‘นางเต๋อ’ (เอสเตอร์ ประทีปะเสน) พยาบาลคนแรกและสตรีนักเรียนนอกที่ถูกลืม

‘นางเต๋อ’ (เอสเตอร์ ประทีปะเสน) พยาบาลคนแรกและสตรีนักเรียนนอกที่ถูกลืม

ท่ามกลางประวัติศาสตร์การแพทย์ไทยที่มักจดจำชื่อของ ‘หมอ” มากกว่า ‘พยาบาล’ ชื่อของ ‘นางเต๋อ’ หรือ ‘เอสเตอร์ ประทีปะเสน’ กลับเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่เธออาจเป็นทั้งพยาบาลสมัยใหม่คนแรก และสตรีนักเรียนนอกคนแรก ๆ ของสยาม บทความนี้ชวนย้อนสำรวจชีวิตของหญิงผู้เคยเดินทางไปเรียนพยาบาลที่อเมริกาในยุคสงครามกลางเมือง ก่อนกลับมามีบทบาทสำคัญต่อการผดุงครรภ์และสาธารณสุขไทย แต่กลับถูกลืมจากหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก

KEY

POINTS

ในสังคมไทย มีคนอยู่จำนวนมากที่ทำงานสำคัญต่อชีวิตผู้คน แต่กลับไม่ค่อยถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์เท่ากับผู้ที่มีตำแหน่ง อำนาจ หรือชื่อเสียงมากกว่า อาชีพ ‘พยาบาล’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งที่เป็นผู้เฝ้าดูแลมนุษย์ในโมงยามเปราะบางที่สุด ตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก ไปจนถึงวันที่เจ็บไข้หรือใกล้จากลา แต่บทบาทของพยาบาลกลับถูกเล่าคล้ายเป็นเพียง ‘ผู้ช่วย’ ของใครบางคน มากกว่าจะเป็นผู้มีองค์ความรู้และประวัติศาสตร์ของตนเอง

ยิ่งย้อนกลับไปในอดีต ภาพของผู้หญิงในสังคมไทยก็ยิ่งถูกจำกัดให้อยู่กับบ้านเรือน ครัวไฟ และการดูแลคนในครอบครัว การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้ออกไปเรียนหนังสือ เดินทางข้ามทะเล หรือประกอบวิชาชีพสมัยใหม่ จึงแทบเป็นเรื่องเหนือจินตนาการสำหรับยุคนั้น แต่ท่ามกลางข้อจำกัดเหล่านั้น กลับมีหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินทางไปศึกษาวิชาพยาบาลถึงสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาทำงานผดุงครรภ์และดูแลผู้คนในสยาม จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

หญิงคนนั้นคือ ‘นางเต๋อ’ หรือ ‘เอสเตอร์ ประทีปะเสน’ ผู้ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นทั้งพยาบาลสมัยใหม่คนแรก และสตรีนักเรียนนอกคนแรก ๆ ของสยาม แต่ชื่อของเธอกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำสาธารณะ เหลือเพียงเศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายอยู่ตามหนังสือเก่า บันทึกครอบครัว และเชิงอรรถทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่ชีวิตของเธอสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคมไทย ทั้งเรื่องการแพทย์ การศึกษา และสถานะของผู้หญิงในโลกสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

เรื่องยุ่ง ๆ เมื่อ ‘ผู้พยาบาล’ ก็มีสิทธิจะเป็น ‘ผู้ป่วย’ 

เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙ มีเรื่องสำคัญที่เป็นหัวข้อถกเถียงในแวดวงพยาบาล ภายหลังจากที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศของ ‘สภาการพยาบาล’ เนื้อหาสาระกล่าวถึงการกำหนดชั่วโมงทำงานตามช่วงเวลาไม่เกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง/สัปดาห์ ผู้บริหารจะต้องจัดตารางเวรการทำงานรวมไม่เกินวันละ ๑๒ ชั่วโมง และไม่เกิน ๕๒ ชั่วโมง/สัปดาห์ ให้รวมถึงการทำงานล่วงเวลา และ On Call ถ้าจำเป็นต้องทำงานเกิน ๑๒ ชั่วโมง ต้องไม่ติดต่อกันเกิน ๓ วันใน ๑ สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเหนื่อยล้า เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและพยาบาล โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีกวันต่อมา (๑๑ มีนาคม ๒๕๖๙) 

ประกาศข้างต้นอาจฟังดูดีสำหรับคนภายนอก แต่สำหรับคนชาวพยาบาล ประกาศนี้เป็นชนวนให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก หลายฝ่ายมองว่าไม่ได้ลดภาระงานจริง หากจำนวนพยาบาลไม่เพียงพอ และรายได้ลดลง พยาบาลบางส่วนกังวลว่าค่าตอบแทน (OT) จะลดลงตามชั่วโมงทำงาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบเวรจาก ๘ ชั่วโมง เป็น ๑๒ ชั่วโมงในบางโรงพยาบาลอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและความเจ็บป่วยสะสมมากกว่าเดิม 

ปัจจุบันสภาการพยาบาลจึงได้สั่งชะลอประกาศดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อกลับไปศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกให้รอบด้านที่สุดก่อน จะได้ไม่กระทบทั้งต่อตัวพยาบาลและบริการทางการแพทย์ 

เรื่องนั้นก็ว่ากันไป เพราะหากจะมีประกาศอย่างใดออกมา ไม่ว่าวงการใด ก็ควรเป็นการสนับสนุนให้คนในวงการนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก ไม่สร้างความยุ่งยาก เหนื่อยล้า และความเจ็บป่วยเรื้อรัง อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพหลักสำคัญหนึ่งของสตรี สถานรักษาโรคป่วยไข้ในสังคมไทยมีชื่อเรียกตามบทบาทหลักนี้ว่า ‘โรงพยาบาล’ ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น สปป.ลาว จะนิยมแปล Hospital ว่า ‘โรงหมอ’ หรือ ‘โรงแพทย์’ รวมถึงที่อื่น ๆ Hospital ไม่ได้แปลว่า ‘โรง (ของนาง) พยาบาล’    

สถานะของ ‘หมอ’ กับ ‘พยาบาล’ มักถูก treat ไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน ทั้งที่เป็น ‘โรงพยาบาล’ แต่สังคมไทย ‘พยาบาล’ กลับอยู่ในสถานะรอง พยาบาลรับบทหนัก นั่นไม่ใช่เรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เรื่องการแบ่งงานกันทำ หากแต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 

