‘สมเด็จพระพุฒาจารย์’ (โต พรหมรังสี) ปัญญาชนจากคณะสงฆ์องค์สุดท้ายของสยาม

‘สมเด็จพระพุฒาจารย์’ (โต พรหมรังสี) ปัญญาชนจากคณะสงฆ์องค์สุดท้ายของสยาม

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อาจไม่ได้เป็นเพียงพระเกจิในตำนาน หากแต่คือ ‘ปัญญาชนวิพากษ์’ ผู้ยืนอยู่ระหว่างศรัทธา อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของสยาม บทความนี้ชวนมองชีวิตของท่านใหม่ ในฐานะผู้กล้าคิด กล้าตีความ และกล้าแสดงออกในห้วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังสั่นคลอน

KEY

POINTS

(๑) ความไม่ธรรมดาในประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

เนื่องในโอกาสวันที่ ๑๗ เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) (ลำดับต่อไปขออนุญาตระบุสั้นๆ ว่า ‘สมเด็จโต’) นอกจากงานส่งท้ายวันสงกรานต์แล้ว หลายวัดที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสมเด็จโต ยังมีการจัดงานรำลึกถึงอดีตพระภิกษุสำคัญท่านนี้

แต่ผู้เขียนอยากใช้โอกาสนี้มาชวนย้อนคิดพินิจประวัติสมเด็จโตใหม่ ในจำนวนพระภิกษุสงฆ์ที่มีหลักฐานถึงการมีตัวตนอยู่จริง เป็นบุคคลสำคัญชั้นที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘อริยสงฆ์’ ท่านหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จโตเป็นพระภิกษุที่จัดว่ามีประวัติโลดโผนที่สุดท่านหนึ่ง 

แน่นอนว่าประวัติสมเด็จโตหลายส่วนมีลักษณะเป็นตำนานเรื่องเล่าในเชิงอภินิหาร เป็นต้นธารสายมูไทยสายหนึ่ง แต่เราทราบแน่ว่าท่านเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง เพราะมีหลักฐานมากมาย เพียงแต่สังคมไทย บุคคลที่มีประวัติโลดโผนทำสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้ มักเป็นที่ยกย่องว่าเป็น ‘ผู้มีบุญ’ และบ้างก็ว่าเป็น ‘โอรสลับ’ 

ความน่าสนใจใคร่รู้ในประวัติของสมเด็จโต สำหรับผู้เขียนแล้วไม่ได้อยู่ท่านเป็นโอรสลับจริงหรือไม่  หากแต่อยู่ที่ลักษณะการดำเนินชีวิตตามแบบที่รู้จักและนิยามเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า ‘ปัญญาชนวิพากษ์’ องค์สุดท้ายที่มาจากคณะสงฆ์ 

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนว่า ยุคของปัญญาชนในสังคมไทยสยามสามารถจัดแบ่งได้อย่างกว้าง ๆ ออกเป็น ๑. ยุคปัญญาชนจากคณะสงฆ์ (ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์), ๒. ยุคปัญญาชนจาก ข้าราชการ (สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงทศวรรษ ๒๔๗๗), ๓. ยุคปัญญาชนนักการเมือง (๒๔๗๗-๒๔๙๐), ๔.ยุค ปัญญาชนนักคิดนักเขียนและนักกิจกรรม (ทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๓๕), ๕.ยุคปัญญาชนนักวิชาการและอาจารย์ มหาวิทยาลัย (๒๕๓๕-ปัจจุบัน)

ทุกวันนี้ ‘อาจารย์มหาวิทยาลัย’ กำลังพบความเสื่อมถอย มีแต่จะสูญสิ้นสภาพการเป็นปัญญาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยุคถัดไป ปัญญาชนจะมาจากคนแวดวงอาชีพใด ยังไม่มีผู้ใดรู้แน่! 

อย่างไรก็ตาม จากลำดับการแบ่งยุคปัญญาชนข้างต้นนี้ สมเด็จโตจึงถือได้ว่าเป็นปัญญาชนจากคณะสงฆ์คนสุดท้าย นอกจากนี้หากเราย้อนพินิจประวัติสมเด็จโตในแง่มุมดังกล่าว เชื่อว่าเราจะเข้าใจนัยความหมายของเรื่องราวต่าง ๆ ที่ปรากฏในประวัติสมเด็จโตได้ดียิ่งขึ้น

(๒) ‘สมเด็จโต’ กับการเมืองในราชสำนัก

เรื่องที่ว่าเป็นโอรสลับจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้แน่ชัด แต่เรื่องที่แน่นอนนั้นก็คือท่านมีมารดาเป็นชาวบ้านสามัญชน อาชีพค้าขาย เมื่อบวชเรียนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จำพรรษาอยู่ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม และวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ

‘พระโต’ ได้ปฏิบัติเคร่งครัดเป็นที่เลื่อมใสในหมู่ชาวบ้านประชาชน คหบดี ขุนนาง เจ้านายเชื้อพระวงศ์  ไปจนถึงพระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใส มีชื่อเสียงเรื่องเทศน์ปริศนาธรรมแลรับกิจนิมนต์ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ผู้คนนิยมเรียกว่า ‘ขรัวโต’ แต่ผู้คนในชั้นหลังจดจำท่านในสมณศักดิ์สุดท้ายคือ ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)’ หรือ ‘สมเด็จโต’ 

