06 มิ.ย. 2569 | 09:47 น.

เส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางคนเลือกที่จะเรียนรู้ผ่านความล้มเหลว บางคนทุ่มเทเวลาเพื่อรักษางานศิลปะของตัวเอง และบางคนใช้เวลารอคอยนานนับปีกว่าที่เพลงจะถูกค้นพบ
ขณะเดียวกันในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทกับชีวิตนักแต่งเพลงมากขึ้น นักแต่งเพลงก็ต้องปรับตัวให้ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT ร่วมกับ The People จัดงาน ‘MCT Presents Songwriter Thailand Showcase 2026’: SONGvivor’ นักแต่งเพลง ‘ต้องรอด’ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ คริสตัล บอกซ์ เกษร เออเบิร์น รีสอร์ท
เพื่อร่วมตั้งคำถามและหาคำตอบว่า เหตุผลอะไรที่จะทำให้นักแต่งเพลงอยู่รอดในยุคนี้
เอาเข้าจริง ‘เจอาร์’ ไกรวิศ กปิลกาญจน์ เจ้าของเพลง ‘ฝันถึงคนเดิมซ้ำ ๆ’ ชอบเล่นดนตรีและแต่งเพลงมาตั้งแต่เด็กและยังคงสนุกและมีความสุขกับการได้ขีดเขียนความรู้สึกออกมาเป็นบทเพลง
“รู้สึกชอบการแต่งเพลง เพราะทำให้ได้คิด มองหาไอเดียใหม่ ๆ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเรากลั่นกรองเนื้อร้องและเมโลดี้ออกมาเพื่อสื่อสารเรื่องราว”
สำหรับเพลง ‘ฝันถึงคนเดิมซ้ำ ๆ’ เป็นเพลงช้า ฟังสบาย ที่บอกเล่าตัวตนของเจอาร์ที่เป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่กล้าพูดความรู้สึกของตัวเอง จนต้องระบายออกมาเป็นเพลงที่พูดถึงความรู้สึกอึดอัดที่ซ่อนอยู่ในใจของคนคนหนึ่งที่ฝันถึงคนเดิมและไม่สามารถบอกใครได้
แม้จะเป็นนักแต่งเพลงและศิลปินหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการได้ไม่นาน แต่การต้องทุ่มแรงกายและใจไปกับการทำเพลงทุกกระบวนการก็ทำให้เจอาร์เหนื่อยและท้ออยู่บ้าง
ถึงอย่างนั้นแรงสนับสนุนจากคนใกล้ตัวและบทเรียนที่ได้รับก็ทำให้เขามีพลังที่อยากจะส่งต่อท่วงทำนองในสไตล์ของ ‘JR KVZ’ ให้กับนักฟังเพลงทุกคน
“ด้วยความที่เราตัวคนเดียว ไม่ได้มีวงเหมือนคนอื่นเขา การจะทำเพลงแต่ละเพลงต้องใช้พลังงานเยอะมาก ตั้งแต่เนื้อร้อง ทำนอง ทำเดโม่ ถ่ายทำ ตัดต่อ MV วางแผนโปรโมต คิดคอนเทนต์ลงบน Social Media รวมถึงเงินทุน
“แต่ทุกอย่าง เจอาร์คิดว่า มันทำให้เราได้รับทักษะใหม่ ๆ ที่ทำให้เราเก่งขึ้น ถ้าไม่ได้ลองทุกกระบวนการด้วยตัวเอง ก็คงไม่ได้พัฒนาขึ้นจนเป็นตัวเราทุกวันนี้”
การได้รับเลือกเป็นหนึ่งในผู้ได้รับทุนจาก MCT จึงเป็นกำลังใจพร้อมทั้งตอกย้ำว่า เขาเดินมาถูกทางและสามารถเป็นนักแต่งเพลงได้เหมือนกัน
“เหมือนได้รับการยืนยันว่า เราเองก็เป็นนักแต่งเพลงได้ เพราะที่ผ่านมาเราไม่ค่อยมั่นใจในความสามารถตัวเอง ไม่เคยคิดว่าเราเก่ง วันนี้ผมเลยมีแรงใจที่จะแต่งเพลงของตัวเองต่อไป”
ขณะเดียวกันในยุคที่มนุษย์ต้องเริ่มต่อสู้กับเทคโนโลยี นักแต่งเพลงก็ต้องปรับตัว ทางรอดของเจอาร์ในปัจจุบัน คือ การเชื่อในตัวเองและเชื่อในงานศิลปะที่จะมอบเฉดสีของบทเพลงใหม่ ๆ ให้กับคนฟัง