เรื่องนี้มีมิติประวัติศาสตร์สังคมอยู่เหมือนกัน เพราะพยาบาลถือกำเนิดเกิดขึ้นในสังคมไทยยุคที่ยังยึดถือระบบเจ้าขุนมูลนาย-ไพร่ 

ประกอบกับต้องยอมรับอยู่เหมือนกันว่ามีบางอย่างในประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย งานเขียนประวัติศาสตร์แขนงนี้ในช่วงที่ผ่านมายังยึดถือและสนับสนุนแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ จึงนำไปสู่การให้ความสำคัญแก่บทบาทหมอ ซึ่งแต่เดิมเป็นอาชีพของบุรุษเพศ (หรือชายแท้) ตัดตอนและจงใจลืมบทบาทสตรีที่อยู่ภายใต้ชุดพยาบาล 

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับกำเนิด ‘พยาบาลแบบตะวันตกสมัยใหม่’ ในสังคมไทย

เมื่อถามว่าใครคือพยาบาลคนแรก? คำอธิบายทางประวัติศาสตร์ชุดแรกมักจะมุ่งไปที่ ‘เอมิลี รอยซ์ แบรดลีย์ (Emilie Royce Bradley) ภรรยาของ ‘หมอบรัดเลย์’ (Daniel Beach Bradley) มิชชันนารีอเมริกันที่เข้ามาสยามเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓ เพราะเห็นว่า เอมิลี รอยซ์ มีบทบาทเป็นผู้ช่วยหมอบรัดเลย์ 

เมื่อเข้าใจไปว่า ‘พยาบาลคือผู้ช่วยหมอ’ เมื่อหมอคนแรกที่นักประวัติศาสตร์ยอมรับคือหมอบรัดเลย์ ผู้ช่วยหมอบรัดเลย์จึงถูกมองว่าเป็นพยาบาลคนแรกไปด้วย เหมือนว่าเรื่องจะจบลงได้แค่เพียงเท่านั้น แต่ที่จริงกลับไม่ง่ายที่จะอธิบายอย่างนั้น 

หากสังเกตตามบันทึกหมอบรัดเลย์แล้ว ก็จะพบว่า เอมิลี รอยซ์ ไม่ได้มีบทบาทแค่เป็นผู้ช่วยสามี หากแต่เพราะสังคมวัฒนธรรมไทยสมัยนั้นยังไม่อนุญาตให้บุรุษแตะต้องพระวรกาย เช่น จับชีพจร ฯลฯ จึงทำให้หมอบรัดเลย์ต้องให้ภรรยาเป็นผู้ทำการรักษาผู้ป่วยที่เป็นเจ้านายสตรีแทนตนอยู่หลายครั้งหลายครา 

ดังนั้น เอมิลี รอยซ์ ควรจัดบทบาทในฐานะเป็นแพทย์ผู้หนึ่ง และเป็นแพทย์สตรีคนแรกด้วย การบอกว่านางผู้นี้เป็นพยาบาลนอกจากไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงแล้ว ยังเป็นมุมมองแฝงอคติทางเพศให้บุรุษ (คือหมอบรัดเลย์) มาก่อนสตรี ทั้งที่จริงทั้งสองมาพร้อมกัน แบบนั้นจะดูโอเคกว่า เข้ากับนิยามเรื่องการเคียงบ่าเคียงไหล่กันของบุคคลทั้งสอง  

แน่นอนว่า ในการรักษาเจ้านายสตรี เอมิลี รอยซ์ มีสามีเป็นผู้วินิจฉัยโรคร่วมด้วย ถึงหมอบรัดเลย์ชำนาญกว่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การไม่ให้เอมิลี รอยซ์ ได้เป็นหมอสมัยใหม่แบบตะวันตกคนแรกในสยาม 

เมื่อเอมิลี รอยซ์ เป็นหมอ ไม่ใช่พยาบาล คำถามต่อมา แล้วพยาบาลคนแรกในไทยคือใครจริง ๆ กันแน่? เรื่องนี้ยังมีข้อถกเถียงแยกย่อยออกมาอีก คือ แนวพินิจของ ‘ประวัติศาสตร์การแพทย์มิชชันนารี’ กับ แนวพินิจของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ใน ‘เรื่องตั้งโรงพยาบาล’ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งในเล่ม ‘นิทานโบราณคดี’   

ใน ‘ประวัติการแพทย์มิชชันนารีในประเทศไทย’ ตีพิมพ์โดย กองคริสเตียนแห่งสภาคริสตจักร ได้กล่าวถึง ‘กิจการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ที่มิชชันนารีมีส่วนช่วยเหลือ’ แบ่งเป็น ๔ ประเภทดังนี้:  

(๑) การศึกษาแพทยศาสตร์

(๒) การผดุงครรภ์แผนปัจจุบัน

(๓) การศึกษาวิชาพยาบาล

(๔) การผลิตยาตำราหลวง 

โดยในข้อ (๓) การศึกษาวิชาพยาบาล กล่าวถึงเรื่องของนางพยาบาลคนแรกชื่อ ‘เอสเตอร์’ (Esther) หรือที่คนไทยที่เกิดทันนิยมเรียกนางว่า ‘นางเต๋อ’ เป็นเนื้อความสั้น ๆ ดังนี้: 

“เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ ศาสนาจารย์แมททูน (Stephen Mattoon) และภรรยา ได้นำเด็กหญิงไทยคนหนึ่งชื่อเอสเตอร์ ไปศึกษายังสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา ๓ ปี และได้ฝึกหัดวิชาพยาบาลจนมีความชำนาญเป็นอย่างดี นางเอสเตอร์ ประทีปเสน (ชาวบ้านเรียก ‘นางเต๋อ’)  ได้ชื่อว่าเป็น ‘พยาบาลผดุงครรภ์แผนปัจจุบันคนแรกในประเทศไทย’ ได้รับเชิญให้ไปทำการคลอดบุตรและทำการพยาบาลตามบ้านเจ้านายและตามบ้านท่านผู้มีบรรดาศักดิ์อยู่เสมอ นางเอสเตอร์ผู้นี้เคยถวายการอภิบาลแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาจนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๗๒ จึงถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๘๕ ปี” 