แม้ว่ามารดาของท่านจะเป็นเพียงหญิงชาวบ้านสามัญชน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นสตรีผู้ดีมีตระกูลอยู่ จึงมีญาติพี่น้องกระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองมาก เราทราบว่ามารดาท่านมีอาชีพค้าขายทำให้มีโอกาสเดินทางไปจนทั่วในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก ตอนหลังเมื่อเติบใหญ่แล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ที่ท่านธุดงค์ก็คือธุดงค์ไปตามบ้านเมืองของญาติพี่น้องฝ่ายมารดาแทบจะทั้งสิ้น การเดินทางมากนี้เองทำให้มีผู้นำเอาเรื่องของท่านไป ผูกเป็นคำพ้องเช่นว่า “นอนอยู่อยุธยา มานั่งที่ไชโย โตที่วัดอินทร์จำศีลที่วัดระฆัง”

ประเด็นเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จโตกับบุคคลชั้นนำในราชสำนักสยามนั้น แม้จะละเว้นปริศนาเรื่องชาติกำเนิดซึ่งไม่มีหลักฐานพิสูจน์ เราก็ยังพบว่าสมเด็จโตมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับคนในราชสำนักอยู่จริง แม้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสายพระโลหิต ที่มีเรื่องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันจริง ๆ นั้นคือกับ ‘พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔’

สมเด็จโตเป็นผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับรัชกาลที่ ๔ มาตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชเป็น ‘พระวชิรญาณภิกขุ’ เมื่อสิ้น รัชกาลที่ ๒ แล้ว ‘กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์’ ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็น ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓’ สมเด็จโตก็เช่นเดียวกับปัญญาชนคนอื่นเช่น ‘สุนทรภู่’ ที่แม้จะไม่ได้ประสบภัยการเมืองจากราชสำนัก แต่มีความไม่พอใจที่ราชสมบัติไม่ได้ตกอยู่แก่พระราชโอรสองค์โต คือ ‘เจ้าฟ้ามงกุฎ’ (รัชกาลที่ ๔ ในเวลาต่อมา) 

สมเด็จโตเมื่อครั้งยังเป็น ‘พระมหาโต’ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็ระหกระเหินออกจากเมืองหลวง ท่องไปตามหัวเมือง ส่วนใหญ่สมเด็จโตไปยังหัวเมืองภาคกลางและภาคตะวันตกเป็นหลัก เช่นไปสืบเสาะหาญาติพี่น้องที่อ่างทอง อยุธยา และกำแพงเพชร ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดสะตือ มณฑลกรุงเก่า (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ไปสร้างพระพุทธรูปและอุโบสถที่วัดไชโย แขวงเมืองอ่างทอง  (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง) ไปศึกษาพระธรรมอยู่กับพระครูแสง วัดมณีชลขันธ์ เมืองลพบุรี ไปฝึกวิชาลี้ลับอยู่ที่วัดกลางคลองข่อย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นต้น

จวบจนเมื่อพระวชิรญาณภิกขุสละเพศบรรพชิตมารับราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แล้ว สมเด็จโตจึงได้กลับคืนสู่พระนครและรับสมณศักดิ์ที่รัชกาลที่ ๔ พระราชทานแต่งตั้งเป็น ‘พระธรรมกิติ’ เจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ครั้งนั้นรัชกาลที่ ๔ ตรัสถามว่า “ในรัชกาลที่ ๓ หนีไม่ยอมรับสมณศักดิ์ คราวนี้ทำไมจึงมารับ ไม่หนีอีก?” สมเด็จโตถวายพระพรว่า “ในรัชกาลที่ ๓ ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า เป็นแต่พระเจ้าแผ่นดิน จึงหนีได้ ส่วนพระมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า เป็นทั้งเจ้าฟ้าและเจ้าแผ่นดิน จะหนีไปข้างไหนพ้น”

คำตอบนี้ของสมเด็จโตคงเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะกว่าที่จะทรงได้หวนคืนสู่สิทธิในราชสมบัติ พระองค์ต้องทรงอยู่ในเพศบรรพชิตนานถึง ๒๖ ปี และเมื่อทรงหวนคืนก็มียังมีผู้จงรักภักดีทั้งมหากวีเอกอย่างสุนทรภู่ (ปัญญาชนทางโลกย์) และพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ที่ราษฎรชาวเมืองต่างให้ความเคารพนับถืออย่างสมเด็จโต (ปัญญาชนทางธรรม) 

หลังจากนั้นมา สมเด็จโตก็รุ่งเรืองในสมณศักดิ์ตามลำดับ พ.ศ.๒๓๙๗ รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเป็น ‘พระเทพกวี’ และต่อมา พ.ศ.๒๔๐๗ ก็ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะมีสมณศักดิ์เป็น ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์’

การแสดงตัวเป็นผู้สนับสนุนพระวชิรญาณภิกขุ (รัชกาลที่ ๔) ยังเกี่ยวกับการที่พระวชิรญาณภิกขุเป็น ‘ศิษย์ร่วมสำนัก’ มีพระอาจารย์เดียวกันอีก คือ ‘พระครูแสง’ วัดมณีชลขันธ์ เมืองลพบุรี และในทางกลับกัน รัชกาลที่ ๔ ก็ทรงมีพระราชศรัทธานับถือเชื่อถือในสมเด็จโต ด้วยเพราะมีพระอาจารย์เดียวกัน โดยสมเด็จโตนั้น เป็น ‘รุ่นพี่’ นั่นเอง แถมในคณะสงฆ์ สมเด็จโตยังอาวุโสกว่าพระวชิรญาณภิกขุด้วย ดังนั้นไม่ต้องเป็นโอรสลับ สมเด็จโตก็อยู่ในเกณฑ์บุคคลที่สามารถจะติติงหรือถวายคำชี้แนะเรื่องสำคัญ ๆ ด้วยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จกลับจากประพาสทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ แขวงประจวบคีรีขันธ์ มาพร้อมกับพระอาการประชวรหนักจนเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ (รัชกาล ที่ ๕) ต้องเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน ยังไม่มีความพร้อม เพราะยังทรงพระเยาว์ ‘สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์’ (ช่วง บุนนาค) ต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์

