17 เม.ย. 2569 | 12:36 น.

KEY
POINTS
เนื่องในโอกาสวันที่ ๑๗ เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) (ลำดับต่อไปขออนุญาตระบุสั้นๆ ว่า ‘สมเด็จโต’) นอกจากงานส่งท้ายวันสงกรานต์แล้ว หลายวัดที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสมเด็จโต ยังมีการจัดงานรำลึกถึงอดีตพระภิกษุสำคัญท่านนี้
แต่ผู้เขียนอยากใช้โอกาสนี้มาชวนย้อนคิดพินิจประวัติสมเด็จโตใหม่ ในจำนวนพระภิกษุสงฆ์ที่มีหลักฐานถึงการมีตัวตนอยู่จริง เป็นบุคคลสำคัญชั้นที่ได้รับการยกย่องเป็น ‘อริยสงฆ์’ ท่านหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จโตเป็นพระภิกษุที่จัดว่ามีประวัติโลดโผนที่สุดท่านหนึ่ง
แน่นอนว่าประวัติสมเด็จโตหลายส่วนมีลักษณะเป็นตำนานเรื่องเล่าในเชิงอภินิหาร เป็นต้นธารสายมูไทยสายหนึ่ง แต่เราทราบแน่ว่าท่านเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง เพราะมีหลักฐานมากมาย เพียงแต่สังคมไทย บุคคลที่มีประวัติโลดโผนทำสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้ มักเป็นที่ยกย่องว่าเป็น ‘ผู้มีบุญ’ และบ้างก็ว่าเป็น ‘โอรสลับ’
ความน่าสนใจใคร่รู้ในประวัติของสมเด็จโต สำหรับผู้เขียนแล้วไม่ได้อยู่ท่านเป็นโอรสลับจริงหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ลักษณะการดำเนินชีวิตตามแบบที่รู้จักและนิยามเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า ‘ปัญญาชนวิพากษ์’ องค์สุดท้ายที่มาจากคณะสงฆ์
ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนว่า ยุคของปัญญาชนในสังคมไทยสยามสามารถจัดแบ่งได้อย่างกว้าง ๆ ออกเป็น ๑. ยุคปัญญาชนจากคณะสงฆ์ (ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์), ๒. ยุคปัญญาชนจาก ข้าราชการ (สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงทศวรรษ ๒๔๗๗), ๓. ยุคปัญญาชนนักการเมือง (๒๔๗๗-๒๔๙๐), ๔.ยุค ปัญญาชนนักคิดนักเขียนและนักกิจกรรม (ทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๓๕), ๕.ยุคปัญญาชนนักวิชาการและอาจารย์ มหาวิทยาลัย (๒๕๓๕-ปัจจุบัน)
ทุกวันนี้ ‘อาจารย์มหาวิทยาลัย’ กำลังพบความเสื่อมถอย มีแต่จะสูญสิ้นสภาพการเป็นปัญญาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยุคถัดไป ปัญญาชนจะมาจากคนแวดวงอาชีพใด ยังไม่มีผู้ใดรู้แน่!
อย่างไรก็ตาม จากลำดับการแบ่งยุคปัญญาชนข้างต้นนี้ สมเด็จโตจึงถือได้ว่าเป็นปัญญาชนจากคณะสงฆ์คนสุดท้าย นอกจากนี้หากเราย้อนพินิจประวัติสมเด็จโตในแง่มุมดังกล่าว เชื่อว่าเราจะเข้าใจนัยความหมายของเรื่องราวต่าง ๆ ที่ปรากฏในประวัติสมเด็จโตได้ดียิ่งขึ้น
เรื่องที่ว่าเป็นโอรสลับจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้แน่ชัด แต่เรื่องที่แน่นอนนั้นก็คือท่านมีมารดาเป็นชาวบ้านสามัญชน อาชีพค้าขาย เมื่อบวชเรียนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จำพรรษาอยู่ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม และวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ
‘พระโต’ ได้ปฏิบัติเคร่งครัดเป็นที่เลื่อมใสในหมู่ชาวบ้านประชาชน คหบดี ขุนนาง เจ้านายเชื้อพระวงศ์ ไปจนถึงพระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใส มีชื่อเสียงเรื่องเทศน์ปริศนาธรรมแลรับกิจนิมนต์ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ผู้คนนิยมเรียกว่า ‘ขรัวโต’ แต่ผู้คนในชั้นหลังจดจำท่านในสมณศักดิ์สุดท้ายคือ ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)’ หรือ ‘สมเด็จโต’
แม้ว่ามารดาของท่านจะเป็นเพียงหญิงชาวบ้านสามัญชน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นสตรีผู้ดีมีตระกูลอยู่ จึงมีญาติพี่น้องกระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองมาก เราทราบว่ามารดาท่านมีอาชีพค้าขายทำให้มีโอกาสเดินทางไปจนทั่วในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก ตอนหลังเมื่อเติบใหญ่แล้ว หัวเมืองต่าง ๆ ที่ท่านธุดงค์ก็คือธุดงค์ไปตามบ้านเมืองของญาติพี่น้องฝ่ายมารดาแทบจะทั้งสิ้น การเดินทางมากนี้เองทำให้มีผู้นำเอาเรื่องของท่านไป ผูกเป็นคำพ้องเช่นว่า “นอนอยู่อยุธยา มานั่งที่ไชโย โตที่วัดอินทร์จำศีลที่วัดระฆัง”