ผลงานเรื่อง ‘ประวัติการแพทย์มิชชันนารีในประเทศไทย’ กองคริสเตียนแห่งสภาคริสตจักร ไม่ได้ระบุว่าพิมพ์ปีไหน แต่ไม่เกินปี พ.ศ.๒๔๗๑ แน่ เพราะข้อมูลเรื่องนางเต๋อที่หยิบยกมาข้างต้นนี้ นำมาจากหนังสือชื่อ ‘ประวัติของแม่เต๋อ’ เรียบเรียงโดย หลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ) ผู้เป็นหลานเขยของนางเต๋อเอง ตีพิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๔๗๑ ก่อนที่นางเต๋อจะเสียชีวิตในอีก ๑ ปีต่อมา และเป็นเวลา ๑ ปีหลังจากที่มีการก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพพยาบาลแห่งกรุงสยาม’ 

การก่อตั้งสมาคมวิชาชีพพยาบาลแห่งกรุงสยาม เมื่อพ.ศ.๒๔๗๐ ถือเป็นองค์กรจัดตั้งของพยาบาลแบบกึ่ง ๆ สหภาพแรงงาน ได้จุดชนวนให้เกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับนางพยาบาลคนแรก ประกอบกับเวลานั้นนางเต๋ออยู่ในวัยชรามากแล้ว แต่ความทรงจำเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาต่าง ๆ ยังคงแม่นยำดี ลูกหลานในตระกูลประทีปะเสน (ตอนหลังเขียน ‘ประทีปเสน’) จึงคิดอ่านเรียบเรียงประวัติของย่าและยายขึ้นไว้ โดยมอบหมายให้หลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ) เป็นผู้เรียบเรียง  

แม้ว่าเลขศักราช พ.ศ. ที่นางเต๋อได้เดินทางไปอเมริกาในเล่ม ‘ประวัติการแพทย์มิชชันนารีในประเทศไทย’ จะคลาดเคลื่อนไป ๑ ปี เพราะจากเล่มต้นขั้วอย่าง ‘ประวัติของแม่เต๋อ’ ระบุไว้คือ พ.ศ.๒๔๐๑ แต่ถือเป็นเล่มสำคัญเพราะได้เสนอว่านางเต๋อเป็นพยาบาลและนักเรียนนอกคนแรกที่เป็นสตรี ก่อนหน้านั้นและหลังจากนางเต๋อมาเป็นเวลาอีกยาวนาน กว่าที่สตรีจะได้รับโอกาสทางการศึกษาให้ไปเรียนนอกประเทศ 

ขณะที่ใน ‘นิทานโบราณคดี’ พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บทว่าด้วย ‘เรื่องตั้งโรงพยาบาล’ ซึ่งต้องกล่าวถึงการเกิดวิชาชีพนางพยาบาลไปด้วยนั้น มิได้กล่าวถึงนางเต๋อ ประทีปะเสน แต่อย่างใด ทรงกล่าวถึงการตั้ง ‘กรมพยาบาล’ ไว้ว่า:

“เมื่อเปิดโรงพยาบาลศิริราชแล้วก็โปรดให้รวมการพยาบาล ตั้งขึ้นเป็นกรมหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๓๑ นั้น เรียกว่า ‘กรมพยาบาล’ ทรงพระกรุณาโปรดให้พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์เป็นตำแหน่งอธิบดี ส่วนกรมการเมื่อได้จัดสำเร็จตามรับสั่งแล้ว ก็เลิกในคราวนั้นด้วย เมื่อวันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดโรงพยาบาลศิริราช กรมการเชิญผู้คนไปมาก พอคนเห็นว่าตั้งโรงพยาบาลได้สำเร็จก็พากันเลื่อมใส เพราะการบรรเทาทุกข์เพื่อนมนุษย์ ย่อมถือเป็นกุศลกรรมทุกศาสนา แต่นั้นมาคนทั้งหลายไม่เลือกชาติใดหรือศาสนาใด ก็มีแก่ใจช่วยโรงพยาบาลด้วยประการต่าง ๆ” 

นั่นคือทรงบอกโดยอ้อมว่า ‘พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์’ อธิบดีกรมพยาบาลคนแรกนั้นคือพยาบาลคนแรก แต่น่าสังเกตว่าการยกย่องเช่นนี้ก็มีนัยยะ เพราะหลังจากพระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้ผนวกกรมพยาบาลไปขึ้นกับกระทรวงธรรมการซึ่งมีกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศสมัยนั้น) เป็นเสนาบดีเจ้ากระทรวงอยู่ 

การยกย่องพระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ไว้ในฐานะพยาบาลคนแรก (แทนที่จะเป็นสามัญชนเช่นนางเต๋อ) จึงเป็นเรื่องเดียวกับการวางบทบาทของพระองค์เองในฐานะผู้สร้างความศิวิไลซ์ เพราะทรงกล่าวสรุปต่อมาเกี่ยวกับกรมพยาบาลในยุคพระองค์เป็นผู้บังคับบัญชาว่า:   

“การกรมพยาบาลที่จัดในสมัยเมื่อขึ้นอยู่กับฉัน ก็ล้วนแต่จัดการต่าง ๆ ที่พระองค์ศรีได้ทรงเริ่มจัดไว้ให้สำเร็จไปทุกอย่าง มีการจัดขึ้นใหม่ในสมัยของฉันแต่เรื่องวิธีพยาบาลคนคลอดลูก” 

นอกจากนี้ พระนิพนธ์เล่มโตในชุด ‘นิทานโบราณคดี’ ยังมีลักษณะการเมืองแอบแฝง เนื่องจากเป็นพระนิพนธ์ที่มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ นักประวัติศาสตร์บางท่าน เช่น สายชล สัตยานุรักษ์ ถึงได้เคยสรุปเกี่ยวกับพระนิพนธ์ชิ้นนี้ว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงใช้ชื่อเล่มว่า ‘นิทานโบราณคดี’ ก็เพื่อลวงคณะราษฎร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่าเป็นแค่เรื่องเล่าโบราณเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย แต่ที่จริงเนื้อหาเป็นการเคลมบทบาทเจ้านายและขุนนางในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชในฐานะผู้วางรากฐานและสร้างความศิวิไลซ์ให้แก่ชาติบ้านเมือง  

นางเต๋อ ประทีปะเสน เป็นใคร ทำไมถึงควรเป็นที่จดจำ? 

