15 ม.ค. 2569 | 14:22 น.

KEY
POINTS
ปีนี้ (2569) เป็น ‘ปีมะเมีย’ หรือ ‘ปีม้า’ ผู้เขียนเคยอธิบายไว้ในบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนลง The People.co เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๕ ว่าธรรมเนียมการระบุนับปีต่าง ๆ จำนวน ๑๒ ปี นับเป็น ๑ รอบ โดยให้แต่ละปีใช้สัตว์มากำหนดเรียกปีนั้น ๆ อย่างที่เรียกกันว่า ‘สิบสองนักษัตร’ เป็นธรรมเนียมที่ไทยสืบรับมาจากจีน เพราะหลักฐานการนับปีเช่นนี้พบใช้มาอย่างยาวนานเก่าแก่สุดที่จีน
แต่ไทยสยามและอุษาคเนย์ไม่ได้รับเอามาใช้โดยไม่ดัดแปลง เวียดนามจึงมีปีแมว และไทยก็รับสืบทอดมาจากขอม (เขมร) อีกต่อหนึ่ง จึงใช้คำเรียกปีต่าง ๆ เช่น กุน (หมู), จอ (หมา), ขาล (เสือ), มะเมีย (ม้า) เป็นต้น การกำหนดเรียกเช่นนี้ก็เพื่อสะดวกในการสร้างคำทำนายแก่โหร เพราะโหรค่อนข้างมีบทบาทมากในสังคมอดีตที่ผู้คนอยู่กับความไม่แน่นอน ทั้งความไม่แน่นอนในชะตาชีวิต ไม่รู้อนาคตวันข้างหน้า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะเกิดข้าวยากหมากแพงหรือเปล่า ตลอดจนความไม่แน่นอนที่มีเหตุเกิดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นยักษ์สึนามิ อากาศที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ฯลฯ
จากความไม่แน่นอน โหราจารย์ในอดีตท่านได้แก้ไขให้แน่นอน เรื่องนี้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน คำทำนายไม่ว่าจะถูกหรือผิด ไม่สำคัญเท่ากับทำให้คนรู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัยได้ (แม้จะระดับหนึ่งก็ตาม) มีความเชื่อกันว่าโหราศาสตร์เป็นวิชาสถิติ แต่ ‘สุพจน์ แจ้งเร็ว’ อดีต บก.ศิลปวัฒนธรรม ได้เคยโต้แย้งอย่างตรง ๆ โต้ง ๆ ว่า ‘โหราศาสตร์’ กับ ‘สถิติ’ เป็นสองศาสตร์วิชาที่สุดท้ายคงต้องบอกว่า “ชาตินี้ที่รัก เราคงรักกันไม่ได้” แม้ความรู้โหรจะมาจากการสังเกต แต่ท้ายสุดแล้วการสังเกตของตัวโหรเองย่อมไม่สำคัญเท่าการคำนวณตัวเลขบนกระดานชนวน
ถึงเราจะทราบว่าปีนี้เป็นปีมะเมีย (ม้า) แต่เราก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ทำไม ปีนี้ถึงเป็นปีม้า นอกเสียจากว่าเป็นการกำหนดตกทอดมาจากอดีต แล้วพอเป็นเรื่องอดีต ก็ขออย่าได้เข้าใจไปว่า นักประวัติศาสตร์ (ไม่ว่าจะเก่งกาจสักเพียงใด) จะให้คำตอบแก่ท่านได้ เราก็รู้ก็ทราบเท่า ๆ กันกับที่ทุกท่านทราบนั่นแหล่ะ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทจารึกและพงศาวดารไทย มักจะเริ่มต้นเรื่องราวโดยการลำดับปีตามนักษัตร และในหลักฐานประเภทตำนานที่โดดเด่นในเรื่องนี้ก็มี ‘ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช’ กับ ‘ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช’ ที่มีเนื้อความกล่าวถึงการขยายอำนาจของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ครอบคลุมอาณาบริเวณคาบสมุทรตั้งภาคใต้ของไทยจรดมลายู เรียกว่า ‘หัวเมืองสิบสองนักษัตร’ โดยกำหนดให้หัวเมืองต่าง ๆ ทั้ง ๑๒ หัวเมือง ถือตราสัญลักษณ์ตามปีนักษัตร ดังต่อไปนี้
เพราะเหตุใด ถึงถือเอาเมืองนั้นเมืองนี้เป็นตรานั้นตรานี้?