แล้วการมีพื้นที่ปล่อยของอย่าง ‘MCT Presents ‘Songwriter Thailand Showcase 2026’ ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่จะเติมไฟให้เพื่อนนักแต่งเพลงด้วยกันและทำให้เพลงดี ๆ ถูกค้นพบ
และที่สำคัญ เขาอยากให้ทุกคนแต่งเพลงต่อไป และอย่าหยุดแต่งเพลง
“ผลงานทุกชิ้นมีคุณค่าทั้งหมด การที่เพลงจะดังหรือไม่ดัง มีหลายปัจจัย เพลงที่ดีที่สุดอาจจะไม่ได้จำเป็นว่าต้องเป็นเพลงที่ดังที่สุด เพราะฉะนั้น อยากให้ทุกคนทำต่อไป อย่าหยุดสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ไอเดียใหม่ ๆ ให้กับวงการเพลง”
เพราะบางครั้งผลลัพธ์อาจไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ การก้าวข้ามปัญหา ระหว่างทาง เพื่อให้เราเติบโตและเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้ในสักวันหนึ่ง
เบื้องหลังเพลง 709 Carat ที่แต่งโดย ‘ทีวี’ ปัฐวีร์ วิริยะศิษฐ์ คือ เพลงที่จีบสาวที่เขาอยากให้ผู้หญิงที่ชอบมาร่วมสร้างสรรค์เพลงนี้ด้วยกัน
ถึงสุดท้ายจะจบลงอย่างไม่สมหวัง แต่ก็ได้เพื่อนสนิทมาร่วมแรป ทำให้เพลงมีมิติมากขึ้นจนได้รับทุนจาก MCT ไปครองได้สำเร็จ
บนเวที ‘แบงค์’ รัฐวิชญ์ อนันต์พรสิริ นักแต่งเพลงและหนึ่งในคณะกรรมการของการคัดเลือกครั้งนี้ บอกว่า “นี่เป็นเพลงของคนรุ่นนี้ เป็นเพลงเจนซี ซึ่งเขาเข้าใจตลาดของเขา เป็นเพลงที่เพื่อนฟังแล้วชอบ ฟังแล้วรู้สึกได้ว่านี่คือเพลงของยุคนี้ วิธีเขียนเพลง การร้อยคำ มีชั้นเชิง ก็เลยชอบเพลงนี้มาก ๆ”
แม้เพลงจะบอกเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยดั่งเพชร แต่ความเป็นจริง นักแต่งเพลงคือคนที่ไม่มั่นใจตัวเอง แต่ยังคงเชื่อว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การได้ถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านเพลง
เพราะสำหรับนักแต่งเพลงแล้ว การเป็นตัวเองสำคัญที่สุด
“กฎเหล็กที่ผมยึดไว้เสมอ คือ ห้ามเสียลายเซ็นตัวเอง”
เอกลักษณ์ของเพลง ‘หัวใจดองเกลือ’ คือ กลิ่นอายของความเป็นเพลงลูกทุ่งในเวอร์ชันปี 2026 และติดหูคนฟัง แม้จะฟังไปแค่รอบเดียว
ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลัง คือ ‘แบงค์’ ขุนพล ไชยหาญ ชายผู้เคยเป็นนักแต่งเพลงในสังกัด GMM Grammy มานานเกือบ 10 ปี ฝันอยากเป็นนักดนตรีตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น แล้วโอบอุ้มความฝันนั้นมาจนถึงปัจจุบัน
ระหว่างทาง แม้จะต้องเจอกับจุดเปลี่ยน จนทำให้การแต่งเพลงเป็นเพียงงานอดิเรก แต่เขาก็ยังมีความสุข และไม่เคยกดดันตัวเองเลย ด้วยการเปลี่ยนให้การแต่งเพลงที่เคยเป็นงานหลักเป็น
“ผมไม่เคยมองว่า เพลงจะต้องประสบความสำเร็จมัหรือกดดันตัวเองว่าต้องเขียนเพลงให้ดัง ต้องเขียนเพลงให้มีคนใช้ให้เพลงทำงานอะไร ผมเขียนมันด้วยความอยากจะเขียน อยากจะปลดปล่อยความรู้สึก”
ขณะที่เพลงหัวใจดองเกลือ ถือเป็นผลงานที่แบงค์กลับมาเขียนเพลงในรอบ 2 ปี และเป็นเพลงเก่าที่ถูกหยิบมาปัดฝุ่นแล้วทำมันขึ้นมาอีกครั้ง
“จริง ๆ เขียนเพลงนี้ไว้สักพักแล้ว เขียนทิ้งไว้ แต่อยากเขียนเพลงให้มีความเป็นลูกทุ่ง เขียนแล้วสนุก เพราะใช้คำเฉย ๆ เขิน ๆ อย่างคำว่าดองเกลือ สวรรค์บ้านนา มันเอามาใช้ยาก แต่พอเขียนแนวลูกทุ่ง แล้วรู้สึกว่ามันไม่เขิน แล้วเผยแพร่ได้”
