกใจที่พิธีเข้าหอ ณ พระราชวังแวร์ซาย "ไม่ประสบความสำเร็จ" อย่างที่ควรจะเป็น เพราะการแต่งงานที่ไม่มีการร่วมหลับนอนตลอด 7 ปีหลังจากนั้น จึงสร้างความลำบากใจให้กับทุกฝ่ายเป็นอย่างมาก การที่ทั้งสองยังคงเป็นเพียงวัยรุ่นแต่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในฐานะสัญลักษณ์แห่งการรวมตัวระหว่างฝรั่งเศสและออสเตรีย ทำให้เกิดความตึงเครียดและความคาดหวังที่สูงลิ่ว เพราะนี่ไม่ใช่แค่การคลุมถุงชนทั่วไป แต่มันคือเรื่องของ ‘การเมืองและความมั่นคง’
หากกลับมาพิจารณาที่หนังสือ Confessions ของรูโซ เขาเขียนถึงเหตุการณ์นี้ในเล่มที่ 6 โดยระบุว่าเขาจดจำประโยคนี้ได้ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1740 (ซึ่งเป็นเวลา 15 ปีก่อนที่ มารี อ็องตัวแน็ต จะเกิดเสียอีก!) รูโซนึกถึงคำพูดนี้ได้ในขณะที่เขากำลังหาของกินคู่กับไวน์ที่เพิ่งขโมยมาได้ โดยเขาเล่าว่าเขาได้นึกถึง "เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง" โดยบอกว่าตอนที่เขาขโมยไวน์มาได้และต้องการขนมปังมากินคู่กันนั้น เขากลับรู้สึกว่าตนเองแต่งตัวดีเกินกว่าจะเดินเข้าไปในร้านเบเกอรี่ธรรมดาๆ เขาจึงหาข้ออ้างให้ตัวเองด้วยการเดินเข้าไปในร้านเค้กที่แพงกว่าเพื่อซื้อ "บริยอช" (Brioche) ซึ่งเป็นขนมปังรสหวานและเข้มข้น
โดยรูโซบันทึกไว้ว่า “ในที่สุด ฉันก็นึกถึงทางออกของเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง ที่ได้รับสั่งเมื่อตอนมีคนบอกว่าพวกชาวบ้านไม่มีขนมปังจะกินว่า ‘ก็ให้พวกเขากินบริยอชสิ’”
(ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส: "Enfin je me rappelai le pis-aller d’une grande princesse à qui l’on disait que les paysans n’avaient pas de pain, et qui répondit: Qu’ils mangent de la brioche.")
หากพิจารณาจากไทม์ไลน์จะเห็นความขัดแย้งที่ชัดเจน ช่วงที่รูโซเขียนหนังสือเล่มนี้คือปี ค.ศ. 1765–1769 และช่วงเวลาที่เขาอ้างถึงประโยคดังกล่าวคือปี ค.ศ. 1740 ซึ่งในขณะนั้น มารี อ็องตัวแน็ต ยังไม่เกิด(เพราะเธอเกิดปี ค.ศ.1755) และในช่วงที่หนังสือเขียนเสร็จ เธอก็ยังคงอยู่ที่ออสเตรีย
แล้ว ‘เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์’ ที่รูโซกล่าวถึงหมายถึงคือใครกันแน่?