‘อาจารย์ปรีชา นุ่นสุข’ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญนครศรีธรรมราช เคยให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะเพราะปีไหน ยกทัพไปยึดเมืองไหนได้ ก็กำหนดให้เมืองนั้นใช้ตราสัญลักษณ์ของปีนั้น ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากที่สุดแล้ว แต่อะไรจะลงล็อคเป็นเลข ๑๒ ได้แบบนั้น ถ้าเผื่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชยกทัพลงใต้ไปกว่าไทรบุรี (รัฐเคดะห์ในประเทศมาเลเซียปัจจุบัน) หรือขึ้นเหนือเลยย่านบางสะพาน (ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) มาจนมีหัวเมืองที่ ๑๓ ๑๔ แล้วจะกำหนดให้ถือตราไหนอีก
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติโดยไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานรองรับแต่อย่างใด เพราะมีจารึกพบที่ดงแม่นางเมือง ที่รู้จักกันในหมู่นักประวัติศาสตร์โบราณคดีว่า ‘จารึกธานยบุรี’ มีอายุตกถึงสมัยพศว.๑๗ (ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยากว่า ๓ ศตวรรษ) มีเนื้อความกล่าวถึงพระเจ้าศรีธรรมโศกราชให้นำอัฐิธาตุไปบรรจุที่เมืองธานยบุรี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในท้องที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ แสดงว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชเคยแผ่อำนาจมาจนถึงปากน้ำโพ แต่ก็มีข้อโต้แย้งในส่วนนี้ว่า นาม ‘ศรีธรรมโศกราช’ เป็นนามเกียรติยศ หมายถึงกษัตริย์องค์ใดก็ตามที่มี ‘ไอดอล’ เป็นพระเจ้าอโศกของอินเดียโบราณ ดังนั้น พระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่ว่านี้อาจไม่ใช่กษัตริย์ผู้ครองราชย์อยู่ที่นครศรีธรรมราช
อย่างไรก็ตาม ตำนานสำคัญ ๒ ชิ้นของเมืองนครศรีธรรมราช ที่กล่าวถึง ‘หัวเมืองสิบสองนักษัตร’ นี้เป็นหลักฐานที่มีอายุอยู่ในรุ่นอยุธยาตอนปลายแล้ว ไม่ได้เก่าย้อนไปจนถึงพศว.๑๘-๑๙ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า หัวเมืองสิบสองนักษัตรที่ว่านี้อาจเป็นเพียงการอ้างเคลมของ ‘คนคอน’ ในรุ่นอยุธยาปลาย ว่าบ้านเมืองของพวกเขาเคยมีอำนาจเหนือหัวเมืองซึ่งตอนนั้นเป็นอีกอาณาจักรหนึ่งไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทรบุรี ปัตตานี สงขลา หรือแม้แต่ตอนบนเลยจากบางสะพานขึ้นมา ก็อยู่ภายใต้อำนาจของอยุธยา น่าสังเกตด้วยว่าการอ้างเคลมเช่นนี้ได้รับการสนับสนุนจากอยุธยาอยู่ด้วย
ถึงจะเป็นเรื่องในอดีตอันไกลโพ้น แต่บางเมืองในหัวเมืองปักษ์ใต้ก็ยังคงนิยมใช้ตราสัญลักษณ์ประจำเมืองของตนตามคติหัวเมืองสิบสองนักษัตร ‘ตราม้า’ เลยยังมีใช้เป็นตราประจำเมืองตรัง หรืออย่างเมื่อครั้งที่ ‘ร้อยเอกเจมส์ โลว์’ (James Low) ชาวอังกฤษ ได้เดินทางมาภาคใต้ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็ได้มีบันทึกถึงเรื่องประหลาดที่เขาพบที่เกาะภูเก็ต ที่มีคนบางกลุ่มนับถือสุนัข ก็คาดว่าเป็นเรื่องสืบเนื่องกับคติหัวเมืองสิบสองนักษัตรเช่นกัน
ทราบกันดีว่าคติการนับถือสัตว์เป็นสัญลักษณ์ (Totemism) เป็นเรื่องเก่าแก่ดึกดำบรรพ์อยู่คู่มนุษย์หลายต่อหลายสังคมวัฒนธรรม เป็นคติความเชื่อคู่เคียงมากับความเชื่อเรื่องผีบรรพชน (Animism) บางกลุ่มชาติพันธุ์ผนวกรวมความเชื่อสองสายนี้เข้าด้วยกัน เช่น บางชนเผ่ามีเชื่อว่าบรรพชนของตนเองเมื่อตายวิญญาณได้แปรสภาพไปสิงในร่างสัตว์ หรือมีบรรพชนกำเนิดมาจากสัตว์ เช่น ตำนานของชาวล้านนามีว่า บรรพชนของตนเป็นกวางที่ไปน้ำปัสสาวะของพระฤาษีแล้วคลอดลูกออกมาเป็นมนุษย์ ชาวสุโขทัยมีความเชื่อเรื่องพระร่วงลูกนางนาค บางความเชื่อนี้ก็ถูกนำไปเหยียดบุลลี่กัน เช่น พระราชพงศาวดารกัมพูชาฉบับแปลโดย ‘ทองดี ธนะรัชต์’ บิดาของ ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ก็มีว่าชาวกัมพูชาเป็นพวกคบไม่ได้ เพราะมีบรรพชนเป็นตะกวดลิ้นสองแฉก เป็นต้น