ครั้งนั้นชาวเมืองพากันเกิดเสียงเล่าลือเพราะหวาดวิตกในเหตุบ้านการเมือง เพราะเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์ในขณะยังทรงพระเยาว์ ปล่อยราชกิจให้ขุนนางผู้ใหญ่ควบคุมดูแล ในที่สุดขุนนางผู้ใหญ่นั้นก็ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เองคือ ‘สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง’ 

ประกอบกับ ‘สมเด็จช่วง’ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ก็เป็นขุนนางใหญ่มีอำนาจและมั่งคั่งมาก เสียงเล่าลืออันสะท้อนความวิตกกังวลของไพร่ราษฎรเวลานั้นจึงดูไม่ใช่เรื่องไม่มีมูลหรือเค้าเรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้แต่อย่างใด

สมเด็จโตในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่ง ซึ่งไพร่ราษฎรตลอดจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ให้ความเคารพนับถือจึงไม่อาจนิ่งดูดาย ท่านได้กระทำการเชิงสัญลักษณ์โดยการถือไต้ (โคมไฟ) เดินในเวลากลางวันแสก ๆ พร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังว่า “ขณะนี้แผ่นดินมืดมนนัก” จุดหมายปลายทางการธุดงค์ของสมเด็จโตที่ไปพร้อมกับไต้ครั้งนั้นอยู่ที่จวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เมื่อไปถึง สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็รู้โดยทันทีถึงความนัยของการธุดงค์ครั้งนี้ จึงกล่าวให้คำสัตย์คำมั่นต่อสมเด็จโตว่า “บ้านเมืองยังไม่มืดมนดอกพระคุณเจ้า อย่าได้วิตกห่วงใยไปเลย”

จากบทบาทดังกล่าวนี้เอง ทำให้ในอีกรัชกาลต่อมาคือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จโตก็ยังคงรุ่งเรืองเป็นที่เคารพศรัทธาในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ แต่ก็เป็นช่วงเวลาอันสั้น เพราะในอีกแค่ ๔ ปีหลังจากธุดงค์ถือไต้ไปจวนสมเด็จเจ้าพระยาฯ สมเด็จโตก็มรณภาพลงเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๕ สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงบันทึกไว้ใน ‘จดหมายเหตุบัญชีน้ำฝน’ ความว่า

“วันเสาร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ (ต้น) ปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ (พ.ศ.๒๔๑๕) เวลา ๒ ยาม สมเด็จพระพุฒาจารย์ถึงชีพิตักษัย”

อนึ่ง คำว่า ‘ถึงชีพิตักษัย’ ตามหลักฐานข้างต้นนี้ยังเป็นไปได้ว่า เกิดจากผู้บันทึกคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงแสดงความเคารพยกย่องสมเด็จโตประดุจเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าสมเด็จโตเป็นโอรสลับแต่อย่างใด มีธรรมเนียมยกย่องพระภิกษุ ผู้ล่วงลับในลักษณะนี้ในกรณีอื่นอีก

โดยสรุปก็คือ ที่สมเด็จโตเป็นสมเด็จโตได้อย่างที่เรารับรู้กันทุกวันนี้ได้นั้นไม่จำเป็นแต่อย่างใดที่จะเป็นโอรสลับ ท่านยังมีอีกสถานภาพ อีกทั้งคำว่า ‘โอรสลับ’ ยังมีลักษณะเป็นคำอธิบายบุคคลพิเศษโดยยึดโยงกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่แท้ที่จริงสามัญชนก็มีบทบาทพิเศษต่าง ๆ เหล่านั้นได้ เพียงแต่ไม่ใช่สามัญชนธรรมดาที่หาเช้ากินกลางวันแบบสามัญชนทั่วไป เป็นสามัญชนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและรอบรู้ที่ปัจจุบันนิยามเรียกกันว่า ‘ปัญญาชน’ 

จากบทบาทที่เคยเป็น ‘ผู้แบกราชวงศ์’ บรรดาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ตลอดจนพระอุโบสถที่สมเด็จโตให้สร้างไว้ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ มรณภาพไปเสียก่อน อาทิ หลวงพ่อโตพระศรีอาริยเมตไตรย วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม, พระอุโบสถและพระพุทธมหาพิมพ์ วัดไชโย เมืองอ่างทอง, พระนอนวัดสะตือ อยุธยา ฯลฯ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ดัง ความตั้งใจของสมเด็จโตทั้งสิ้น 

(๓) “ถิ่นกาขาว ชาววิไล” กับสนธิสัญญาเบาริง

คำทำนายหรือแค่มองการณ์?

