30 ก.ย. 2569 | 13:05 น.

KEY
POINTS
‘กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก’ คำที่เหมือนจะคุ้นเคยแต่ไม่คุ้นชิน เพราะไม่ค่อยได้ใช้คำนี้ในชีวิตประจำวันกัน อีกอย่างผู้คนส่วนใหญ่ อย่าว่าแต่ ‘คนกรุงเทพฯ Native’ เลย คนไทยที่ไหนในประเทศนี้ต่างก็นึกไม่ออกว่า ย่านอย่างสุขุมวิท ลาดพร้าว บางกะปิ คลองจั่น มีนบุรี ประเวศ จะมาถูกจัดเป็นคนกลุ่มเดียวกันไปได้อย่างไร
ในเมื่อพื้นที่แต่ละโซนของชาวกรุงฯ ถูกกำหนดจากราคาที่ดินที่ต่างกันแต่ละโซน ซึ่งทำให้คนอยู่โซนที่ดินราคาสูงอย่างสุขุมวิท เป็นคนละคลาสชั้นกับคนโซนอื่น ๆ แต่ ‘น้องน้ำ’ ก็คือ ‘น้องน้ำ’ น้องไม่สนหรอก สำหรับเรื่องการจัดลำดับชั้นกันเองในหมู่ ‘พวกนุด’ แบบนั้น
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมที่แม้ไม่ถึงกับเป็น ‘มหาอุทกภัย’ ก็กำลังทำให้ ‘กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก’ แปรเปลี่ยนนิยามความหมายไป จริง ๆ แล้วในมิติทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานครเอง เรื่องนี้สะท้อนนัยถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนกัน เพราะแต่เดิมคำว่า ‘กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก’ จะหมายถึง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่ตะวันออกของถนนวิภาวดี-รังสิต
ถึงแม้ว่าฝั่งตะวันตกของถนนวิภาวดี-รังสิต อย่างย่านปากเกร็ด บางบัวทอง งามวงศ์วาน จะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ไม่มีคำว่า ‘กรุงเทพฯฝั่งตะวันตก’ ให้ได้ยินสักครั้ง แน่นอนพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรีก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วน ผู้เขียนเห็นว่า เรามีนิยามกรุงเทพฯ พื้นที่ตอนในที่เป็นกรุงเทพฯแท้อยู่ฝั่งตะวันออกมาตั้งแต่แรกสถาปนากรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงเมื่อพ.ศ.2325 โน่นแล้ว
ที่คิดและเห็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่เพราะร่ำเรียนเขียนอ่านมาทางประวัติศาสตร์ มีอะไรเป็นต้องลากเข้าไปเกี่ยวโยงใยกับอดีตอย่างอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ แต่เพราะมีข้อมูลจำนวนมากที่สะท้อนว่า หลายสิ่งอย่างบรรดามีในประเทศนี้ที่ทำ ๆ กันอยู่เนี่ย มันมีจุดเริ่มต้นหรือทำกันมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว การไม่ตระหนักรู้ในเรื่องนี้ทำให้เข้าใจกันไปง่าย ๆ ว่าบางอย่างเพิ่งเริ่มมีแค่ไม่กี่สิบปีมานี้ มักนำไปสู่ปัญหาการจัดการที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางสิ่งอย่างนั้นยังเข้าใจไปง่าย ๆ ว่าที่ทำอยู่นั้นก้าวหน้าแล้ว ทั้งที่เป็นเรื่องเก่า ทำกันมานานนม เรื่องมันเลยง่าย ๆ ว่า ที่น้ำท่วมซ้ำซากนั้นเพราะทำแบบเดิม ๆ นั่นแหล่ะ ทำแบบเดิม ผลมันก็แบบเดิม ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน
คำว่า ‘กรุงเทพ’ สำหรับสมัยอยุธยา จะหมายถึงเมืองหลวงที่อยุธยา และคำว่า ‘อยุธยา’ เมื่อต้นรัตนโกสินทร์จะหมายถึงกรุงเทพมหานคร (อมรรัตนโกสินทร์...นี่แหล่ะ) เขาเรียกสลับกันแบบนั้น (อย่าเพิ่งงง) เพิ่งจะสมัยรัชกาลที่ 4 ที่มีการกำหนดให้เรียกเมืองหลวงว่า ‘กรุงเทพ’ เรียกเมืองหลวงเก่าที่อยุธยาว่า ‘กรุงเก่า’ หรือ ‘อยุธยา’
ในเอกสารกฎหมายเก่าที่มีในชุด ‘ประชุมกฎหมายตราสามดวง’ มีคำเรียกบริเวณนี้ว่า ‘เมืองบางกอก’ กับ ‘ด่านพระขนอนหลวงพระทณบุรี’ คำว่า ‘ทณบุรี’ นี้คำเดียวกับ ‘ธนบุรี’ ในภายหลัง ปรากฏความสำคัญในฐานะหัวเมืองอันดับสองรองจากเมืองหลวงที่อยุธยามาตั้งแต่สมัยอยุธยาปลายราวพศว.22-23 แล้ว ซึ่งก็เป็นธรรมดาของระบบบริหารจัดการสมัยก่อนที่นิยมมี ‘เมืองคู่’ หรือเมืองสำรองที่จะสามารถแปรพระราชฐานหรือเขยิบสถานะขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่แทนเมืองหลวงเก่าที่เกิดปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องข้าศึกศัตรูรุกราน ความขัดแย้งภายใน ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเมือง หรือแม้แต่เรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ น้ำท่วม มีผลหมด