แต่ถึงจะมีความเชื่ออะไรแบบนั้น ก็ไม่ใช่อะไรที่จะเอาไปดูถูกดูหมิ่นบุลลี่กัน เพราะคนไทยสมัยก่อนก็มีความเชื่อคล้ายกันนี้ อย่างในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง แถวปากน้ำสมุทรปราการ นนทบุรี ฝั่งธนบุรี ก็พบมีความเชื่อเรื่องจระเข้เป็นบรรพชน ตามศาลเจ้าหลายแห่งจึงมีรูปจระเข้เป็นเทพพิทักษ์ คล้ายทวารบาลของปราสาทเขมร หนักเข้าก็เชื่อไปทางโชคลาภวาสนา เกิดเป็นความนิยมต่อ ‘จระเข้เงิน’ ‘จระเข้ทอง’ เป็นความเชื่อสืบเนื่องมาจากตำนานเรื่อง ‘ท้าวพันตา พระยาพันวัง’
การใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์ประจำปี เพื่อบ่งชี้ถึงบุคลิกลักษณะของเหตุการณ์ในปีนั้น ๆ เมื่อนำเอามาใช้กำหนดทำนายชะตาชีวิตคนเกิดปีนั้น ๆ ก็กำหนดเอาแต่คุณลักษณะด้านที่เป็นอุปนิสัย (ว่าคล้ายคลึงกับสัตว์ประจำปีเกิดอย่างไร) ไม่ได้บ่งชี้ไปที่ร่างกายและผิวพรรณ ในแง่นี้คนทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นใคร ต่างก็มีความเท่าเทียมกัน เพราะสามารถจะมีอุปนิสัยใจคอเหมือน ๆ กันได้ เนื่องจากเกิดในปีเดียวกัน แต่ความสามารถในการแสดงออกของอุปนิสัยจะแตกต่างกันไป ชนชั้นสูงที่เกิดในปีขาล (เสือ) ย่อมมีโอกาสที่แสดงกิริยาดุร้ายได้มากกว่าคนชั้นล่าง เพราะสามารถจะทำร้ายผู้อื่นได้มากกว่าคนที่ไร้อำนาจ
ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า ม้ามีความสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์สังคมไทย แต่ก่อนอื่น เราต้องจำแนกก่อนว่า ‘ม้า’ ที่ว่านี้มีสถานะอย่างใด ในที่นี้เพื่อความสะดวกก็ขอแบ่งกว้าง ๆ ออกเป็น ๒ ยุค คือ ยุคเก่า กับ ยุคใหม่
(๓.๑) ม้าในโลกยุคเก่า
ม้าเป็น:
(๓.๑.๑) สัตว์มงคล
เห็นได้จากมีรูปปรากฏในรอยพระพุทธบาท วัดพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชมี ‘วิหารพระทรงม้า’ เป็นรูปเล่าเรื่องการเสด็จออกบรรพชา ศูนย์กลางคือ ‘ม้ากัณฐกะ’ ม้าทรงของเจ้าชายสิทธิธัตถะ ปกติถ้าเป็นม้าที่พาเจ้าชายหนีชายาไปเสด็จประพาสเที่ยวเตร่ทั่วไป ก็อาจไม่ได้กลายเป็น ‘ม้าศักดิ์สิทธิ์’ อย่างใด แต่นี่เป็นม้าที่พาเจ้าชายพระองค์นั้นไปบวชจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ย่อมเป็น ‘ม้าวิเศษ’ เป็นธรรมดา แม้แต่ม้าที่พระถังซำจั๋งในเรื่องไซอิ๋ว ก็ยังว่าเป็นมังกรแปลงกายมา
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ‘สุตโสมชาดก’ ที่แม้ว่าพระโพธิสัตว์จะเสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ แต่ก็ได้ให้สัจจะวาจาว่าจะแปลงกายเป็นม้า และใช้ชีวิตอย่างม้า เป็นการบำเพ็ญเพียรแบบหนึ่ง หรืออย่างใน ‘อัสสราชชาดก’ ที่เป็นเรื่องพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น ‘พญาม้า’ เป็นม้าศึกของพระเจ้าพรหมทัต ก็เป็นการบำเพ็ญเพียรก่อนจะมาสู่มหาชาติ (สิบชาติสุดท้าย)
ล้อเกวียนอันเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา ก็ว่าเป็นล้อรถม้า แต่ส่วนใหญ่มองว่าเป็นล้อเกวียนเทียมวัว เป็นสัญลักษณ์ที่พบมาในวัฒนธรรมแบบทวารวดี เชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองในสยามประเทศมาก่อนจะเกิดอาณาจักรอย่างสุโขทัย อยุธยา หรือแม้แต่ก่อนเขมรพระนคร
(๓.๑.๒) สัตว์พาหนะ