จากหนังสือ ‘ประวัติของแม่เต๋อ’ เรียบเรียงโดยหลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ) จัดพิมพ์โดย โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนกร เมื่อพ.ศ.๒๔๗๑ โดยระบุวัตถุประสงค์การพิมพ์ไว้ที่ปกว่า “หลานหญิงและหลานชาย พิมพ์ในงานฉลองอายุครบ ๘๔ ปีบริบูรณ์ของนางเต๋อ ประทีปะเสน ผู้เปนย่าและยายเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๑” 

ที่น่าแปลกใจสำหรับใครที่สนใจประวัติศาสตร์นิพนธ์การแพทย์สมัยใหม่ของไทย ก็คือเล่มนี้มีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้นิพนธ์คำนำมาให้ โดยทรงเกริ่นนำเรื่องไว้ว่า “ข้าพเจ้าได้คุ้นเคยและชอบพอ นางเต๋อ ประทีปะเสน มาแต่ก่อนมาก... นางเต๋อ ประทีปะเสน เป็นผู้มีพระคุณแก่ข้าพเจ้ามาไม่น้อย” 

แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาเมื่อทรงพระนิพนธ์ผลงาน ‘นิทานโบราณคดี’ กลับมิได้กล่าวถึงนางเต๋อ ที่ทรงระบุว่า “นางเต๋อ ประทีปะเสน เป็นผู้มีพระคุณแก่ข้าพเจ้ามาไม่น้อย” ก็เพราะว่านางเต๋อเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ชายาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งคลอดพระธิดา โดยรอดปลอดภัยทั้งมารดาและเด็กก็เจริญวัยสุขภาพดี   

นางเต๋อเกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๘๗ (สมัยรัชกาลที่ ๓) เป็นบุตรีของพราหมณ์ท่านหนึ่งผู้อพยพมาจากศรีลังกา บิดาประกอบอาชีพเป็นโหร มารดาเป็นชาวสวน บ้านอยู่ฝั่งธนบุรี   

ตอนเด็กเต๋อได้ร่ำเรียนวิชาโหราศาสตร์และคัมภีร์พระเวทจากบิดา แต่ไม่ชอบและจึงไม่ชำนาญ เมื่ออายุได้ ๙ ขวบ บิดาจะกลับศรีลังกาได้นำไปฝากไว้เป็นลูกบุญธรรมของศาสนาจารย์สตีเวนส์ แมททูนและแหม่มแมททูน (Rev. & Mrs. Stevens Mattoon) มิชชันนารีอเมริกันคณะเพรสไบทีเรียน สมัยนั้นคณะนี้ตั้งอยู่ข้างวัดอรุณราชวราราม ใกล้วังกรมหลวงวงศาธิราชสนิท 

‘นางเต๋อ’ (เอสเตอร์ ประทีปะเสน) พยาบาลคนแรกและสตรีนักเรียนนอกที่ถูกลืม

‘ศาสนาจารย์แมททูน’ หรือที่หลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ) ออกเสียงเป็น ‘หมอมัตตูน’ กับภรรยาที่เรียกกันว่า ‘แหม่มมัตตูน’ 

ตอนเด็กเต๋อสุขภาพไม่ค่อยดี เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย มารดา (แท้ ๆ) จึงตั้งชื่อให้ว่า ‘รอด’ เมื่อมาอยู่กับแหม่มแมททูนและเข้ารีตก็ได้รับชื่อใหม่ว่า ‘เอสเตอร์’ (Esther) เป็นเหตุให้คนนิยมเรียกว่า ‘เต๋อ’ ‘นางเต๋อ’ ‘แม่เต๋อ’ และ ‘ยายเต๋อ’ หรือ ‘ย่าเต๋อ’ (ในบั้นปลาย) 

จาก ‘เอสเตอร์’ ถูกเรียกเพี้ยนเป็น ‘เต๋อ’ นี้ อันที่จริงก็คล้ายกับที่นายห้างฮอลันดาสมัยอยุธยาคนหนึ่งชื่อ ‘เยเรเมียส ฟาน ฟลีต’ (Jeremias van Vliet) คนไทยเรียกเป็น ‘วันวลิต’ หรืออย่างพ่อค้าชาวสก็อตสมัยต้นรัตนโกสินทร์ชื่อ ‘โรเบิร์ต ฮันเตอร์’ (Robert Hunter) ก็ไปเรียกเขาว่า ‘นายห้างหันแตร’ หรืออย่างกรณีราชทูตอังกฤษนาม ‘จอห์น ครอว์เฟิร์ด’ (John Crawfurd) ก็ถูกเรียกว่า ‘ท้าวการะฝัด’ แต่ถึงจะถูกเรียกด้วยสำเนียงผิดเพี้ยนไปขนาดนั้น ก็ไม่ปรากฏว่า ‘เต๋อ’ มีปัญหาอย่างใด คงรับเอาเป็นชื่อตัวไปโดยปริยาย   

เมื่อออกจากสยามไปแล้วบิดาก็หายสาบสูญ ไม่กลับมาสยามและไม่มีข่าวคราวอีกเลย เต๋อจึงอยู่กับศาสนาจารย์แมททูนกับภรรยา แหม่มแมททูนรักเมตตาประดุจบุตรีในอุทรของตน ไปไหนก็ให้ติดตามไปด้วยทุกหนแห่ง 

‘นางเต๋อ’ (เอสเตอร์ ประทีปะเสน) พยาบาลคนแรกและสตรีนักเรียนนอกที่ถูกลืม

นอกจากสอนศาสนาแล้ว คณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียนในสยามยังได้ตั้งโรงพยาบาลกับโรงเรียน แต่ในระยะแรกเป็นโรงเรียนชายล้วน ต่อมาได้ตั้ง ‘โรงเรียนสตรี’ ขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าสตรีควรได้รับโอกาสทางการศึกษาเสมอภาคกับบุรุษ แต่ขณะนั้นทางการสยามยังไม่สามารถจัดการให้การศึกษาแก่สตรีได้ทั่วถึงได้   