หลังจากสมเด็จโตมรณภาพในวันรุ่งขึ้นคือวันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๘ (วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕) นายอาญาราช (อิ่ม) ลูกศิษย์ก้นกุฏิที่คอยติดตามปรนนิบัติรับใช้ ได้ค้นพบกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนโดย ลายมือสมเด็จโตเองมีข้อความว่า “มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”

ข้อความดังกล่าวถือกันว่าเป็นคำทำนายเกี่ยวกับบ้านเมืองได้อย่างแม่นยำของสมเด็จโต โดยเฉพาะคำว่า “ถิ่นกาขาว ชาววิไล” ที่ตอนหลังมีผู้ดัดแปลงว่า “ถิ่นกาขาว ชาวศิวิไลซ์” แต่ก็ไม่ผิดเพี้ยนไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะคำว่า ‘วิไล’ หรือ ‘วิลัย’ กับ ‘ศิวิไลซ์’ ความหมายเดียวกัน หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองและทันสมัย ตรงกับ ‘Modernization’ ซึ่งก็เคยมีการแปลว่า ‘ศรีวิลัย’ หรือ ‘ศรีวิไล’ 

ส่วนคำว่า ‘ถิ่นกาขาว’ หมายถึงการเข้ามามีบทบาทมากของชาวชาติผิวขาวจากตะวันตก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาว่าหนึ่งในไม่กี่สิ่งอย่างแต่สำคัญและเป็นหมุดหมายมากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระทำนับแต่ขึ้นครองราชย์ ก็คือการทำ ‘สนธิสัญญาเบาริง’ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ สมเด็จโตก็กลับพระนครในช่วงนั้นด้วย 

ผลของสนธิสัญญาเบาริงนี้ใครก็เห็นว่า ฝรั่งเริ่มเข้ามามาก และฝรั่งยังมีบทบาทกำหนดคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ นานา (เช่น การเข้าสู่ยุคทันสมัยศิวิไลซ์) ก็ไม่แปลกที่ปัญญาชนผู้ซึ่งสนใจในเหตุบ้านการเมืองมาโดยตลอดอย่างสมเด็จโต จะมีสายตายาวไกลเล็งเห็นการณ์ว่า สยามจะกลายเป็น ‘ถิ่นกาขาว’ ไปกับเขาด้วย 

อย่างไรก็ตาม บางท่านก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการตีความคำทำนายของสมเด็จโตแบบนั้น ถิ่นกาขาวอาจยังไม่เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะ ‘กาขาว’ ในคติพุทธศาสนายังอาจหมายถึง ‘พระศรีอาริยเมตไตรย’ มีตำนานเรื่อง นางพญากาเผือกมีลูก ๕ คน ทุกคนตั้งจิตมั่นบำเพ็ญเพียรมุ่งสู่หนทางพระนิพพานและจะเป็นอนาคต พระพุทธเจ้าหมด โดยมีพระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ องค์ที่ ๕ คือพระศรีอาริยเมตไตรย 

การที่สมเด็จโตให้สร้างพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขนาดใหญ่ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาโยงประเด็นว่า ถิ่นกาขาวยังอาจมาไม่ถึง หรือปัจจุบันนี้ยังไม่ใช่ยุคสมัยดังกล่าว เป็นต้น 

(๔) ‘หลวงพ่อโต’ กับการสร้าง ‘พระศรีอาริยเมตไตรย’ องค์ใหญ่ที่สุด 

ในบรรดาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สมเด็จโตให้สร้างไว้ทั้งหมด องค์ที่มีนัยสำคัญมาก ๆ เห็นจะเป็น หลวงพ่อโตพระศรีอาริยเมตไตรย ที่วัดอินทรวิหาร เพราะจงใจสร้างไว้ให้ประชาชนเคารพสักการะแทนองค์พระศรีอาริยเมตไตรย จัดเป็นพระพุทธรูปพระศรีอาริยเมตไตรย หรือ ‘พระศรีอาริย์’ (บางแห่งเขียน ‘พระศรีอารย์’ หมายถึงพระพุทธรูปประเภทเดียวกัน)

ปกติก่อนหน้าสมเด็จโต ความนิยมในการสร้างพระศรีอาริย์จะออกไปในแนวเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ พระกรซ้ายถือตาลปัตร พระพุทธรูปตามพุทธลักษณะนี้บางท้องที่เช่นในแถบหัวเมืองฝ่ายเหนือ  (ภาคเหนือตอนล่าง/ภาคกลางตอนบน) นิยมเรียกและบูชาในฐานะ ‘พระมาลัย’ 

‘พระมาลัย’ คือพระอรหันต์ที่เริ่มมีชื่อเสียงในศรีลังการาวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ (ไม่พบหลักฐานกล่าวถึงพระมาลัยเก่าไปกว่านั้น) มีความเชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์ที่ได้มีโอกาสท่องไปทั่วทั้งสามโลก ได้ไปนรกภูมิและสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยในทริปที่ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ได้ไปนมัสการพระธาตุจุฬามณี (พระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเกศา ซึ่งเชื่อกันว่าประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) ได้พบพระอินทร์ เทพผู้เป็นใหญ่สูงสุดตามคติพุทธศาสนาและที่สำคัญพระมาลัยยังได้สนทนาธรรมกับ ‘ว่าที่พระพุทธเจ้าในอนาคต’ คือพระศรีอาริยเมตไตรย 

เมื่อกลับมายังโลกมนุษย์ พระมาลัยได้เล่าเรื่องราวการเดินทางของตนเองพร้อมกับบอกวิธีการที่จะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ อันเป็นยุคที่ผู้คนจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความทุกข์ยากลำบากใด ๆ เรื่องของพระมาลัยจึงมักจะผูกติดมากับเรื่องพระศรีอาริย์ ผู้สร้างพระมาลัยก็มักจะสร้างพระศรีอาริย์ด้วย รวมถึงการเล่าเรื่องพระมาลัยในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนัง, ภาพพระบฏ,  สมุดภาพเล่าเรื่อง ฯลฯ ต่างมีพระมาลัยคู่พระศรีอาริย์ 

