เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

เฮนรี่ วิคแฮม คือชายชาวอังกฤษผู้ปฏิบัติภารกิจลับลักลอบขนเมล็ดพันธุ์ยางพารากว่า 70,000 เมล็ดออกจากบราซิลให้แก่จักรวรรดิอังกฤษ เพื่อทำลายการผูกขาดทางการค้า

KEY

POINTS

จากวัยรุ่น ‘ลอนดอน’ สู่นักสำรวจแห่ง ‘อเมริกากลาง’

ณ กรุงลอนดอน ปี 1846 เฮนรี่ วิคแฮม (Henry Wickham) เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง เขามีน้องชาย 1 คน และน้องสาว 1 คน และอย่างที่ทราบ เสาหลักของครอบครัวในยุควิคทอเรียนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก ‘พ่อ’ หรือ ‘ผัว’

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบ้านวิคแฮมคือ เฮนรี่ ลูอิส วิคแฮม (Henry Lewis Wickham) ผู้เป็นพ่อเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ในตอนที่วิคแฮม (ต่อจากนี้หมายถึงเฮนรี่) มีอายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น ทำให้ผู้เป็นแม่อย่าง โซเฟีย วิคแฮม (Sophia Wickham) ต้องออกไปดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแทนสามี  เธอรับจ้างเย็บผ้าและทำหมวก ซึ่งถือเป็นงานที่ได้ค่าแรงน้อยมากในยุคนั้น

ไม่ต้องพูดถึงการส่งเสียเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยหรอก เอาแค่ให้ลูกทั้งสามมีกินยังเป็นเรื่องยาก และหนึ่งในวิธีหาเงินของชาวลอนดอนในยุคนั้น คือการไปตายเอาดาบหน้าในดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ในปี 1866 เฮนรี่ในวัย 20 ปี ออกจากบ้านและมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่มีชื่อว่า บริติช ฮอนดูรัส (British Hondurus) ปัจจุบันคือประเทศเบลิซ (Belize)

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

“ผมปรารถนาที่จะแลกความหม่นหมองและม่านหมอกของลอนดอน กับแสงแดดอันเจิดจ้าและชีวิตที่อิสระเสรีในพงไพรแห่งดินแดนเขตร้อน” วิคแฮมเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองในกรุงลอนดอนกับดินแดนในอเมริกลางในบันทึกส่วนตัวชื่อ Rough Notes of a Journey Through the Wilderness

คำถามคือทำไมวิคแฮมถึงเลือกเดินทางมาที่ บริติช ฮอนดูรัส ดินแดนอันห่างไกลในอเมริกากลาง? 

แม้บริติช ฮอนดูรัส ไม่ได้เป็นดินแดนใต้อาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ แต่ถือเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง เพราะถิ่นแถบนี้เป็นแหล่งของไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ไอ๊ก หรือ ไม้ฮอกกานี ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำทะเล และแรงกระแทกของลูกปืนใหญ่ นิยมนำไปสร้างเป็นเรือ หมอนรถไฟ หรือกระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ชาวอังกฤษจำนวนมากจึงนิยมไปสร้างตัวในถิ่นแถบนี้ เช่น ส่งออกไม้ไปขายในยุโรป ปลูกยาสูบ ทำไร่อ้อย ฯลฯ

วิคแฮมในฐานะวัยรุ่นสร้างตัวจากลอนดอน เขาใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของไร่ผู้มั่งคั่ง นั่นทำให้เขาเริ่มลงมือปลูกพืชอย่าง ‘อ้อย’ เพื่อนำไปแปรรูปเป็น ‘น้ำตาล’ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความต้องการมากที่สุดในโลกช่วงศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเป็นช่วงที่ชาและกาแฟเกิดการแพร่หลายมากขึ้นในหมู่ชาวบ้าน จากเดิมที่เป็นเครื่องดื่มสำหรับชนชั้นสูงหรือผู้ดีเท่านั้น รวมถึงปลูกยาสูบด้วย

การทำไร่อ้อยและยาสูบของวิคแฮมสะท้อนปัญหาการทำเกษตรกรรมในวิถีทุนนิยมได้เป็นอย่างดี วิคแฮมใช้วิธีทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว หรือ Monoculture จากเดิมที่เป็นป่าดิบชื้นอุดมสมบูรณ์และมีพืชท้องถิ่นหลายชนิด เขาลงมือไถป่าให้โล่งเตียน แล้วปลูกแค่อ้อยกับยาสูบ โดยหวังว่าจะผลิตและเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งกลับไปขายที่ลอนดอน หรือแม้แต่ในยุโรปเองก็ตาม หารู้ไม่ว่าการทำเกษตรกรรมเชิงเดียวนั้นมีปัญหามากกว่าที่คิด

มีปัญหายังไง ต้องบอกว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น ชาวบ้านจะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์บนที่ดินที่ใช้ร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Common ซึ่งมีพืชพรรณหลากหลายชนิด แต่ราวศตวรรษที่ 15 ในยุโรปเกิดวิธีการทำการเกษตรแบบใหม่ที่ให้ผลผลิตมาก นั่นคือการนำรั้วไปล้อมบนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วยึดเป็นของตัวเอง หรือที่เรียกว่า Enclosure and plantation โดยเจ้าของที่ดินจะเลือกปลูกเฉพาะพืชที่ให้ผลกำไรสูงชนิดเดียว เพราะสามารถสร้างรายได้จากการส่งไปขายในระดับอุตสาหกรรม

เหตุการณ์ The Great Irish Famine (1845-1852) คือตัวอย่างที่ชัดเจนของหายนะจาก Enclosure and plantation เรื่องมีอยู่ว่าอังกฤษเข้ามายึดที่ดินจากชาวไอริชไปให้เจ้าที่ดินชาวอังกฤษ และบีบบังคับให้ชาวไอริชเช่าอยู่บนที่ดินเล็กๆ ซึ่งไม่พอสำหรับการปลูกพืชหลายชนิด ทำให้ชาวไอริชต้องปลูกเฉพาะมันฝรั่งกินเป็นอาหารเพียงอย่างเดียว ข้อมูลระบุว่า ณ เวลานั้น ชาวไอริชราว 3 ล้านคน กินมันฝรั่งเฉลี่ยคนละ 5-6 กิโลกรัมต่อวัน