เมื่อมีการขุดคลองลัดในสมัยสมเด็จพระไชยราชา จนเกิดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตัดผ่านท่าพระจันทร์ จากเดิมที่ชุมชนเมืองบริเวณคุ้งน้ำย่านบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ เป็นชุมชนฝั่งตะวันออกของเมือง ก็กลายมาเป็นฝั่งตะวันตก และเกิดพื้นที่เศรษฐกิจสังคมแห่งใหม่ขึ้นที่ฝั่งตะวันตกเพราะสภาพเป็นเกาะน้ำล้อม จนมีข้อสันนิษฐานหนึ่งถึงที่มาของคำว่า ‘บางกอก’ ว่าอาจมาจาก ‘บางเกาะ’ นั่นหมายความว่าคนฝั่งธนฯคือคนกรุงเทพแท้ หรือกรุงเทพ Native
ส่วนฝั่งตะวันออกนั้น เข้าใจว่าถัดจากบริเวณวัดสระเกศไปแล้วเป็นทุ่ง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อทรงไปสร้างวัดปทุมวนาราม ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไปสร้างวัดหลวงทำไมไกลนอกเมืองอย่างนั้น เหตุที่บริเวณฝั่งตะวันออกอยู่ในสภาพอย่างนั้นยาวนาน (ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระไชยราชาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4) ส่วนหนึ่งก็เพราะผังเมืองกรุงเทพฯ เลียนแบบเกาะเมืองอยุธยา จึงต้องมีทุ่งร้างไว้พักน้ำเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก แถมฝั่งตะวันออกยังฟังก์ชั่นเพราะมีภูมิศาสตร์ลาดเอียงไปทางแม่น้ำบางปะกง ทำให้เหมาะแก่การใช้เป็นทางด่วนแก่น้องน้ำไปออกทะเลได้ไวขึ้นนั่นเอง
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความพยายามในการพัฒนาฝั่งตะวันออก ดังจะเห็นได้จากเมื่อมีการสร้างป้อมขึ้นในพื้นที่สองฝั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ป้อมวิไชยประสิทธิ์อยู่ฝั่งตะวันตก และมีป้อมชื่อ ‘ป้อมบางกอก’ หรือ ‘ป้อมฝั่งตะวันออก’ อยู่บริเวณท่าเตียน ภายหลังป้อมฝั่งตะวันออกถูกรื้อทิ้งไปเหลือแต่ป้อมฝั่งตะวันตก มีป้อมย่อมมีชุมชน ไม่งั้นป้อมก็ไม่มีคนควบคุมดูแลรักษา แต่ชุมชนก็ขยายตัวอยู่เพียงรอบป้อมนั้นแหล่ะ ไม่ได้ขยายยาวลึกเข้าไปข้างในมากเหมือนอย่างช่วงหลัง เพราะงั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงไม่มีโบราณสถานสมัยอยุธยาอยู่ลึกไปกว่าแถบชายแม่น้ำเจ้าพระยา
การมีสองป้อมตั้งอยู่สองฝั่งน้ำ สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองกรุงเทพฯเก่าที่มีลักษณะเป็น ‘เมืองอกแตก’ แม่น้ำผ่ากลาง และจากแผนที่กรุงธนบุรีฉบับทำโดยสายลับพม่า ก็จะเห็นได้ว่ามีสถานที่สำคัญตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว มีชุมชน มีวัด เช่น วัดสลัก (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์) มีชุมชนชาวเวียดนามที่อพยพมาจากฮาเตียน อยู่ตรงท่าเตียน (ตำนานยักษ์สองวัดรบกันนั่นสร้างภายหลัง เดิม ‘ท่าเตียน’ มาจาก ‘ฮาเตียน’)
สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงเริ่มให้ความสำคัญแก่ฝั่งตะวันออกอยู่ก่อนแล้ว ดังจะเห็นได้จากเมื่อพ.ศ.2316 ทรงให้เกณฑ์ชาวเมืองที่ไม่ได้ส่งคนไปรบ มาขุดคูเมือง ก็ขุดคูฝั่งตะวันออกด้วย คลองนี้ปัจจุบันเรียกว่า ‘คลองคูเมืองเก่า’ คือเส้นที่ตัดผ่านวัดราชประดิษฐานกับวัดราชบพิธในปัจจุบัน จุดสังเกตหนึ่งคือมี ‘อนุสาวรีย์หมู’ ตั้งอยู่ริมคลอง
ยังไม่นับกับเรื่องที่ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ก็ทรงมีพระราโชบายที่จะย้ายพระราชวังที่ประทับของพระองค์มายังฝั่งตะวันออก พูดง่าย ๆ คือทรงมีแผนจะย้ายข้ามฝั่งมาตั้งกรุงเทพฯ อยู่ก่อนแล้ว กลายเป็นว่า “พระเจ้าตากคิด รัชกาลที่ 1 ทำ” นั่นเอง
นี่คือร่องรอยว่า กรุงเทพฯกับกรุงธนฯ แท้ที่จริงแล้ว ก็ ‘กรุง’ เดียวกัน คำว่า ‘กรุง’ หมายถึงเมืองหลวง ดังนั้นความเป็น Native ของคนกรุงเทพฯ จึงเลื่อนไหล สมัยอยุธยา กรุงเทพแท้จะหมายถึงคนกรุงศรีอยุธยา ขณะที่คนที่เมืองบางกอกคือพวกบ้านนอกทางใต้
