12 ม.ค. 2569 | 09:42 น.

KEY
POINTS
เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 23.33 น. สังคมไทยได้สูญเสียปูชนียบุคคลสำคัญ เมื่อ ‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ราษฎรอาวุโส’ ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุรวม 93 ปี โดยท่านเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษาแบบยื้อชีวิตในโรงพยาบาล ตามเจตนารมณ์ที่เคยกล่าวไว้กับคนใกล้ชิดว่า ไม่อยากให้ชีวิตในวาระสุดท้ายเป็นเหมือน ‘มะม่วงที่ตกลงมาค้างอยู่บนหลังคา ไม่ได้ถึงพื้น’
เส้นทางชีวิตของอาจารย์ประเวศเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ท่านเรียกตัวเองว่าเป็น ‘เด็กบ้านนอก’ เกิดที่ริมแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ยาสูบและเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ชีวิตในวัยเด็กต้องตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใช้บนบ้าน ซึ่งทำให้ท่านได้มองเห็นธรรมชาติและเกิดความฝันที่ยิ่งใหญ่
ความฝันนั้นคือการได้เข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ท่านเปรียบเปรยความรู้สึกในวัยเด็กว่า การเข้ากรุงเทพฯ ของท่านเหมือนกับเรื่องราวในนิยายจีนที่ “คนทั้งแผ่นดินจะซุ่มดูหนังสือกัน แล้วก็จะไปสอบเป็นจอหงวน” ท่านจึงมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้ดีเพื่อเข้าสู่เมืองหลวง แม้จะไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ มาก่อนเลยก็ตาม
เมื่อสอบเข้าเรียนแพทย์ที่ศิริราชได้สำเร็จ ท่านต้องเผชิญกับการเรียนที่หนักหน่วงและเน้นการท่องจำอย่างมาก ท่านเล่าว่าการเรียนแพทย์ในสมัยนั้นทำให้ท่านรู้สึกเหมือน “อยู่ในกะลา” คือมุ่งเน้นแต่เนื้อหาวิชาการ รายละเอียดเส้นเลือดเส้นประสาท จนขาดการมองเห็นภาพกว้างของสังคมและปรัชญาชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อท่านได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อไปศึกษาต่อด้านพันธุศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทาง พระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมราโชวาทที่อาจารย์ประเวศจำได้ขึ้นใจ โดยท่านเล่าไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า พระองค์ทรงสอนว่า “ไปเรียนนะ อย่าไปเรียนแต่วิชาแพทย์อย่างเดียว ให้ดูรอบ ๆ ชีวิตของผู้คน สังคมเป็นอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกท่านยอมรับว่า “ลืมที่พระเจ้าอยู่หัวท่านสอนไว้ ไม่ได้ทำ” เพราะมุ่งแต่จะเรียนวิชาการ กลับมาก็มุ่งทำแต่งานวิจัย จนกระทั่งงานวิจัยเรื่อง ‘โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย’ ของท่านได้นำท่านออกจากห้องแล็บไปสู่โลกแห่งความจริง
การออกสำรวจเลือดชาวบ้านทั่วทุกภาคของประเทศทำให้ท่านได้เห็นสภาพชีวิตที่แท้จริงของคนชนบท การลงพื้นที่ทำให้ท่านตระหนักถึงประโยคสำคัญที่ท่านมักพูดเสมอว่า “คนไข้มีทั้งเรื่องคนและเรื่องไข้” การรักษาแต่โรคโดยไม่ดูชีวิตความเป็นอยู่ของคนนั้นไม่เพียงพอ ท่านพบว่าชาวนาจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินและเป็นหนี้สินมหาศาลจากการกู้เงินมารักษาพยาบาล ท่านเล่าด้วยความสะเทือนใจว่า “บางทีไปกู้เงินมาพันห้า แต่ดอกเบี้ยมันสูง กลายเป็นตั้งหลายหมื่น” ความเจ็บป่วยทางกายจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความป่วยไข้ทางเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคม
จากจุดนั้น อาจารย์ประเวศจึงเริ่มผันตัวจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเป็น ‘ศัลยแพทย์ทางสังคม’ ที่มุ่งวินิจฉัยและรักษา ‘โรคร้ายของแผ่นดิน’ ท่านมองเห็นว่าปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของ ‘ระบอบ’ และ ‘โครงสร้าง’ ที่บิดเบี้ยว
ท่านเคยเปรียบเปรยสถานการณ์ของบ้านเมืองไว้อย่างคมคายว่า ประเทศไทยเหมือนเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร “บนเรือมีทั้งพระอรหันต์และโจร แต่เรือมันรั่ว แต่ว่าคนบนเรือเพียงแต่ว่าสนใจมาเถียงกันว่าธรรมะใครสูงกว่าใคร โดยไม่ไปอุดรูที่รั่ว” ท่านชี้ให้เห็นว่าถ้ามัวแต่ทะเลาะกันเรื่องตัวบุคคลโดยไม่แก้ที่ระบบ เมื่อเรือจม “ทั้งพระอรหันต์และโจรก็ตายพร้อมกัน”
การวินิจฉัยโรคของสังคมไทยนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ท่านมองว่าการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาเป็น ‘การสร้างเจดีย์จากยอด’ ซึ่งไม่มีทางมั่นคง ท่านกล่าวในงานเสวนาเรื่องสำนึกใหม่สังคมไทยว่า “เจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่น หากฐานรากไม่แข็งแรง ประเทศก็จะพังทลายลงมา”
แนวคิดเรื่อง ‘ชุมชนเข้มแข็ง’ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาโรคของสังคม ท่านเปรียบสังคมเหมือนร่างกายมนุษย์ “เราไปห้ามไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกายไม่ได้ แต่ถ้าเข้าไปแล้วเรามีภูมิคุ้มกัน เราก็ไม่เป็นโรค” ชุมชนที่เข้มแข็งคือภูมิคุ้มกันของสังคมที่จะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ความยากจนไปจนถึงสิ่งแวดล้อม
คำว่าชุมชนในนิยามของท่าน ไม่ใช่แค่การอยู่รวมกัน แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ “มีการติดต่อสื่อสารกัน มีการรวมกลุ่มกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน และมีการจัดการ” ท่านย้ำว่าเมื่อเกิดความเป็นชุมชนขึ้น มนุษย์จะลดความเห็นแก่ตัวลงและมีความเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งเป็นสภาวะที่มีความสุขและแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
นอกจากฐานรากที่แข็งแรงแล้ว ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจก็ต้องเปลี่ยน ท่านเสนอแนวคิด ‘สัมมาชีพเต็มพื้นที่’ โดยอธิบายในคลิปวิดีโอของมูลนิธิสัมมาชีพว่า ต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่ใช่ “รวยกระจุก จนกระจาย” แต่ต้องกระจายรายได้และอาชีพไปสู่ทุกหมู่บ้านและตำบล เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม
ความสมดุลนี้จะนำมาซึ่งความอบอุ่นในครอบครัว ท่านยกตัวอย่างที่ได้พบเจอชาวบ้านที่เปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานว่า หญิงชาวบ้านเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า “ได้มาอยู่พร้อมกัน แม่ลูก ทำให้ครอบครัวอบอุ่นด้วย” นี่คือผลลัพธ์ของการมีสัมมาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ในเชิงโครงสร้างการเมือง อาจารย์ประเวศชี้ว่าระบบรัฐสภาแบบรวมศูนย์อำนาจนั้นล้าสมัยและเป็นต้นเหตุของวิกฤต ท่านวิเคราะห์ว่าระบบราชการไทย “รวมศูนย์อำนาจ ข้าราชการได้เงินเดือนน้อย มันมีเหตุแล้วแต่จะแก้ไขอย่างไร” ทางออกคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โรงเรียน และโรงพยาบาล สามารถจัดการตนเองได้
ท่านยังเสนอแนวคิด ‘การเมืองภาคพลเมือง’ เพื่อให้ประชาชนมีเครื่องมือในการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ ท่านเปรียบเทียบว่าถ้าประชาชนมีเครื่องมือเล็ก ๆ ก็เหมือน “มีแค่แหไปทอด เราก็จับปลาสร้อยปลาซิวได้ แต่ถ้าไอ้ตัวนี้มันเป็นจระเข้ หรือมันเป็นปลาวาฬ เครื่องมือมันต้องใหญ่” ดังนั้นจึงต้องมีองค์กรอิสระและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
สิ่งที่อาจารย์ประเวศพยายามทำมาตลอดชีวิต คือการเตรียมทางออกไว้ให้สังคมเมื่อถึงคราววิกฤต เปรียบเสมือนผู้สร้าง ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ (Window of opportunity) ไว้รอวันที่สังคมพร้อมจะเปิดรับการเปลี่ยนแปลง
ท่านยังเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ทุกคน โดยกล่าวในเวทีเสวนาว่า พลังที่ซ่อนเร้นในตัวมนุษย์นั้น “เหมือนพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ แต่ได้ถูกมายาคติ ทำให้เหมือนถูกจองจำอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น” ภารกิจสำคัญคือการปลดปล่อยศักยภาพนี้ออกมาผ่านการเรียนรู้และจิตสำนึกใหม่
แม้ในบั้นปลายชีวิต อาจารย์ประเวศยังคงฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่และการทำงานจิตอาสา ท่านมองว่าถ้าคนไทยมีจิตอาสาและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา นำไปสู่สังคมอุดมปัญญาและอุดมสุข
การจากไปของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่คือการสูญเสีย ‘หมอรักษาแผ่นดิน’ ผู้พยายามผ่าตัดรักษาความเหลื่อมล้ำและความบิดเบี้ยวของโครงสร้างประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากโรคร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: ศูนย์ภาพเครือเนชั่น (Nation Photo)
อ้างอิง:
https://www.youtube.com/watch?v=5t5io5oApsI