‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี’ จากหมอรักษาคนไข้ สู่หมอรักษาแผ่นดิน

‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี’ จากหมอรักษาคนไข้ สู่หมอรักษาแผ่นดิน

จากเด็กบ้านนอกริมแควน้อย สู่แพทย์ผู้มองเห็นโรคที่ฝังลึกกว่าร่างกายชีวิตของ ‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี’ คือการเดินทางจากการรักษาคนไข้รายบุคคล ไปสู่การวินิจฉัยและผ่าตัดโครงสร้างของสังคมไทย

KEY

POINTS

เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 23.33 น. สังคมไทยได้สูญเสียปูชนียบุคคลสำคัญ เมื่อ ‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ราษฎรอาวุโส’ ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุรวม 93 ปี โดยท่านเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษาแบบยื้อชีวิตในโรงพยาบาล ตามเจตนารมณ์ที่เคยกล่าวไว้กับคนใกล้ชิดว่า ไม่อยากให้ชีวิตในวาระสุดท้ายเป็นเหมือน ‘มะม่วงที่ตกลงมาค้างอยู่บนหลังคา ไม่ได้ถึงพื้น’ 

เส้นทางชีวิตของอาจารย์ประเวศเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ท่านเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เด็กบ้านนอก’ เกิดที่ริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ยาสูบและเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ชีวิตในวัยเด็กต้องตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใช้บนบ้าน ซึ่งทำให้ท่านได้มองเห็นธรรมชาติและเกิดความฝันที่ยิ่งใหญ่ 

ความฝันนั้นคือการได้เข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ท่านเปรียบเปรยความรู้สึกในวัยเด็กว่า การเข้ากรุงเทพฯ ของท่านเหมือนกับเรื่องราวในนิยายจีนที่ “คนทั้งแผ่นดินจะซุ่มดูหนังสือกัน แล้วก็จะไปสอบเป็นจอหงวน” ท่านจึงมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้ดีเพื่อเข้าสู่เมืองหลวง แม้จะไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ มาก่อนเลยก็ตาม

เมื่อสอบเข้าเรียนแพทย์ที่ศิริราชได้สำเร็จ ท่านต้องเผชิญกับการเรียนที่หนักหน่วงและเน้นการท่องจำอย่างมาก ท่านเล่าว่าการเรียนแพทย์ในสมัยนั้นทำให้ท่านรู้สึกเหมือน “อยู่ในกะลา” คือมุ่งเน้นแต่เนื้อหาวิชาการ รายละเอียดเส้นเลือดเส้นประสาท จนขาดการมองเห็นภาพกว้างของสังคมและปรัชญาชีวิต

จุดเปลี่ยนสำคัญทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อท่านได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อไปศึกษาต่อด้านพันธุศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทาง พระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมราโชวาทที่อาจารย์ประเวศจำได้ขึ้นใจ โดยท่านเล่าไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า พระองค์ทรงสอนว่า “ไปเรียนนะ อย่าไปเรียนแต่วิชาแพทย์อย่างเดียว ให้ดูรอบ ๆ ชีวิตของผู้คน สังคมเป็นอย่างไร”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกท่านยอมรับว่า “ลืมที่พระเจ้าอยู่หัวท่านสอนไว้ ไม่ได้ทำ” เพราะมุ่งแต่จะเรียนวิชาการ กลับมาก็มุ่งทำแต่งานวิจัย จนกระทั่งงานวิจัยเรื่อง ‘โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย’ ของท่านได้นำท่านออกจากห้องแล็บไปสู่โลกแห่งความจริง 

การออกสำรวจเลือดชาวบ้านทั่วทุกภาคของประเทศทำให้ท่านได้เห็นสภาพชีวิตที่แท้จริงของคนชนบท การลงพื้นที่ทำให้ท่านตระหนักถึงประโยคสำคัญที่ท่านมักพูดเสมอว่า “คนไข้มีทั้งเรื่องคนและเรื่องไข้” การรักษาแต่โรคโดยไม่ดูชีวิตความเป็นอยู่ของคนนั้นไม่เพียงพอ ท่านพบว่าชาวนาจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินและเป็นหนี้สินมหาศาลจากการกู้เงินมารักษาพยาบาล ท่านเล่าด้วยความสะเทือนใจว่า “บางทีไปกู้เงินมาพันห้า แต่ดอกเบี้ยมันสูง กลายเป็นตั้งหลายหมื่น” ความเจ็บป่วยทางกายจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความป่วยไข้ทางเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคม

จากจุดนั้น อาจารย์ประเวศจึงเริ่มผันตัวจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเป็น ‘ศัลยแพทย์ทางสังคม’ ที่มุ่งวินิจฉัยและรักษา ‘โรคร้ายของแผ่นดิน’ ท่านมองเห็นว่าปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของ ‘ระบอบ’ และ ‘โครงสร้าง’ ที่บิดเบี้ยว

ท่านเคยเปรียบเปรยสถานการณ์ของบ้านเมืองไว้อย่างคมคายว่า ประเทศไทยเหมือนเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร “บนเรือมีทั้งพระอรหันต์และโจร แต่เรือมันรั่ว แต่ว่าคนบนเรือเพียงแต่ว่าสนใจมาเถียงกันว่าธรรมะใครสูงกว่าใคร โดยไม่ไปอุดรูที่รั่ว” ท่านชี้ให้เห็นว่าถ้ามัวแต่ทะเลาะกันเรื่องตัวบุคคลโดยไม่แก้ที่ระบบ เมื่อเรือจม “ทั้งพระอรหันต์และโจรก็ตายพร้อมกัน”

การวินิจฉัยโรคของสังคมไทยนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ท่านมองว่าการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาเป็น ‘การสร้างเจดีย์จากยอด’ ซึ่งไม่มีทางมั่นคง ท่านกล่าวในงานเสวนาเรื่องสำนึกใหม่สังคมไทยว่า “เจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่น หากฐานรากไม่แข็งแรง ประเทศก็จะพังทลายลงมา”

แนวคิดเรื่อง ‘ชุมชนเข้มแข็ง’ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาโรคของสังคม ท่านเปรียบสังคมเหมือนร่างกายมนุษย์ “เราไปห้ามไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกายไม่ได้ แต่ถ้าเข้าไปแล้วเรามีภูมิคุ้มกัน เราก็ไม่เป็นโรค” ชุมชนที่เข้มแข็งคือภูมิคุ้มกันของสังคมที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ความยากจนไปจนถึงสิ่งแวดล้อม

คำว่าชุมชนในนิยามของท่าน ไม่ใช่แค่การอยู่รวมกัน แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ “มีการติดต่อสื่อสารกัน มีการรวมกลุ่มกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน และมีการจัดการ” ท่านย้ำว่าเมื่อเกิดความเป็นชุมชนขึ้น มนุษย์จะลดความเห็นแก่ตัวลงและมีความเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งเป็นสภาวะที่มีความสุขและแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง

นอกจากฐานรากที่แข็งแรงแล้ว ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจก็ต้องเปลี่ยน ท่านเสนอแนวคิด ‘สัมมาชีพเต็มพื้นที่’ โดยอธิบายในคลิปวิดีโอของมูลนิธิสัมมาชีพว่า ต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่ใช่ “รวยกระจุก จนกระจาย” แต่ต้องกระจายรายได้และอาชีพไปสู่ทุกหมู่บ้านและตำบล เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม

ความสมดุลนี้จะนำมาซึ่งความอบอุ่นในครอบครัว ท่านยกตัวอย่างที่ได้พบเจอชาวบ้านที่เปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานว่า หญิงชาวบ้านเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า “ได้มาอยู่พร้อมกัน แม่ลูก ทำให้ครอบครัวอบอุ่นด้วย” นี่คือผลลัพธ์ของการมีสัมมาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ในเชิงโครงสร้างการเมือง อาจารย์ประเวศชี้ว่าระบบรัฐสภาแบบรวมศูนย์อำนาจนั้นล้าสมัยและเป็นต้นเหตุของวิกฤต ท่านวิเคราะห์ว่าระบบราชการไทย “รวมศูนย์อำนาจ ข้าราชการได้เงินเดือนน้อย มันมีเหตุแล้วแต่จะแก้ไขอย่างไร” ทางออกคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โรงเรียน และโรงพยาบาล สามารถจัดการตนเองได้

ท่านยังเสนอแนวคิด ‘การเมืองภาคพลเมือง’ เพื่อให้ประชาชนมีเครื่องมือในการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ ท่านเปรียบเทียบว่าถ้าประชาชนมีเครื่องมือเล็ก ๆ ก็เหมือน “มีแค่แหไปทอด เราก็จับปลาสร้อยปลาซิวได้ แต่ถ้าไอ้ตัวนี้มันเป็นจระเข้ หรือมันเป็นปลาวาฬ เครื่องมือมันต้องใหญ่” ดังนั้นจึงต้องมีองค์กรอิสระและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่อาจารย์ประเวศพยายามทำมาตลอดชีวิต คือการเตรียมทางออกไว้ให้สังคมเมื่อถึงคราววิกฤต เปรียบเสมือนผู้สร้าง ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ (Window of opportunity) ไว้รอวันที่สังคมพร้อมจะเปิดรับการเปลี่ยนแปลง

ท่านยังเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ทุกคน โดยกล่าวในเวทีเสวนาว่า พลังที่ซ่อนเร้นในตัวมนุษย์นั้น “เหมือนพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ แต่ได้ถูกมายาคติ ทำให้เหมือนถูกจองจำอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น” ภารกิจสำคัญคือการปลดปล่อยศักยภาพนี้ออกมาผ่านการเรียนรู้และจิตสำนึกใหม่

แม้ในบั้นปลายชีวิต อาจารย์ประเวศยังคงฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่และการทำงานจิตอาสา ท่านมองว่าถ้าคนไทยมีจิตอาสาและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา นำไปสู่สังคมอุดมปัญญาและอุดมสุข

การจากไปของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่คือการสูญเสีย ‘หมอรักษาแผ่นดิน’ ผู้พยายามผ่าตัดรักษาความเหลื่อมล้ำและความบิดเบี้ยวของโครงสร้างประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากโรคร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: ศูนย์ภาพเครือเนชั่น (Nation Photo)

 

อ้างอิง:

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1216034fbid=457622159950730&set=a.203720885340860&id=100071088494066

https://www.youtube.com/watch?v=5t5io5oApsI

https://www.youtube.com/watch?v=b3uJOl2pxlc

https://www.youtube.com/watch?v=uuECU38hzkE