09 เม.ย. 2569 | 18:55 น.

KEY
POINTS
‘เฮนรี เดวิด โธโร’ พ่อหนุ่มรักธรรมชาติที่คนมักรู้จักในนามเจ้าของหนังสือ ‘Walden’ แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ความสงบบนผิวน้ำในบึงวอลเดนและเบื้องหลังอรรถรสความงามทางภาษา เขาคือนักเขียนฝีปากแซ่บผู้เกลียดการค้าทาสเข้าไส้ และคอยลับคมปากกาเพื่อวิพากษ์สังคมอย่างเผ็ดร้อน
โธโรเคยดัดหลังรัฐบาลด้วยการไม่ยอมจ่ายภาษีรายหัว 6 ปีเต็ม เพราะไม่อยากให้เงินตัวเองลงขันไปกับการทำสงครามเม็กซิโก-อเมริกัน สุดท้ายก็ถูกรวบเข้าซังเตไปตามระเบียบด้วยโทษฐานเบี้ยวภาษี แต่ถึงแม้จะติดคุกแค่คืนเดียว ชั่วข้ามคืนนั้นดันทำให้เขากลายเป็นตัวพ่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ อารยะขัดขืนแบบสันติของเขามอบแรงบันดาลใจให้เหล่านักสัจนิยมและนักสันติภาพทั่วโลก อย่าง ‘มหาตมะ คานธี’ และ ‘มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์’ เพื่อใช้ในการพังทลายอำนาจอันไม่ชอบธรรม โดยไม่พึ่งกระสุนแม้แต่นัดเดียว
ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคมปี 1846 ขณะที่โธโรกำลังเดินออกจากกระท่อมริมบึงวอลเดนเพื่อไปทำธุระในเมือง เขาดันไปจ๊ะเอ๋กับนายอำเภอท้องถิ่น ‘แซม สเตเปิลส์’ ซึ่งดูเหมือนจะรอจังหวะเจอตัวโธโรอยู่แล้ว เขาถือโอกาสรวบโธโรยัดเข้าคุกจากโทษเบี้ยวจ่ายภาษีรายหัว ซึ่งเป็นจำนวนเงินน้อยนิดเทียบ 1.50 ดอลลาร์หรือ 48 บาทต่อปี อันที่จริงนายอำเภอแสร้งทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาพักใหญ่ เขาปล่อยให้โธโรเบี้ยวภาษีมาหลายปี แต่ในปี 1846 สหรัฐฯ ดันประกาศสงครามกับเม็กซิโกทำให้โธโรฟาดงวงฟาดงาประณามสงครามที่เข้ารุกรานเม็กซิโกอย่างเปิดเผย เพราะสำหรับเขามันเป็นแผนสกปรกของฝ่ายใต้ที่ต้องการขยายระบบทาสออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ โธโรประกาศกร้าวว่าเมื่อประชากร 1 ใน 6 ของประเทศที่เป็นที่ลี้ภัยแห่งเสรีภาพกลับต้องตกเป็นทาส และทั้งประเทศเม็กซิโกต้องถูกรุกรานโดยกองทัพต่างชาติอย่างไม่ยุติธรรม มันก็ถึงเวลาแล้วที่คนซื่อสัตย์ต้องลุกขึ้นขบถและปฏิวัติ
เขาเสนอไอเดียอันแสบสันว่าหากรัฐบาลบังคับให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในความอยุติธรรมผ่านกฎหมายเลวร้ายอย่างการจ่ายภาษี ประชาชนก็ควรจะแหกกฎนั้นซะ ต่อให้ต้องจบลงที่คุกก็ตาม เพราะในยุครัฐบาลที่จองจำผู้บริสุทธิ์อย่างไม่ยุติธรรม ที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนดีก็คือในคุกน่ะแหละ
