25 มี.ค. 2569 | 15:33 น.

KEY
POINTS
ในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหมดที่รัฐบาลหนึ่งพึงมี ไม่มีสิ่งใดจะมีค่าและเปราะบางไปกว่า ‘ความไว้วางใจ’ ของประชาชน ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลก รัฐบาลมักหลงลืมสัจธรรมข้อนี้ และเลือกที่จะใช้ ‘การโฆษณาชวนเชื่อ’ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงาม บดบังความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงกันข้าม
เมื่อใดก็ตามที่ภาพจำลองอันงดงามของรัฐบาล ถูกกระชากออกด้วยความจริงที่ประชาชนมองเห็นด้วยตาตนเอง เมื่อนั้นสิ่งที่เรียกว่า ‘ช่องว่างระหว่างรัฐกับความเชื่อของประชาชน’ (Credibility Gap) จะก่อตัวขึ้น ก่อนจะฉีกขาดกลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ไม่อาจมีกาวชนิดใดสมานให้กลับมาเป็นดังเดิมได้
การจะเข้าใจกลไกการพังทลายของศรัทธาอย่างชัดเจนที่สุด ต้องย้อนกลับไปศึกษาเหตุการณ์ใน ‘สงครามเวียดนาม’ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาชั้นครูที่แสดงให้เห็นว่า คำพูดของรัฐผู้ทรงอำนาจ หมดความหมายลงในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร
สงครามเวียดนามมีรากฐานฝังลึกอยู่ในรอยร้าวของยุค ‘สงครามเย็น’ (Cold War) เมื่อสหรัฐอเมริกาเกิดความหวาดกลัวต่อการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ และเชื่อมั่นว่าหากปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์ ประเทศรอบข้างก็จะล้มครืนตามไปด้วยเหมือนตัวต่อโดมิโน
หลังการพ่ายแพ้และถอนตัวของเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างฝรั่งเศส รัฐบาลสหรัฐฯจึงก้าวเข้ามามีบทบาทโดยตรง ด้วยการสนับสนุนและค้ำจุนรัฐบาลเวียดนามใต้ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เพื่อต่อต้านการรุกคืบของเวียดนามเหนือและกองกำลังคอมมิวนิสต์เวียดกง (Viet Cong) สงครามที่เริ่มต้นจากการประลองกำลังในยุคของ ‘ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ (John F. Kennedy) ได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นการส่งกองทัพเต็มรูปแบบและยืดเยื้อยาวนาน
จนกระทั่งในช่วงปลายปี 1967 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาพยายามอย่างหนักที่จะบอกประชาชนของตนว่า สงครามในเวียดนามกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี พวกเขาได้สร้างแคมเปญรณรงค์เพื่อสร้างความหวังและความมั่นใจให้กับประเทศ
‘ประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน’ (Lyndon B. Johnson) และบรรดาที่ปรึกษาทางการทหาร ต้องการให้ชาวอเมริกันเชื่อว่า เม็ดเงินภาษีและชีวิตของคนหนุ่มที่เสียสละไปนั้นกำลังผลิดอกออกผล และชัยชนะอยู่เพียงแค่เอื้อม
‘นายพล วิลเลียม เวสต์มอร์แลนด์’ (William Westmoreland) ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์อย่างมั่นใจหลายครั้ง เขาตอกย้ำกับสื่อมวลชนว่าศัตรูกำลังอ่อนแรงลงอย่างหนัก และ “จุดสิ้นสุดของสงครามเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว”
เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างเหล่านั้น กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดการแถลงข่าวรายวันในกรุงไซง่อน เพื่อรายงานตัวเลขความสูญเสียของศัตรูที่มักถูกกล่าวเกินจริง ในขณะที่นักข่าวภาคสนามกลับรู้สึกถึงความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ทหารรายงานกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จนตั้งฉายาประชดประชันการแถลงข่าวนี้ว่า ‘เรื่องไร้สาระตอน 5 โมงเย็น’ (Five O'Clock Follies)
แต่แล้ว ภาพลวงตาที่รัฐบาลสหรัฐฯบรรจงสร้างขึ้นก็พังทลายลงอย่างราบคาบในเช้ามืดของวันที่ 30 มกราคม 1968 ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนาม หรือที่เรียกว่า ‘เต๊ต’ (Tet)
ตามปกติแล้ว ช่วงเทศกาลนี้จะมีการประกาศหยุดยิงเพื่อเฉลิมฉลอง แต่กองกำลังเวียดกงและกองทัพเวียดนามเหนือกลับฉวยโอกาสนี้ เปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบแบบไม่ให้สหรัฐฯตั้งตัว
นี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘เหตุการณ์รุกโจมตีช่วงตรุษญวน’ (Tet Offensive) กองกำลังคอมมิวนิสต์นับหมื่นนายบุกโจมตีเป้าหมายกว่า 100 แห่งพร้อมกัน ทั้งในเมืองหลวง เมืองระดับจังหวัด และฐานทัพสำคัญทั่วเวียดนามใต้
ความรุนแรงและขนาดของการโจมตีสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก กองกำลังเวียดกงสามารถบุกทะลวงเข้าไปถึงกำแพงสถานทูตสหรัฐฯในกรุงไซง่อน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของอเมริกาในเวียดนาม
นอกจากนี้ เมืองหลวงเก่าอย่าง เมืองเว้ (Hue) ก็ถูกยึดครอง และธงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้โบกสะบัดอยู่เหนือพระราชวังอิมพีเรียลนานนับเดือน ท่ามกลางการสู้รบที่นองเลือดและซากปรักหักพัง
ในแง่ของยุทธวิธีทางการทหาร กองทัพสหรัฐฯและเวียดนามใต้สามารถตั้งรับ ตีโต้ และกวาดล้างกองกำลังเวียดกงจนสูญเสียอย่างหนัก ท้ายที่สุดฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่สามารถยึดพื้นที่ใดไว้ได้เลยในระยะยาว
หากมองในมุมของชัยชนะบนสมรภูมิ เหตุการณ์รุกโจมตีช่วงตรุษญวน (Tet Offensive) จึงถือเป็นชัยชนะทางการทหารของฝ่ายสัมพันธมิตร และเป็นความพ่ายแพ้ย่อยยับทางยุทธวิธีของฝ่ายคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม ในสงครามข้อมูลข่าวสารและจิตวิทยา มันกลับกลายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะสงครามเวียดนามคือ ‘สงครามที่ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์’ (The First Televised War) เป็นครั้งแรกที่ประชาชนไม่ได้เสพข่าวสงครามผ่านการคัดกรองตัวอักษรของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
ภาพข่าวสีสดชัดเจนของการยิงปืนกลางถนน ร่างไร้วิญญาณ และความวุ่นวาย ถูกส่งตรงจากสมรภูมิเข้าสู่ห้องนั่งเล่นของชาวอเมริกันทุกค่ำคืน
ภาพความรุนแรงเหล่านี้ ปะทะเข้าอย่างจังกับสิ่งที่นายพล เวสต์มอร์แลนด์เคยอ้างไว้ ประชาชนตั้งคำถามว่า หากศัตรูอ่อนแรงและใกล้แพ้จริงตามที่รัฐบาลบอก ทำไมพวกเขาถึงมีสรรพกำลังมากพอที่จะบุกโจมตีทุกหัวระแหงได้พร้อมกันขนาดนี้?