ประเด็นเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จโตกับบุคคลชั้นนำในราชสำนักสยามนั้น แม้จะละเว้นปริศนาเรื่องชาติกำเนิดซึ่งไม่มีหลักฐานพิสูจน์ เราก็ยังพบว่าสมเด็จโตมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับคนในราชสำนักอยู่จริง แม้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสายพระโลหิต ที่มีเรื่องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันจริง ๆ นั้นคือกับ ‘พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔’
สมเด็จโตเป็นผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับรัชกาลที่ ๔ มาตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชเป็น ‘พระวชิรญาณภิกขุ’ เมื่อสิ้น รัชกาลที่ ๒ แล้ว ‘กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์’ ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็น ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓’ สมเด็จโตก็เช่นเดียวกับปัญญาชนคนอื่นเช่น ‘สุนทรภู่’ ที่แม้จะไม่ได้ประสบภัยการเมืองจากราชสำนัก แต่มีความไม่พอใจที่ราชสมบัติไม่ได้ตกอยู่แก่พระราชโอรสองค์โต คือ ‘เจ้าฟ้ามงกุฎ’ (รัชกาลที่ ๔ ในเวลาต่อมา)
สมเด็จโตเมื่อครั้งยังเป็น ‘พระมหาโต’ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็ระหกระเหินออกจากเมืองหลวง ท่องไปตามหัวเมือง ส่วนใหญ่สมเด็จโตไปยังหัวเมืองภาคกลางและภาคตะวันตกเป็นหลัก เช่นไปสืบเสาะหาญาติพี่น้องที่อ่างทอง อยุธยา และกำแพงเพชร ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดสะตือ มณฑลกรุงเก่า (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ไปสร้างพระพุทธรูปและอุโบสถที่วัดไชโย แขวงเมืองอ่างทอง (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง) ไปศึกษาพระธรรมอยู่กับพระครูแสง วัดมณีชลขันธ์ เมืองลพบุรี ไปฝึกวิชาลี้ลับอยู่ที่วัดกลางคลองข่อย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นต้น
จวบจนเมื่อพระวชิรญาณภิกขุสละเพศบรรพชิตมารับราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แล้ว สมเด็จโตจึงได้กลับคืนสู่พระนครและรับสมณศักดิ์ที่รัชกาลที่ ๔ พระราชทานแต่งตั้งเป็น ‘พระธรรมกิติ’ เจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ครั้งนั้นรัชกาลที่ ๔ ตรัสถามว่า “ในรัชกาลที่ ๓ หนีไม่ยอมรับสมณศักดิ์ คราวนี้ทำไมจึงมารับ ไม่หนีอีก?” สมเด็จโตถวายพระพรว่า “ในรัชกาลที่ ๓ ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า เป็นแต่พระเจ้าแผ่นดิน จึงหนีได้ ส่วนพระมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า เป็นทั้งเจ้าฟ้าและเจ้าแผ่นดิน จะหนีไปข้างไหนพ้น”
คำตอบนี้ของสมเด็จโตคงเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะกว่าที่จะทรงได้หวนคืนสู่สิทธิในราชสมบัติ พระองค์ต้องทรงอยู่ในเพศบรรพชิตนานถึง ๒๖ ปี และเมื่อทรงหวนคืนก็มียังมีผู้จงรักภักดีทั้งมหากวีเอกอย่างสุนทรภู่ (ปัญญาชนทางโลกย์) และพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ที่ราษฎรชาวเมืองต่างให้ความเคารพนับถืออย่างสมเด็จโต (ปัญญาชนทางธรรม)
หลังจากนั้นมา สมเด็จโตก็รุ่งเรืองในสมณศักดิ์ตามลำดับ พ.ศ.๒๓๙๗ รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเป็น ‘พระเทพกวี’ และต่อมา พ.ศ.๒๔๐๗ ก็ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะมีสมณศักดิ์เป็น ‘สมเด็จพระพุฒาจารย์’
การแสดงตัวเป็นผู้สนับสนุนพระวชิรญาณภิกขุ (รัชกาลที่ ๔) ยังเกี่ยวกับการที่พระวชิรญาณภิกขุเป็น ‘ศิษย์ร่วมสำนัก’ มีพระอาจารย์เดียวกันอีก คือ ‘พระครูแสง’ วัดมณีชลขันธ์ เมืองลพบุรี และในทางกลับกัน รัชกาลที่ ๔ ก็ทรงมีพระราชศรัทธานับถือเชื่อถือในสมเด็จโต ด้วยเพราะมีพระอาจารย์เดียวกัน โดยสมเด็จโตนั้น เป็น ‘รุ่นพี่’ นั่นเอง แถมในคณะสงฆ์ สมเด็จโตยังอาวุโสกว่าพระวชิรญาณภิกขุด้วย ดังนั้นไม่ต้องเป็นโอรสลับ สมเด็จโตก็อยู่ในเกณฑ์บุคคลที่สามารถจะติติงหรือถวายคำชี้แนะเรื่องสำคัญ ๆ ด้วยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จกลับจากประพาสทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ แขวงประจวบคีรีขันธ์ มาพร้อมกับพระอาการประชวรหนักจนเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ (รัชกาล ที่ ๕) ต้องเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหัน ยังไม่มีความพร้อม เพราะยังทรงพระเยาว์ ‘สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์’ (ช่วง บุนนาค) ต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์