การไม่จ่ายภาษีสำหรับโธโรไม่ใช่แค่การประหยัดเงิน แต่มันคือการประกาศสงครามกับรัฐบาลไปด้วย เพื่อยืนยันว่าเขาจะไม่ขอภักดีต่ออำนาจที่ไร้ความชอบธรรมอีกต่อไป เมื่อโธโรออกตัวแรง นายอำเภอก็ไม่อาจอยู่เฉย เขาต้องลุกมารักษากฎหมาย หรือจริง ๆ คิดอยากปิดปากคนด่ารัฐบาลก็ไม่อาจทราบได้ เรื่องจึงลงเอยที่โธโรถูกยัดเข้าคุก
ความตลกร้ายก็คือมีข้อมูลหลุดออกมาว่าการจับกุมโธโรเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพราะตามกฎหมายแมสซาชูเซตส์ในยุคนั้น หากใครเบี้ยวภาษี รัฐบาลมีสิทธิ์สูงสุดแค่การยึดทรัพย์สินบุคคลมาขายทอดตลาดเพื่อชดเชยเงินที่ขาดไป แต่ไม่มีสิทธิ์จับคนเข้าคุก ทว่าโธโรกลับเฉยเมยกับการถูกจับกุม เผลอ ๆ เขาอาจดีใจที่ถูกรวบเสียด้วยซ้ำ เพราะมองว่าการถูกยึดหม้อข้าวเก่า ๆ ตัวเองไปประมูลหน้าศาลจะมีใครสนใจ การจับเขายัดคุกต่างหากที่จะทำให้ข่าวขายได้ แถมตบหน้ารัฐบาลได้แรงกว่าด้วย
แต่ความฝันที่อยากจะเป็นนักโทษการเมืองผู้เสียสละของโธโรทลายลง เพราะความหวังดีที่เขาไม่ต้องการของหญิงลึกลับคนหนึ่งที่คลุมหน้าคลุมตามาแอบจ่ายภาษีที่โธโรค้างไว้จนเกลี้ยง ซึ่งทุกคนรู้ว่าเป็นป้าของเขาเอง นายอำเภอจึงกักตัวเขาได้แค่คืนเดียวไม่ทันเข้าเที่ยงอีกวัน โธโรโกรธควันออกหู เพราะเขาอยากจะนั่งในห้องขังนานกว่านี้ เพื่อประจานความเน่าเฟะของรัฐบาล แต่อย่างน้อยเขาก็อยู่นานพอจะฟาดคำใส่นักปรัชญารุ่นพี่ ‘ราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน’ ที่ดูจะขี้ขลาดกว่าเขามาก
เอเมอร์สันเป็นคนเริ่มเทรนด์ประท้วงภาษีเพื่อต่อต้านการค้าทาส ซึ่งโธโรเห็นว่าทัศนคติเขาตรงกับหลักยึดถือของตนคือ ‘ภาษี’ ไม่ว่าจะจ่ายให้ใคร จะระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ แต่มันก็คือเงินเปื้อนเลือด ตราบใดที่รัฐบาลยังสนับสนุนระบบทาสอยู่ พวกเขาไม่มานั่งแยกแยะหรอกว่านี่ภาษีบำรุงท้องที่นะจ๊ะ ไม่เกี่ยวกับการค้าทาส สำหรับโธโรแล้ว เงินทุกบาทที่ไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาลล้วนถูกเหมารวมเป็นเสาหลักที่คอยค้ำจุนระบบกดขี่เพื่อนมนุษย์ทั้งนั้น
เมื่อเอเมอร์สันแวะไปเยี่ยมโธโรที่คุกพลางถามไถ่ว่านายลงมาทำอะไรในคุกนี่ โธโรจึงตอกกลับว่าแล้วนายไปทำอะไรข้างนอกล่ะ ทำไมไม่เข้ามาติดคุกด้วยกันเพื่ออุดมการณ์ เพราะเอเมอร์สันต่างหากที่เป็นคนจุดประกายให้โธโรยึดมั่นในตัวเองโดยไม่ก้มหัวให้สังคมที่บิดเบี้ยว แต่การที่เอเมอร์สันยังลอยหน้าอยู่ในสังคมปกติได้หมายความว่าเขากำลังประนีประนอมกับความอยุติธรรมอยู่หรือเปล่า