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

ผลที่ตามมาคือเมื่อเกิดโรคระบาดในมันฝรั่ง ทำให้มันฝรั่งที่ปลูกไว้เน่าตายภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยที่ชาวไอริชไม่มีอาหารอื่นกินประทังชีวิต ชาวไอริชต้องกินหญ้าหรือเปลือกไม้ กระทั่งว่าต้องกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว จนในที่สุดที่ดินที่เช่าอยู่ก็ถูกยึดโดยชาวอังกฤษ หิวโหยและร่อนเร่ท่ามกลางอากาศหนาว ประชากรกว่า 1-2 ล้านคนอพยพไปอเมริกา แคนาดา ฯลฯ ทางเรือ และเสียชีวิตไปมากถึง 1,000,000 คน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นรอยร้าวระหว่างไอริชกับอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน แม้กระทั่งในปี 1997 โทนี่ แบลร์ Tony Blair นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังต้องออกมาแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้อย่างเป็นทางการ เพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจ

เฮนรี่ วิคแฮม นักสำรวจหนุ่มที่เกิดและเติบโต ณ ใจกลาง จักรวรรดิอังกฤษ กำลังแบกวิธีการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวไปยังอเมริกากลาง โดยจะรู้หรือไม่ก็ตาม การทำเกษตรกรรมในลักษณะนี้จะทำให้บริติช ฮอนดูรัส ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในไอร์แลนด์เลย
 

กดขี่แรงงานในไร่และเขี้ยวเล็บของทุนนิยม

ธรรมชาติและภูมิประเทศของดินแดนในอเมริกากลางสร้างปัญหาให้กับวิคแฮมชนิดหัวเสีย

บริติช ฮอนดูรัส หรือแม้แต่ดินแดนต่างๆ ในอเมริกากลาง มักมีฝนตกหนักอย่างกับฟ้ารั่ว แตกต่างจากลอนดอนที่ฝนตกแค่พรำๆ บริติช ฮอนดูรัสมีอากาศร้อนชื้น ทั้งเป็นสวรรค์ของยุง เมื่อคิดจะปลูกอ้อย วิคแฮมโค่นต้นไม้ใหญ่ลง และไถราบเป็นหน้ากลอง ผลที่ตามมาคือ ‘พินาศ’ ฝนที่ตกลงมาไม่หยุด (ยิ่งไม่มีต้นไม้ใหญ่บัง) ได้ซัดแร่ธาตุในดินไปหมด ทำให้อ้อยที่เขาปลูกขายไม่ได้เพราะไม่หวาน ขณะที่ยาสูบ ซึ่งเป็นพืชที่อ่อนไหวต่อความชื้นสูงก็เน่าตายคาไร่ 

ไม่ใช่แค่พืชที่เน่าตายคาไร่ แต่เแรงงานชาวพื้นเมือง หรือแม้แต่ชาวยุโรปที่เข้ามาแสวงหาความมั่งคั่ง (แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด) ที่วิคแฮมกึ่งบังคับให้มาทำงานในไร่ของเขา ที่ต้องเสียชีวิตจากไข้มาลาเรียและไข้เหลือง กระทั่งจากเสียชีวิตลงเพราะร่างกายที่อ่อนแอจากการถูกกดขี่ให้ทำงานมากถึง 12-14 ชั่วโมงต่อวันท่ามกลางแดดจัด

ความบังคับขู่เข็ญสะท้อนผ่านระบบการจ้างงานในไร่ของเขาด้วย ในบันทึกส่วนตัว Rough Notes of a Journey Through the Wilderness เขาระบุว่าได้จ้างแรงงานด้วยการให้ของหรือให้กู้ยืมเงิน แล้วทำงานแลกหนี้ นี่คือระบบการจ้างงานที่เรียกว่า สัญญาจ้างที่ผูกมัดด้วยหนี้ หรือ Debt Peonage กล่าวคือนายจ้างจะให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินหรือรับค่าจ้างล่วงหน้า โดยใช้แรงงานเป็นหลักประกัน และต้องใช้แรงงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะใช้หนี้หมด สัญญาจ้างรูปแบบนี้ สหประชาชาติ (UN) อธิบายว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการค้าทาสสมัยใหม่

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก The Thief at the End of the World หนังสือที่ขุดคุ้ยด้านมืดของวิคแฮม เขียนโดย โจ แจ็กสัน (Joe Jackson) ยังระบุไว้อีกว่าวิคแฮมนั้นใช้สายสัมพันธ์ของจักรวรรดิอังกฤษเพื่อกดดันแรงงานในท้องถิ่น ด้วยการควบคุมแบบกึ่งทหาร และมีมุมมองต่อแรงงานที่เสียชีวิตว่าเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของเขา

“แม้วิคแฮมจะมีความละเมียดละไมแบบชาววิกตอเรีย แต่เขามองแรงงานในไร่ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่ดื้อรั้น ซึ่งจำเป็นต้องถูกทำให้แตกสลายเสียก่อนจึงจะใช้งานได้” โจ แจ็กสัน บรรยายถึงมุมมองของวิคแฮมที่มีต่อแรงงาน 

ด้วยสภาพอากาศที่ไม่คุ้นชิน และการบริหารจัดการแรงงานที่ล้มเหลว ผลที่ตามมาคือไร่อ้อยและยาสูบของเขาเจ๊งยับ วิคแฮมเขียนถึงไร่ของตัวเองว่า "ห่าฝนที่ตกลงมาไม่ใช่แค่สภาพอากาศ แต่มันคือพลังที่มุ่งร้ายซึ่งซัดเอาเนื้อดินที่ผมอุตส่าห์ถางไว้อย่างยากลำบากให้หายไป ป่าดูเหมือนจะสมคบคิดกันเพื่อต่อต้านระเบียบวินัยที่ผมพยายามจะสร้างขึ้น”

