คดีฉาว ‘บิล คลินตัน-โมนิกา ลูวินสกี’ เมื่ออำนาจซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ที่สังคมนับถือ

คดีฉาว ‘บิล คลินตัน-โมนิกา ลูวินสกี’ เมื่ออำนาจซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ที่สังคมนับถือ

คดีฉาว ‘บิล คลินตัน–โมนิกา ลูวินสกี’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพศในทำเนียบขาว หากคือภาพสะท้อนของอำนาจที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ persona อันน่าเชื่อถือ

KEY

POINTS

ความสัมพันธ์ฉาวโฉ่ระหว่างอดีตประธานาธิบดี ‘บิล คลินตัน’ และ ‘โมนิกา ลูวินสกี’ มักถูกจดจำในฐานะ ‘ข่าวอื้อฉาวทางเพศ’ ที่สั่นคลอนทำเนียบขาวในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่หากมองลึกกว่านั้น เรื่องนี้คือกรณีศึกษาสำคัญของความขัดแย้งระหว่าง ‘ภาพลักษณ์สาธารณะ’ (persona) กับ ‘ตัวตนจริง’ (self) ของมนุษย์คนหนึ่งที่เชื่อว่าตนเองควบคุมทุกอย่างได้

เรื่องราวเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน ปี 1995 เมื่อโมนิกา ลูวินสกี วัยเพียง 21 ปี เข้ามาทำงานในทำเนียบขาวในฐานะนักศึกษาฝึกงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน เธอเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางอำนาจสูงสุดของโลกการเมือง ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างเธอกับประธานาธิบดีคลินตันเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน และดำเนินต่อไปในพื้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐอย่างห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office)

ในเดือนธันวาคม 1995 โมนิกาได้รับตำแหน่งพนักงานประจำ มีหน้าที่ดูแลและนำส่งจดหมาย ซึ่งทำให้เธอเข้าออกห้องทำงานรูปไข่อยู่บ่อยครั้ง ความใกล้ชิดนี้ไม่ใช่เพียงเชิงกายภาพ แต่คือความใกล้ชิดกับ persona ของชายที่ทั้งประเทศมองว่าเป็นผู้นำ ผู้เจรจา ผู้แบกรับอนาคตของชาติ และเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่มีเสน่ห์มากที่สุดของยุคสมัย

แต่ persona ที่ยิ่งใหญ่ มักมาพร้อม ‘blind spot’ ที่ทำให้ผู้มีอำนาจมองไม่เห็นว่า การกระทำที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนั้น เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่อีกฝ่ายไม่สามารถเลือกได้อย่างเสรีเท่ากัน

ในเดือนเมษายน 1996 โมนิกาถูกย้ายไปทำงานที่กระทรวงกลาโหม หลังจากหัวหน้างานมองว่าเธอมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและขาดสมาธิในการทำงาน ที่เพนตากอน เธอได้พบกับ ‘ลินดา ทริปป์’ และเริ่มเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตนกับประธานาธิบดีให้ฟัง โดยไม่รู้เลยว่าบทสนทนาเหล่านั้นจะกลายเป็นหลักฐานสำคัญในเวลาต่อมา

ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 1997 ทริปป์แอบบันทึกเสียงโทรศัพท์ของโมนิกา และในเดือนมกราคม 1998 เทปเหล่านั้นถูกส่งต่อให้อัยการพิเศษ ‘เคนเนธ สตาร์’ ซึ่งกำลังสอบสวนคดีอื่นของคลินตันอยู่แล้ว เรื่องส่วนตัวจึงกลายเป็นเรื่องการเมืองระดับชาติในชั่วพริบตา

เมื่อข่าวเริ่มแพร่สะพัด คลินตันออกมาปฏิเสธต่อหน้าสื่อด้วยถ้อยคำที่กลายเป็นหนึ่งในประโยคโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน

“ผมไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงคนนั้น คุณลูวินสกี”

การปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงการปกป้องตำแหน่ง แต่สะท้อน persona ของผู้นำที่เชื่อว่าตนเองยังสามารถกำหนดความจริงในสายตาสาธารณชนได้เหมือนที่ผ่านมา

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ ชุดเดรสสีน้ำเงินของโมนิกา ซึ่งเปื้อนคราบอสุจิ ถูกนำมาเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ DNA มัดตัวประธานาธิบดีไว้แน่น และในวันที่ 17 สิงหาคม 1998 บิล คลินตัน กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ต้องให้การต่อหน้าคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมยอมรับต่อประชาชนว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ ‘ไม่เหมาะสม’ กับโมนิกา ลูวินสกี