ถึงโธโรจะเซ็งที่ถูกปล่อยตัวเร็วเกินคาด แต่เขาไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือย และมีปากกาเป็นอาวุธ เขานำประสบการณ์ติดคุกหนึ่งคืนที่แสนจะอัดอั้นมาขยี้เขียนเป็นบทความ ‘Civil Disobedience’ ในปี 1849 อันมีถ้อยคำน่าจับจิต
“เสียงส่วนน้อยจะไร้พลังหากยอมโอนอ่อนตามเสียงส่วนใหญ่ แต่เมื่อใช้ส่วนน้อยทั้งหมดเข้าขัดขวาง เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ หากคนเป็นพันพร้อมใจกันไม่จ่ายภาษีในปีนี้ ซึ่งมันไม่ใ่ช่เรื่องนองเลือดรุนแรงอะไรเลย เมื่อเทียบกับการยอมจ่ายเงินเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ก่อความรุนแรง และหลั่งเลือดคนบริสุทธิ์ นี่คือนิยามของการปฏิวัติโดยสันติ หน้าที่ของคุณไม่จำเป็นต้องอุทิศทั้งชีวิตเพื่อไปถอนรากถอนโคนความระยำทั้งโลกหรอก เพราะผมเองก็มีเรื่องอื่นที่ต้องทำเหมือนกัน แต่หน้าที่ที่ควรทำอย่างน้อยที่สุดคือการล้างมือจากความไม่บริสุทธิ์พวกนั้น อย่าไปเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนการกระทำของมันด้วยการกระทำของตัวเอง หากช่วยโลกไม่ได้ก็อย่าจ่ายเงินให้พวกใจมารไปทำเรื่องบาปต่อเลย หากกฎหมายมันเฮงซวยถึงขั้นบังคับให้คุณต้องเป็นเครื่องมือแห่งความอยุติธรรมต่อคนอื่นล่ะก็ ผมขอบอกเลยว่าจงฝ่าฝืนกฎหมายซะ ใช้ชีวิตของคุณเพื่อเป็นแรงต้านหยุดเครื่องจักรนรก (รัฐบาล) ให้ได้”
ในบทความเดียวกัน เขายังจิกกัดพวกคนในบ้านเกิดตัวเองอย่าวแสบทรวงว่า “ไอ้พวกที่ขัดขวางการเลิกทาสน่ะ ไม่ใช่พวกนักการเมืองภาคใต้นับแสนคนหรอก แต่มันคือพวกพ่อค้ากับเกษตรกรแถวบ้านเราต่างหาก พวกที่สนหน้าตักกำไรค้าขายมากกว่าความเป็นคน พวกที่ไม่ยอมคืนความยุติธรรมให้ทาสหรือเม็กซิโกเพียงเพราะกลัวตัวเองเสียผลประโยชน์ ผมไม่ได้จะไปทะเลาะกับศัตรูไกลตัวที่ไหน แต่ผมจะฉะกับไอ้พวกคนใกล้ตัวนี่แหละ พวกสมรู้ร่วมคิดที่เป็นเบี้ยล่างยอมทำตามคำสั่งไอ้พวกอำนาจไกลตัว หากไม่มีไอ้พวกขี้ข้าแถวนี้ ไอ้พวกอำนาจเบื้องบนมันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ในฐานะที่เราเป็นกลุ่มผู้ต่อต้านภาษีสงคราม เราขอปฏิเสธที่จะเป็นเบี้ยล่างให้พวกที่มีอำนาจและจ้องจะเอาเงินภาษีของเราไปถลุงกับสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้น ถึงเราจะอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิที่รัฐบาลสหรัฐฯ เอาเงินไปฟาด แต่เรารู้ดีว่าภาษีคือตัวการที่ลากเราไปเอี่ยวกับหยดเลือดในสงคราม และการไม่จ่ายภาษีคือวิธีที่ตะโกนบอกโลกให้ตาสว่างเสียที!”