นักประวัติศาสตร์หลายท่านสันนิษฐานว่าอาจเป็นบุคคลดังต่อไปนี้
1. มารี-เตแรซ แห่งสเปน (Maria Theresa of Spain) มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเคยมีข่าวลือว่าเคยทรงตรัสประโยคที่คล้ายกัน คือ “อาจจะเป็น เปลือกขนมปัง แทนที่จะเป็นบริยอช” ในช่วง ค.ศ. 1638–1683
2. มาดามวิกตัวร์(Madame Victoire) หรือ มาดามอาดลาอีด (Madame Adélaïde) เหล่าเจ้าหญิง (Princesses of France) แห่งฝรั่งเศสที่เป็นพระธิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ในช่วง ค.ศ.1734–1782
3. ตัวละครสมมติ ที่รูโซอาจจะแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อประชดประชันความไม่เดียงสา และความหรูหราของชนชั้นสูงที่ไม่เข้าใจความทุกข์ยากของคนจนเลยด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะประโยค “Qu’ils mangent de la brioche” ถูกนำมาใช้โจมตีเธอโดยกลุ่มนักปฏิวัติฝรั่งเศส เนื่องจากเธอมีสถานะเป็น ‘คนนอก’ และดูเปราะบางจึงง่ายต่อการใส่ร้าย ในการสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นราชินีที่ถูกตราหน้าว่าฟุ่มเฟือย ไม่แยแสต่อความอดอยากของประชาชน เหล่านักปฏิวัติจึงหยิบยกเรื่องเล่าจากหนังสือของรูโซ ซึ่งถือเป็นไอดอลทางความคิดของคนในยุคนั้น มาสวมรอยให้เธอแทนอย่างง่ายดายแนบเนียน
ทั้งที่ในความเป็นจริง หลักฐานจากจดหมายส่วนตัวของ มารี อ็องตัวแน็ต แสดงให้เห็นว่าเธอมีความเห็นอกเห็นใจต่อประชาชนที่ขาดแคลนอาหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ ‘สงครามแป้ง’ (Flour War) ในปี ค.ศ. 1775 ขณะที่เธอมีอายุเพียง 20 ปี
เธอได้เขียนจดหมายถึงครอบครัวว่า… “เป็นเรื่องที่แน่นอนเหลือเกินว่า เมื่อพบเห็นผู้คนที่ปฏิบัติต่อเราอย่างดีต้องตกอยู่ในสภาวะทุกข์ยาก เรายิ่งต้องทำงานหนักเพื่อความสุขของพวกเขา”
โดยหนังสือ Confessions ถูกตีพิมพ์หลังจากรูโซเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1782 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสการปฏิวัติฝรั่งเศสกำลังเริ่มคุกรุ่นพอดี ในตอนนั้นไม่มีใครแน่ใจว่ารูโซหมายถึงเจ้าหญิงองค์ไหน และไม่มีใครสนใจที่จะตรวจสอบที่มาของประโยคนี้ด้วยซ้ำ มันจึงง่ายกว่ามากที่จะโยนความผิดทั้งหมดให้ มารี อ็องตัวแน็ต ราชินีผู้ไม่เป็นที่รักของประชาชน
นอกจากข้อหาเรื่องความฟุ่มเฟือย เธอยังถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ฉาวโฉ่กับบารอนเนสชาวอังกฤษ และมีการสมคบคิดกับออสเตรียซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ เพื่อเป็นศัตรูต่อฝรั่งเศส รวมถึงการเผาผลาญเงินในคลังหลวงจนหมดสิ้น ข้อมูลเหล่านี้มักถูกเผยแพร่ในรูปแบบของเรื่องสั้น บทละคร ใบปลิว หรือจุลสาร โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องลามกอนาจาร (Pornographic) และการใส่ร้ายป้ายสี (Slanderous) ที่เน้นโจมตีพฤติกรรมทางเพศ ความสุรุ่ยสุร่าย และความไร้ความสามารถของชนชั้นสูง
ในวาระสุดท้ายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อดีตพระสวามีของเธอนั้น ยังคงได้รับการนำตัวไปยังที่ประหารด้วยรถม้า แต่สำหรับ มารี อ็องตัวแน็ต เธอถูกบังคับให้นั่งบนเกวียนเปิดประทุนไม้ธรรมดาๆ ตลอดการเดินทางนานหนึ่งชั่วโมงสู่เครื่องกิโยติน ณ จัตุรัสแห่งการปฏิวัติ (Place de la Révolution) ในวัย 37 ปี ภายใต้ชุดสีขาวเรียบง่าย ผมถูกตัดสั้นจนกุด มือถูกมัดไขว้หลังและถูกจูงด้วยเชือก เธอต้องอดทนฟังเสียงฝูงชนที่กู่ร้องด่าทออย่างบ้าคลั่งว่า “Autri-chienne! Autri-chienne!” (นังหมาออสเตรีย!) ซึ่งเป็นการเล่นคำที่เจ็บแสบระหว่างคำว่า Autrichienne ที่แปลว่า "ผู้หญิงชาวออสเตรีย" กับคำว่า Chienne ที่แปลว่า ‘สุนัขตัวเมีย’