หรือแม้แต่กล่าวโทษแรงงานชาวพื้นเมือง ที่ทำให้ไร่ในฝันของเขานั้นพังทลายลง "พวกอินเดียนแดงและพวกเลือดผสมนั้นขี้เกียจจนเยียวยาไม่ได้ พวกเขาไม่มีความปรารถนาที่จะก้าวหน้า พอใจที่จะนอนเอกเขนกบนเปลญวนในขณะที่อ้อยเน่าคาทุ่ง การจัดการพวกเขาก็เหมือนกับการต่อสู้กับกำแพงไร้ความรู้สึก”

แม้สภาพอากาศเป็นอุปสรรค หากแต่วิคแฮมก็ยังมุ่งมั่นทำไร่ต่อไป ระหว่างนี้เอง เขาเขียนจดหมายไปหาแม่และ จอห์น วิคแฮม (John Wickham) ผู้เป็นน้องชายในเชิงขายฝัน เพื่อโน้มน้าวให้ขายทรัพย์สิน (อันน้อยนิด) เพื่อเป็นทุนรอนก้อนสุดท้ายแล้วย้ายมาอยู่ที่บริติช ฮอนดูรัสด้วยกัน ซึ่งก็สมดังหวัง แม่และน้องชายตัดสินใจเดินทางมาที่ไร่ของวิคแฮม โดยแม่มีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ของแรงงาน ส่วนน้องชายมีหน้าที่ควบคุมแรงงาน

หากถอยออกมาจากเรื่องราว แล้วนำทฤษฎีเข้าไปจับ ทั้งหมดทั้งมวลที่วิคแฮมทำ ทั้งการทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือแม้แต่การกดขี่แรงงาน นี่คือวิถีของระบบทุนนิยมโดยแท้ เจสัน ดับเบิลยู. มัวร์ (Jason W. Moore) นักประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัย Binghamton และผู้เขียนหนังสือ Capitalism in the Web of Life: Ecology and the Accumulation of Capital ได้เสนอทฤษฎี Cheap Nature เอาไว้ ซึ่งเหมาะจะหยิบมาอธิบายในกรณีของวิคเฮม

เจสัน ดับเบิลยู. มัวร์ อธิบายไว้ในหนังสือ Capitalism in the Web of Life: Ecology and the Accumulation of Capital ว่าระบบทุนนิยมได้ปลูกฝังวิธีคิดให้เราแบ่งธรรมชาติออกจากวัฒนธรรม ซึ่งมัวร์มองว่านี่คือจุดเริ่มของการที่มนุษย์จะเข้าไปหยิบฉวยอะไรจากธรรมชาติก็ได้

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

มัวร์เสนอว่าระบบทุนนิยมไม่ได้มองธรรมชาติในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ แต่มองว่าเป็นสิ่งภายนอก (External Nature) ที่ไม่ได้มีจิตวิญญาณ เป็นแหล่งทรัพยากรที่ตั้งอยู่ของมันอย่างนั้น กล่าวคือธรรมชาติอย่างป่า แม่น้ำ หรือลำธาร คือแหล่งของฟรี มนุษย์สามารถดุ่มเข้าไปตัดไม้ เพื่อส่งไปขายในระบบอุตสาหกรรมได้ หรือแม้แต่การถมลำธาร เพื่อสร้างเขื่อนก็ตาม คำถามต่อมาคือการแบ่งแยกธรรมชาติออกจากวัฒนธรรมนั้นมีปัญหายังไง

เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มองว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นของฟรีที่จะเข้าไปหยิบฉวยอย่างไรก็ได้ ผลที่ตามมาคือระบบนิเวศในธรรมชาติพังพลาย สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ จากเดิมที่ป่าเคยดูดซับน้ำก็กลายเป็นพื้นที่โล่งๆ กระทั่งว่าพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์เช่นในกรณีบริติช ฮอนดูรัส เมื่อถูกเฮนรี่เข้าไปทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ ผลที่ตามมาก็คือเกิดโรคพืชในดิน เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น

อีกหนึ่งขั้นของการแบ่งแยกธรรมชาติออกจากวัฒนธรรมคือ การมองว่าบางกลุ่มไม่ใช่คน (ในความหมายเชิงวัฒนธรรม) แต่ผลักไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เช่น แรงงานท้องถิ่น ทาส มัวร์อธิบายว่าระบบทุนนิยมมักไปดึงกลุ่มคนเหล่านี้ที่ระบบทุนนิยมยังไปไม่ถึง เช่น ในหมู่บ้านห่างไกล หรือแม้แต่ดินแดนอาณานิคม เพื่อที่จะได้จ่ายแค่ค่าแรงรายวันต่ำๆ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบค่ากินอยู่หรือค่ารักษาพยาบาลยามคนงานป่วยตาย

เพราะการที่แรงงานจะก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้นั้น คนเหล่านี้ต้องผ่านการผลิตซ้ำทางสังคม หรือที่เรียกว่า Social Reproduction กล่าวคือมนุษย์คนหนึ่งจะทำงานได้ จำเป็นต้องมีอาหาร มีที่พัก มีการดูแลยามเจ็บป่วย หากแต่การหยิบฉวยของระบบทุนนิยมคือการดูแลมนุษย์ล้วนเป็นต้นทุนทั้งสิ้น โดยสรุป การเข้าไปหยิบฉวยทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่แรงงานมนุษย์ด้วยมุมมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของฟรี ทำให้เกิดวิกฤตในสิ่งแวดล้อมมากมาย ที่น่าแปลกใจก็คือ เรายังเห็นการเกิดขึ้นของสิ่งนี้ซ้ำๆ ทั้งในต่างประเทศหรือแม้แต่ไทยเองก็ตาม

หลังจากยอมรับสภาพกับความล้มเหลวของไร่อ้อยและยาสูบ ในปี 1871 วิคแฮมพร้อมแม่และน้องชายตัดสินใจเดินทางกลับลอนดอนเพื่อตั้งหลักอีกครั้ง ก่อนจะมีเป้าหมายใหม่นั่นคือ ‘บราซิล’ ในฐานะที่เป็นแหล่งยางพาราอันดับ 1 ของโลก ครอบครัววิคแฮมปักหลักอยู่ที่เมืองซันตาเรม (Santarem) 

และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นปฏิบัติการโจรกรรมเมล็ดพันธุ์ยางพารากว่า 70,000 เมล็ด เพื่อนำไปขายให้กับจักรวรรดิอังกฤษ กระทั่งส่งออกไปปลูกในดินแดนอาณาของอังกฤษในเอเชีย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำลายอำนาจผูกขาดยางพาราของบราซิล และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกยางพาราในสิงคโปร์และมลายู กระทั่งเป็นเหตุผลว่าทำไมภาคใต้ของไทยถึงนิยมปลูกยางพารากันมาถึงทุกวันนี้ 

ทำไมจักรวรรดิอังกฤษต้องการยาง (พารา)

หากโลกนี้มีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโลกเข้าหากัน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อังกฤษก็มีโทรเลขใต้น้ำ หรือที่เรียกว่า All Red Line ที่ทอดตัวยาวไปยังดินแดนอาณานิคมของอังกฤษทั่วโลก มีความยาวประมาณ 160,000 กิโลเมตร สามารถพันรอบโลกได้ 4 รอบ นี่คือการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับ The Eastern Telegraph Company บริษัทติดตั้งสายเคเบิลที่ก่อตั้งก่อตั้งโดย เซอร์ จอห์น เพนเดอร์ (Sir John Pender) ผู้มีฉายาว่า The Cable King

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

ลองนึกภาพดูว่าคงลำบากไม่น้อยเลยกับการต้องส่งข้อมูลไป-กลับ ระหว่างดินแดนอาณานิคมมาถึงจุดศูนย์กลางอย่างลอนดอน ฉะนั้น โทรเลขใต้น้ำจึงเป็นนวัตกรรมที่มาช่วยย่นระยะเวลาการติดต่อสื่อสารจากเดิมที่อาจต้องรอเป็นเดือน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง และแน่นอนสายเคเบิลพวกนี้ล้วนถูกห่อหุ้มด้วยยาง

ยางที่อังกฤษนำมาสร้าง All Red Line เป็นยางที่เรียกว่า ยางกัตตาเปอร์ชา หรือ Gutta-percha (ไม่ใช่ยางพารา) ซึ่งมีคุณสมบัติชั้นเลิศ นั่นคือสามารถเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ห้สัญญาณโทรเลขรั่วไหลออกไปในน้ำทะเล มีความคงทนสูงต่อน้ำทะเลที่อุณหภูมิเย็นจัด และอยู่ใต้ทะเลได้นานหลายสิบปี

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย ปัญหาก็คือ ยางกัตตาเปอร์ชานั้นมีอยู่มากในดินแดนอาณานิคมของกฤษ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมลายู ลักษณะพิเศษของยางกัตตาเปอร์ชาคือ เหนียวข้นและจับตัวเป็นก้อนเร็วมาก การเฉือนแค่เปลือกทำให้ได้อย่างในปริมาณที่น้อย ราว 300-500 กรัมต่อต้น วิธีการคือเจ้าหน้าที่อังกฤษต้องโค่นต้นยางกัตตาเปอร์ชาแล้วใช้วิธีการสกัดยางด้วยการกรีดเป็นรอยบาก (คล้ายหั่นไส้กรอก) และเว้นระยะห่างประมาณ 12-18 นิ้ว จึงได้ยางออกมา

อุปสรรคคือ ยางกัตตาเปอร์ชา 1 ต้น ใช้เวลาเจริญเติบโตเป็น 10 ปี แต่อังกฤษกระหน่ำโค่นลงเพื่อนำยางไปห่อหุ้มสายเคเบิลใต้น้ำ ทำให้ในตอนนั้นอังกฤษโค่นต้นยางกัตตาเปอร์ชาไปมากถึง 80-90 ล้านต้น และเมื่อยางจากป่าในเอเชียเริ่มร่อยหรอ ทั้งไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ (รถยนต์) ที่กำลังจะมาถึง อังกฤษจึงเบนเข็มไปยังยางพาราแทน 

ในปี 1895 Andre & Edouard Michelin สองพี่น้องแห่งตระกูลมิชชลิน ใช้ยางแบบล้อลมอัดคือขึ้นรูปยางแล้วอัดลมเข้าไปในล้อ และนำไปติดตั้งกับรถยนต์ของพวกเขาที่มีชื่อว่า l'éclair เพื่อลงแข่งในรายการ Paris-Bordeaux-Paris แม้จะไม่ชนะ แต่พวกเขาโชว์ให้โลกเห็นว่าล้อลมยางนั้นมีความยืดหยุ่น ช่วยให้รถวิ่งเร็วขึ้น และมีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดีกว่ายางกัตตาเปอร์ชา เสียดสีถนนได้สบาย

Andre & Edouard Michelin  

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก ที่มาพร้อมกับความต้องการยางพาราที่ล้นตลาด เหตุฉะนี้ ทำให้อังกฤษคิดการใหญ่จะเข้าไปหยิบฉวยยางพาราออกมาจากบราซิล (ผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลกในเวลานั้น) ด้วยการจ้างวานชายที่ชื่อ เฮนรี่ วิคแฮม นั่นเอง

ภารกิจลับของจักรวรรดิอังกฤษ: ปฏิบัติการโจรกรรมยางพาราจากบราซิล

เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเฟื่องฟู และยางพาราเป็นวัสดุที่มีความต้องการสูง อังกฤษใช้วิธี ‘Colonial Botany’ หรือการจารกรรมพืชพรรณยุทธศาสตร์จากทั่วโลก แล้วนำไปปลูกแบบเกษตรเชิงเดี่ยวในดินแดนอาณานิคมของตนเอง โดยพึ่งพาแรงงานราคาถูกและระบบการจัดการที่เบ็ดเสร็จ ดังเช่นที่เคยทำมาตลอด

คลีเมนตส์ มาร์คาม (Clements Markham) เลขาธิการฝ่ายภูมิศาสตร์ของกระทรวงอินเดีย หรือ India Office (หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์สูงสุดของอังกฤษในเอเชีย) ได้ส่งจดหมายไปหา เซอร์ โจเซฟ ฮุคเกอร์ (Sir Joseph Hooker) ผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ให้จัดหาเมล็ดพันธุ์ยางพาราคุณภาพดี วิคแฮมที่ไปบุกเบิกทำไร่ยางในพาราในบราซิลมาสักพักแล้วจึงได้รับจดหมายจากฮุคเกอร์ โดยเขาเขียนไว้ในจดหมายว่าต้องการเมล็ดพันธุ์ยางพาราชนิด Hevea brasiliensis ที่สดใหม่และมีปริมาณมากพอที่จะนำไปขยายพันธุ์ต่อได้
Sir Joseph Hooker