พ.ศ.๒๔๐๐ แมททูนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากราชสำนักรัชกาลที่ ๔ แต่งตั้งให้เป็นกงสุลอเมริกันประจำประเทศสยาม ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวศาสนาจารย์แมททูนจึงดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เต๋อก็พลอยได้รับการดูแลที่ดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ ด้วย       

ต่อมา พ.ศ.๒๔๐๑ แหม่มแมททูนก็ได้พาเต๋อไปอเมริกาด้วย แล้วก็พอดีกับที่อเมริกาช่วงนั้นกำลังเกิดสงครามกลางเมืองเพื่อปลดปล่อยทาสในยุคปธน.อับราฮัม ลินคอล์น เต๋อจึงเป็นหนึ่งในคนไทยไม่กี่คนที่ได้ใช้ชีวิตอยู่อเมริกาช่วงมีสงครามกลางเมืองปลดปล่อยทาส 

ดังที่ทราบกันดีว่า ช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกานั้นพยาบาลเป็นผู้มีบทบาทสูงมากในการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม เต๋อได้รับการศึกษาวิชาพยาบาลจากอเมริกายุคนี้พอดี และได้เปิดหูเปิดตาเป็นอันมาก  

หลังจากจบการศึกษาวิชาพยาบาลแล้ว พ.ศ.๒๔๐๔ แหม่มแมททูนก็พาเต๋อกลับสยาม เต๋อประกอบอาชีพช่างเย็บปักถักร้อยกับเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ เริ่มมีชื่อเสียงจากการได้เป็นผู้ผดุงครรภ์แก่เจ้านายสตรีหลายพระองค์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 

พ.ศ.๒๔๐๕ ขณะอายุ ๑๗ ปี เต๋อได้เข้าพิธีสมรสกับนายแน ประทีปะเสน หรือ ‘ครูแน’ ครูโรงเรียนสอนศาสนา แต่เป็นลูกจีนและศิษย์ของศาสนาจารย์เฮาส์ หรือ ‘หมอเฮาส์’ (Samule Renold House) บาทหลวงและหมอหลวงคนสำคัญในราชสำนักสยามสมัยนั้น 

ในวันแต่งงาน ศาสนาจารย์แมททูนกับภรรยาเป็นบิดามารดาฝ่ายเจ้าสาว หมอเฮาส์กับภรรยาเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว นอกจากนี้ศาสนาจารย์แมททูนกับภรรยายังได้ซื้อที่สวนแปลงหนึ่งที่ฝั่งธนบุรี ให้ปลูกบ้านเรือนหอ เป็นของขวัญแต่งงาน   

พ.ศ.๒๔๐๙ ศาสนาจารย์แมททูนกับภรรยาเดินทางกลับอเมริกาเป็นการถาวร แต่ ณ ปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่เต๋อได้เติบใหญ่ มีครอบครัว และมีชื่อเสียงเกียรติยศในหน้าที่การงานแล้ว การจากไปของบิดามารดาบุญธรรมอาจส่งผลกระทบบ้าง แต่ไม่มาก     

พ.ศ.๒๔๑๔ เต๋อได้เป็นผู้ดูแลโรงเรียนสตรีของคณะมิชชันนารีแทนแหม่มเฮาส์ ‘ผู้ดูแล’ นี้คงตรงกับตำแหน่ง ผอ. (ผู้อำนวยการ) ของโรงเรียนในปัจจุบัน   

เต๋อกับครูแนมีลูกด้วยกัน ๔ คน ชาย ๒ หญิง ๒ คือ นางศรี สหัสสานนท์, นางมินนี เลวิส (สมรสกับนายแพทย์ Henry Foster Lewis), นายเทียน ประทีปะเสน (เมื่อโตเป็นขุนนางตำแหน่ง ‘พระยาวิสูตรสาครดิฐ’) และนายสัง ประทีปะเสน  

ลูกหญิงทั้งสอง (ชื่อ ‘ศรี’ กับ ‘มินนี’ ) มารดา (เต๋อ) ได้ถ่ายทอดวิชาเย็บปักถักร้อยกับวิชาพยาบาลให้ มินนีซึ่งดูมีแววและมีใจรักงานด้านนี้ เต๋อได้ส่งให้ไปเรียนวิชาพยาบาลที่อเมริกา 

ระหว่างนั้น เต๋อยังคงทำหน้าที่พยาบาลควบคู่กับเป็นผู้ดูแลโรงเรียนสตรีสอนเย็บปักถักร้อย สำหรับงานพยาบาลผดุงครรภ์เป็นงานที่เต๋อทำต่อเนื่องยาวนานจนถึงวัยชราอายุย่างเข้าเลข ๘ จึงได้หยุดไป เพราะสุขภาพไม่อำนวย ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อพ.ศ.๒๔๗๒ ขณะอายุ ๘๕ ปี  

เต๋อจากไปก่อนหน้าที่สังคมไทยจะเกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อวงการพยาบาล ทำให้กรมพยาบาลแยกออกจากกระทรวงธรรมการไปขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงธรรมการก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็น ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ ในเวลาต่อมา 

หลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ) ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ใน ‘ประวัติของแม่เต๋อ’ ว่า:     

“แม่เต๋อเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้เล่าเรียนและใช้หลักวิธีการพยาบาลตามแบบฝรั่ง พยาบาลได้ทั้งเด็กที่พึ่งคลอดและผู้ใหญ่ที่ป่วยไข้ มีเจ้านายข้าราชการผู้ใหญ่และฝรั่งผู้ดีหลายครอบครัวเรียกใช้สอยอยู่เนือง ๆ” 

และยังว่า:

“มีผู้นับถือวิชชาสามารถของแม่เต๋อแพร่หลายไปทุกชั้นบันดาศักดิ์ มาหาไปพยาบาลเนืองนิตย์ เกือบไม่มีเวลาจะว่าง” 

ตลกร้ายก็คือในพระนิพนธ์คำนำของเล่ม ‘ประวัติของแม่เต๋อ’ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็กล่าวยกย่องเต๋อไว้มากกว่าหลวงจินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ) ผู้เป็นหลานเขย เสียอีก เช่นว่า:  