จากคุณสมบัติที่เป็นสัตว์ที่มนุษย์จะสามารถฝึกให้เชื่องจนเป็นแรงงานในการเดินทางให้แก่ตนได้ คนขี่หลัง และหรือบรรทุกสิ่งของได้ ทำให้ม้าเป็นสัตว์สำคัญในโลกยุคก่อนค้นพบน้ำมันและมอเตอร์ มี ‘ม้าเร็ว’ เป็นนวัตกรรมสำหรับการสื่อสารด้วย
ในยุโรป จีน พัฒนาเป็น ‘รถม้า’ เพื่อสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางเพิ่มขึ้น แต่สำหรับในเอเชียที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำ ทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่เกิดจากการเกณฑ์แรงงานมาขุดขึ้น ทำให้เรือเป็นคำตอบของการคมนาคมมากกว่าม้า ยกเว้นกรณีอีสาน-ล้านซ้าง ที่เกวียนเทียมวัวกับม้า มีความสำคัญ เนื่องจากเส้นทางน้ำไม่ได้เชื่อมถึงกันจนทั่วเหมือนภาคอื่น การเดินทางทางน้ำเลยไม่สะดวกเท่าเส้นทางบก
ในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงมลพิษ เราเป็นต้องนึกถึงควันจากท่อไอเสียของรถพาหนะ แต่สำหรับโลกยุคที่ยังใช้ม้า วัว และช้าง เป็นพาหนะแล้ว มลพิษบนท้องถนนหมายถึงขี้ของสัตว์พาหนะเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะขี้ม้า เมืองหลวงที่เป็นชุมทางคมนาคมทางบก คราครั่งไปด้วยรถม้า ย่อมเป็นเมืองที่มีกลิ่นเหม็นจากขี้ม้าไปด้วย บางเมืองต้องมีพนักงานเก็บขี้ม้าเป็นการเฉพาะ หรือมีกฎห้ามไม่ให้นำม้าไปผูกในไว้ในบางแห่ง
(๓.๑.๓) สัตว์สงคราม
สืบเนื่องจากข้อ ๓.๑.๒ ม้าเลยมีศักยภาพในการศึกสงคราม และเมื่อมีศักยภาพในการศึกสงคราม ก็ย่อมต้องมีศักยภาพในการเมือง การแย่งชิงอำนาจ อยู่ด้วย ดังตัวอย่างใน ‘พงศาวดารเหนือ’ ผู้มีบุญเช่นพระยาแกรกขี่ม้าควงพระขรรค์วิเศษที่ได้จากพระอินทร์ไปยึดอำนาจจากพระยาโคตรบอง สมเด็จพระราเมศวรที่เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พะงั่ว) สวรรคตแล้ว ในระยะเวลาเพียง ๒ วัน ก็เสด็จจากลพบุรีลงมายึดอำนาจที่อยุธยาได้สำเร็จ ก็คาดว่าทัพที่พระองค์เตรียมการไว้นั้นเป็น ‘ทัพม้า’ ขืนเป็น ‘ทัพช้าง’ ก็คงใช้เวลาเป็นอาทิตย์ถึงจะเสด็จถึงอยุธยา เผลอ ๆ การข่าวที่แพร่ไปไวกว่าคน เมื่อไปถึงอยุธยา แทนที่จะยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ฝ่ายตรงข้ามอาจเตรียมกับดักไว้รอจน ‘ทรงพระตุย’ เอาได้
ม้าที่จะถูกใช้ในสงคราม ย่อมดุร้ายและเก่งกาจสามารถกว่าม้าปกติทั่วไป คุณลักษณะก็มักจะตรงกับ ‘ม้าพยศ’ ดังนั้น การปราบม้าพยศจึงเป็นทักษะสำคัญแสดงออกถึงความเป็นชายแท้และบุญบารมี ในประวัติศาสตร์ไทยผู้ที่มีเรื่องปราบพยศม้าปรากฏในหลักฐานก็เช่น สมเด็จพระนเรศวร, สมเด็จพระนารายณ์, พระเจ้าเสือ เป็นต้น
หรืออย่างสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เราอาจคุ้นเคยกับเรื่องที่พระองค์ไสช้างบุกเข้าตีเมืองจันทบุรี แต่ที่จริงก่อนจะเสด็จไปถึงจันทบุรี วีรกรรมบางแห่ง เช่น ที่บ้านพรานนก (ในท้องที่อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน) ก็มีเรื่องว่าทรงตั้งกระบวนทัพม้าเพียง ๒๕ ม้า สู้กับพม่าที่ยกมาเป็นร้อย แล้วปรากฏว่า ม้าศึกทั้ง ๒๕ ของพระองค์นั้นเป็นฝ่ายไล่ต้อนและตีพม่าแตกพ่ายไป กองทหารม้าที่สระบุรีและที่อื่น ๆ จึงนับถือสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ นิยมสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินฯ ไว้ในค่ายมาเท่าทุกวันนี้
เมื่อสร้างอนุสาวรีย์ถวายแด่อดีตพระมหากษัตริย์ จึงนิยมสร้างเป็นรูปประทับทรงม้า ส่วนใหญ่ก็สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ความนิยมในส่วนนี้ไม่เว้นแม้แต่ในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ ที่เรียกันว่า ‘พระบรมรูปทรงม้า’ ทั้งที่ในพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเสด็จประพาสทางเรือมากกว่าประทับไปบนหลังม้า