ครั้งนั้นชาวเมืองพากันเกิดเสียงเล่าลือเพราะหวาดวิตกในเหตุบ้านการเมือง เพราะเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์ในขณะยังทรงพระเยาว์ ปล่อยราชกิจให้ขุนนางผู้ใหญ่ควบคุมดูแล ในที่สุดขุนนางผู้ใหญ่นั้นก็ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เองคือ ‘สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง’
ประกอบกับ ‘สมเด็จช่วง’ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ก็เป็นขุนนางใหญ่มีอำนาจและมั่งคั่งมาก เสียงเล่าลืออันสะท้อนความวิตกกังวลของไพร่ราษฎรเวลานั้นจึงดูไม่ใช่เรื่องไม่มีมูลหรือเค้าเรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้แต่อย่างใด
สมเด็จโตในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่ง ซึ่งไพร่ราษฎรตลอดจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ให้ความเคารพนับถือจึงไม่อาจนิ่งดูดาย ท่านได้กระทำการเชิงสัญลักษณ์โดยการถือไต้ (โคมไฟ) เดินในเวลากลางวันแสก ๆ พร้อมกับพูดด้วยเสียงอันดังว่า “ขณะนี้แผ่นดินมืดมนนัก” จุดหมายปลายทางการธุดงค์ของสมเด็จโตที่ไปพร้อมกับไต้ครั้งนั้นอยู่ที่จวนของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เมื่อไปถึง สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็รู้โดยทันทีถึงความนัยของการธุดงค์ครั้งนี้ จึงกล่าวให้คำสัตย์คำมั่นต่อสมเด็จโตว่า “บ้านเมืองยังไม่มืดมนดอกพระคุณเจ้า อย่าได้วิตกห่วงใยไปเลย”
จากบทบาทดังกล่าวนี้เอง ทำให้ในอีกรัชกาลต่อมาคือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จโตก็ยังคงรุ่งเรืองเป็นที่เคารพศรัทธาในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ แต่ก็เป็นช่วงเวลาอันสั้น เพราะในอีกแค่ ๔ ปีหลังจากธุดงค์ถือไต้ไปจวนสมเด็จเจ้าพระยาฯ สมเด็จโตก็มรณภาพลงเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๕ สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงบันทึกไว้ใน ‘จดหมายเหตุบัญชีน้ำฝน’ ความว่า
“วันเสาร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ (ต้น) ปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ (พ.ศ.๒๔๑๕) เวลา ๒ ยาม สมเด็จพระพุฒาจารย์ถึงชีพิตักษัย”
อนึ่ง คำว่า ‘ถึงชีพิตักษัย’ ตามหลักฐานข้างต้นนี้ยังเป็นไปได้ว่า เกิดจากผู้บันทึกคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงแสดงความเคารพยกย่องสมเด็จโตประดุจเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าสมเด็จโตเป็นโอรสลับแต่อย่างใด มีธรรมเนียมยกย่องพระภิกษุ ผู้ล่วงลับในลักษณะนี้ในกรณีอื่นอีก
โดยสรุปก็คือ ที่สมเด็จโตเป็นสมเด็จโตได้อย่างที่เรารับรู้กันทุกวันนี้ได้นั้นไม่จำเป็นแต่อย่างใดที่จะเป็นโอรสลับ ท่านยังมีอีกสถานภาพ อีกทั้งคำว่า ‘โอรสลับ’ ยังมีลักษณะเป็นคำอธิบายบุคคลพิเศษโดยยึดโยงกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่แท้ที่จริงสามัญชนก็มีบทบาทพิเศษต่าง ๆ เหล่านั้นได้ เพียงแต่ไม่ใช่สามัญชนธรรมดาที่หาเช้ากินกลางวันแบบสามัญชนทั่วไป เป็นสามัญชนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและรอบรู้ที่ปัจจุบันนิยามเรียกกันว่า ‘ปัญญาชน’
จากบทบาทที่เคยเป็น ‘ผู้แบกราชวงศ์’ บรรดาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ตลอดจนพระอุโบสถที่สมเด็จโตให้สร้างไว้ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ มรณภาพไปเสียก่อน อาทิ หลวงพ่อโตพระศรีอาริยเมตไตรย วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม, พระอุโบสถและพระพุทธมหาพิมพ์ วัดไชโย เมืองอ่างทอง, พระนอนวัดสะตือ อยุธยา ฯลฯ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ดัง ความตั้งใจของสมเด็จโตทั้งสิ้น
หลังจากสมเด็จโตมรณภาพในวันรุ่งขึ้นคือวันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๘ (วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕) นายอาญาราช (อิ่ม) ลูกศิษย์ก้นกุฏิที่คอยติดตามปรนนิบัติรับใช้ ได้ค้นพบกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนโดย ลายมือสมเด็จโตเองมีข้อความว่า “มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราชโจร ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”