ครั้นพอสมัยต้นรัตนโกสินทร์ กรุงเทพแท้คือคนลาว คนเขมร มอญ แขกมุสลิม ฯลฯ คือเหล่าชาวชาติพันธุ์ที่ถูกกวาดต้อนมาขุดคลอง สร้างป้อม ทำกำแพงเมือง สร้างวัด สร้างพระราชวัง ฯลฯ เสร็จก็ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สามารถย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่อาศัย เพราะเมืองไหน ๆ ก็หมายถึงผู้คน มีแต่ป้อมปราการ มีแต่วัด แต่วัง ไม่เป็นเมือง เป็นเมืองได้เพราะมีผู้คนมาอยู่อาศัย
ในสมัยอาณาจักรมีหลายเมืองอยู่ภายใต้ศูนย์อำนาจเดียวก็จริง แต่ศูนย์อำนาจนั้นแต่ก่อนก็ไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังต้องอาศัยหัวเมืองให้ความสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกำลังคนและทรัพยากรที่จะสามารถจัดหาส่งมาเป็นส่วยให้แปรเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง
อย่างอาณาจักรสุโขทัย นอกจากเมืองสุโขทัย ก็มีเมืองศรีสัชนาลัย เป็นเมืองอันดับรอง ต่อมาเมืองพิษณุโลกมีความสำคัญและขยายใหญ่โต เจ้าผู้ครองมีบุญบารมีมากกว่าเมืองศรีสัชนาลัย เมืองพิษณุโลกก็กลายเป็นเมืองอันดับสองของอาณาจักรสุโขทัยแทนเมืองศรีสัชนาลัย อาณาจักรล้านนานอกจากเมืองเชียงใหม่ ก็มีเมืองลำพูนและลำปาง เมืองเวียงจันก็เคยเป็นเมืองอันดับสองของอาณาจักรล้านซ้าง รองจากเมืองหลวงพระบางมาก่อน
สมัยอยุธยา เดิมอยุธยาก็เป็นเมืองอันดับสองของอาณาจักรอโยธยา เมื่อผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้สำเร็จ เมืองพิษณุโลกก็เป็นเมืองแบบนี้แทน ถือเป็นหัวเมืองสำคัญว่าที่กษัตริย์องค์ถัดไปได้ไปทดลองงาน เมื่อองค์ที่หนึ่งที่เมืองหลวงสวรรคต องค์ที่ครองอยู่พิษณุโลก ฝึกทดลองงานอยู่นั้น ก็จะมาขึ้นครองราชย์ที่อยุธยาได้ทันที ระบบนี้จึงฟังก์ชันในแง่ที่อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันว่าจะได้ประมุขใหม่เป็นผู้มีบุญบารมีและความรู้ความสามารถ ด้วยว่าทรงเคยครองเมืองใหญ่อันดับสองมาก่อน เคยพิสูจน์ฝีมือมาพอสมควรแล้วนั่นเอง
จากบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็เห็นแล้วว่าเมืองบางกอกคือเมืองท่าที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองของราชอาณาจักร นั่นหมายความว่าต่อให้สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ไม่ทรงย้ายเมืองหลวงลงมาตั้งบางกอก-กรุงธนบุรี ขึ้นเป็นเมืองหลวง เมืองบางกอกหรือกรุงธนบุรีนี้ก็มีความพร้อมและความเหมาะสมอยู่ก่อนแล้ว
ยังไม่นับว่าแผนแรกของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จริงๆ นั้นเมื่อเสร็จศึกปราบสุกี้พระนายกองที่ค่ายโพธิ์สามต้นนั้น จะทรงเสด็จกลับไปจันทบุรี แต่ถูกทัดทานโดยเหล่าขุนนางและคหบดีเก่าที่มีผลประโยชน์อยู่กับการค้าต่างประเทศมาก จึงต้องการเมืองใหม่แต่ก็ยังยึดโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เมืองบางกอกหรือกรุงธนบุรีมีความเหมาะสมมากกว่า
หากไม่มีอันเป็นไปเสียก่อน วันหนึ่งก็จะได้เป็นเมืองหลวงแทนที่อยุธยาอยู่ดี ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าสมัยนั้นให้ความสำคัญแก่การค้าทางทะเลมาก การค้ากับต่างประเทศเป็นรายได้หลักของรัฐและชนชั้นนำ (ยังไม่ใช่การเก็บภาษีอากรเหมือนอย่างในช่วงหลังมานี้) เมืองท่าที่อยู่ในเส้นทางออกสู่ทะเล ยิ่งมีความสำคัญและเหมาะสมคู่ควรแก่การยกสถานะขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจสังคม
พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่รู้จักดีในหมู่ชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯรัชกาลที่ 1 เมื่อคราวทำรัฐประหารโค่นล้มสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เมื่อพ.ศ.2325 ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินกลับจากกัมพูชา เพื่อให้ถึงพระนครโดยเร็วที่สุด ทรงเสด็จโดยวิธี ‘เดินลัดตัดทุ่งแสนแสบ’ มาประทับยังวัดสระแก (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดสระเกศ’)
ข้อมูลหลักฐานตรงนี้ (ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร) เป็นสิ่งสะท้อนว่า คำว่า ‘แสนแสบ’ ไม่ใช่เพิ่งมีหลังจากขุดคลอง เป็นชื่อทุ่งกว้างของฝั่งตะวันออกนี้มาก่อนแล้วนั่นเอง ส่วนปัญหาที่ว่า ‘แสนแสบ’ มาจากไหน จากยุง หรือคำเรียกของกลุ่มชาติพันธุ์ใดที่มาขุดคลอง ไม่ใช่ประเด็นสำหรับในที่นี้