(๓.๑.๔) สินค้า
เมื่อม้าเป็นสัตว์ใช้งานในด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้ ม้าก็เลยมีสถานะทางเศรษฐกิจการค้าไปด้วย คือมีราคาซื้อขายกันในท้องตลาด ม้าพันธุ์ดีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ ‘ม้าเปอร์เชีย’ เพราะมีร่างกายกำยำ แข็งแรง อึด ถึกทน วิ่งเร็วกว่าม้าสายพันธุ์อื่น ๆ แถมยังมีลักษณะดีงามสง่าอีกด้วย
‘ม้าสีหมอก’ ของขุนแผน ในเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ ก็มีลักษณะตรงตามอย่าง ‘ม้าเปอร์เชีย’ ขุนแผนไปซื้อมาจากตลาดเชิงเขาบันไดอิฐที่เพชรบุรี ทำให้ทราบร่องรอยว่าเดิมเพชรบุรีเป็นเมืองที่มีการค้าม้า ด้วยคุณวิเศษของม้าชนิดนี้เลยทำให้ขุนแผนสามารถไปลักพานางพิมไปท่องไพรกับตนได้
และก็ด้วยเพราะมีม้าเปอร์เชียนี้เอง ทำให้ฝ่ายทางการที่ส่งคนติดตามไปจับกุมตัวขุนแผน ก็ตามล่าตัวขุนแผนไม่ได้ ไล่ไม่ทัน เพราะม้าของขุนแผนฝีเท้าดีกว่า ม้าของทางการยังใช้ ‘ม้าแกลบ’ หรือ ‘ม้าพื้นเมือง’ แถมเมื่อตามทัน เมื่อม้าแกลบได้ยินเสียงม้าขุนแผนร้องฮี้ ๆ ส่งเสียงไปข่ม ม้าแกลบของทางการก็ตกใจสะบัดตูดหนี ไม่สู้ด้วย หรือเมื่อถูกบังคับเข้าต่อสู้ ก็สู้ม้าขุนแผนที่แข็งแรงและว่องไวกว่าไม่ได้อีก
นอกจากม้า กลุ่มพ่อค้าและขุนนางชาวเปอร์เชียยังพยายามนำเข้าสัตว์พาหนะอีกชนิดหนึ่งคือ ‘อูฐ’ แต่ปรากฏว่าอูฐไม่เป็นที่นิยมเท่าม้า ถึงแม้อูฐจะทนอากาศร้อนได้ดี แต่อูฐเดินช้า ม้าไวกว่า แถมอูฐยังมีราคาแพงกว่าม้าไปอีก ครั้นจะใช้ในพิธีการ อูฐก็ดูไม่งามสง่าเหมือนม้ากับช้าง อูฐเลยตกกระป๋องไป เหลือร่องรอยทิ้งไว้เพียงภาพจิตรกรรมที่วัดเขียน อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง และ ‘อูฐหยก’ พบในกรุปรางค์วัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา
(๓.๒) ม้าในโลกยุคใหม่
ม้าเป็น:
(๓.๒.๑) สินค้า
เป็นสิ่งที่ม้ายังคงเป็นสืบเนื่องมาจากโลกยุคเก่า เพียงแต่ตลาดหดแคบลง ตามสภาพการใช้งานของม้า ซึ่งก็ไม่ได้แพร่หลายหรือเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นเหมือนอย่างโลกอดีต เข้าใจว่าเมื่อมีของอย่างรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ม้าก็ค่อย ๆ หมดความสำคัญจำเป็นที่ว่านี้ จึงไม่มีสิ่งใดให้กล่าวถึงในหัวข้อนี้เท่าไรนัก
(๓.๒.๒) พิธีการ
จากคุณสมบัติที่เป็นสัตว์มีลักษณะงามสง่า ก็ทำให้ม้ายังคงมีความสำคัญในแง่พิธีการเฉลิมฉลอง ใช้ในกองเกียรติยศ การสวนสนาม กองทหารม้าที่มีในกองทัพจึงไม่ได้มีหน้าที่หลักในการสู้รบเหมือนอย่างในอดีต หากแต่เป็นกองเกียรติยศ นานทีปีหน ประชาชนถึงจะได้เห็นทหารม้าอย่างตัวจริงเป็น ๆ ผ่านทางจอทีวีในวันสำคัญ
คำว่า ‘พิธีการ’ ในที่นี้ก็แน่นอนว่าเป็นพิธีกรรมของรัฐ ยังมีพิธีกรรมที่เชื่อและทำกันในหมู่ชาวบ้านประชาชน เช่น กรณีชาวมุสลิมภาคใต้ที่อาจารย์อนุสรณ์ อุณโณ ศึกษาและเขียนไว้ในเล่ม ‘นบีไม่กินหมาก’ ก็มีพิธีกรรมเกี่ยวกับม้า สืบเนื่องจากมีความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพชน เป็นลักษณะความเชื่อผมผสานกันระหว่าง Totemism กับ Animism ดังที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อใหม่ เกิดมีขึ้นมาใหม่ แบบใหม่สดกิ๊ง ไม่กี่ปีมานี้ คือความเชื่อเรื่อง ‘เจ้าพ่อม้าลาย’ แถวคลองหลวง จ.ปทุมธานี หรืออย่างแถวนนทบุรี เคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักวิชาการทางมานุษยวิทยา ก็สันนิษฐานกันว่าน่าจะสืบเนื่องมาจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ‘ม้าลาย’ จึงเป็นสัญลักษณ์เพื่อความปลอดภัยแบบ ‘ทางม้าลาย’ นั่นเอง