ข้อความดังกล่าวถือกันว่าเป็นคำทำนายเกี่ยวกับบ้านเมืองได้อย่างแม่นยำของสมเด็จโต โดยเฉพาะคำว่า “ถิ่นกาขาว ชาววิไล” ที่ตอนหลังมีผู้ดัดแปลงว่า “ถิ่นกาขาว ชาวศิวิไลซ์” แต่ก็ไม่ผิดเพี้ยนไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะคำว่า ‘วิไล’ หรือ ‘วิลัย’ กับ ‘ศิวิไลซ์’ ความหมายเดียวกัน หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองและทันสมัย ตรงกับ ‘Modernization’ ซึ่งก็เคยมีการแปลว่า ‘ศรีวิลัย’ หรือ ‘ศรีวิไล’
ส่วนคำว่า ‘ถิ่นกาขาว’ หมายถึงการเข้ามามีบทบาทมากของชาวชาติผิวขาวจากตะวันตก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาว่าหนึ่งในไม่กี่สิ่งอย่างแต่สำคัญและเป็นหมุดหมายมากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระทำนับแต่ขึ้นครองราชย์ ก็คือการทำ ‘สนธิสัญญาเบาริง’ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ สมเด็จโตก็กลับพระนครในช่วงนั้นด้วย
ผลของสนธิสัญญาเบาริงนี้ใครก็เห็นว่า ฝรั่งเริ่มเข้ามามาก และฝรั่งยังมีบทบาทกำหนดคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ นานา (เช่น การเข้าสู่ยุคทันสมัยศิวิไลซ์) ก็ไม่แปลกที่ปัญญาชนผู้ซึ่งสนใจในเหตุบ้านการเมืองมาโดยตลอดอย่างสมเด็จโต จะมีสายตายาวไกลเล็งเห็นการณ์ว่า สยามจะกลายเป็น ‘ถิ่นกาขาว’ ไปกับเขาด้วย
อย่างไรก็ตาม บางท่านก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการตีความคำทำนายของสมเด็จโตแบบนั้น ถิ่นกาขาวอาจยังไม่เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะ ‘กาขาว’ ในคติพุทธศาสนายังอาจหมายถึง ‘พระศรีอาริยเมตไตรย’ มีตำนานเรื่อง นางพญากาเผือกมีลูก ๕ คน ทุกคนตั้งจิตมั่นบำเพ็ญเพียรมุ่งสู่หนทางพระนิพพานและจะเป็นอนาคต พระพุทธเจ้าหมด โดยมีพระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ องค์ที่ ๕ คือพระศรีอาริยเมตไตรย
การที่สมเด็จโตให้สร้างพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขนาดใหญ่ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาโยงประเด็นว่า ถิ่นกาขาวยังอาจมาไม่ถึง หรือปัจจุบันนี้ยังไม่ใช่ยุคสมัยดังกล่าว เป็นต้น
ในบรรดาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สมเด็จโตให้สร้างไว้ทั้งหมด องค์ที่มีนัยสำคัญมาก ๆ เห็นจะเป็น หลวงพ่อโตพระศรีอาริยเมตไตรย ที่วัดอินทรวิหาร เพราะจงใจสร้างไว้ให้ประชาชนเคารพสักการะแทนองค์พระศรีอาริยเมตไตรย จัดเป็นพระพุทธรูปพระศรีอาริยเมตไตรย หรือ ‘พระศรีอาริย์’ (บางแห่งเขียน ‘พระศรีอารย์’ หมายถึงพระพุทธรูปประเภทเดียวกัน)
ปกติก่อนหน้าสมเด็จโต ความนิยมในการสร้างพระศรีอาริย์จะออกไปในแนวเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ พระกรซ้ายถือตาลปัตร พระพุทธรูปตามพุทธลักษณะนี้บางท้องที่เช่นในแถบหัวเมืองฝ่ายเหนือ (ภาคเหนือตอนล่าง/ภาคกลางตอนบน) นิยมเรียกและบูชาในฐานะ ‘พระมาลัย’
‘พระมาลัย’ คือพระอรหันต์ที่เริ่มมีชื่อเสียงในศรีลังการาวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ (ไม่พบหลักฐานกล่าวถึงพระมาลัยเก่าไปกว่านั้น) มีความเชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์ที่ได้มีโอกาสท่องไปทั่วทั้งสามโลก ได้ไปนรกภูมิและสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยในทริปที่ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ได้ไปนมัสการพระธาตุจุฬามณี (พระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเกศา ซึ่งเชื่อกันว่าประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) ได้พบพระอินทร์ เทพผู้เป็นใหญ่สูงสุดตามคติพุทธศาสนาและที่สำคัญพระมาลัยยังได้สนทนาธรรมกับ ‘ว่าที่พระพุทธเจ้าในอนาคต’ คือพระศรีอาริยเมตไตรย
เมื่อกลับมายังโลกมนุษย์ พระมาลัยได้เล่าเรื่องราวการเดินทางของตนเองพร้อมกับบอกวิธีการที่จะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ อันเป็นยุคที่ผู้คนจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความทุกข์ยากลำบากใด ๆ เรื่องของพระมาลัยจึงมักจะผูกติดมากับเรื่องพระศรีอาริย์ ผู้สร้างพระมาลัยก็มักจะสร้างพระศรีอาริย์ด้วย รวมถึงการเล่าเรื่องพระมาลัยในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนัง, ภาพพระบฏ, สมุดภาพเล่าเรื่อง ฯลฯ ต่างมีพระมาลัยคู่พระศรีอาริย์