สมเด็จโตเป็นผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องยุคพระศรีอาริย์นี้ด้วยเป็นแน่ ช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ ที่ผู้คนต่างมีความหวาดวิตกถึงการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับเป็นช่วงที่มีความฝืดเคืองข้าวยากหมากแพง ผู้คนชาวเมืองได้รับความลำบาก สมเด็จโตได้ให้สร้างพระศรีอาริย์บอกเล่าถึงอนาคตการมาของยุคสมัยที่มั่งคั่งบริบูรณ์ เป็น กำลังใจแก่ผู้คนชาวเมืองในยุคนั้น 

(๕) Authorize อำนาจและนัยยะของ ‘ปั้นเหน่งผีแม่นาก’

อีกเรื่องที่เป็นตำนานเกี่ยวกับสมเด็จโต หนีไม่พ้นเรื่องปราบ ‘แม่นากพระโขนง’ (บางแห่งเขียน ‘แม่นาค’ แต่จากหลักฐานของ ก.ศ.ร.กุหลาบ (ที่จะเสนอในลำดับถัดไป) เขียนว่า ‘นาก’) ซึ่งถูกนำมาผลิตซ้ำผ่านละคร และภาพยนตร์เป็นอันมาก แม้ละครและภาพยนตร์เหล่านั้นไม่ได้เอ่ยนามสมเด็จโตเลย แต่จากตำนานก็ทราบกันดีว่าพระภิกษุสำคัญที่เป็น ‘ผู้รับจบ’ ให้แม่นากไปสู่สุคตินั้นก็คือสมเด็จโตที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ 

เรื่องแม่นาก ปรากฏในประวัติสมเด็จโตมาตั้งแต่ในหนังสือ ‘ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)’ เขียน โดย ‘พระยาทิพโกษา’ (สอน โลหะนันทน์) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ ถือเป็นประวัติสมเด็จโตเวอร์ชั่นแรกสุด แต่เรื่องแม่นาก หรือ ‘นางนากวัดมหาบุศย์’ ก็มีบันทึกเล่าไว้ก่อนหน้าพระยาทิพโกษาแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าพระยาทิพโกษาจะเอาเรื่องแม่นากไปสร้างเป็นกฤดาภินิหารของสมเด็จโต

แม่นากเป็นหญิงสามัญชนที่เสียชีวิตจากการตายท้องกลม ก.ศ.ร.กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานนท์) ได้เคยมีบันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้ใน ‘สยามประเภท’ ฉบับมีนาคม ร.ศ.๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๒๒) เป็นการเขียนตอบผู้อ่านที่เขียนคำถามในรูปแบบโคลงสี่สุภาพมาถามผู้รู้เรื่องเก่า ๆ เมื่อได้รับคำถามเรื่อง ‘ผีอำแดงนาก’ ก.ศ.ร. กุหลาบได้เขียนตอบเป็นร้อยแก้วความยาวหน้าครึ่งระบุว่า “พระศรีสมโภช (บุด) วัดสุวรรณ เล่าถวายสมเด็จอุปัชฌาย์ว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ อำแดงนาก บุตรขุนศรีนายอำเภอ บ้านอยู่ปากคลองพระโขนง เป็นภรรยานายชุ่ม ตัวโขนทศกรรฐ์ ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี อำแดงนากมีบุตรถึงอนิจกรรม นายชุ่มทศกรรฐ์สามี นำศพอำแดงนากภรรยาไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุด... ศพอำแดงนากฝังไว้ที่นั้นไม่มีปีศาจหลอกผู้ใด เป็นแต่พระศรีสมโภชเจ้าของวัดมหาบุดเล่าถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสว่า นายชุ่มทศกรรฐ์เป็นคนมั่งมี บุตรนายชุ่มมีชาย หญิงหลายคน แต่ล้วนยังไม่มีสามีภรรยาทั้งสิ้น บุตรชายชุ่มมีทรัพย์สมบัติของบิดา เกรงว่าบิดาจะมีภรรยาใหม่ 

พวกลูกชายจึงทำอุบายให้คนไปขว้างปาชาวเรือตามลำคลองริมป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนากมารดา กระทำกิริยาเป็นผีดุร้ายหลอกคน จนถึงช่วยนายชุ่มถีบระหัดน้ำเข้านาและวิดน้ำออกจากเรือของนายชุ่มที่ล่มก็ได้ บุตรชายแต่งกายเป็นหญิงให้คล้ายอำแดงนากมารดา ทำกิริยาเป็นผีดุร้ายให้คนกลัวทั่วทั้งลำคลองพระโขนง บุตรนายชุ่มทศกรรฐ์หลายคนได้เล่าถวายสมเด็จอุปัชฌาย์ว่า ตนได้ทำมายาเป็นปีศาจอำแดงนากหลอกชาวบ้านจริงดัง พระศรีสมโภชกราบทูลสมเด็จอุปัชฌาย์ทุกประการ”

แต่ทั้งนี้ ก.ศ.ร.กุหลาบ ไม่ได้เล่าว่า สมเด็จโตเป็นผู้ปราบผีแม่นาก ผู้เล่าเรื่องนี้คนแรกคือพระยาทิพโกษา อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นจริงตามที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ บันทึกไว้ในแง่ที่ว่าเรื่องแม่นากนี้เป็นเรื่องในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็น่าสังเกตว่า เรื่องสมเด็จโตเป็นผู้ปราบผีแม่นากอาจเป็นเรื่องผูกโยงหรือผสมโรงกันเข้าตามความเชื่อของคนในชั้นหลังมากกว่า เพราะพระภิกษุที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นคือสมเด็จโต แต่ก็เป็นช่วงยุคสมัยที่สมเด็จโตหลบหลีกภัยการเมืองในราชสำนักไปธุดงค์และจำพรรษาอยู่หัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ 