ในช่วงวาระสุดท้ายของเธอมีการบันทึกว่าคำพูดของ มารี อ็องตัวแน็ต ว่า “ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะท่าน ฉันไม่ได้ตั้งใจ” โดยเธอกล่าวกับเพชฌฆาต เนื่องจากเธอเผลอเหยียบเท้าเขาหลังจากปีนขึ้นสู่แท่นประหาร เมื่อเวลาเที่ยงวันเศษของวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1793
หลักฐานทั้งหมดที่กล่าวมาเพียงพอหรือไม่ที่จะยืนยันว่า การใส่ร้ายทางการเมืองในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสของ มารี อ็องตัวแน็ต ที่ได้ตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยข่าวลือและ ใบปลิวใส่ร้าย (Libelles) ซึ่งอาจกล่าวว่าเป็นระบบ IO (Information Operation) อย่างหนักหน่วงในยุคนั้น เพื่อทำลายภาพลักษณ์ให้เธอดูเป็นคนฟุ่มเฟือยและไม่แยแสต่อความทุกข์ยากของประชาชน ด้วยการหยิบยกประโยคจากหนังสือของรูโซมาสวมรอยว่าเป็นคำพูดของเธอ จึงถือเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบ Fake News ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในสมัยนั้น
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า IO และ Fake News ที่มักมาคู่กันมีความแตกต่างกันอย่างไร หากมองในเชิงลึกแบบนักวิเคราะห์จะเห็นว่าทั้งสองสิ่งนี้มีบทบาทและความสัมพันธ์ที่ต่างกันพอสมควร หากเปรียบเหมือนกับการทำสงคราม IO คือ ‘ยุทธวิธี’ ส่วน Fake News คือ ‘อาวุธ’ โดยมีหลักการดังนี้
1. หลักการของ IO (Information Operation) คือ เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้คนเชื่อเรื่องโกหก แต่เป็นการ ‘ปรับเปลี่ยนทัศนคติ’ หรือ ‘ควบคุมพฤติกรรม’ เช่น ทำให้รัก, ทำให้เกลียด หรือทำให้ท้อแท้ วิธีการมีความหลากหลายและไม่จำเป็นต้องใช้เรื่องโกหกเสมอไป อาจใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียว (Half-truth), การเลือกนำเสนอเฉพาะด้าน หรือการปั่นกระแส (Amplification) ให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งดูสำคัญเกินจริง โดยมีกลุ่มอำนาจหรือองค์กรหนุนหลังอย่างเป็นระบบ
2. หลักการของ Fake News (ข่าวปลอม) คือ ‘เนื้อหา’ หรือ ‘ข้อมูล’ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาบิดเบือนความจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดหรือทำลายชื่อเสียง ดังเช่นเรื่องของมารี อ็องตัวแน็ต โดยอาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือนำเหตุการณ์เก่ามาเล่าในบริบทที่ผิด ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังอาจเป็นใครก็ได้ ตั้งแต่คนทั่วไปที่ต้องการยอดไลก์ ไปจนถึงหน่วยงานที่ใช้มันเป็นเครื่องมือในยุทธวิธี IO
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการแปลคำว่า ‘Brioche’ (บริยอช) ซึ่งเป็นขนมปังที่มีส่วนผสมของไข่และเนยสูง แม้จะมีราคาแพงกว่าขนมปังทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่ ‘เค้ก’ ในความหมายปัจจุบัน ประโยคนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Fake News ในประวัติศาสตร์ที่ใช้สร้างความเกลียดชังโดยอาศัยความโกรธแค้นทางชนชั้นเป็นเชื้อไฟ