สมเด็จโตเป็นผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องยุคพระศรีอาริย์นี้ด้วยเป็นแน่ ช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ ที่ผู้คนต่างมีความหวาดวิตกถึงการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับเป็นช่วงที่มีความฝืดเคืองข้าวยากหมากแพง ผู้คนชาวเมืองได้รับความลำบาก สมเด็จโตได้ให้สร้างพระศรีอาริย์บอกเล่าถึงอนาคตการมาของยุคสมัยที่มั่งคั่งบริบูรณ์ เป็น กำลังใจแก่ผู้คนชาวเมืองในยุคนั้น
อีกเรื่องที่เป็นตำนานเกี่ยวกับสมเด็จโต หนีไม่พ้นเรื่องปราบ ‘แม่นากพระโขนง’ (บางแห่งเขียน ‘แม่นาค’ แต่จากหลักฐานของ ก.ศ.ร.กุหลาบ (ที่จะเสนอในลำดับถัดไป) เขียนว่า ‘นาก’) ซึ่งถูกนำมาผลิตซ้ำผ่านละคร และภาพยนตร์เป็นอันมาก แม้ละครและภาพยนตร์เหล่านั้นไม่ได้เอ่ยนามสมเด็จโตเลย แต่จากตำนานก็ทราบกันดีว่าพระภิกษุสำคัญที่เป็น ‘ผู้รับจบ’ ให้แม่นากไปสู่สุคตินั้นก็คือสมเด็จโตที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้
เรื่องแม่นาก ปรากฏในประวัติสมเด็จโตมาตั้งแต่ในหนังสือ ‘ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)’ เขียน โดย ‘พระยาทิพโกษา’ (สอน โลหะนันทน์) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ ถือเป็นประวัติสมเด็จโตเวอร์ชั่นแรกสุด แต่เรื่องแม่นาก หรือ ‘นางนากวัดมหาบุศย์’ ก็มีบันทึกเล่าไว้ก่อนหน้าพระยาทิพโกษาแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าพระยาทิพโกษาจะเอาเรื่องแม่นากไปสร้างเป็นกฤดาภินิหารของสมเด็จโต
แม่นากเป็นหญิงสามัญชนที่เสียชีวิตจากการตายท้องกลม ก.ศ.ร.กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานนท์) ได้เคยมีบันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้ใน ‘สยามประเภท’ ฉบับมีนาคม ร.ศ.๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๒๒) เป็นการเขียนตอบผู้อ่านที่เขียนคำถามในรูปแบบโคลงสี่สุภาพมาถามผู้รู้เรื่องเก่า ๆ เมื่อได้รับคำถามเรื่อง ‘ผีอำแดงนาก’ ก.ศ.ร. กุหลาบได้เขียนตอบเป็นร้อยแก้วความยาวหน้าครึ่งระบุว่า “พระศรีสมโภช (บุด) วัดสุวรรณ เล่าถวายสมเด็จอุปัชฌาย์ว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ อำแดงนาก บุตรขุนศรีนายอำเภอ บ้านอยู่ปากคลองพระโขนง เป็นภรรยานายชุ่ม ตัวโขนทศกรรฐ์ ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี อำแดงนากมีบุตรถึงอนิจกรรม นายชุ่มทศกรรฐ์สามี นำศพอำแดงนากภรรยาไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุด... ศพอำแดงนากฝังไว้ที่นั้นไม่มีปีศาจหลอกผู้ใด เป็นแต่พระศรีสมโภชเจ้าของวัดมหาบุดเล่าถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสว่า นายชุ่มทศกรรฐ์เป็นคนมั่งมี บุตรนายชุ่มมีชาย หญิงหลายคน แต่ล้วนยังไม่มีสามีภรรยาทั้งสิ้น บุตรชายชุ่มมีทรัพย์สมบัติของบิดา เกรงว่าบิดาจะมีภรรยาใหม่
พวกลูกชายจึงทำอุบายให้คนไปขว้างปาชาวเรือตามลำคลองริมป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนากมารดา กระทำกิริยาเป็นผีดุร้ายหลอกคน จนถึงช่วยนายชุ่มถีบระหัดน้ำเข้านาและวิดน้ำออกจากเรือของนายชุ่มที่ล่มก็ได้ บุตรชายแต่งกายเป็นหญิงให้คล้ายอำแดงนากมารดา ทำกิริยาเป็นผีดุร้ายให้คนกลัวทั่วทั้งลำคลองพระโขนง บุตรนายชุ่มทศกรรฐ์หลายคนได้เล่าถวายสมเด็จอุปัชฌาย์ว่า ตนได้ทำมายาเป็นปีศาจอำแดงนากหลอกชาวบ้านจริงดัง พระศรีสมโภชกราบทูลสมเด็จอุปัชฌาย์ทุกประการ”
แต่ทั้งนี้ ก.ศ.ร.กุหลาบ ไม่ได้เล่าว่า สมเด็จโตเป็นผู้ปราบผีแม่นาก ผู้เล่าเรื่องนี้คนแรกคือพระยาทิพโกษา อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นจริงตามที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ บันทึกไว้ในแง่ที่ว่าเรื่องแม่นากนี้เป็นเรื่องในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็น่าสังเกตว่า เรื่องสมเด็จโตเป็นผู้ปราบผีแม่นากอาจเป็นเรื่องผูกโยงหรือผสมโรงกันเข้าตามความเชื่อของคนในชั้นหลังมากกว่า เพราะพระภิกษุที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นคือสมเด็จโต แต่ก็เป็นช่วงยุคสมัยที่สมเด็จโตหลบหลีกภัยการเมืองในราชสำนักไปธุดงค์และจำพรรษาอยู่หัวเมืองเป็นส่วนใหญ่
แต่กระนั้น วิธีการสยบผีแม่นากที่ระบุไว้ในประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ฉบับพระยาทิพโกษา ก็ยังมีเรื่องน่าสนใจ เพราะเล่าว่าสมเด็จโตได้ธุดงค์ไปป่าช้าวัดมหาบุศย์ที่ซึ่งแม่นากถูกฝังไว้ แล้วเจาะเอาปั้นเหน่งแม่นากไป ‘ปั้นเหน่ง’ ที่ว่านี้คือกระดูกส่วนกระดูกหน้าผาก
ทำไมเจาะปั้นเหน่ง?