(๓.๒.๓) การพนัน
การพนันแข่งม้าเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ เคยเป็นที่นิยม จนถึงกับมีการสร้างสนามม้าใหญ่โตและมีการถ่ายทอดสดการแข่งม้า คงไม่ต้องบอกว่าการดูแข่งม้าเป็นที่โปรดปรานแก่เหล่าอีลีตชนชั้นนำทั้งไทยและชาวโลกเพียงใด
สำหรับในไทย คงยังจำกันได้ถึงเรื่องที่ ‘ป๋าเปรม’ (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) ในช่วง ๓ เดือนก่อนการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ได้แต่งกายในชุดทหารม้า (พลเอกเปรม อดีตเคยเป็นนายทหารม้ามาก่อน) ไปกล่าวปาฐกถากับนักเรียนโรงเรียนนายร้อย จปร. เรื่อง ‘จ๊อกกี้กับเจ้าของม้า’ เปรียบเทียบรัฐบาลเป็นจ๊อกกี้ ทหารเป็นม้า แต่จ็อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า เจ้าของม้าคือประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วหลังจากนั้นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตกันขึ้นเพียงใด
นั่นก็เพราะความสำคัญในเชิงเปรียบเทียบที่ม้าในฐานะการพนันมี จึงทำให้พลเอกเปรม หรือใครต่อใคร ก็สามารถจะกล่าวเปรียบเทียบความสัมพันธ์ที่ปกติยากจะกล่าวถึง (แน่นอนว่าเป็นเรื่องการเมือง)
(๓.๒.๔) การท่องเที่ยว
อันนี้เห็นได้ตามเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะแถบชายหาด การขี่ม้าริมหาด ก็เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนอยู่บ้าง แม้จะไม่คึกคักและซบเซาไปตามกระแสเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นที่พัทยา ชะอำ ที่ใช้ม้าเป็นสัญลักษณ์ก็มีเช่น เทศบาลนครลำปาง เพราะลำปางเป็นเมืองมี ‘รถม้า’ ใช้งานอยู่ จนเกิดกระแสการอนุรักษ์ ในขณะที่หลายเมืองก็มีอย่างรถตุ๊กๆ หรือสามล้อถีบ (อย่างแถวนนทบุรี)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตุ๊ก ๆ กับสามล้อถีบ ยังไม่ถูกทำให้เป็น ขณะที่รถม้าถูกทำให้เป็นไปแล้ว ก็คือมุมมองแบบชนชั้นกลางที่มีต่อรถม้าแบบ exotic ผสม nostalgia เมื่อแหล่งท่องเที่ยวต้องการจุดต่างอันแสดงให้เห็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ไม่เหมือนใคร (และไม่มีใครเหมือน) ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะไปขุดค้นเอาสิ่งนี้มาจากในหลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นของที่มีอยู่จริงในอดีตของพื้นที่แห่งนั้น
การใช้รถม้าเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของชาวลำปางนี้ จากงานศึกษาของ ‘อาจารย์ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์’ ระบุว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างเมื่อทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐ รวมถึงวลีล้อที่ว่า “ม้าหำใหญ่ ไก่ขาเดียว” ก็เป็นสิ่งที่เพิ่งมีเพิ่งเกิดไม่นานนี้ในลำปางเช่นกัน
แน่นอนอย่างที่บอกไว้ตอนต้นแล้วว่า ยังมีตรังอีกเมืองหนึ่งที่ใช้ม้าเป็นสัญลักษณ์ แต่ด้วยคติที่ต่างออกไป อันนั้นสืบเนื่องจากตำนานเรื่องเมืองสิบสองนักษัตร
ชาวอีสานมีความเชื่อเรื่อง ‘ม้ามณีกาพย์’ คือม้าวิเศษที่เหาะเหินเดินอากาศได้ เช่นเดียวกับ ‘ม้าเปกาซัส’ ของทางกรีก แต่ม้ามณีกาพย์ไม่มีปีก เหาะได้ด้วยเท้าของตนเอง คนภาคกลางก็เชื่อว่าเดิมม้าเป็นสัตว์วิเศษเหาะได้เช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะจากที่เราจะเห็นได้จากละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แต่เป็นความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากคัมภีร์พระเวทของอินเดียโบราณด้วย