แม้ในไร่อ้อยและยาสูบที่บริติช ฮอนดูรัส จะมีมีบันทึกว่าเขากดขี่แรงงานชาวพื้นเมือง แต่กับที่บราซิลเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะบราซิลไม่ได้เป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ ดังนั้น วิธีรวบรวมเมล็ดพันธุ์ยางพาราของวิคแฮมคือเขาติดสินบนให้ชาวพื้นเมืองให้ช่วยหาเมล็ดพันธุ์ในป่าลึกอย่างลับๆ 

โดยมุ่งเป้าในพื้นที่ราบสูงริมฝั่งแม่น้ำทาปาโฌส (Tapajós) เขาเชื่อว่าต้นยางพาราที่ขึ้นในที่สูงและมีดินที่ระบายน้ำดีจะให้เนื้อยางที่มีความหนาแน่นและทนทาน เมื่อเก็บมาแล้วชาวพื้นเมืองต้องรีบนำมาให้เขาคัดเมล็ดที่สมบูรณ์ทันทีเพื่อเตรียมส่งขึ้นเรือไปที่สวนพฤกษศาสตร์คิวที่ลอนดอน

วิคแฮมเขียนไว้ในบันทึก On the Plantation, Cultivation, and Curing of Para Indian Rubber" ที่ตีพิมพ์ในปี 1908 ว่าการถนอมเมล็ดพันธุ์ยางพาราให้ไม่เกิดเชื้อราหรือแห้งตายไปเสียก่อน คือบรรจุใส่ตะกร้าหวายแล้วใช้เส้นใยพืชกั้นเป็นชั้น เพื่อให้มีช่องระบายอากาศ 

ข้อมูลจากจดหมายเหตุกระทรวงอินเดีย (ปัจจุบันรู้จักในชื่อ กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา หรือ Foreign, Commonwealth and Development Office) ระบุว่าวิคแฮมได้รับค่าจ้างในอัตรา 10 ปอนด์ต่อทุกๆ 1,000 เมล็ดที่รอดชีวิต โดยสรุปแล้ว วิคแฮมลักลอบขโมยเมล็ดพันธุ์ยางพาราจากบราซิลออกมาได้ประมาณ 70,000 เมล็ด นั่นทำให้เขาได้รับเงินก้อนแรกไป 700 ปอนด์ หรือคิดเป็น 70,480 ปอนด์ในอัตราค่าเงินปัจจุบัน

ฉากเด็ดที่สุดของเรื่องคือเหตุการณ์ที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ อย่างที่บอก ยางพาราถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจบราซิล ดังนั้น บราซิลจึงสั่งห้ามนำเมล็ดพันธุ์ยางพาราออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น บราซิลจะไม่สามารถผูกขาดราคายางพาราได้อีกต่อไป ดังนั้น เรือทุกลำที่จะแล่นออกจากปากแม่น้ำอเมซอนต้องผ่านการตรวจเช็กโดยละเอียดจากศุลกากรบราซิล

วิคแฮมทราบในข้อนี้ดี เพื่อปกป้องและลำเลียงเมล็ดพันธุ์กว่า 70,000 ออกจากบราซิลได้ เขาเดินเข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่กงสุลอังกฤษ เพื่อให้ช่วยรับรองต่อเจ้าหน้าที่บราซิล ระหว่างการเจรจาวิคแฮมเลือกที่จะเลี่ยงบาลี โดยบอกว่านี่คือ “ตัวอย่างพฤกษศาสตร์ที่บอบบางอย่างยิ่ง ซึ่งถูกระบุไว้เป็นพิเศษเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่สวนพฤกษศาสตร์หลวงแห่งคิวของสมเด็จพระราชินีนาถแห่งบริเตน” เขาบันทึกไว้ใน On the Plantation, Cultivation, and Curing of Para Indian Rubber (1908)

และบันทึกถึงการรอดพ้นจากการถูกตรวจค้นไว้อีกว่า “ด้วยความช่วยเหลือจากกงสุล ผมสามารถทำให้ศุลกากรเชื่อได้ว่าพืชเหล่านี้บอบบางเกินกว่าจะเปิดตรวจ และมันสำคัญมากต่อสวนของพระราชินี จนสุดท้ายพวกเขาประทับตราปล่อยเรือให้ผ่านไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าความจริงข้างในนั้นคืออะไร”

ในเดือนมิถุนายน ปี 1876 เรือที่บรรทุกเมล็ดพันธุ์ยางพาราก็มาเทียบท่าที่ลิเวอร์พูล วิคแฮมไม่รอช้า ขนเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นขึ้นรถไฟแล้วส่งไปที่ Kew Gardens ทันที เซอร์ โจเซฟ ฮุคเกอร์ รีบนำเมล็ดทั้งหมด เพาะในดินที่ถูกควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมือนป่าอเมซอนที่สุด ปรากฏว่าเมล็ดพันธุ์ยางพารากว่า 70,000 เมล็ด เหลือรอดและเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าเพียง 2,700 เมล็ดเท่านั้น
Kew Gardens Credit Britannica  

และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการลำเลียงยางพาราเพื่อไปปลูกในดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ โดยพวกเขาบรรจุต้นยางพาราใส่ลังกระจกที่รักษาสภาพอากาศได้ หรือที่เรียกว่า Wardian Cases ต้นกล้าชุดแรกถูกลำเลียงถึง ซีลอน (ศรีลังกา)  ในปี 1876 ถัดมาอีก 1 ปี จึงถูกส่งไปยังสิงคโปร์และมลายู

นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของบราซิล ในฐานะที่เป็นเจ้าตลาดแต่เพียงผู้เดียวมายาวนาน ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ ยางพาราจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดโลกด้วยราคาที่ถูกลง ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน บราซิลก็ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาในฐานะผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลกได้อีกเลย