ความเชื่อไสยศาสตร์หรือ ‘สายมูไทย ๆ’ เป็นที่รู้กันว่าสืบและแปลงมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เป็นแนวคิดพราหมณ์ (พูดง่าย ๆ)
แนวคิดพราหมณ์มีเรื่องหนึ่งระบุว่า ในกายทุกคนมี ‘ชีวาตมัน’ (บางทีก็เรียกเป็นคำไทยว่า ‘วิญญาณแท้’ หรือ ‘วิญญาณบริสุทธิ์’) เมื่อตายชีวาตมันจะต้องไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘ปรมาตมัน’ คือรวมกับพระพรหมบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
ผู้ที่อธิบายเรื่องนี้ในภาษาไทยได้ดีเยี่ยมที่สุดเห็นจะเป็น ‘พระยาอนุมานราชธน’ (ยง เสฐียรโกเศศ) ในเล่มที่ชื่อ ‘ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต’ เป็นคำอธิบายโดยบังเอิญในหัวข้อเรื่องความสำคัญของมะพร้าว ว่าทำไมในพิธีศพไทยจึงต้องเฉาะมะพร้าวตรงหน้าผากศพก่อนราดน้ำมะพร้าวโรยลงบนศพตั้งแต่หน้าผากลงมาจนทั่วตัว
พระยาอนุมานราชธนอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นคติที่ไทยสืบรับมาจากอินเดีย ผ่านทางศาสนาพราหมณ์ฮินดู ซึ่งก็มามีอิทธิพลต่อการทำศพชาวพุทธ เพราะชาวพุทธกับชาวพราหมณ์เดิมก็ชาวอินเดียโบราณเหมือนกัน กล่าวคือเมื่อฤาษีตาย จะมีพิธีเจาะกะโหลกศีรษะบริเวณปั้นเหน่ง เพราะเชื่อว่าเป็นทางทำให้ชีวาตมันหลุดออกจากร่างได้สะดวกขึ้น
แต่คนไทยเห็นว่าการเจาะกะโหลกหน้าผากศพเป็นการกระทำที่โหดร้ายไม่ดีไม่งาม จึงประยุกต์ปรับเปลี่ยนเป็นการเฉาะมะพร้าวตรงบริเวณหน้าผากศพแทนว่าได้มีการเจาะปั้นเหน่งแล้วนั่นเอง นอกเหนือจากเป็นการนำเอาน้ำบริสุทธิ์สะอาดอย่างน้ำมะพร้าวมาราดรดศพเพื่อให้ศพสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วย
แม้ว่าความเชื่อนี้ในภาษาไทย พระยาอนุมานราชธนจะเพิ่งบันทึกเมื่อทศวรรษ ๒๔๘๐ แต่คนรุ่นพระยาอนุมานราชธนกับพระยาทิพโกษา (สอน) ก็คนร่วมยุคเดียวกัน แม้พระยาทิพโกษาจะแก่กว่าหน่อย แต่ถือว่าเกิดทันกัน และพระยาอนุมานราชธนก็บันทึกตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากคนรุ่นพระยาทิพโกษา โดยสรุปก็คือ วิธีที่จะทำให้ผีไปผุดไปเกิด ตามความเชื่อนี้จึงต้องกระทำโดยการเจาะปั้นเหน่งนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่ายังไม่แน่ว่าสมเด็จโตจะเป็นผู้สยบแม่นากจริงหรือไม่ เพราะในบันทึกของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับแม่นากนี้ไม่มีกล่าวถึง มากล่าวถึงในชั้นหลังในประวัติสมเด็จโตเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ อีกทั้งเรื่องที่เอาปั้นเหน่งแม่นากมาทำเป็นเครื่องรางห้อยไว้ที่เอวนั้นดูผิดวิสัยพระสงฆ์ เพราะนางนากถึงจะเป็นผี แต่กระดูกก็ยังเป็นสตรีเพศ และเรื่องที่ว่าปั้นเหน่งนี้ผู้ได้รับสืบทอดมาคือ ‘กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์’ ก็ไม่มีสิ่งยืนยันมั่นเหมาะ ดูเป็นการเล่าเรื่องผูกโยงกันไปอีก
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปได้อยู่ในแง่ว่า พระภิกษุที่มีเรื่องว่าได้ร่ำเรียนทางไสยเวทด้วยอย่างสมเด็จโต ถ้าจะต้องไปกระทำให้ผีนางนากหรือผีใดก็ตามได้ไปผุดไปเกิดในสมัยโน้น ก็ย่อมอาจจะกระทำพิธีกรรมอย่างเดียวกับที่พระยาทิพโกษาเล่าไว้ เพราะเป็นความเชื่อของคนสมัยโน้น เป็นการ Authorize เหมือนวางสนุ๊กว่า ระหว่าง ‘อีนาก’ กับตัวท่าน หรือระหว่าง ‘พระ’ (ผู้ชาย/คนที่เกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์) กับ ‘ผี’ (สตรีชั้นเป็นไพร่) จะเลือกให้อำนาจชนิดใดนำ อำนาจใดเป็นรอง
อย่างที่บอกว่าสมเด็จโตเป็นปัญญาชนสงฆ์ในช่วงยุคสมัยที่ผู้คนต่างหวั่นเกรงกลัวภัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า การรุกรานจากต่างชาติ (จักรวรรดินิยมตะวันตกล่าเมืองขึ้น) ภัยรัฐประหารที่อาจมีขุนนางใหญ่คิดการสถาปนาอำนาจล้มพระราชวงศ์เดิม ไหนจะเรื่องข้าวยากหมากแพง ค้าขายฝืดเคืองเพราะเปลี่ยนคู่ค้าจากจีนเป็นชาติ ตะวันตก ระบบเงินตราอัตราแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนตามมา ฯลฯ
ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกไม่มั่นคงไม่แน่นอนในชะตาชีวิต จู่ ๆ ก็เกิด “ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน” ผู้คนสมัยที่เผชิญสภาพเช่นนั้นย่อมต้องการที่พึ่งทางใจเป็นพิเศษเป็นธรรมดา นอกจากการสร้างพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่โตที่สุดและฝากคำทำนาย (ถิ่นกาขาว) ทิ้งไว้แล้ว ยังมี ‘พระคาถาชินบัญชร’ เป็นมรดกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จโตด้วย
พระคาถาชินบัญชรนี้เดิมแพร่มาจากพม่า จากศรีลังกา หรือเป็นการดัดแปลงมาจากพระสูตร ซึ่งรวมความแล้วก็ว่าสมเด็จโตอาจไม่ได้เป็นผู้แต่งในชั้นแรกสุด ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะก็เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นพระคาถาที่สมเด็จโตเป็นผู้เผยแพร่แรก ๆ อาจจะเนื่องจากพระคาถาเดิมที่มีอยู่ในสยามเวลานั้นไม่เหมาะแก่ยุคสมัยแล้ว สมเด็จโตผู้ซึ่งบวชเรียนมาจนเชี่ยวชาญบาลีเป็นอันดับต้น ๆ ในยุคสมัยโน้น ก็จึงคิดอ่านสร้างคาถาใหม่เพื่อตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เชื่อในคาถาแบบเก่า ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
รวมถึงการที่คาถานี้ยังคงเป็นที่ฮอตฮิตติดตลาด ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอีก เพราะสภาพการณ์อย่างที่เกิดแก่ผู้คนในยุคสมเด็จโต ก็ยังเกิดขึ้นกับสังคมไทยสยามในชั้นหลังอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งเมื่อมองในแง่ปัญญาชนด้วยแล้ว ปัญญาชนย่อมต้องมีมรดกทางอักษร ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของปัญญาชนอีก
สำหรับคำถามนี้ ผู้เขียนเห็นว่าสาเหตุปัจจัยแรกสุดน่าจะเป็นเพราะการศึกษาสมัยใหม่ดึงผู้ชายออกจากระบบสงฆ์เข้าสู่ระบบราชการ ต่อมาก็พาไปสู่โลกสื่อสิ่งพิมพ์ และต่อมาอีกก็เป็นห้องเรียนของมหาวิทยาลัย (ใหญ่โตเหวย)
อีกทั้งคณะสงฆ์ในชั้นก็ไม่ใช่แหล่งรวมคนชั้นสติปัญญา รับอิทธิพลระบบราชการทางโลกย์เข้าไปมาก จนเรื่องสมณศักดิ์บทบาทขององค์กรนำอย่างมหาเถรสมาคม เป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตเกินกว่าที่คนรุ่นสมเด็จโตจะจินตนาการถึงได้ (อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ไม่มีในคำกลอนว่า ‘ถิ่นกาขาว’)
พระภิกษุสงฆ์ผู้ใดจะเติบโตต้องไปเติบโตภายนอกคณะสงฆ์ไปเป็นพระนักกิจกรรมหรือนักเขียนเหมือนอย่างท่านพุทธทาส หรืออย่างหลวงพี่พระไพศาล วิสาโล ยิ่งถ้าแหลม ๆ อย่างพระมหาสมปองกับพระไพรวัลย์ ก็ต้องสึกไปเป็นนักร้อง หรืออินฟลูฯ (แบบแพร์รี่) ไปเท่านั้น ฯลฯ ตราบใดที่ไม่มีเสรีภาพทางความคิด ตราบนั้นก็ยากจะมีปัญญาชน (บุคคลชั้นที่จะเจอทั้งดอกไม้และก้อนหิน)
สภาพอย่างนี้ก็ไม่ต้องแปลกหรอก ว่าเหตุใด ทำไม หลังสมเด็จโตมาแล้วจึงไม่มีปัญญาชนวิพากษ์จากคณะสงฆ์อีกเลย มีแต่ในข้าราชการ (เช่น หลวงวิจิตรวาทการ, ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พระยาอนุมานราชธน ฯลฯ) มีในนักเขียน (เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์, นายผี-อัศนี พลจันทร, มาลัย ชูพินิจ, จิตร ภูมิศักดิ์ ฯลฯ) มีในนักกิจกรรม (เช่น เสกสรร ประเสริฐกุล, เกษียร เตชะพีระ, ธงชัย วินิจจะกูล สำหรับผู้เขียนและเพื่อนต่างเห็นว่า ‘คนเดือนตุลา’ ยังคงเป็นนักกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนปลาย) จนถึงเหล่าบรรดาอาจารย์ มหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่นับวันร่วงโรยไร้พลังเพราะถูกทำให้ไร้เสียง (โดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ เป็นต้นมา)
สังคมไทยก็แปลกอยู่อย่างที่นิยมยกย่องปัญญาชน แต่ในขณะเดียวกันก็จงเกลียดจงชังปัญญาชนไปพร้อม ๆ กัน จะว่าเพราะไม่มองว่าบุคคลที่ตนเองกำลังยกย่องอยู่นั้นไม่ใช่ปัญญาชน หรือมีนิยามปัญญาชนต่างออกไป ก็คงไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว ปัญญาชนเป็นคนสำคัญของแต่ละยุคสมัยเสมอ ไม่ว่าท่านจะรักหรือเกลียดเขา เพราะทุกสังคมทุกยุคสมัยจำเป็นต้องเดินไปอย่างมีสติปัญญาและความรอบรู้ เมื่อใดก็ตามที่สังคม เดินไปโดยปราศจาก ๓ สิ่งนี้เราอาจจะเจอมากกว่า “ลิตรละ ๖ บาท” และ “จนไม่ไหวแล้ว” อยู่ร่ำไป