สมัยรัชกาลที่ 2 ฝั่งตะวันออกยังเป็นที่ลือชาปรากฏเป็นความสยดสยอง เมื่อวัดสระเกศกลายเป็นแดนป่าช้าที่แร้งลง เพราะมีการนำเอาศพที่ตายเพราะโรคอหิวาต์ระบาดมาทิ้งไว้ แน่นอนว่าตามมาด้วยเรื่องเล่าผีดุ ผู้คนจึงไม่ค่อยสัญจรไปมา
แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไปอีกสิ้นเชิง ไม่ใช่เพราะโปรเจกต์สร้างพระมหาเจดีย์สูงใหญ่ระดับภูเขาทอง แต่เพราะการขุดคลองแสนแสบ เดิมทีคลองแสนแสบขุดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกสงครามที่ทำกับเวียดนาม (อานาม-สยามยุทธ์) ใช้ในการลำเลียงกำลังคน อาวุธยุทโธปกรณ์ และเสบียงอาหาร ไปส่งให้ทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่ตั้งมั่นสู้รบอยู่ที่กัมพูชา
‘คลองแสนแสบ’ เป็นคลองยาวเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง ไปบรรจบกับแม่น้ำบางปะกงที่ตำบลบางขนาก จึงมีอีกชื่อเรียกว่า ‘คลองบางขนาก’ แต่คนลืมชื่อนี้ไปแล้ว ยกเว้นคนที่ย่านปากคลองบางขนาก ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
สงครามอานาม-สยามยุทธ์ สิ้นสุดไป แต่ทว่าคลองแสนแสบหาได้สิ้นสุดความสำคัญไปด้วย คลองนี้กลับเป็นย่านเศรษฐกิจการค้าสำคัญ และมีการขุดคลองเชื่อมหลายสาย เช่น คลองบางซื่อ, คลองลาดพร้าววังหิน, คลองบางเขน เป็นต้น
ตั้งแต่เมื่อแรกขุดคลองขึ้นแล้ว ได้มีพระบรมราชานุญาตให้กลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองปักษ์ใต้/มลายู ได้มาตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย ควบคู่กับคนลาว เขมร มอญ ยะวา (ชวา) แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิม คนเหล่านี้มีอาชีพทำนาปลูกข้าวและทำเกษตรกรรมได้ผลมาก เพราะดินดี-น้ำชุ่ม ปลูกอะไรก็ขึ้นก็งาม แถมยังเป็นแหล่งปลาและสัตว์น้ำชุกชุมในหน้าฝนอีกด้วย
‘คลองแสนแสบ’ กลายเป็นเส้นทางที่พ่อค้าข้าวใช้ขนส่งขึ้นล่องไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับหัวเมืองตะวันออก ข้าวซึ่งเป็นสินค้าออกสำคัญของสยาม ยิ่งเมื่อชาติตะวันตกเข้ามาทำสนธิสัญญาขอซื้อข้าวเป็นอันมากจากสยาม ยิ่งทำให้เส้นทางข้าวอย่างคลองแสนแสบสำคัญ ความสำเร็จของคลองแสนแสบเกิดเป็นต้นแบบให้กับ ‘เมกะโปรเจกต์’ ที่เป็นการขุดคลองทั้งหลายในช่วงหลังจากนั้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นกำเนิดของการขุดคลองรังสิตและคลองประเวศบุรีรมย์
คลองรังสิตกับคลองประเวศบุรีรมย์ นอกจากเป็นเส้นทางคมนาคมแล้ว ยังก่อให้เกิดชุมชนเมืองแห่งใหญ่ขึ้น พ.ศ.2445 (สมัยรัชกาลที่ 5) ทรงตั้ง ‘เมืองมีนบุรี’ ขึ้นที่ย่านริมคลองแสนแสบ และตั้ง ‘เมืองธัญบุรี’ ขึ้นที่ย่านคลองรังสิต
ทั้งสองถือเป็นเมืองคู่-ชื่อพ้องกัน ‘มีนบุรี’ หมายถึง ‘เมืองปลา’ เนื่องจากมีปลาชุกชุมในละแวกย่าน โดยเฉพาะปลาตะเพียน จับส่งมาขายในกรุงเทพตอนในได้มาก ‘ธัญบุรี’ หมายถึง ‘เมืองข้าว’ เพราะเป็นแหล่งปลูกข้าวได้ผลดี เป็นแหล่งกำเนิด ‘ข้ามหอมปทุม’ ในเวลาต่อมา
คลองแสนแสบก็ทำให้เกิดย่านชุมชนขึ้นมากมาย โดยเฉพาะ ‘ย่านบางกะปิ’ ที่สันนิษฐานกันว่ามาจาก ‘กปิเยาะ’ หมายถึงหมวกสวมของชาวมุสลิม เพราะเป็นชุมชนการค้าที่มีชาวมุสลิมมาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยกันมาก สองฝั่งคลองเต็มไปด้วยสุเหร่า มัสยิด กุโบร์ ของชาวมุสลิม
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ไม่นาน ได้เกิดมีวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราโชบายประหยัดงบประมาณแผ่นดิน จึงให้ยุบ ‘จังหวัดมีนบุรี’ มาขึ้นกับกรุงเทพฯ และยุบ ‘จังหวัดธัญบุรี’ ไปขึ้นกับปทุมธานี
ทศวรรษ 2470 เป็นต้นมา คลองเริ่มหมดความสำคัญในฐานะเส้นทางคมนาคมหลัก ไม่ได้เป็น ‘เมกะโปรเจกต์’ ที่นิยมในหมู่ชนชั้นนำอีกต่อไป ทั้งนี้เพราะความเสื่อมสลายของระบบเกณฑ์แรงงานไพร่ก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนที่สำคัญเลยนั้นก็คือการเข้ามาของ ‘รถยนต์’ ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการคมนาคมขนานใหญ่ในประเทศ