การงอกเงยของยางพาราในเอเชีย รวมถึงภาคใต้ของไทย

ด้วยสภาพอากาศ ที่มีความคล้ายคลึงกับลุ่มน้ำอเมซอน มลายูถือเป็นฐานการผลิตยางพาราที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น ชาวมลายูประกอบอาชีพเกษตรกรรมกันอยู่แล้ว ต่อมาในทศวรรษ 1890 เมื่ออังกฤษส่งยางพาราเข้ามาในมลายู และสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกยางพาราอย่างเต็มที่ เช่นว่ามีการแจกจ่ายให้ชาวบ้านนำไปปลูกในสวนของตนเอง 

ทั้งนี้ ต้องบอกว่าพืชเศรษฐกิจเดิมอย่าง กาแฟ สีเสียด พริกไทย มันสำปะหลัง ฯลฯ มีราคาตกต่ำลง สวนทางกับยางพาราที่ราคาสูงขึ้นจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังเฟื่องฟูมากทั้งในยุโรปและอเมริกา เหตุฉะนี้ ชาวมลายูจึงหันมานิยมปลูกยางพารากันอย่างแพร่หลาย 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชาวมลายูนิยมปลูกยางพาราก็คือ สภาพอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว ต้นยางพารา (สายพันธุ์จากอเมริกาใต้) มีอายุขัยนานกว่า 30 ปี ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เป็นน้ำยางได้ตลอดอายุขัยของต้นยางพารา ซึ่งก็แปลว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างน้อยก็ 30 ปี หรือแม้หมดอายุขัยก็สามารถตัดไม้ยางพาราไปขายก็ยังได้

แรงงานอินเดียในสวนยางพาราที่มลายู

มลายูจึงกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ชั้นดีในสายตาของนักลงทุน ในระหว่างปี 1909-1910 มีบันทึกว่าราคายางพาราในตลาดลอนดอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดิม 2 ชิลลิ่ง เพิ่มเป็น 12 ชิลลิ่ง ทำให้บริษัทจากอังกฤษหลั่งไหลเข้ามาทำเกษตรกรรมยางพารากันขนานใหญ่ 

ข้อมูลระบุว่าบางบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นยางพาราได้มากถึง 325% อนึ่งว่าส่วนต่างกำไร (profit margin) ของค่อนสูง เพราะต้นทุนการผลิต (ค่าเช่าที่และค่าแรง) นั้นต่ำมาก ทำให้ดินแดนรอบๆ เลี่ยงไม่ได้ที่จะจ้องมองมาที่มลายู ในฐานะมหาอำนาจยางพาราคนใหม่ (ใต้อาณัติของอังกฤษ)
แรงงานชาวอินเดียกำลังนำน้ำยางไปส่งยังจุดรับซื้อ

ในปี 1901 (พ.ศ. 2444) พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ซึ่งในเวลานั้นได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต (ครอบคลุมพื้นที่ ตรัง กระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ได้เดินทางไปดูงานที่มลายู และสังเกตเห็นว่าชาวมลายูปลูกยางพารากันอย่างแพร่หลายและได้ผลผลิตดี ช่วงเดียวกันนี้เอง สินค้าส่งออกเดิมของมณฑลภูเก็ตอย่าง ดีบุก กำลังเกิดความผันผวนในตลาด พระยารัษฎาฯ จึงเกิดความสนใจที่จะนำเข้าพืชเศรษฐกิจชนิดนี้เข้ามาปลูก ด้วยหวังว่าพืชชนิดนี้จะเข้ามาเป็นสินค้าส่งออกหลักทดแทนดีบุก

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

ผู้ที่ฉกชิงของผู้อื่นมาย่อมมีความกังวลใจเป็นทุนเดิม อังกฤษหวงแหนยางพาราในมลายูมาก ใครฝ่าฝืนจะถูกจำคุก 6 เดือน พระยารัษฎาฯ จึงมอบหมายให้พระสถลสถานพิทักษ์ (ยู่เกี๊ยด ณ ระนอง) ผู้เป็นหลานชายให้ไปนำยางพาราจากมลายู (บ้างบันทึกว่าอินโดนีเซีย ซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์ แต่ใช้เมล็ดพันธุ์ยางพาราจากอังกฤษเช่นกัน) กลับมาที่เมืองตรัง

และเช่นเคย ด้วยสภาพอากาศร้อนจัดในถิ่นแถบนี้ ย่อมเกิดความเสี่ยงต่อต้นกล้า พระสถลสถานพิทักษ์จึงใช้วิธีหุ้มรากด้วยสำลีชุบนํ้าให้ชุ่ม แล้วพันทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลายชั้นเพื่อรักษาความชื้น ก่อนนำต้นกล้าจำนวน 21 กระสอบ (บ้างบอก 4 ลัง) กลับถึงเมืองตรังได้สำเร็จ

เมล็ดยางจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งพระสถลสถานพิทักษ์ได้ปลูกไว้ในสวนบริเวณบ้านของท่อนที่ตำบลกันตัง ต่อมาขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปอีกประมาณ 43 ไร่ ส่วนที่เหลือ แจกจ่ายให้ประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนำไปปลูกเป็นตัวอย่าง ในช่วงแรกประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ ทำให้มีบางส่วนทำเมล็ดพันธุ์ยางไปต้ม เพราะคิดว่ากินได้

ในช่วงเดียวกันนั้น พระยารัษฎาฯ ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มลงมือปลูกยางพาราเป็นอาชีพ หากแต่ในระยะแรกยังไม่ได้ผล อย่างที่บอกไปว่าประชาชนยังขาดความรู้ในวิธีการปลูก และคุณค่าของยางพารา พระยารัษฎาฯ จึงคิดจะสร้างสวนตัวอย่างขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชน จึงได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2444 ว่าอยากได้เงินในส่วนของกองราชโลหกิจมาใช้เป็นทุนรอนปลูกยางพารา