“ข้าพเจ้าทราบแต่คราวแรกที่นางเต๋อ ประทีปะเสน มารับการพยาบาลเด็กอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าว่าถือศาสนาคริสเตียน ถึงว่าข้าพเจ้าไม่ได้ถือก็ไม่รังเกียจศาสนานั้น ได้เคยสังเกตการณ์ถือศาสนาคริสเตียนของบุคคลจำพวกต่าง ๆ ทั้งในประเทศอื่นและในประเทศสยามนี้ เมื่อได้คุ้นเคยกับนางเต๋อ ประทีปะเสน รู้สึกว่าแกถือศาสนาคริสเตียนในทางที่ถูกตามความเห็นของข้าพเจ้าว่าควรจะถือเช่นนั้น คือมีความศรัทธาเลื่อมใสมั่นคง แต่มิได้ดูหมิ่นหรือรังเกียจผู้ซึ่งถือศาสนาอื่น ยกตัวอย่างเช่นเมื่อบิดามารดาทำการมงคลให้แก่เด็ก ตามลัทธิศาสนาอื่น แกก็คงทำกิจวัตต์ตามหน้าที่ของผู้พยาบาลเด็ก แม้ต้องเข้านั่งในมณฑลพิธีนั้น โดยไม่แสดงความรังเกียจอย่างหนึ่งอย่างใด อัธยาศัยซึ่งเป็นกลางอย่างที่ว่ามานี้มีต่อไปตลอดจนความรักใคร่เอื้อเฟื้อต่อเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ร่วมเรือนเหมือนอย่างว่าถือศาสนาอันเดียวกัน ข้าพเจ้านึกว่า นางเต๋อ ประทีปะเสน จะถือศาสนาตรงตามคำสั่งสอนของพระเยซู ซึ่งว่าให้มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์” 

และอีกแห่ง ทรงกล่าวไว้ด้วยว่า “ในสมัยเมื่อก่อนมีการฝึกหัดนางพยาบาลในประเทศนี้ นางเต๋อ ประทีปะเสน มีชื่อเสียงโด่งดังในการพยาบาล ใคร ๆ ที่สามารถจะหาได้ ทั้งที่วังเจ้าบ้านขุนนางแลบ้านคฤหบดีก็หา นางเต๋อ ประทีปะเสน ไปพยาบาล เกือบจะว่าไม่มีเวลาว่าง”   

ความเปลี่ยนแปลงวิธีผดุงครรภ์ จาก ‘อยู่ไฟ’ ถึง ‘พยาบาลแบบใหม่’ 

อย่างไรก็ตาม พระนิพนธ์เรื่อง ‘นิทานโบราณคดี’ ก็ได้เล่าเรื่องสำคัญเอาไว้ อย่างเรื่องการเปลี่ยนแปลงวิธีผดุงครรภ์จากวิธีการให้ผู้หญิงหลังคลอดต้อง ‘อยู่ไฟ’ กับวิธีพยาบาลแบบสมัยใหม่ เช่นที่กล่าวรายละเอียดไว้ดังความต่อไปนี้: 

“เมื่อจะเล่าถึงเรื่องแก้วิธีพยาบาลคนคลอดลูก จะต้องกล่าวถึงวิธีพยาบาลอย่างเดิมเสียก่อน ธรรมดาการคลอดลูกย่อมเสี่ยงภัยแก่ชีวิตทั้งแม่และลูกที่คลอดใหม่ จึงต้องพยาบาลด้วยความระมัดระวังมาก มนุษย์ต่างชาติต่างมีวิธีพยาบาลการคลอดลูกที่เชื่อว่าจะปลอดภัยได้ดีกว่าอย่างอื่นและใช้วิธีที่ตนเชื่อถือสืบกันมา ไม่พอใจเปลี่ยนแปลง เพราะเกรงคนกลางจะเป็นอันตราย ก็วิธีพยาบาลคลอดลูกที่ไทยเราใช้กันมาแต่โบราณนั้น ให้หญิงที่คลอดลูกนุ่งผ้าขัดเตี่ยว นอนบนกระดานแห่งหนึ่ง เรียกว่า ‘กระดานอยู่ไฟ’ มีเตาสุมไฟไว้ข้างกระดานนั้นให้ส่งความร้อนกว่าอากาศปรกติ ถึงผิวหนังคนคลอดลูกอยู่เสมอตลอดเวลาราว ๑๕ วัน และให้กินยาทายาไปด้วยกัน ต่อมาเมื่อสิ้นเขต ‘อยู่ไฟ’ แล้วจึงลงกระดานไฟอยู่กับเรือนเหมือนแต่ก่อน ไทยเราโดยเฉพาะพวกผู้หญิง แต่ก่อนมาเชื่อคุณของการอยู่ไฟมั่นคงถึงชอบยกเป็นเหตุอ้างเมื่อเห็นหญิงคนใดคลอดลูกแล้วร่างกายทรุดโทรมว่าเป็นเพราะ ‘อยู่ไฟไม่ได้’ ถ้าอ้วนท้วนผิวพรรณผ่องใสก็ชมว่า ‘เพราะอยู่ไฟได้’ เลยเป็นปัจจัยให้ตัวผู้หญิงที่ยังไม่เคยคลอดลูกเชื่อว่าอยู่ไฟเป็นการป้องกันอันตราย และให้คุณแก่ตนเมื่อภายหลัง แม้ไม่สบายก็ไม่รังเกียจ แต่ที่จริงการอยู่ไฟจะเป็นคุณหรือไม่ให้โทษก็แต่เฉพาะคนที่ไม่มีอาการไข้ ถ้ามีพิษไข้อยู่ในตัวไอไฟกลับให้โทษ ขืนอยู่ก็อาจจะเป็นอันตราย แต่วิธีพยาบาลอย่างเดิม ถ้าคนคลอดลูกเป็นไข้ก็เป็นแต่ลดไอไฟให้น้อยลง หากล้าเลิกอยู่ไฟไม่ จึงมีเหตุถึงตายด้วยอยู่ไฟบ่อย ๆ”  

ที่สำคัญยังน่าสังเกตเช่นเดิมในแง่ว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังคงอ้างอิงบทบาทของเจ้านายในการปรับเปลี่ยนขนบประเพณี ดังต่อไปนี้: 