นอกจากนี้ขอให้สังเกตด้วยว่า นอกจากสมเด็จโตแล้วยังมีพระสงฆ์ในหัวเมือง เช่น ครูบาศรีวิชัย หรืออย่างพระสงฆ์ในอีสาน หากแสดงตัวเป็นปัญญาชนวิพากษ์ มักจบไม่สวย ต้องหาว่าเป็นขบถ เช่น ‘ขบถไพร่’ หรือ ‘ขบถผู้มีบุญ’ ถามว่าทำไม หรือเพราะสายสัมพันธ์กับอำนาจ (ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ)
ที่แน่ ๆ ความเป็นคนสุดท้าย (ของปัญญาชนสยามบางประเภท) นี้เอง ทำให้สมเด็จโตยังคงติดตรึงแน่นในความทรงจำของชาวไทยสยามเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน...
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
เอกสารประกอบการเขียน
Beckerlegge, Gwilym (ed.). The World Religions Reader. London: Routledge, 1998.
Reynolds, Craig J. "Buddhist Cosmography in Thai History, with Special Reference of Nineteenth-Century Culture Change" Journal of Asian Studies, Vol. 35, No. 2 (February 1976), PP.203-220.
กัลยาณานุกูล, พระครู. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). ธนบุรี: โรงพิมพ์ประยูรวงศ์, ๒๕๑๗.
แจ็คสัน, ปีเตอร์ เอ. (Peter A. Jackson). เทวา มนตรา คาถา เกจิ: ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม (Capitalism Magic Thailand: Modernity with Enchantment).แปลโดย วิราวรรณ นฤปิติ, กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, ๒๕๖๖.
ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). พระนคร: อักษรประเสริฐ, ๒๕๐๗. เด่นดาว ศิลปานนท์. แกะรอยพระมาลัย. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๓.
ทองคำ คัมภีรปัญโญ, พระอธิการ. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี. พระนครศรีอยุธยา: วัดสะตือ, ๒๕๔๐.
ทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์), พระยา. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). กรุงเทพฯ: สนิประสิทธิ์การพิมพ์, ๒๕๒๕.
ปรีชา เอี่ยมธรรม. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี). กรุงเทพฯ: โครงการสืบสานมรดก วัฒนธรรมไทย, ๒๕๔๒.
พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), สมเด็จพระ. คำอบรมสั่งสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหม รังสี). นนทบุรี: สนพ.ศรีปัญญา, ๒๕๔๓.
พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), สมเด็จพระ. พระธรรมเทศนาเรื่องสิบสองนักษัตร์. พระนคร: โรงพิมพ์ การศาสนา, ๒๕๐๕.
พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี), สมเด็จพระ. โอวาทสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี). กรุงเทพฯ: บริษัทยุคใหม่, ๒๕๑๙.
ไม่ระบุนามผู้เขียน. ชีวิต การงาน หลักธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๓๘.
ไม่ระบุนามผู้เขียน. ประวัติวัดระฆังโฆสิตาราม และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี). พระ นคร: โรงพิมพ์ประสานมิตรการพิมพ์, ๒๕๐๔.
วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง. สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ศรีอริยสงฆ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์. นนทบุรี: สารคดี, ๒๕๖๓.
สมชาย พุ่มสะอาด. เกียรติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต). พระนคร: โรงพิมพ์สามมิตร, ๒๕๑๕.
อนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ), พระยา. ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต. กรุงเทพฯ: สนพ.แม่คำผาง, ๒๕๓๒.
อนุสรณ์ ๑๙๐ ปี แห่งชาตกาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี). อ่างทอง: วัดไชโยวรวิหาร, ๒๕๒๑.