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กราบบังคับทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงเรื่องนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบเมื่อวันที่ 2 มกราคม ว่า “การที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์คิดจะทำนั้น ก็เปนการดีอยู่ ควรให้ลองทำ”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นนโยบายเกี่ยวกับการผลิตยางพาราที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แม้จะเป็นการทดลองปลูกก็ตาม และเนื่องจากวิธีการปลูกยางพารายังไม่เป็นที่แพร่หลาย พระยารัษฎาฯ จึงขออนุญาตต่อรัฐบาลมลายู เพื่อส่งคนไปศึกษาดูงานการปลูกยางพารา นั่นคือ หลวงอภิรักษ์ราชฤทธิ์ (นกยูง วิเศษกุล) และ พระอาณาจักร (อ้น ณ ถลาง)

กระบวนการปลูกยางพาราเริ่มดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป พระยารัษฎาฯ ปลูกสวนยางพาราตัวอย่างขึ้นที่ตำบลช่อง อำเมืองตรัง โดยพระยารัษฎาฯ ได้เกณฑ์บรรดาเจ้าเมือง นายอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้านให้มาศึกษาและนำความรู้ไปสอนประชาชนอีกต่อหนึ่ง

คำถามถัดมาคือ ความนิยมปลูกยางพาราลุกลามจากเมืองตรังไปยังเมืองอื่นๆ ในมณฑลอื่นทั่วภาคใต้ได้อย่างไร เรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัย

เหตุผลแรกคือการเกิดขึ้นของทางรถไฟสายแยกทุ่งสง-กันตัง ในปี 2456 ซึ่งเชื่อมไปถึงสถานีกันตังและสิงคโปร์ ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นคือศูนย์กลางการค้ายางพาราที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ผลที่ตามมาคือมีบริษัทมากมายเข้ามาตั้งแผงรอรับซื้อยางพาราตามเส้นทางรถไฟ ข้อมูลจาก กรมรถไฟหลวง หรือ Royal State Railway (ปัจจุบันเรารู้จักกันในนาม การรถไฟแห่งประเทศไทย) ระบุว่ายางพาราคือสินค้าหลักที่ถูกขนส่งจากสถานีในภาคใต้ (เช่น ทุ่งสง, พัทลุง, หาดใหญ่) มุ่งหน้าสู่ปาดังเบซาร์เพื่อส่งต่อไปยังสิงคโปร์

สถานีรถไฟกันตัง
 

Economic Change in Thailand since 1850 หนังสือโดย เจมส์ ซี. อิงแกรม (James C. Ingram) ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่าการสร้างทางรถไฟสายใต้ที่เชื่อมต่อกับมลายูจนถึงสิงคโปร์ (โดยเฉพาะหลังปี 1910) คือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ยางพาราไทยขยายตัว เพราะมันทำให้ค่าขนส่งลดต่ำลงและมีความแน่นอนสูงกว่าการส่งทางเรือชายฝั่ง

เมื่อทางรถไฟสายใต้วางรางไปถึงจุดใด ชาวบ้านผู้มีอันจะกินและเหล่าคหบดีจะเร่งเข้าไปจับจองที่ดินสองข้างทางเพื่อทำสวนยางทันที เพราะสะดวกในการขนส่งแผ่นยางสู่ตลาดโลก ในแง่นี้ อิงแกรมชี้ว่ายางพาราได้เปลี่ยนโครงสร้างสังคมเกษตรกรรมภาคใต้ให้กลายเป็น เศรษฐกิจเงินสด (Cash Economy) อย่างเต็มตัว

“ยางพาราเป็นพืชที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรรายย่อย มันให้รายได้เป็นเงินสดที่สม่ำเสมอ และแรงงานที่ใช้ก็ไม่มากจนเกินไป ในภาคใต้ ยางพาราได้เข้ามาแทนที่พริกไทยและพืชชนิดอื่นอย่างรวดเร็ว ในฐานะแหล่งรายได้เงินสดหลักของเหล่าราษฎร”


เหตุผลถัดมาคือ กุศโลบายการบริหารของพระยารัษฎาฯ ที่ใช้วิธีกึ่งบังคับและสร้างแรงจูงใจไปพร้อมกัน โดยออกประกาศให้แต่ละครัวเรือนต้องมีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง เช่น ทำนาไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ หรือทำสวนไม่ต่ำกว่า 20 ไร่

โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าใครที่ขยันทำกินตามเกณฑ์นี้ จะได้รับการยกเว้นจากการถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหลวง วิธีนี้นับว่าได้ผลมาก เพราะชาวบ้านต้องการหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์แรงงาน จึงเร่งลงมือทำสวน โดยพืชที่พวกเขาเลือกปลูกมากที่สุดก็คือยางพาราที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและให้ผลตอบแทนสูงกว่าพืชชนิดอื่น ส่งผลให้พื้นที่ปลูกยาง (ในมณฑลภูเก็ต) เพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้

จากนั้น อาชีพปลูกยางพาราค่อยๆ กระจายจากมณฑลภูเก็ตไปทั่วภาคใต้ โดย 2 ปีหลังมณฑลภูเก็ตนำเข้าเมล็ดยางพาราเข้ามา เจ้าเมืองแห่งมณฑลปัตตานีก็เริ่มสนับสนุนให้ประชาชนปลูกยางพาราเช่นเดียวกัน โดยผู้ที่นิยมปลูกยางพารามากที่สุด นอกจากข้าราชการและชาวบ้าน ผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญมากเลยก็คือ พ่อค้าชาวจีนที่เข้ามาจับจองพื้นที่สวนยางในภาคใต้เพื่อทำการค้า

หากเรามาดูตัวเลขสถิติเกี่ยวกับยางพาราในภาคใต้ระหว่างปี 2492-2497 กันสักนิด เราจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สงขลาเป็นจังหวัดที่มีจำนวนเจ้าของสวนยางมากที่สุด โดยใน พ.ศ. 2497 มีจำนวนสูงถึง 49,431 ราย นราธิวาสมีจำนวนเจ้าของสวนยางสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือราว 37,654 ราย