ผลลัพธ์ของความจริงนั้นกลับไม่สมดุล

คลินตันถูกสภาผู้แทนราษฎรถอดถอนในข้อหาให้การเท็จ แต่รอดพ้นจากการถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยวุฒิสภา เขาดำรงตำแหน่งจนครบวาระ และแม้จะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คะแนนความนิยมของเขากลับพุ่งสูงขึ้นหลังการยอมรับความจริง 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนทั้งความเหนื่อยล้าของสังคมต่อข่าวฉาว และพลังของ persona ที่ยังทำงานได้ เป็นผู้นำที่ดู ‘มีข้อบกพร่องแบบมนุษย์’ แต่ยังสื่อสารเก่งและเข้าถึงได้

ในทางกลับกัน โมนิกา ลูวินสกี กลายเป็นบุคคลสาธารณะโดยไม่ได้สมัครใจ เธอถูกตราหน้า ล้อเลียน และกลั่นแกล้งในระดับโลก ชื่อของเธอกลายเป็นมุกตลกในวัฒนธรรมป๊อป เธอถูกเรียกว่า ‘ผู้ป่วยหมายเลขศูนย์’ (Patient Zero หมายถึง คนกลุ่มแรกที่ถูกโจมตีหรือแพร่กระจายผลกระทบในระบบหนึ่ง) ของการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ก่อนที่คำว่า ‘cyberbullying’ จะถูกนิยามอย่างเป็นทางการเสียอีก

โมนิกาเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าเธอป่วยเป็น PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder ภาวะเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงทางจิตใจ) และเคยมีความคิดจะจบชีวิต ช่วงเวลาท้าทายนั้น เธอบรรยายว่าแทบไม่อาจทนรับแรงกดดันได้ ขณะที่ชายผู้มีอำนาจเหนือกว่า กลับสามารถเดินหน้าชีวิตทางการเมืองและสาธารณะต่อไป

หลายปีต่อมา โมนิกาได้กลับมาทบทวนเรื่องนี้ใหม่ เธอยอมรับว่าความสัมพันธ์ดังกล่าว เป็นความสัมพันธ์ที่ในเวลานั้นเธอเข้าใจว่าเป็นความสมยอม แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็น ‘การใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างร้ายแรง’ ช่องว่างระหว่างเด็กฝึกงานวัย 22 กับประธานาธิบดีวัย 49 ไม่ใช่เพียงเรื่องอายุ หากคือช่องว่างของอำนาจที่ทำให้คำว่า ‘ยินยอม’ ไม่ได้อยู่บนพื้นเดียวกัน

กรณีของคลินตัน–ลูวินสกี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องศีลธรรมส่วนบุคคล หากคือบทเรียนสำคัญว่า เมื่อใครสักคนดำรงอยู่ใน persona ของอำนาจเป็นเวลานาน เขาอาจเริ่มหลงเชื่อว่าตนสามารถแยก ‘เรื่องส่วนตัว’ ออกจาก ‘บทบาทหน้าที่’ ได้อย่างสิ้นเชิง โดยหลงลืมไปว่า สำหรับอีกฝ่าย บทบาทนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถอดออกได้ง่าย ๆ หากคือเงื่อนไขที่ทำให้การเลือกไม่เคยเท่ากันตั้งแต่ต้น

เรื่องนี้เปลี่ยนวัฒนธรรมอเมริกันอย่างถาวร มันทำให้สังคมตระหนักว่า ‘ชีวิตส่วนตัว’ ของบุคคลสาธารณะไม่เคยเป็นส่วนตัวจริง และทำให้คำถามเรื่องอำนาจ ความยินยอม และความรับผิดชอบ ถูกพูดถึงในระดับที่ลึกขึ้น

คลินตันสามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ แต่โมนิกาต้องใช้เวลาหลายสิบปี เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีและเสียงของตัวเอง และนั่นอาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดที่เรื่องนี้ทิ้งไว้….

อำนาจกำลังคุ้มครองใครอยู่ และในความสัมพันธ์เดียวกันนั้น ใครคือคนที่ต้องแบกรับราคาที่หนักกว่า ทั้งในวันนี้และในชีวิตที่เหลือ

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

     "A Chronology: Key Moments In The Clinton-Lewinsky Saga." CNN, 1998.

     Associated Press. "Monica Lewinsky Says Bill Clinton Affair Was ‘Gross Abuse of Power’." The Guardian, 27 Feb. 2018.

     Cashmore, Ellis. "Bill Clinton, Monica Lewinsky and the Politics of Spectacle." Fair Observer, 9 Aug. 2025.

     "Monica Lewinsky: Bill Clinton Affair a Gross Abuse of Power." BBC, 27 Feb. 2018.

     Wright, Tracy. "Monica Lewinsky Says Bill Clinton 'Escaped a Lot More Than I Did' After White House Scandal." Fox News, 12 Jan. 2026.