ส่วนแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง เขาแค่ชอบอ่าน ชอบคิด และหยิบเรื่องราวรอบตัวขึ้นมาเป็นเพลงได้ เขาจึงอยากจะส่งต่อแนวคิดนี้ให้กับนักแต่งเพลงรุ่นน้องเหมือนกัน
“อ่านเยอะ ๆ เขียนเยอะ ๆ การเขียนเพลงก็เหมือนกับการทำอาหาร เราไม่รู้หรอกว่าต้องใส่อะไรถึงอร่อย ต้องทำบ่อย ๆ เดี๋ยวอร่อยเอง ที่สำคัญต้องให้คนอื่นชิม ดังนั้นอ่านเยอะ ๆ ดูหนังก็เป็นไอเดียได้”
แล้วการแต่งเพลงที่จะทำให้รอดในยุคนี้ได้ คือ จำเป็นต้องมี Community ของตัวเองที่จะคอยสนับสนุนผลงานของนักแต่งเพลงหรือศิลปินคนนั้นต่อไป
“ผมว่านักแต่งเพลงต้องสร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง ร้องเอง แต่งเอง สร้างชุมชนของตัวเอง เสนอกับคนที่ชอบเพลงแบบที่เราทำ เพราะเดี๋ยวนี้ศิลปินส่วนใหญ่ เขาก็แต่งเพลงกันเอง ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จ ผมว่าหนทางนั้นน่าจะมีทางเป็นไปได้”
และสำหรับแบงค์ ‘หัวใจดองเกลือ’ คือหลักฐานชิ้นสำคัญว่า เมื่อเรายังซื่อสัตย์กับสิ่งที่รัก ต่อให้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานแค่ไหน บทเพลงนั้นก็ยังมีวันได้ออกเดินทางไปเจอผู้ฟังได้
‘ต้นงิ้วสวรรค์’ ถูกเก็บไว้ในคลังเพลงของ ‘เบียร์’ สัญชาน ปิยโชติสกุลชัย มานานถึง 8 ปี แต่เขาก็ยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้เพลงของเขาถูกเผยแพร่
แม้จะเจอกับความล้มเหลวหลายครั้ง แต่การได้รับเลือกเป็นหนึ่งในผู้ได้รับทุนจาก MCT ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชีวิตการเป็นนักแต่งเพลงของเขา
เพราะความฝันสูงสุดของเขา คือ การที่คนอื่นจะได้เห็นสิ่งที่เขาลงทุน ลงแรง ส่งมอบความคิดและจิตวิญญาณไปกับสิ่งที่เขารัก
“ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้ผมมีวันนี้ แล้วทำให้ผมคิดว่า สักวันก่อนผมตาย จะได้ให้คนเห็นคุณค่าสิ่งผมทำด้วยจิตวิญญาณ”
เขายังเล่าอีกว่า เพลงของเขามันจะซ่อนปรัชญาชีวิตเข้าไป สำหรับเพลง ‘ต้นงิ้วสวรรค์’ เขาเลือกที่จะพูดถึงความรักที่ไม่มีอยู่จริง
“ต้นงิ้วเป็นสิ่งที่เจ็บปวด ผิดศีลธรรม แต่สุดท้ายสวรรค์มันเป็นมโนภาพ ดังนั้นความรักของเราสองคนบนโลกที่ไม่ถูกต้อง แม้แต่นรกก็ไม่ต้องการ เพราะฉะนั้นเราไปรักกันที่สวรรค์ดีกว่า ทำให้ต้นงิ้วเป็นความรักที่เบิกบาน”
8 ปีที่รอคอย ทำให้ ‘ต้นงิ้วสวรรค์’ ไม่ได้เป็นแค่เพลงหนึ่งเพลง แต่เป็นคำยืนยันว่า บางความฝันอาจมาช้า แต่อาจไม่สายเกินไป
ชีวิตการเป็นนักแต่งเพลง ‘ต้นกล้า’ ธีธัช เลาหะสราญ เริ่มต้นจากความเพียรพยายามของเขาที่ชอบคิด ชอบเขียน ชอบแต่งกลอน แต่งแร็ป และรักการเล่นดนตรี
เพราะการแต่งเพลง ทำให้เขาระบายความรู้สึก นำคำคมหรือคำที่ดูสวยงามออกมาเป็นเพลงได้ แล้วนั่นคือทำให้เขามีความสุขกับการแต่งเพลง
ส่วนเพลง ‘ความทรงจำของพรุ่งนี้’ ที่เขาแต่งขึ้น ต้นกล้าก็เลือกที่จะใช้ความสุขมาร้อยเรียงเป็นบทเพลงแนวสบาย ๆ ที่อยากบอกคนฟังว่า แม้ความสุขจะสั้น แต่ก็อยากให้ความสุขนั้นคงอยู่ตลอดไป