“ทีนี้จะเล่าถึงมูลเหตุที่เปลี่ยนวิธีพยาบาลคนคลอดลูก กรมหมื่นปราบปรปักษ์เคยตรัสเล่าให้ฉันฟัง ว่าเมื่อท่านยังเป็นหม่อมเจ้ามีบุตรคนแรก (คือเจ้าพระยาพระเสด็จฯ) (เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) หม่อมเปี่ยมมารดาเป็นไข้ทุรนทุราย ทนความร้อนไม่ได้ แต่พวกผู้ใหญ่ที่พยาบาลบังคับขึ้นให้อยู่ไฟจนหม่อมเปี่ยมตาย ท่านก็ทรงปฏิญาณแต่นั้นมาว่าถ้ามีลูกอีกจะไม่ให้หม่อมอยู่ไฟเป็นอันขาด ต่อมาเมื่อท่านจะมีลูกอีก ประจวบกับเวลาหมอเคาแวนเข้ามารับราชการเป็นแพทย์ประจำพระองค์พระเจ้าอยู่หัว จึงให้หมอเคาแวนเป็นผู้ผดุงครรภ์และพยาบาลตามแบบของฝรั่งก็ปลอดภัยสบายดี แต่นั้นมาท่านจึงใช้แบบฝรั่ง ทั้งหม่อมและบุตรธิดาของท่านก็อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีใครเป็นอันตราย ผู้อื่นนอกจากกรมหมื่นปราบฯ ก็เลื่อมใสวิธีพยาบาลคนคลอดลูกตามแบบฝรั่งก็น่าจะมี แต่คงเป็นเพราะขาดผู้หญิงในครัวเรือนไม่ยอมเลิกอยู่ไฟ และไม่มีเหตุบังคับเหมือนกรมหมื่นปราบฯ กรมหมื่นปราบฯ จึงเป็นผู้เลิกการอยู่ไฟวิธีพยาบาลคลอดลูกตามแบบฝรั่งก่อนผู้อื่น 

กรมหมื่นปราบฯ เป็นผู้ภักดีอุปฐากสนองพระคุณสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีอยู่เสมอ ได้ยินว่าเมื่อครั้งประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ มีพระอาการเป็นไข้ กรมหมื่นปราบฯ กราบทูลชี้แจงแสดงคุณของวิธีพยาบาลอย่างฝรั่ง สมเด็จพระบรมราชินีทรงเลื่อมใส ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเลิกผทมเพลิงให้หมอเคาแวนพยาบาลตามแบบฝรั่งก็ทรงสมบูรณ์พูนสุข ตระหนักพระราชหฤทัยว่าดีกว่าวิธีอยู่ไฟอย่างเดิม

แต่นั้นก็เลิกวิธีอยู่ไฟที่ในพระบรมมหาราชวัง และพวกผู้ดีมีบรรดาศักดิ์ข้างนอกวังก็เอาอย่างตามสมเด็จพระบรมราชินีมากขึ้นเป็นลำดับมา ฉันจึงคิดจะใช้วิธีพยาบาลอย่างฝรั่งในโรงพยาบาลขยายประโยชน์ต่อลงไปถึงราษฎร แต่ในเวลานั้นผู้หญิงไปคลอดลูกในโรงพยาบาลยังมีน้อย และร้องขอให้ใช้วิธีพยาบาลอย่างเดิม เช่นในวงสายสิญจน์แขวนยันต์รอบท้องที่อยู่ และให้อยู่ไฟ เป็นต้น ชี้แจงชักชวนให้ใช้วิธีอย่างใหม่ก็ไม่มีใครยอมจึงเกิดขัดข้อง เพราะถ้าขืนใจก็คงไม่มีใครคลอดลูกที่โรงพยาบาล เมื่อความขัดข้องนั้นทราบถึงสมเด็จพระบรมราชินี ทรงรับช่วยด้วย โปรดประทานอนุญาตให้กรมพยาบาลอ้างกระแสรับสั่งชี้แจงแก่คนที่จะคลอดลูกในโรงพยาบาลว่าพระองค์เองได้เคยผทมเพลิงมาแต่ก่อนและมาเปลี่ยนใช้วิธีพยาบาลอย่างใหม่ ทรงสบายกว่าอยู่ไฟอย่างแต่ก่อนมาก มีพระราชประสงค์จะให้ราษฎรได้ความสุขด้วย จึงทรงแนะนำให้ทำตามอย่างพระองค์อย่าให้กลัวเลย หามีอันตรายไม่ ถ้าใครทำตามที่ทรงชักชวนจะพระราชทานเงินทำขวัญลูกที่คลอดใหม่คนละ ๔ บาท

พอพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระบรมราชินีอย่างนั้น ก็เริ่มมีคนสมัครให้พยาบาลคลอดลูกตามวิธีใหม่ ในชั้นแรกหมอเคาแวนไปดูแลคนไข้เอง แล้วฝึกหัดหมอกับพยาบาลมาจนชำนาญ แต่กระนั้นคนสมัครให้พยาบาลอย่างใหม่ก็ยังมีน้อย ในห้องเดียวกัน มีทั้งคนคลอดลูกที่อยู่ไฟและไม่อยู่ไฟปนกันมาอีกหลายเดือน ต่อมาเมื่อเห็นว่าคนที่ไม่อยู่ไฟไม่ล้มตาย กลับสบายดีกว่าคนอยู่ไฟ ทั้งได้เงินทำขวัญลูกด้วย จำนวนคนที่ขออยู่ไฟก็น้อยลงจนเกือบไม่มี กรมพยาบาลจึงสามารถตั้งข้อบังคับรับให้คนคลอดลูกในโรงพยาบาลแต่คนที่สมัครไม่อยู่ไฟ เลิกประเพณีอยู่ไฟในโรงพยาบาลแต่นั้นมา 

ฉันได้ว่าการกรมพยาบาลอยู่ ๒ ปี พอถึง ๒๔๓๕ ทรงพระกรุณาโปรดให้ฉันย้ายจากกระทรวงธรรมการไปเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ก็สิ้นเกี่ยวข้องกับกรมพยาบาลเพียงนั้น”  

ปัญหาก็คือแนวพินิจประวัติศาสตร์พยาบาลแนวแรก (ที่เน้นบทบาทของนางเต๋อ) กับแนวที่สองที่นำโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ที่เน้นบทบาทของเจ้านายกับกรมพยาบาล) มีจุดเน้นที่ต่างกัน การเกิดพยาบาลสมัยใหม่ในสังคมไทยก็เช่นเดียวกับกำเนิดหมอหรือเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่อาจถือเป็นเรื่องของบทบาทปัจเจกชนใครคนใดคนหนึ่ง (ไม่ว่าเจ้าหรือสามัญชน) แต่ในขณะเดียวกันการให้เครดิตกับหน่วยงานองค์กรตามระบบราชการก็มีปัญหา เพราะไม่ใช่ทุกเรื่องจะสืบเนื่องมาจากข้าราชการ จริง ๆ แล้วควรมีงานศึกษาที่รวมทั้งสองแนวนี้เข้าด้วยกัน  