คณะราษฎรเป็นกลุ่มนักเรียนนอกจบการศึกษามาจากยุโรปเป็นส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสได้เห็นความเจริญของบ้านเมือง และเล็งเห็นอนาคตว่าเมืองไทยต่อไปภายหน้าก็จะต้องเปลี่ยนการจราจรจากทางน้ำมาสู่ทางบกเช่นเดียวกัน คณะราษฎรจึงสนับสนุนโครงการก่อสร้างถนน โดยเฉพาะถนนเชื่อมระหว่างภูมิภาค
สำหรับฝั่งตะวันออกของพระนคร การเดินทางไปยังภาคตะวันออก ได้มีการตัดถนนหลวงคือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 เมื่อพ.ศ.2479 เดิมใช้ชื่อว่า ‘ถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ’ เพราะสิ้นสุดอยู่เพียงจังหวัดสมุทรปราการ
ต่อมา ในทศวรรษ 2490 พระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม) อธิบดีกรมทางในขณะนั้น ได้จัดทำ ‘โครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย’ เป็นแม่บทในการสร้างทางหลวงเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ‘ถนนกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ’ ถูกกำหนดให้เป็นทางสายหลักระหว่างกรุงเทพฯกับภาคตะวันออก จึงสร้างต่อจากสมุทรปราการ ไปชลบุรี ระยอง จันทบุรี จนถึงตัวเมืองตราด เรียกชื่อว่า ‘ถนนกรุงเทพฯ-ตราด’ (คนละเส้นกับ ‘ถนนบางนา-ตราด’ ในปัจจุบัน)
เมื่อพระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม) มีผลงานเด่นชัดในเรื่องนี้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ซึ่งให้ความสำคัญแก่บทบาทข้าราชการ และยังไม่รู้ว่าพระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม) ผู้นี้เคยเป็นเสรีไทยและพรรคพวกเดียวกับกลุ่มนักการเมือง ส.ส.อีสาน ที่เคยงัดตนออกจากตำแหน่งนายกฯ มาแล้ว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2493 ให้เปลี่ยนชื่อ ‘ทางหลวงแผ่นดินสายกรุงเทพฯ-ตราด’ เป็น ‘ถนนสุขุมวิท’ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม)
ถนนสุขุมวิทไม่เพียงแต่ส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนเมืองริมทะเลของภาคตะวันออก ในกรุงเทพฯเองบริเวณที่เรียกว่า ‘กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก’ ก็หมายถึงบริเวณริมถนนสุขุมวิทนี้ด้วย จากเดิมที่เห็นเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อทรงสร้างวัดปทุมวนาราม ก็มีเสียงค่อนแคะว่าทรงไปสร้างวัดทำไมไกลนอกเมือง เพราะแต่ก่อนถัดจากวัดสระเกศมา ก็ถือเป็นนอกเมืองแล้ว แต่ถนนสุขุมวิทเป็นจุดเปลี่ยนทำให้กรุงเทพฯขยายตัวออกไปตามแนวถนนจนถึงพระโขนงและบางนา
ปีเดียวกันนั้น (พ.ศ.2493) ยังมีการตัดถนนเพิ่มอีก 2 สาย ที่ส่งผลต่อการขยายตัวของพื้นที่เมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ คือถนนรังสิต-นครนายก ซึ่งตัดขนานไปกับคลองรังสิตเดิม กับอีกเส้นที่แม้ไม่ผ่านกรุงเทพฯ แต่มีผลต่อการขยายตัวเมืองออกเป็นแนวสี่เหลี่ยม (กรุงเทพฯ-สระบุรี-โคราช/ภาคอีสาน-ตะวันออก) คือ ‘ถนนสุวรรณศร’ ตั้งตามนามของสกุลของนายธะทรง สุวรรณศร อดีตนายช่างกำกับการเขตการทางกรุงเทพฯ สมัยนั้น เป็นถนนทอดยาวรับกับถนนพหลโยธินที่ภาชี แล้วไปหินกอง นครนายก ปราจีนบุรี อรัญประเทศ ตามลำดับ
นอกเหนือจากการคมนาคมแล้ว การเกิด ‘เมืองมหาวิทยาลัย’ และ ‘หมู่บ้านจัดสรร’ ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเป็นแหล่งย่านที่อยู่อาศัยและความเป็นชุมชนเมืองกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
โครงการหมู่บ้านจัดสรรนี้เป็นสิ่งกำเนิดเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกกันตามภาษาฝรั่งว่า ‘อเมริกันดรีม’ (American dream) เพราะเป็นยุคสงครามเย็น เทคโนแครตอเมริกันเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาเป็นอย่างมาก แบบแผนแนวคิดสำคัญอันเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาแบบนั้นก็คือการสร้างวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบชนชั้นกลาง รูปธรรมคือการขยายตัวเมืองออกไป สลายชนบท เพราะเมื่อเป็นเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้วก็เชื่อว่าผู้คนจะไม่เข้าร่วมกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ศัตรูของสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น