ฟางเส้นสุดท้ายที่ตอกย้ำความล้มเหลวในการสื่อสารของรัฐบาล มาจาก ‘วอลเตอร์ ครอนไคต์’ (Walter Cronkite) ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ CBS ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ชายที่น่าเชื่อถือที่สุดในอเมริกา’
ครอนไคต์ตัดสินใจบินตรงไปยังเวียดนามเพื่อดูสถานการณ์ด้วยตาตนเอง เขาเดินลุยฝ่าดงกระสุนและซากปรักหักพัง สัมภาษณ์ทหารแนวหน้า เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังรายงานโลกสวยของรัฐบาล
เมื่อเขากลับมา ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1968 ครอนไคต์ได้กล่าวปิดรายการข่าวของเขาด้วยถ้อยคำที่สั่นสะเทือนไปทั้งทำเนียบขาว โดยเขาสรุปความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้กำลังจะชนะ แต่สงครามครั้งนี้ “ติดหล่มอยู่ในภาวะชะงักงัน” (Mired in stalemate)
คำประกาศของ ครอนไคต์เปรียบเสมือนคำพิพากษา ประธานาธิบดี จอห์นสันถึงกับรำพึงออกมาว่า “ถ้าผมเสียครอนไคต์ไป ผมก็เสียคนอเมริกันชนชั้นกลางไปแล้ว” (“If I've lost Cronkite, I've lost Middle America”)
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่คำว่า ‘ช่องว่างระหว่างรัฐกับความเชื่อของประชาชน’ (Credibility Gap) กลายเป็นที่ประจักษ์ชัด มันคือช่องโหว่ขนาดใหญ่ระหว่าง ‘คำประกาศของรัฐ’ และ ‘ความจริงที่ปรากฏ’
เมื่อความไว้วางใจพังทลายลง แม้ในเวลาต่อมาทหารสหรัฐฯ จะสามารถกอบกู้สถานการณ์ หรือแม้แต่ตอนที่รัฐบาลพยายามออกมาพูดความจริง ประชาชนก็เลือกที่จะไม่เชื่ออีกต่อไป คำพูดของรัฐสูญเสียพลังและอำนาจไปแทบหมดสิ้น
ผลกระทบทางการเมืองที่ตามมานั้นรุนแรงยิ่งกว่าพายุ กระแสต่อต้านสงครามลุกลามไปทั่วประเทศ ความนิยมของประธานาธิบดี จอห์นสัน ดิ่งลงเหว จนในที่สุดเขาต้องประกาศถอนตัวจากการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยถัดไป
“แล้วท้ายที่สุดใครเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้?”
ท่ามกลางสมรภูมินี้ แม้สหรัฐฯ จะสามารถเอาชนะและบดขยี้ศัตรูในสมรภูมิย่อย ๆ ได้แทบทุกครั้ง แต่ความพ่ายแพ้ในสงครามข้อมูลข่าวสารและรอยร้าวจากความน่าเชื่อถือได้ทำลายแรงสนับสนุนและเจตจำนงของประชาชนอเมริกันไปจนหมดสิ้น
เมื่อปราศจากการสนับสนุนจากพลเมืองในประเทศ สหรัฐฯจึงถูกบีบให้ต้องทำสนธิสัญญาสันติภาพและทยอยถอนกำลังทหารออกไป และในที่สุด เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1975 กองกำลังคอมมิวนิสต์ก็นำทัพเข้าตีและยึดกรุงไซง่อนได้สำเร็จ เวียดนามเหนือเป็นผู้คว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด สามารถรวมเวียดนามทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเพียงหนึ่งเดียว ส่งผลให้สงครามครั้งนี้กลายเป็นความพ่ายแพ้ทางการทหารครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น
เหตุการณ์ Tet Offensive และบทสรุปของสงครามเวียดนาม จึงถูกจารึกไว้ในฐานะบทเรียนคลาสสิก ว่าด้วยการสื่อสารมวลชนและการเมือง มันให้บทเรียนสำคัญแก่ผู้มีอำนาจว่า เมื่อสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน ชัยชนะใด ๆ ก็ย่อมหลุดลอยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
Dallek, Robert. "Lyndon Johnson and Vietnam: The Making of a Tragedy." Diplomatic History, vol. 20, no. 2, Spring 1996, pp. 147-162.JSTOR, https://www.jstor.org/stable/24913374. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2026.
Mallia, Nicole. "Press at War." US History Scene, ushistoryscene.com. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2026.
Nelson, Christopher. The Tet Offensive 1968: A 50-Year Reflection on the Impact of Information, Influence, and Culture. Marine Corps University, Feb. 2019. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2026.
Surbrug, Robert. "Analysis: 'We are Mired in Stalemate'." EBSCO Research, EBSCO Information Services, 2021. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2026.
Zarefsky, David. Lyndon Johnson, Vietnam, and the Presidency: The Speech of March 31, 1968. Texas A&M University Press, 2021. Project MUSE, muse.jhu.edu. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2026