ในส่วนของโรงรมยาง (สถานที่แปรรูปน้ำยางสดให้เป็นยางแผ่นแห้ง โดยผ่านกระบวนการจับตัวเป็นก้อน รีดเป็นแผ่นและรมควันด้วยความร้อนเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา) ข้อมูลต่อไปนี้สะท้อนถึงปริมาณผลผลิตของแต่ละจังหวัดในภาคใต้ในช่วงเวลา 2492-2497 ได้เป็นอย่างดี อันดับ 1 ยังเป็นของสงขลา 172 โรง ยะลา 138 โรง นราธิวาส 106 โรง ตรัง 59 โรง และน้อยที่สุดคือภูเก็ต เพียง 15 โรงเท่านั้น

เห็นได้ชัดเลยว่าภูมิประเทศบนพื้นที่ราบทางตอนกลางและตอนล่างของภาคใต้นั้น เหมาะสมต่อการเติบโตและขยายตัวของสวนยางพารามากกว่าพื้นที่เกาะที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบ และสัดส่วนในเชิงเศรษฐกิจเช่นนี้ยังคงรากฐานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ใจความสำคัญที่ว่ายางพารานั้นไม่ใช่พืชท้องถิ่นของภาคใต้มาแต่เดิม หากแต่ถูกนำเข้ามาจากมลายู และอาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมยางพาราในภาคใต้นั้น เป็นผลพวงของการจารกรรมเมล็ดพันธุ์ยางพาราจากบราซิลกว่า 70,000 เมล็ดของชายชื่อ เฮนรี่ วิคแฮม ซึ่งหากเทียบไทม์ไลน์ดูแล้ว ประวัติศาสตร์การปลูกยางพาราที่ภาคใต้ของไทยเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 127 ปีที่แล้วนี้เอง

ข้ามกลับไปที่อังกฤษ ราวทศวรรษ 1900s อังกฤษเข้าสู่ยุคตื่นยาง หรือ Rubber Boom อย่างเต็มตัว กระทั่งว่าในปี 1912 ยางพาราที่อังกฤษโปรยไว้ที่ดินแดนอาณานิคมก็ให้ผลผลิตแซงหน้าบราซิลเป็นครั้งแรก เจ้าตลาดอย่างบราซิลเป็นอันต้องร่วงลงจากตำแหน่งนับแต่นั้นมา

ในปี 1920 ที่พระราชวังบักกิงแฮม พระเจ้าจอร์จที่ 5 ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวิน (Knight Bachelor) ให้กับวิคแฮม อันเป็นที่มาตำแหน่งเซอร์นำหน้าชื่อของเขานั่นเอง หากเรามาวิเคราะห์ถึงเหตุผลเบื้องหลัง การพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินให้แก่วิคแฮมคล้ายเป็นการตอบแทนและขอบคุณ เพราะถ้าหากไม่มีภารกิจลักลอบเมล็ดพันธุ์ในครั้งนั้น อุตสาหกรรมยางพาราจะตกอยู่ภายใต้อำนาจการผูกขาดราคาของบราซิลไปอีกนานแสนนาน

เฮนรี่ วิคแฮม: ภารกิจลับของชายผู้ลักลอบขน ‘ยางพารา’ ให้จักรวรรดิอังกฤษ สู่ต้นกำเนิดยางพาราทั่วปักษ์ใต้ของไทย

“ข้าพเจ้าเพียงแต่ทำในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองในอนาคต ข้าพเจ้าไม่ได้มองว่าตนเองเป็นโจร แต่เป็นนักพฤกษศาสตร์ที่พยายามนำทรัพยากรของโลกมาไว้ในที่ที่มันจะงอกงามและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ” เขาเขียนไว้ในบันทึก On the Plantation, Cultivation, and Curing of Para India-Rubber (1908)

นี่ก็คือเรื่องราวของหนุ่มผู้แสวงโชคจากลอนดอน ผู้ออกเดินทางไกลมาพร้อมความฝันจะสร้างความมั่งคั่ง ผู้คิดการใหญ่ลักลอบขโมยเมล็ดพันธุ์ยางพาราออกมาจากบราซิล จนในที่สุด เขาก็ได้อยู่ในจุดที่มีคำว่า ‘เซอร์’ นำหน้าชื่อ

ประวัติศาสตร์มักเป็นเช่นนี้เสมอมา เรื่องราวต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเล่า วิคแฮมถือว่าตัวเขาเองทำเพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ และปฏิเสธไม่ได้ว่า ยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสำหรับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุฉะนี้ อังกฤษเชิดชูเกียรติถึงขั้นติดยศอัศวินให้ แต่ที่เราต้องไม่ลืมคือ การผงาดขึ้นของยางพาราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นต้องแลกมากับการล่มสลายของอุตสาหกรรมยางพาราในบราซิล 

รวมถึงหยาดเหงื่อและคราบเลือดของแรงงานในอาณานิคม กระทั่งว่าธรรมชาตินั้นสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปมากแค่ไหนจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวเพื่อตอบสนองกลไกตลาดในระบบทุนนิยม เพื่อความรอบด้าน เราไม่ควรมองแต่ด้านคุณ หากแต่พิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมาด้วย สำหรับอังกฤษ เฮนรี่ วิคแฮม อาจเป็นอัศวินผู้กล้าหาญ แต่สำหรับใครสักคน ณ ดินแดนอันไกลโพ้น เขาอาจเป็นแค่หัวขโมยจอมเจ้าเล่ห์ก็เป็นได้

 

เรื่อง: วงศกร ลอยมา

 

อ้างอิง

https://youtu.be/lZHUfzsxeew?si=2YpXRZau1vkOQwIl

https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:71071

https://geopolitica.iiec.unam.mx/sites/default/files/2019-08/Moore-CapitalismInTheWebOfLife.pdf

https://libraryblogs.is.ed.ac.uk/towardsdolly/2013/02/08/bio-pirate-henry-wickhams-audacious-brazilian-rubber-removal/

https://blogs.mhs.ox.ac.uk/innovatingincombat/files/2013/03/Innovating-in-Combat-educational-resources-telegraph-cable-draft_FIN.pdf

https://archive.org/details/roughnotesofjour00wick

http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/His(M.A.)/Sireethorn_T.pdf

https://archive.org/details/economicchangein0000ingr/page/n375/mode/2up

https://archive.org/details/roughnotesofjour00wick

https://archive.org/details/thiefatendofworl0000jack/mode/2up

https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2555/geomat41055ks_ch2.pdf