บทสรุปและส่งท้าย

การที่สถานศึกษาสยามแต่เดิมตั้งอยู่ภายในวัด ‘โรงเรียนวัด’ จึงเป็น ‘โรงเรียนชายล้วน’ ไปโดยปริยาย แถมนักเรียนชายยังมักเป็นพระภิกษุหรือสามเณรไปอีก ทำให้สตรียิ่งถูกกีดกันออกไปจากการศึกษา ให้ต้องอยู่กับเหย้า-เฝ้าเรือน 

อาชีพนางพยาบาลนับว่าเป็นอาชีพแรกของสตรีสยามยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า ‘สยามโมเดิร์นเกิร์ล’ ดังที่งานของภาวิณี บุนนาค ได้แสดงให้เห็น การเป็นนางพยาบาลเกือบจะเท่ากับเป็นสาวสมัยใหม่ จากบทบาทเดิมที่เป็นผู้ดูแลคนในครอบครัวมาสู่บทบาทต่อสังคมสาธารณะอย่างใน ‘โรงพยาบาล’ โดยเฉพาะพยาบาลผดุงครรภ์ เพราะแต่เดิมผู้หญิงมักเสียชีวิตจากการคลอดลูกกันง่าย 

อย่างไรก็ตาม จากที่สังคมไทยสยามเป็นสังคมเจ้าขุนมูลนาย-ไพร่ และมีจารีตประเพณีห้ามไม่ให้บุรุษแตะต้องพระวรกายของเจ้านายสตรี ทำให้เกิดอุปสรรคในการรักษาพยาบาลตามระบบสมัยใหม่แบบตะวันตก ตรงนี้เองเป็นช่องให้อนุญาตให้วิชาชีพสมัยใหม่อย่างนางพยาบาลได้ถือกำเนิดและเติบโตมาตั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช    

จากลำดับไทม์ไลน์ประวัติการพยาบาลและสตรีนักเรียนนอก ‘เอสเตอร์’ หรือ ‘นางเต๋อ’ ถือได้ว่าเป็นสตรีสยามคนแรกที่ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยได้ไปศึกษาวิชาพยาบาลผดุงครรภ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นเวลา ๓ ปี และเมื่อกลับมานางก็มีบทบาทหน้าที่ในทางการพยาบาลผดุงครรภ์สมัยใหม่เป็นคนแรก 

แต่ทั้งนี้การวางรากฐานระบบพยาบาลสมัยใหม่ ก็เป็นอีกเรื่องแยกต่างหาก เพราะสามัญชนคนธรรมดาเช่นเต๋อ สมัยนั้นแม้มีความรู้ความสามารถก็ไม่ได้มีโอกาสเป็นอธิบดีกรมพยาบาล ตลอดจนการเลิกอยู่ไฟ ก็ถูกอธิบายจากบทบาทของเจ้านาย คือ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี’ กับ ‘กรมหมื่นปราบปรปักษ์’ 

แท้ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นปัญหาในเชิงประวัติศาสตร์นิพนธ์ (Historiography) มากกว่าจะเป็นเรื่องข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (Historical fact) นั่นเอง

 

เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์

ภาพ: จากหนังสือ ‘ประวัติของแม่เต๋อ’ โดย หลวงจินดาสหกิจ

 

อ้างอิง

     Hong, Lysa. Thailand in the Nineteenth Century: Evolution of the Economy and Society. Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 1984. 

     Loos, Tamara Lynn. Subject Siam: Family, Law, and Colonial Modernity in Thailand. Chiangmai: Silkworm Books, 2002. 

     กองคริสเตียนแห่งสภาคริสตจักร. ประวัติการแพทย์มิชชันนารีในประเทศไทย. พระนคร: ไม่ระบุปีที่พิมพ์. 

     จินดาสหกิจ (ละม้าย ธนะศิริ), หลวง. ประวัติของแม่เต๋อ. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2471. 

     ณัฏฐวดี ชนะชัย. “สตรีในสังคมไทยสมัยใหม่: ศึกษากรณีสตรีซึ่งประกอบอาชีพพยาบาล (พ.ศ.2439-2485)” วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2530.  

     ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. “เรื่องตั้งโรงพยาบาล” นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สนพ.ดอกหญ้า, 2560.  

     แบรดลีย์ (William L. Breadley), วิลเลียม แอล. สยามแต่ปางก่อน ๓๕ ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์ (Siam then : the foreign colony in Bangkok before and after Anna). แปลโดย กุสุมา ณ อยุธยา และ ศรีลักษณ์ สง่าเมือง, กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2567.  

     ประชุมพงศาวดารภาคที่ 31 จดหมายเหตุเรื่องมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาสยาม ดี. บี. บรัดเลย์ แต่ง ป่วน อินทุวงศ์ แปล, พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนกร, 2475. 

     พิณพากย์พิทยาเภท (จำนง เมืองแมน), คุณหญิง. ประวัติการพยาบาล. กรุงเทพฯ: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2519. 

     ภาวิณี บุนนาค. สยามโมเดิร์นเกิร์ล: ประวัติศาสตร์หญิงไทยในวิชาชีพพยาบาล ตัวตน ความศิวิไลซ์ และพื้นที่ (ไม่) อยู่เหย้า (ไม่) เฝ้าเรือน. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2566. 

     วารุณี โอสถารมย์. “การศึกษาในสังคมไทย พ.ศ.2411-2475” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524. 

     เว็บไซต์ Hfocus.org (เจาะลึกระบบสุขภาพ). “ประกาศ “สภาการพยาบาล” ฉบับใหม่ กำหนดชั่วโมงการทำงานพยาบาล มีผล 11 มีนาคม 2569” https://www.hfocus.org/content/2026/03/37326 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569). 

     สายชล สัตยานุรักษ์. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ การสร้างอัตลักษณ์ “เมืองไทย” และ “ชั้น” ของชาวสยาม. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, ๒๕๔๖.