พวกเขาจึงต้องสร้างความฝันหนึ่งให้แก่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ คือ ‘บ้าน’ กับ ‘รถ’ บ้านในที่นี้คือ ‘บ้านชานเมือง’ จากเดิมที่เป็นบ้านตากอากาศของชนชั้นสูงผู้ดีมีตระกูล เมื่อถึงทศวรรษ 2510 รถยนต์สามารถทำให้การมีบ้านอยู่ชานเมืองแล้วเข้ามาทำงานอยู่ในเมืองกรุงสามารถเป็นไปได้และเป็นจริงได้ แต่ก่อนบ้านเป็นของที่ทุกคนต้องมีอยู่แล้ว เพราะทุกคนมีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ก็เกิดเปลี่ยนค่านิยมในการที่คู่รักที่แต่งงานจะต้องย้ายออกจากบ้านเก่าของครอบครัวไปอยู่ต่างหาก
จากเดิมที่การสร้างบ้านหรือมีบ้านเป็นเรื่องของเครือญาติ หรือชุมชนร่วมกันสร้างให้ สร้างเสร็จเป็นหลังก็จบเลย ไม่มีพันธะหรือภาระต่อบ้านหลังนั้น มีพันธะต่อครอบครัว วงศาคณาญาติ และชุมชนเป็นหลัก ก็เปลี่ยนมาเป็นมีพันธะต่อธนาคารให้ต้องผ่อนดาวน์กันไป รถก็ใช้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้ความมีหนี้เป็นฟังก์ชันของระบบที่ผูกมัดรัดตรึงให้หนุ่มสาวต้องทำงานรับใช้ระบบทุนนิยมกันต่อไปจนตาย
ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมาแล้ว ที่โครงการบ้านจัดสรรผุดขึ้นในแถบกรุงเทพฯฝั่งตะวันออกราวกับดอกเห็ด ยาวตลอดแนวตั้งแต่หลังม.ราม ไปจนถึงสุวินทวงศ์ โครงการเคหะแห่งชาติซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐเองก็อยู่ฝั่งนี้เป็นอันมาก เช่น เคหะคลองจั่น, เคหะบึงกุ่ม, เคหะรามอินทรา, เคหะรามคำแหง, เคหะร่มเกล้า, เคหะลาดกระบัง, เคหะหนองจอก (เคหะมิตรไมตรี), เคหะสุขประชาฉลองกรุง, เคหะคลองเก้า, บ้านเอื้ออาทรมีนบุรี เป็นต้น
การสร้างมหาวิทยาลัยในภูมิภาคก็เป็นอีกหนึ่งแผนงานที่เหล่าเทคโนแครตอเมริกันสร้างทำเอาไว้ แต่มหาวิทยาลัยอย่าง ‘สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า’ เดิมตั้งอยู่ที่ศูนย์โทรคมนาคมจังหวัดนนทบุรี ก่อตั้งเมื่อพ.ศ.2503 นั้นกล่าวได้ว่าแรกเริ่มไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไร
จนกระทั่งพ.ศ.2514 มีการยุบรวมกับสถาบันพระจอมเกล้าฯ แล้วมาเป็น ‘สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง’ ต่อมาเป็น ‘มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง’ (สจล.) แล้วมาตั้งอยู่ที่ย่านลาดกระบัง ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ริมทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ เป็นเหตุให้หนุ่มสาวจากหัวเมืองตะวันออกสามารถเดินทางเข้ามาเล่าเรียนได้สะดวก
การมีมหาวิทยาลัยมาตั้งอยู่ย่อมก่อให้เกิดการขยายตัวของชุมชนทั้งในบริเวณรายรอบมหาวิทยาลัย เขตแขวงที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ รวมถึงเส้นทางคมนาคมที่สะดวกในการเดินทางเข้าถึงมหาวิทยาลัย นอกจากหอพักนักศึกษา ก็คือตลาดย่านการค้าที่เกิดต่อเนื่องกันตั้งแต่ลาดกระบัง หัวตะเข้ อ่อนนุช และพัฒนาการ เป็นต้น
‘มหาวิทยาลัยรามคำแหง’ นับเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ (เคยใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศตามจำนวนผู้เข้าเรียนที่มีมากที่สุด) ที่ตั้งอยู่บริเวณกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก เปิดการเรียนการสอนแบบ ‘ตลาดวิชา’ ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2514 ยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร โดยอาศัยอาคารสถานที่ที่เดิมเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ (โมเดลนี้ภายหลัง พ.ศ.2518 ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ลอกเลียนไปใช้ย้ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปศูนย์รังสิตด้วย)