โธโรเชื่อว่าหากไม่สนับสนุนรัฐผ่านการจ่ายภาษี เขาก็จะนอนหลับฝันดีเพราะรู้ว่าเงินของเขาไม่ได้ไปพรากชีวิตใคร เขายืนยันชัดเจนว่าการรวมตัวกันของคนกลุ่มน้อย คือวิธีเดียวที่จะสร้างการปฏิวัติโดยไม่ก่อความรุนแรงได้จริง
โธโรเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นอกจากเรือพายกับกองหนังสือแล้ว เขาแทบไม่เป็นเจ้าของอะไรเลย วันดีคืนดีก็ไปกินนอนกับครอบครัว ครั้นจะกล่าวถึงตระกูลโธโรก็ไม่ใช่เล่น เพราะพ่อ แม่ พี่สาว และน้องสาวของโธโรต่างเป็นหัวกะทิในสมาคมต่อต้านการค้าทาสแห่งคอนคอร์ดมาตั้งแต่ปี 1837 แล้ว บ้านของโธโรเป็นที่กบดานให้แก่ทาสหนีตายมานับไม่ถ้วน ซึ่งโธโรมักเป็นคนแอบพาพวกเขาไปส่งที่สถานีรถไฟลับตาคน ทั้งเดินสายด่าระบบทาสแบบไฟลุก จนเราได้เห็นกันว่าเขาถึงขั้นกำหมัดไม่ยอมจ่ายภาษี
เมื่อเงินโธโรหมด เขาจะออกไปรับจ้างเป็นช่างสำรวจ ช่างไม้ เพื่อพอมีเงินติดกระเป๋าสักหน่อยจน ‘เอเมอร์สัน’ อาจารย์ที่ตัดศิษย์ไม่ขาดต้องจารึกว่าโธโรเลือกที่จะรวย ด้วยการทำตัวให้มีความต้องการน้อยที่สุด และลงมือเพื่อหาอะไรมาประเคนตัวเอง จะกล่าวว่าโธโรร่ำรวยความสุขก็ว่าได้ โธโรเปล่าเป็นแค่ไอ้หนุ่มขวางโลก การเดินป่ากับโธโรก็เหมือนเดินอยู่กับกูเกิลยุคโบราณ เขาจำรอยเท้าสัตว์ได้ทุกชนิด รู้จักนกทุกตัว และจำชื่อดอกไม้ได้ทุกดอก โธโรเคยบอกว่าที่เขาเข้าไปอยู่ในป่า เพราะเขาจงใจจะใช้ชีวิตแบบเผชิญหน้ากับแก่นแท้ของชีวิตจริง ๆ ดูสักครั้ง อยากรู้ว่ามันจะมีบทเรียนอะไรสอนเขา ไม่ใช่ถึงวันต้องตายจึงมารู้ตัวว่าที่ผ่านมายังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย เขาทำสวนผัก ส่องนก ส่องไม้ อ่านหนังสือ เขียนหนังสืออยู่ในป่า นอกจากคืนที่โดนลากเข้าคุก เขาก็แทบจะสิงเป็นส่วนหนึ่งกับลำต้นไม้ แต่ท้ายที่สุดโธโรก็เลือกเดินออกจากป่าด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าเขามีชีวิตอีกหลายแบบต้องไปใช้ และไม่อยากเสียเวลากับชีวิตแบบเดิมนานไปกว่านี้แล้ว
ผลงานชิ้นเอกอย่าง ‘Walden’ วางขายในปี 1854 และมันก็มีชื่อกระฉ่อนนับแต่วันแรกที่ขาย ต่างจากเล่มอื่น ๆ ที่ขายไม่ค่อยออกจนโธโรต้องใช้มันหนุนหัวนอน หนังสือของเขาถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และถูกแปลไปเกือบทุกภาษาทั่วโลก
วัณโรคคร่าโธโรไปในวัยเพียง 44 ปี ร่างของเขาเป็นกระดูกอยู่ในสุสานที่เมืองคอนคอร์ด เหลือไว้ซึ่งตำนานของชายผู้กล้าปฏิเสธสังคม ปฏิเสธภาษี และปฏิเสธการเป็นขี้ข้าของวัตถุ เพื่อไปเป็นราชาในป่าใหญ่ของตัวเอง
เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม
ภาพ: Getty Images
ที่มา:
https://www.massmoments.org/moment-details/henry-david-thoreau-spends-night-in-jail.html
https://nwtrcc.org/2014/07/10/henry-david-thoreau-a-war-tax-resistance-inspiration/
https://teachdemocracy.org/online-lesson/thoreau-and-civil-disobedience/