“ ‘ความทรงจำของพรุ่งนี้’ เกิดจากความรู้สึกจริง ๆ ของผม เวลาผมมีความสุขกับหลาย ๆ เรื่องในชีวิต ผมมักจะคิดว่า อีกไม่นานความสุขก็นี้ก็ต้องจบลง จากที่กำลังมีความสุขมากๆ ความเศร้าก็แทรกเข้ามา
“ผมอยากอยู่ในช่วงเวลาที่มีความสุขไปนานๆ แต่ความจริงคือทุกเรื่องราวต้องจบลง และกลายเป็นความทรงจำของพรุ่งนี้ เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าช่วงชีวิตที่มีความสุขนั้นอยู่กับเราตลอดไปได้คงดี”
แล้วบนเส้นทางนักแต่งเพลงที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและมีนักแต่งเพลงหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ต้นกล้าบอกว่า จังหวะและเวลาสำคัญไปพร้อมกับการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
“ผมเชื่อว่าชีวิตกำหนดสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้เรามาแล้ว จังหวะและเวลาที่ใช่มันมีอยู่จริง ผมมักคิดเสมอว่า อะไรที่มันยังไม่สำเร็จ มันถูกกำหนดมาแบบนั้นแล้ว และจะมาสิ่งที่เหมาะกับเรามากกว่ารออยู่ ที่พลาดไปคือบทเรียน มันเกิดขึ้นเพื่อให้เราเรียนรู้ ไม่พลาดก็ไม่เรียนรู้
“แต่นอกจากคิดแบบนี้แล้วก็ต้องพัฒนาตัวเองด้สยนะครับ เอาบทเรียนมาสอนตัวเองแล้วก็สร้างวินัยให้มากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆเดินตามจังหวะชีวิต”
การมีเวทีอย่าง ‘MCT Presents Songwriter Thailand Showcase 2026’: SONGvivor’ นักแต่งเพลง ‘ต้องรอด’ ทำให้นักแต่งเพลงมองเห็นโอกาส และยังเป็นแรงใจที่ทำให้ต้นกล้าอยากจะทำเพลงต่อไป
“ผมรู้สึกดีที่เพลงนี้ได้ถูกฟังและชื่นชอบโดยคนในวงการดนตรีระดับมืออาชีพ ต่อจากนี้ผมอยากจะพาเพลงที่ตัวเองแต่งเข้าสู่หัวใจคนฟังและพี่ ๆ ในวงการดนตรีให้ได้อีกเยอะ ๆ”
ขณะเดียวกัน นักแต่งเพลงจะอยู่รอดได้ในยุคนี้ได้ก็ต่อเมื่อ พวกเขายังคงแต่งเพลงและไม่ล้มเลิกความตั้งใจแรกของตัวเองไปเสียก่อน
“ผมเชื่อว่าทุกคนเก่ง แค่ไม่รู้ว่าเก่งหรือเก่งอะไรเลยทำให้พัฒนาตัวเองผิดที่ผิดทางไปบ้าง และที่สำคัญคือต้องไม่ล้มเลิกความตั้งใจครับ เดินช้าได้พักได้แต่ห้ามออกจากเส้นทาง สักวันจะสำเร็จ”
แล้วถึงแม้จะมี AI แต่ในมุมมองของต้นกล้า เขาบอกว่า สิ่งที่ทดแทนไม่ได้ คือ ความรู้สึกที่จริงใจจากมนุษย์
“AI มีบทบาทเยอะ เชื่อว่านักแต่งเพลงจะอยู่ได้ด้วยการเป็นตัวเอง เพราะ AI ยังไม่สามารถแทนสิ่งหนึ่งได้ คือ ความรู้สึกที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่เกิดจากคนส่งถึงคน ผ่านเนื้อเพลง ทำนองและดนตรี”
ดังนั้น สิ่งที่เขาอยากบอกเพื่อนนักแต่งเพลงจึงไม่ใช่คำที่สวยงาม และอาจจะดูเป็นคำเดิม ๆ แต่สะท้อนชีวิตของนักแต่งเพลงได้จริงที่สุด คือ จงทำสิ่งที่รัก แต่งเพลง และวิ่งอยู่ในวงการ แล้วความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
“ชีวิตเหมือนลู่วิ่งที่ไม่รู้ระยะของเส้นชัย เรากำหนดเลนของเราเอง เดินได้ พักได้ วิ่งเร็ววิ่งช้า หันไปมองเลนอื่นได้ แต่อย่าเปรียบเทียบเกินไป เลนใครเลนมัน และที่สำคัญห้ามหยุดวิ่ง”