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น กล่าวกันว่าแรกเริ่มเดิมที ‘สามทรราช’ (ถนอม-ประพาส-ณรงค์) ต้องการสร้างฐานทางการเมืองไว้ซัพพอร์ตพวกตน แข่งขันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เป็นฝ่ายค้านนอกสภาอยู่ในขณะนั้น แต่การณ์กลับปรากฏว่าพวกลูกชาวบ้านหลานชาวนาที่มาเรียนราม กลับเป็นพวกเดียวกับที่สนับสนุนการประท้วงขับไล่เผด็จการนำโดยเพื่อนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างแข็งขัน และชนวนเหตุก็ถูกจุดติดมาจากกรณีที่นักศึกษาไปวิพากษ์วิจารณ์การล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรของนายทหารฝ่ายเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม จากที่เปิดการเรียนการสอนแบบ ‘ตลาดวิชา’ (ใครใคร่เรียน เรียน) ย่านหัวหมากกลายเป็นย่านเศรษฐกิจการค้า โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 2530-2540 ที่เศรษฐกิจการค้ากรุงเทพฯ เติบโตตามกระแสยุคนิคส์ ‘หน้าราม’ ซึ่งติดกับคลองแสนแสบ ไม่ไกลจากบางกะปิและลาดพร้าว ก็เกิดเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ แถมยังบุกเบิกการค้าขายช่วงหัวค่ำ มีผู้คนมากมายมาเดินช็อปปิ้งช่วงหัวค่ำ หนาแน่นพอ ๆ กันหรือมากกว่าตลาดสวนจตุจักรช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เสียอีก
จากเดิมที่หัวหมาก บางกะปิ มีต้นทุนที่เป็นย่านมุสลิมมาแต่เดิมตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ร่องรอยวัฒนธรรมมุสลิมก็ยังมีมาก โดยเฉพาะอาหารการกิน สถานที่ละหมาด ทำให้หนุ่มสาวชาวปักษ์ใต้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ชอบที่จะมาเรียนและพักอยู่อาศัย กลายเป็นย่านคนใต้ในกรุงเทพฯ ในที่สุด แต่ปัจจุบันมีคนอีสานและคนภาคตะวันออกเข้ามาอยู่มากเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า กรุงเทพฯฝั่งตะวันออกไม่ใช่ทุ่งริมคลอง ไม่ใช่แหล่งเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน เลี้ยงปลา เหมือนอย่างในอดีต และแถมยังมีพัฒนาการการเป็นเส้นทางทางคมนาคมและการเกิดชุมชนเมืองมาช้านานแล้วด้วย
แนวคิดและวิธีการจัดการกับปัญหาน้ำท่วมโดยการผันน้ำไปออกทางแม่น้ำบางปะกง อันที่จริงก็เป็นวิธีเก่าโบราณ ทำกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ดังจะเห็นได้จากที่อยุธยาใช้ทุ่งอุทัย วังน้อย บ้านสร้าง เป็นแหล่งระบายน้ำไปลงแม่น้ำบางปะกงเหมือนกัน บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่คนแต่ก่อนจะปล่อยว่าง ไม่ตั้งชุมชน ไม่มีวัด ไม่มีโบราณสถาน เพราะถึงเวลาฤดูน้ำหลากท่วม เขาจะปล่อยให้ท่วม แต่ปัจจุบันฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาก็เต็มไปด้วยชุมชนเหมือนกัน แถมมีนิคมอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ในทำเลขวางทางน้ำทั้งนั้น ต่างจากฝั่งตะวันตกแถบเสนา บางบาล ผักไห่ ป่าโมก วิเศษไชยชาญ ที่ยังพอมีทุ่งนาเวิ้งกว้าง แต่ก็มีชุมชนอยู่ริมน้ำ เพราะงั้นวิสัยทัศน์ตื้น ๆ ของผู้บริหารที่มีอำนาจแต่ไม่แคร์ประชาชน ก็จะเห็นว่าฝั่งตะวันตกท่วมได้ แต่ฝั่งตะวันออกท่วมไม่ได้
กลับกันกรุงเทพมหานคร ก็ยังคงบริหารจัดการน้ำในลักษณะเดียวกัน คือ มองหาพื้นที่ที่น้ำจะไปได้และกระทั่งว่าท่วมได้ ระหว่างกรุงเทพตอนใน ฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก แต่เพราะแม่น้ำบางปะกงยังคงเป็นคำตอบของการผันน้ำตามสภาพภูมิศาสตร์ของกรุงเทพมหานครที่มีแนวลาดเทไปทางตะวันออก หวยเลยไปออกที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก เมื่อฝนตกนานติดต่อกัน 3 วัน 2 คืน นี่จึงเป็นคำตอบว่า ทั้งที่ฝนตกทั่วทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ทำไมจึงท่วมแต่ฝั่งตะวันออก
หลังน้ำท่วมปลายกันยายน 2569 นี้ผ่านพ้นไปแล้ว แนวคิดและวิธีการจัดการน้ำแบบข้างต้นควรจะต้องทบทวนและปรับปรุงแก้ไขเป็นการด่วน เพราะดังที่บอก กรุงเทพฯฝั่งตะวันออกไม่ใช่ที่รกร้างเหมือนอย่างในอดีต ที่ท่วมซ้ำซาก ก็เพราะปัญหาวิธีคิดและไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้