แต่กระนั้น วิธีการสยบผีแม่นากที่ระบุไว้ในประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ฉบับพระยาทิพโกษา ก็ยังมีเรื่องน่าสนใจ เพราะเล่าว่าสมเด็จโตได้ธุดงค์ไปป่าช้าวัดมหาบุศย์ที่ซึ่งแม่นากถูกฝังไว้ แล้วเจาะเอาปั้นเหน่งแม่นากไป ‘ปั้นเหน่ง’ ที่ว่านี้คือกระดูกส่วนกระดูกหน้าผาก 

ทำไมเจาะปั้นเหน่ง? 

ความเชื่อไสยศาสตร์หรือ ‘สายมูไทย ๆ’ เป็นที่รู้กันว่าสืบและแปลงมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เป็นแนวคิดพราหมณ์ (พูดง่าย ๆ) 

แนวคิดพราหมณ์มีเรื่องหนึ่งระบุว่า ในกายทุกคนมี ‘ชีวาตมัน’ (บางทีก็เรียกเป็นคำไทยว่า ‘วิญญาณแท้’ หรือ ‘วิญญาณบริสุทธิ์’) เมื่อตายชีวาตมันจะต้องไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘ปรมาตมัน’ คือรวมกับพระพรหมบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก

ผู้ที่อธิบายเรื่องนี้ในภาษาไทยได้ดีเยี่ยมที่สุดเห็นจะเป็น ‘พระยาอนุมานราชธน’ (ยง เสฐียรโกเศศ) ในเล่มที่ชื่อ ‘ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต’ เป็นคำอธิบายโดยบังเอิญในหัวข้อเรื่องความสำคัญของมะพร้าว ว่าทำไมในพิธีศพไทยจึงต้องเฉาะมะพร้าวตรงหน้าผากศพก่อนราดน้ำมะพร้าวโรยลงบนศพตั้งแต่หน้าผากลงมาจนทั่วตัว

พระยาอนุมานราชธนอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นคติที่ไทยสืบรับมาจากอินเดีย ผ่านทางศาสนาพราหมณ์ฮินดู ซึ่งก็มามีอิทธิพลต่อการทำศพชาวพุทธ เพราะชาวพุทธกับชาวพราหมณ์เดิมก็ชาวอินเดียโบราณเหมือนกัน กล่าวคือเมื่อฤาษีตาย จะมีพิธีเจาะกะโหลกศีรษะบริเวณปั้นเหน่ง เพราะเชื่อว่าเป็นทางทำให้ชีวาตมันหลุดออกจากร่างได้สะดวกขึ้น 

แต่คนไทยเห็นว่าการเจาะกะโหลกหน้าผากศพเป็นการกระทำที่โหดร้ายไม่ดีไม่งาม จึงประยุกต์ปรับเปลี่ยนเป็นการเฉาะมะพร้าวตรงบริเวณหน้าผากศพแทนว่าได้มีการเจาะปั้นเหน่งแล้วนั่นเอง นอกเหนือจากเป็นการนำเอาน้ำบริสุทธิ์สะอาดอย่างน้ำมะพร้าวมาราดรดศพเพื่อให้ศพสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วย

แม้ว่าความเชื่อนี้ในภาษาไทย พระยาอนุมานราชธนจะเพิ่งบันทึกเมื่อทศวรรษ ๒๔๘๐ แต่คนรุ่นพระยาอนุมานราชธนกับพระยาทิพโกษา (สอน) ก็คนร่วมยุคเดียวกัน แม้พระยาทิพโกษาจะแก่กว่าหน่อย แต่ถือว่าเกิดทันกัน และพระยาอนุมานราชธนก็บันทึกตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากคนรุ่นพระยาทิพโกษา โดยสรุปก็คือ วิธีที่จะทำให้ผีไปผุดไปเกิด ตามความเชื่อนี้จึงต้องกระทำโดยการเจาะปั้นเหน่งนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่ายังไม่แน่ว่าสมเด็จโตจะเป็นผู้สยบแม่นากจริงหรือไม่ เพราะในบันทึกของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับแม่นากนี้ไม่มีกล่าวถึง มากล่าวถึงในชั้นหลังในประวัติสมเด็จโตเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ อีกทั้งเรื่องที่เอาปั้นเหน่งแม่นากมาทำเป็นเครื่องรางห้อยไว้ที่เอวนั้นดูผิดวิสัยพระสงฆ์ เพราะนางนากถึงจะเป็นผี แต่กระดูกก็ยังเป็นสตรีเพศ และเรื่องที่ว่าปั้นเหน่งนี้ผู้ได้รับสืบทอดมาคือ ‘กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์’ ก็ไม่มีสิ่งยืนยันมั่นเหมาะ ดูเป็นการเล่าเรื่องผูกโยงกันไปอีก 

อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปได้อยู่ในแง่ว่า พระภิกษุที่มีเรื่องว่าได้ร่ำเรียนทางไสยเวทด้วยอย่างสมเด็จโต ถ้าจะต้องไปกระทำให้ผีนางนากหรือผีใดก็ตามได้ไปผุดไปเกิดในสมัยโน้น ก็ย่อมอาจจะกระทำพิธีกรรมอย่างเดียวกับที่พระยาทิพโกษาเล่าไว้ เพราะเป็นความเชื่อของคนสมัยโน้น เป็นการ Authorize เหมือนวางสนุ๊กว่า ระหว่าง ‘อีนาก’ กับตัวท่าน หรือระหว่าง ‘พระ’ (ผู้ชาย/คนที่เกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์) กับ ‘ผี’ (สตรีชั้นเป็นไพร่) จะเลือกให้อำนาจชนิดใดนำ อำนาจใดเป็นรอง 

(๖) มรดกอักษร: พระคาถาชินบัญชร

อย่างที่บอกว่าสมเด็จโตเป็นปัญญาชนสงฆ์ในช่วงยุคสมัยที่ผู้คนต่างหวั่นเกรงกลัวภัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า การรุกรานจากต่างชาติ (จักรวรรดินิยมตะวันตกล่าเมืองขึ้น) ภัยรัฐประหารที่อาจมีขุนนางใหญ่คิดการสถาปนาอำนาจล้มพระราชวงศ์เดิม ไหนจะเรื่องข้าวยากหมากแพง ค้าขายฝืดเคืองเพราะเปลี่ยนคู่ค้าจากจีนเป็นชาติ ตะวันตก ระบบเงินตราอัตราแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนตามมา ฯลฯ

ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกไม่มั่นคงไม่แน่นอนในชะตาชีวิต จู่ ๆ ก็เกิด “ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน” ผู้คนสมัยที่เผชิญสภาพเช่นนั้นย่อมต้องการที่พึ่งทางใจเป็นพิเศษเป็นธรรมดา นอกจากการสร้างพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่โตที่สุดและฝากคำทำนาย (ถิ่นกาขาว) ทิ้งไว้แล้ว ยังมี ‘พระคาถาชินบัญชร’ เป็นมรดกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จโตด้วย 

พระคาถาชินบัญชรนี้เดิมแพร่มาจากพม่า จากศรีลังกา หรือเป็นการดัดแปลงมาจากพระสูตร ซึ่งรวมความแล้วก็ว่าสมเด็จโตอาจไม่ได้เป็นผู้แต่งในชั้นแรกสุด ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะก็เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นพระคาถาที่สมเด็จโตเป็นผู้เผยแพร่แรก ๆ อาจจะเนื่องจากพระคาถาเดิมที่มีอยู่ในสยามเวลานั้นไม่เหมาะแก่ยุคสมัยแล้ว สมเด็จโตผู้ซึ่งบวชเรียนมาจนเชี่ยวชาญบาลีเป็นอันดับต้น ๆ ในยุคสมัยโน้น ก็จึงคิดอ่านสร้างคาถาใหม่เพื่อตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เชื่อในคาถาแบบเก่า ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา

รวมถึงการที่คาถานี้ยังคงเป็นที่ฮอตฮิตติดตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอีก เพราะสภาพการณ์อย่างที่เกิดแก่ผู้คนในยุคสมเด็จโต ก็ยังเกิดขึ้นกับสังคมไทยสยามในชั้นหลังอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งเมื่อมองในแง่ปัญญาชนด้วยแล้ว ปัญญาชนย่อมต้องมีมรดกทางอักษร ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของปัญญาชนอีก 

(๗) ปัญญาชนแบบ ‘สมเด็จโต’ ในรุ่นหลังหายไปไหน?

สำหรับคำถามนี้ ผู้เขียนเห็นว่าสาเหตุปัจจัยแรกสุดน่าจะเป็นเพราะการศึกษาสมัยใหม่ดึงผู้ชายออกจากระบบสงฆ์เข้าสู่ระบบราชการ ต่อมาก็พาไปสู่โลกสื่อสิ่งพิมพ์ และต่อมาอีกก็เป็นห้องเรียนของมหาวิทยาลัย (ใหญ่โตเหวย) 

อีกทั้งคณะสงฆ์ในชั้นก็ไม่ใช่แหล่งรวมคนชั้นสติปัญญา รับอิทธิพลระบบราชการทางโลกย์เข้าไปมาก จนเรื่องสมณศักดิ์บทบาทขององค์กรนำอย่างมหาเถรสมาคม เป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตเกินกว่าที่คนรุ่นสมเด็จโตจะจินตนาการถึงได้ (อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ไม่มีในคำกลอนว่า ‘ถิ่นกาขาว’

พระภิกษุสงฆ์ผู้ใดจะเติบโตต้องไปเติบโตภายนอกคณะสงฆ์ไปเป็นพระนักกิจกรรมหรือนักเขียนเหมือนอย่างท่านพุทธทาส หรืออย่างหลวงพี่พระไพศาล วิสาโล ยิ่งถ้าแหลม ๆ อย่างพระมหาสมปองกับพระไพรวัลย์ ก็ต้องสึกไปเป็นนักร้อง หรืออินฟลูฯ (แบบแพร์รี่) ไปเท่านั้น ฯลฯ ตราบใดที่ไม่มีเสรีภาพทางความคิด ตราบนั้นก็ยากจะมีปัญญาชน (บุคคลชั้นที่จะเจอทั้งดอกไม้และก้อนหิน) 