กล่าวคือชาวฮินดูมีความเชื่อว่า ม้าเกิดจากพระพาย เช่นเดียวกับลิงหนุมาน เนื่องจากเป็นบุตรเทพ ก็เลยเหาะได้ แต่เพราะครั้งหนึ่งเกิดมี ‘บุตรแห่งพระพาย’ ท่านหนึ่ง กลายเป็น ‘อาหวัง’ เหาะติดตามนางม้ารูปงาม ขึ้นไปยังสวนบนสวรรค์ ไปหยอกล้อและปลุกปล้ำ (18+) กับนางม้า จนผลหมากรากไม้ ดอกไม้นานาพรรณ บนสวนสวรรค์นั้นได้รับความฉิบหายวายวอด เทวดานางฟ้าที่เฝ้าดูแลสวนนั้นกลัวความผิดที่ดูแลสวนได้ไม่ดี ปล่อยให้ม้ามาทำเป็นม่านรูดเสียได้ ก็เลยเข้าชื่อกันไปฟ้องร้องต่อพระศิวะ
พระศิวะท่านก็คงขำขันไปตามเรื่อง เพราะพระศิวะท่านมีตาทิพย์ก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เรื่องของเรื่องนั้นเกิดจากเทวดานางฟ้าที่เฝ้าสวนนั้นก็เป็น ‘บี๋’ กัน มัวแต่ไป ‘ดูแมว’ ที่วิมาน ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ แต่จะไม่ลงโทษม้าก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะเป็นเยี่ยงอย่างให้สัตว์เหาะได้อื่น ๆ มาทำตาม พระศิวะเลยบัญชาให้พระนารายณ์ทำโทษม้าโดยการตัดเอ็นเหาะที่เท้าทั้งสี่ของม้าเสีย ตั้งแต่นั้นมา พรี่ม้าของเราก็เลยเหาะไม่ได้ ได้แต่วิ่งบนพื้นดิน เหล่าอาบังเขาว่ากันไว้อย่างนั้น
ทางฝั่งอินเดีย นอกจากมังกร ที่มีความเชื่อกันมากเกี่ยวกับสัตว์วิเศษเหาะได้คือ ‘กิเลน’ เจิ้งเหอในการเดินทางกองเรือมหาสมบัติได้เคยนำเอายีราฟกลับไปถวายฮ่องเต้ของตนเอง เพราะเข้าใจว่านั่นคือ ‘กิเลนทอง’ กิเลนมีลักษณะหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าคล้ายม้าแต่ไม่ใช่ม้า ปราชญ์ท่านหนึ่งที่เชื่อเช่นนี้คือ ‘สุนทรภู่’ มหากวีเอกรัตนโกสินทร์ของเรา เพราะ ‘ม้านิลมังกร’ ตามที่ท่านแต่งบรรยายเอาไว้นั้นมีลักษณะตรงตามกิเลนสายที่เชื่อว่าเป็นม้าแต่ไม่ใช่ม้า
นอกจากนี้ภาพจำหนึ่งที่คนไทยรุ่น 80-90s มีเกี่ยวกับม้า ก็คือม้าเป็นสัตว์เลี้ยงของปิติในแบบเรียนภาษาไทย ทุกวันนี้เวลาสื่อโซเชียลไปถ่ายรูปเด็กขี่ม้าไปโรงเรียน เช่น ที่อุทัยธานี ก็มักจะตั้งสมญาให้แก่เด็กคนนั้นว่า ‘ปิติ’ เมื่อสร้างเป็นภาพยนตร์ ปิติก็ปรากฏภาพราวกับ ‘ปู่คลิน อีสต์วูด’ ในภาพยนตร์แนวคาวบอย
นั่นคือม้าไม่เคยหลุดหายไปจากจินตนาการของคนไทย ถึงแม้ว่าตัวม้าจริง ๆ จะไม่ค่อยมีคนเลี้ยงหรือขี่ให้เห็นในชีวิตประจำวันแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าม้าจะมีแต่ภาพลักษณ์ที่ดูดีมีสง่า เพราะก็เคยมีละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่อง ‘แก้วหน้าม้า’ สตรีที่มีใบหน้าและผิวพรรณแบบม้า กลายเป็นต้นแบบความหน้าตาอัปลักษณ์ของสตรีที่เป็นที่จดจำ กว่าที่จะได้ลงเอยกับพระเอกและแฮปปี้เอนดิ้ง ต้องไปศัลยกรรมถอดรูปม้าและหน้าตาสะสวยเสียก่อน
แค่นั้นยังไม่พอ ม้ายังไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อย่างเหล้าดองยา มีสูตรยาดองประเภทหนึ่งเรียกว่า ‘ม้ากระทืบโรง’ กินแล้วเมาเอะอะมะเทิ่ง คำว่า ‘ม้าบิน’ ยังเคยเป็นยี่ห้อยาสูบ ที่นิยมกันทั่วบ้านเมือง ก่อนที่จะมีกรองทิพย์ สายฝน มาร์ลโบโร คำว่า ‘สูบม้า’ เคยหมายถึงสูบยาสูบชนิดนี้ ที่เวลาจะสูบจะต้องมวนใบจาก แต่ข้อดีว่ากันว่ามีสารก่อมะเร็งน้อยกว่าพวกกรองทิพย์ สายฝน ฯลฯ คนรุ่นที่สูบยาสุบชนิดนี้เลยตายเพราะมะเร็งกันน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นที่สูบกรองทิพย์ (เขาว่ากันอย่างนั้น)