แนวคิดที่ว่ากรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองน้ำท่วมได้นั้น คิดถูกแล้ว เพราะขืนปล่อยให้ไปบางบาล ผักไห่ อ่างทอง สุพรรณบุรี อยู่เช่นเดิม ไม่ไหวแน่ ไม่ควรต้องมีชาวบ้านชาวเมืองที่ไหนต้องมารับเคราะห์กรรมแทนคนกรุงเทพฯ แต่จะท่วมยังไงให้ไม่ท่วมมากและนานเกินไป ก่อนจะท่วมต้องแจ้งกันล่วงหน้า เอาให้แน่ ฝนจะตกแดดจะออกสามวันสี่คืนยังไง ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริง และพอท่วมแล้วก็ต้องมีมาตรการดูแลและชดเชยช่วยเหลือกัน ไม่ใช่มาสร้างภาพผัดข้าวแจก แค่นั้น ไม่มีประโยชน์หรอกนะครับ
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
ภาพ: Nation Photo
อ้างอิง
กำพล จำปาพันธ์ และประยุทธ สายต่อเนื่อง. “ร่องรอยของชุมชนโบราณของฉะเชิงเทราบนเส้นทางการค้าย่านคลองท่าลาด-แม่น้ำบางปะกง” วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2561).
กำพล จำปาพันธ์. พระเจ้าตาก กษัตริย์นักการค้า และธนบุรีศรีมหาสมุทร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2561.
กำพล จำปาพันธ์. “ขุดคลอง-ตะล่อมเมือง-จัดการน้ำ จุดกำเนิดเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา” คอลัมน์เกร็ดประวัติศาสตร์อโยธยาศรีรามเทพนคร. ใน สยามโพลล์ (หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมืองพระนครศรีอยุธยา). ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 (ประจำเดือนพฤศจิกายน 2555).
กำพล จำปาพันธ์. “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมของ “เมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก” พุทธศตวรรษที่ 22-24” ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2563.
กำพล จำปาพันธ์. “เส้นทางการค้าลุ่มแม่น้ำบางปะกงและชายฝั่งทะเลตะวันออกกับการสถาปนาธนบุรี” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 39 ฉบับที่ 6 (เมษายน 2561).
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. เสด็จประพาสคลองแสนแสบ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2545.
แชรแวส, นิโกลาส์. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม. แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร, นนทบุรี: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, 2550.
ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2538.
ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, 2503.
ธงทอง จันทรางศุ. วานนี้ที่สุขุมวิท. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2561.
บัณฑิต จุลาสัย และรัชดา โชติพานิช. เขตคลองมองเมือง: จากนามคลองสู่ชื่อเขต ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ เลียบสายน้ำ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2565.
มณฑล ประภากรเกียรติ. กรุงเทพฯ น่ารู้ ตอนถนนประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2556.
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: สนพ.มติชน, 2546.
ศิริวรรณ ศิลาพัชรนันท์. อัตลักษณ์ชุมชนริมน้ำ: แม่กลองและบางปะกง. กรุงเทพฯ: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556.
ศิลา โคมฉาย. เล่าความจริง: ขบวนการนักศึกษารามคำแหงยุคต้น 2514-2519. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มิ่งมิตร, 2539.
ส. พลายน้อย (สมบัติ พลายน้อย). ชีวิตตามคลอง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พิมพ์คำ, 2560.
สุนทรี อาสะไวย์. ประวัติคลองรังสิต: การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ.2431-2457. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530.
อำพิกา สวัสดิวงศ์. “ถนนสุขุมวิทกับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย ช่วงทศวรรษ 2480-2520” วารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (เมษายน - กันยายน 2558).