สภาพอย่างนี้ก็ไม่ต้องแปลกหรอก ว่าเหตุใด ทำไม หลังสมเด็จโตมาแล้วจึงไม่มีปัญญาชนวิพากษ์จากคณะสงฆ์อีกเลย มีแต่ในข้าราชการ (เช่น หลวงวิจิตรวาทการ, ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พระยาอนุมานราชธน ฯลฯ) มีในนักเขียน (เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์, นายผี-อัศนี พลจันทร, มาลัย ชูพินิจ, จิตร ภูมิศักดิ์ ฯลฯ) มีในนักกิจกรรม (เช่น เสกสรร ประเสริฐกุล, เกษียร เตชะพีระ, ธงชัย วินิจจะกูล สำหรับผู้เขียนและเพื่อนต่างเห็นว่า ‘คนเดือนตุลา’ ยังคงเป็นนักกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนปลาย) จนถึงเหล่าบรรดาอาจารย์ มหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่นับวันร่วงโรยไร้พลังเพราะถูกทำให้ไร้เสียง (โดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ เป็นต้นมา) 

สังคมไทยก็แปลกอยู่อย่างที่นิยมยกย่องปัญญาชน แต่ในขณะเดียวกันก็จงเกลียดจงชังปัญญาชนไปพร้อม ๆ กัน จะว่าเพราะไม่มองว่าบุคคลที่ตนเองกำลังยกย่องอยู่นั้นไม่ใช่ปัญญาชน หรือมีนิยามปัญญาชนต่างออกไป ก็คงไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว ปัญญาชนเป็นคนสำคัญของแต่ละยุคสมัยเสมอ ไม่ว่าท่านจะรักหรือเกลียดเขา เพราะทุกสังคมทุกยุคสมัยจำเป็นต้องเดินไปอย่างมีสติปัญญาและความรอบรู้ เมื่อใดก็ตามที่สังคม เดินไปโดยปราศจาก ๓ สิ่งนี้เราอาจจะเจอมากกว่า “ลิตรละ ๖ บาท” และ “จนไม่ไหวแล้ว” อยู่ร่ำไป 

นอกจากนี้ขอให้สังเกตด้วยว่า นอกจากสมเด็จโตแล้วยังมีพระสงฆ์ในหัวเมือง เช่น ครูบาศรีวิชัย หรืออย่างพระสงฆ์ในอีสาน หากแสดงตัวเป็นปัญญาชนวิพากษ์ มักจบไม่สวย ต้องหาว่าเป็นขบถ เช่น ‘ขบถไพร่’ หรือ ‘ขบถผู้มีบุญ’ ถามว่าทำไม หรือเพราะสายสัมพันธ์กับอำนาจ (ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ) 

ที่แน่ ๆ ความเป็นคนสุดท้าย (ของปัญญาชนสยามบางประเภท) นี้เอง ทำให้สมเด็จโตยังคงติดตรึงแน่นในความทรงจำของชาวไทยสยามเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน... 

 

เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์

 

เอกสารประกอบการเขียน

     Beckerlegge, Gwilym (ed.). The World Religions Reader. London: Routledge, 1998. 

     Reynolds, Craig J. "Buddhist Cosmography in Thai History, with Special Reference of  Nineteenth-Century Culture Change" Journal of Asian Studies, Vol. 35, No. 2 (February 1976),  PP.203-220. 

     กัลยาณานุกูล, พระครู. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). ธนบุรี: โรงพิมพ์ประยูรวงศ์, ๒๕๑๗. 

     แจ็คสัน, ปีเตอร์ เอ. (Peter A. Jackson). เทวา มนตรา คาถา เกจิ: ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน  (ไทย) นิยม (Capitalism Magic Thailand: Modernity with Enchantment).แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ,  กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, ๒๕๖๖. 

     ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). พระนคร: อักษรประเสริฐ, ๒๕๐๗. เด่นดาว ศิลปานนท์. แกะรอยพระมาลัย. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๓.

     ทองคำ คัมภีรปัญโญ, พระอธิการ. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี.  พระนครศรีอยุธยา: วัดสะตือ, ๒๕๔๐. 

     ทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์), พระยา. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). กรุงเทพฯ: สนิประสิทธิ์การพิมพ์, ๒๕๒๕. 

     ปรีชา เอี่ยมธรรม. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี). กรุงเทพฯ: โครงการสืบสานมรดก วัฒนธรรมไทย, ๒๕๔๒. 

     พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), สมเด็จพระ. คำอบรมสั่งสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหม รังสี). นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, ๒๕๔๓. 

     พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), สมเด็จพระ. พระธรรมเทศนาเรื่องสิบสองนักษัตร์. พระนคร: โรงพิมพ์ การศาสนา, ๒๕๐๕. 

     พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), สมเด็จพระ. โอวาทสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี). กรุงเทพฯ:  บริษัทยุคใหม่, ๒๕๑๙. 

     ไม่ระบุนามผู้เขียน. ชีวิต การงาน หลักธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี).  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๓๘. 

     ไม่ระบุนามผู้เขียน. ประวัติวัดระฆังโฆสิตาราม และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี). พระ นคร: โรงพิมพ์ประสานมิตรการพิมพ์, ๒๕๐๔. 

     วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง. สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ศรีอริยสงฆ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.  นนทบุรี: สารคดี, ๒๕๖๓. 

     สมชาย พุ่มสะอาด. เกียรติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). พระนคร: โรงพิมพ์สามมิตร,  ๒๕๑๕. 

     อนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ), พระยา. ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต. กรุงเทพฯ: สนพ.แม่คำผาง,  ๒๕๓๒. 

     อนุสรณ์ ๑๙๐ ปี แห่งชาตกาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี). อ่างทอง: วัดไชโยวรวิหาร, ๒๕๒๑.