เรื่องราวของ มารี อ็องตัวแน็ต เป็นตัวอย่างของพลัง IO ที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งในศตวรรษที่ 18 มันถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อทำลายภาพลักษณ์ (Character Assassination) เพื่อด้อยค่าความเป็นมนุษย์ และสร้างด้วยความจงใจ ให้สังคมเกิดความเกลียดชัง ตอกย้ำภาพจำว่าเธอคือราชินีที่โง่เขลาและไร้หัวใจ ทั้งที่ไม่เคยมีหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ใดๆ ยืนยันว่าเธอเคยพูดประโยคนั้นจริง โดยผ่านกลไกสื่อสิ่งพิมพ์ใต้ดิน (Libelles) ที่สร้างเนื้อหาบิดเบือนและรวมพลังจากคำบอกเล่าปากต่อปาก ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก ‘อัลกอริทึม’ ของโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ที่มักเลือกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเพื่อปลุกปั่นกระแสความเกลียดชังและฉายภาพซ้ำๆ จนสร้างอารมณ์ร่วมของฝูงชนจำนวนมาก
บทเรียนจากชีวิตของ มารี อ็องตัวแน็ต จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวในตำราประวัติศาสตร์ แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนถึงการ ‘ล่าแม่มดออนไลน์’ ในปัจจุบันที่พวกเรายังคงใช้สูตรสำเร็จเดิม ๆ ด้วยการเลือกเหยื่อมาปั่นกระแส พิพากษาพวกเขาโดยไม่แน่ใจในความจริง เพียงเพราะคำลวงน่าหลงใหลและหอมหวานจึงคิดว่าเพียงพอ อีกทั้งในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าแสง ความจริงอาจตกเป็นจำเลยที่ไม่มีโอกาสได้อธิบายตัวเอง และในหลายครั้ง... กว่าความจริงจะเดินทางมาถึง เหยื่อก็อาจจะต้องใช้ ‘ชีวิต’ แลกไปเสียแล้ว แม้ในอดีตเครื่องกิโยตินจะถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ความเท่าเทียม’ และมอบความเจ็บปวดให้น้อยที่สุดแก่นักโทษทุกคน แต่ข่าวลือที่เน่าเฟะกลับไม่เคยให้ความยุติธรรมกับใครเลย และเมื่อความจริงมาถึง มารี อ็องตัวแน็ต ก็ไม่สามารถฟื้นกลับมามีลมหายใจได้อีกครั้ง
เธอทำได้แค่ทิ้งเรื่องราวที่ประสบไว้ช่วยสะท้อนภาพสังคมในทุกยุคสมัยว่า... ไม่ว่าจะเป็นเสียงนินทาข้ามรั้วบ้าน การปั่นกระแสในโลกโซเชียล หรือวาทกรรมที่นำพาทุกคนมารู้จักเธอคือ “ไม่มีขนมปังก็กินเค้กสิ” มันแสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จอย่างโหดเหี้ยมในการเปลี่ยน ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ ให้กลายเป็น ‘ปีศาจร้าย’ ในสายตาคนทั้งชาติเพียงชั่วข้ามคืน เพื่อย้ำเตือนให้พวกเราหันกลับมามองตัวเองในยุคที่เราทุกคนต่างมี ‘สื่อ’ อยู่ในมือในการกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้ง ก่อนจะกดแชร์หรือร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ใครว่า...
“สิ่งที่เรากำลังจะทำนั้น...... ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านที่รักในความจริง หรือเรากำลังเป็นหนึ่งในฝูงชนที่กระหายเลือด และช่วยกันลับใบมีดกิโยตินอีกครั้ง เพื่อเตรียมประหารเหยื่อรายต่อไปอย่างไม่รู้ตัว?”
อ้างอิง
Llewellyn, J., & Thompson, S. (2018, September 24). Marie Antoinette. Alpha History.
Hackett, A. (2016, October 16). Let them eat brioche. 21st Century Renaissance.
Llewellyn, J., & Thompson, S. (2020). Libelles. Alpha History.
Menon, P. T. (2023, August 30). No joke. JSTOR Daily.
Duignan, B. (n.d.). Did Marie-Antoinette really say “Let them eat cake”? Encyclopedia Britannica.
Memories France. (2024, May 15). The true story behind "Let them eat cake".
Château de Versailles. (n.d.). Marie-Antoinette.
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, "คลังความรู้," เข้าถึงเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569, จาก