ต่อมา คำว่า ‘สูบม้า’ กลายเป็นสูบยาเม็ดกล่อมประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่ง ‘คุณเสนาะ เทียนทอง’ ได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อยาชนิดนี้จาก ‘ยาม้า’ เป็น ‘ยาบ้า’ แทน ในยุคสมัยที่มีรัฐบาลนามสกุลมีคำว่า ‘อาชา’ ที่หมายถึงม้า คือ ‘นายบรรหาร ศิลปอาชา’ แห่งพรรคชาติไทย การเปลี่ยน ‘ยาม้า’ ‘ยาขยัน’ เป็น ‘ยาบ้า’ จึงถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญหนึ่งของรัฐบาลท่านบรรหาร
อย่างไรก็ตาม จากคุณลักษณะของม้าที่มีมิติด้านความขยัน ว่องไว แม้แต่แบบเรียนบทอาขยานก็มีท่องจำกันมาว่า ‘ม. ม้า คึกคัก’ ก็เป็นธรรมดาที่พวกผลิตยาเสพติดจะนำเอาไปเป็นแบรนด์ยาของตน ถ้าท่านบรรหารเทพรรคชาติไทยไปเสียตั้งแต่สมัยโน้น ไม่ปล่อยให้ลูกชายเป็นผู้เทในสมัยนี้ ป่านนี้ไม่แน่ว่า ลูกหลานเยาวชนของเราอาจจะยังคง ‘เสพยาม้า’ ‘ติดยาขยัน’ กันอยู่ ไม่ใช่ ‘พวกเสพยาบ้า’ ‘คลั่งยาบ้า’ ซึ่งทำให้เห็นโทษภัยของยาเสพติดชนิดนี้ได้ดีกว่า
เป็นความฉลาดล้ำลึกอย่างหนึ่งของนักปราชญ์แต่โบราณนานมา ที่นำเอาสัตว์มากำหนดเรียกปี สร้างความแตกต่างระหว่างปีหนึ่งกับอีกปีหนึ่ง แต่ท้ายสุดเราต้องไม่ลืมว่า นั่นเป็นแค่เรื่องที่เรา ๆ ท่าน ๆ สมมติกันขึ้นมาเท่านั้น
คนเกิดปีนี้ไม่จำเป็นจะต้องมีอุปนิสัยอย่างเดียวกับม้า เช่นเดียวกับคนเกิดปีจอ ก็ไม่ใช่จะมีนิสัยใจคอแบบหมา ๆ ไม่ใช่จะต้องเจอกับเรื่อง ‘ตกม้าตาย’ ตลอด
อย่างน้อยปี ๒๕๖๙ นี้ก็ตั้งต้นปีกันโดยการเลือกตั้ง ก็ไม่ใช่จะต้องมาหมดหวังกันเสียไปทุกสิ่งอย่าง ม้าก็มีทั้งดีและร้าย ชีวิตคนเราในแต่ละรอบปีก็เช่นกัน
ขอพลังจงสถิตอยู่กับทุกท่าน!
เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์
อ้างอิง
กำพล จำปาพันธ์. ““คนกราบหมา” (มีอยู่จริง ๆ นั่นแหล่ะ) & ว่าด้วยปริศนา "ลัทธิบูชาหมา" และคติสิบสองนักษัตรในหัวเมืองปักษ์ใต้” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๑๐ (สิงหาคม ๒๕๖๗).
กำพล จำปาพันธ์. “ที่มาของ ๑๒ นักษัตร-๑๒ ราศี ทำไมไม่มีแมว? ‘แมว’ หายไปจริงหรือ? แล้วทำไมเวียดนามมีปีแมว?” https://www.thepeople.co/read/history/50962 (เผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๕).
ปรีชา นุ่นสุข. ประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช. ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๔๕.
พระราชพงศาวดารเหนือ. พระนคร: ไทยเขษม, ๒๕๐๕.
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์. “ม้าหำใหญ่ ไก่ขาเดียว : สัญลักษณ์ความล้มเหลวของงานออกแบบแหวกแนวในสังคมเมืองลำปาง ทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐” วารสารหน้าจั่ว. ฉบับที่ ๓๒ (มกราคม – ธันวาคม ๒๕๖๐).
รวมเรื่องเมืองนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๐๕.
ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา. พระนคร: แพร่พิทยา, ๒๕๑๓.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). “จารึกดงแม่นางเมือง” ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/489 (เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐).
ส. พลายน้อย (สมบัติ พลายน้อย). สัตว์หิมพานต์. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ, ๒๕๓๒.
ส. พลายน้อย (สมบัติ พลายน้อย). สิบสองนักษัตร. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, ๒๕๓๐.
อนุสรณ์ อุณโณ. นบีไม่กินหมาก. ปัตตานี: ปาตานีฟอรั่ม, ๒๕๕๙.